Samsung และ LG เตรียมส่งนวัตกรรมหน้าจอที่สามารถโค้งงอได้ ลงตลาดในเดือนพฤศจิกายนนี้

สรุปข่าว
ในปัจจุบันหลายบริษัทยักษ์ใหญ่ในตลาดมือถือเริ่มให้ความสำคัญกันมากขึ้นเรื่อยๆ กับเทคโนโลยีสมาร์ทโฟนที่มาพร้อมกับหน้าจอโค้งงอได้ ซึ่งขณะนี้มีสองค่ายใหญ่อย่าง Samsung และ LG ที่กำลังพัฒนานวัตกรรมหน้าจอที่สามารถโค้งงอได้ หรือเรียกว่า flexible screens ลงสู่ตลาด เพื่อให้ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนค่ายต่างๆ นำไปใช้งานกับสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ ต่อไปในอนาคต โดยชิ้นส่วนล็อตแรกนั้นจะเริ่มส่งมอบได้ในช่วงเดือนพฤศจิกายนปี 2556 สำหรับหน้าจอแบบโค้งงอได้ หรือ Flexible Screen นั้น ไม่ได้มีจุดเด่นในเรื่องของการที่เราสามารถจับโค้งงอได้เพียงอย่างเดียว แต่ยังคงมาพร้อมกับหน้าจอที่มีความสว่างมากกว่า บางกว่า และแข็งแรงทนทานกว่าอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยในการประหยัดพลังงานได้มากยิ่งขึ้น โดยนักวิเคราะห์ได้คาดการณ์กันว่า เทคโนโลยีสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่อย่าง Flexible displays จะได้รับความนิยมเป็นอย่างมากและจะมีการเติบโตเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงปี 2558 แล้วหลังจากนั้นจะเข้าสู่ภาวะถดถอยและอัตราการเติบโตของเทคโนโลยีสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่นี้จะค่อยๆ หยุดนิ่ง อันเนื่องมาจากผลิตภัณฑ์ใหม่อาจจะมีเทคโนโลยีสูงกว่า มีประสิทธิภาพดีกว่า หรือตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างเหมาะสมมากกว่า เป็นต้น

flickr:9702293084
flickr:9702293004

บทวิเคราะห์
ทุกวันนี้กลุ่มผู้ที่ใช้งานสมาร์ทโฟนมีอัตราการใช้งานที่เพิ่มขึ้น ทั้งเข้าถึงอินเทอร์เน็ต โซเชียลเน็ตเวิร์ค แชตออนไลน์ และใช้วีดีโอสตรีมมิ่ง ซึ่งจากข้อมูลที่เก็บรวบรวมจากโครงข่ายที่ดำเนินการจัดการต่างๆ ทั่วโลก ได้คาดการณ์กันไว้ว่าจำนวนผู้จดทะเบียนใช้งานสมาร์ทโฟนจะเพิ่มสูงขึ้น 4.5 พันล้านคนในปี 2568 โดยโทรศัพท์มือถือที่ขายได้ไตรมาสที่ 1 ปี 2556 เป็นสมาร์ทโฟนกว่า 50% จากที่เคยขายตลอด ปี 2555 ที่ 40% (แสดงให้เห็นตามแผนภาพ)

flickr:9702317142

จากข้อมูลข้างต้น จะเห็นได้ว่ามีอัตราด้านการใช้งานสมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และ ณ ปัจจุบันสมาร์ทโฟนทุกรุ่นในตลาดล้วนแต่มีคุณสมบัติคล้ายคลึงกันหมด ด้วยเหตุนี้บริษัทสองค่ายใหญ่อย่าง Samsung และ LG จึงจำเป็นต้องพัฒนาสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ด้วยนวัตกรรมใหม่ เพื่อช่วยสร้างความได้เปรียบในด้านความแตกต่างของตลาดสมาร์ทโฟน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้มากขึ้น และถึงแม้ว่า Samsung และ LG จะผลิตสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ออกมาโดยมีหน้าจอที่สามารถโค้งงอได้เหมือนกัน แต่ความแตกต่างของสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ระหว่างสองบริษัท ก็คือ พลาสติกที่นำมาใช้ผลิตหน้าจอ โดยทางซัมซุงใช้หน้าจอ AMOLED (Active matrix OLED) ซึ่งจะบางและเบากว่าหน้าจอ OLED และหน้าจอ LCD-TFT ธรรมดา รวมทั้งมีความแข็งแรงทนทาน มีความยืดหยุ่นกว่าหน้าจอทั่วไป ในขณะที่ LG ใช้หน้าจอ OLED (organic light-emitting diode)

flickr:9702338304

แต่การที่ Samsung หรือ LG จะใช้พลาสติกในการผลิตหน้าจอแบบใดก็ตาม สุดท้ายการตัดสินใจซื้อก็จะขึ้นอยู่กับมุมมองของผู้บริโภคที่อาจจะพิจารณาหรือไม่พิจารณาถึงปัจจัยอื่นๆ รวมถึงรายละเอียดข้อมูลของสินค้าก่อนการตัดสินใจซื้อ เพราะผลลัพธ์ที่ได้ ก็คือ หน้าจอแบบยืดหยุ่นสามารถโค้งงอได้เหมือนกัน แต่ในปัจจุบันผู้บริโภคโดยส่วนใหญ่มักจะมองแต่ฟังก์ชั่นการใช้งานหรือภาพลักษณ์ของแบรนด์สินค้า จึงส่งผลทำให้ทั้งสองบริษัทต่างช่วงชิงจังหวะในการที่จะเป็นบริษัทแรกที่ออกสมาร์ทโฟนนวัตกรรมใหม่ ที่มีคุณภาพโค้งงอได้ เนื่องจากจังหวะเวลาของการเปิดตัวสินค้านั้นเป็นเรื่องที่สำคัญและส่งผลต่อบริษัทเป็นอย่างมาก ถ้าสินค้าของบริษัทใดสามารถเข้ามาทำตลาดเป็นรายแรกได้ โอกาสที่บริษัทนั้นจะได้รับผลประโยชน์จากการครอบครองตลาดก็จะมีมากขึ้น และจะสร้างการรับรู้ของผู้บริโภคในสินค้าของแบรนด์ตัวเองมากขึ้นด้วยเช่นกัน
เมื่อทำการวิเคราะห์ SWOT ของสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ที่มาพร้อมกับหน้าจอโค้งงอได้ จะพบว่า
จุดแข่ง (S-Strength) ของสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่นี้อยู่ที่ตัวผลิตภัณฑ์ที่มีความแตกต่างและโดดเด่นจากสมาร์ทโฟนที่จำหน่ายอยู่ทั่วไป คือเป็นสมาร์ทโฟนที่นำเสนอนวัตกรรมใหม่ โดยมีจุดเด่นของ Flexible Display ที่ทำมาจากพลาสติกที่มีความทนทานไม่มีปัญหาการแตกหัก สามารถยืดหยุ่นโค้งงอให้เข้ากับการเคลื่อนไหวของร่างกายผู้ใช้ได้ แม้จะบิดหน้าจอไปมา หรือม้วนเหมือนท่อ PVC ก็คงความสามารถในการแสดงภาพที่ชัดเจน เม็ดสีที่ไม่ผิดเพี้ยน มีน้ำหนักเบา สามารถส่งข้อความและสัญญาณเตือนได้โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องมองทั้งหน้าจอ (Flexible Display มีความโค้งมน ในส่วนหน้าจอที่โค้งออกมาสามารถแสดงข้อมูลพวก Notification ได้และมีข้อความเลื่อนไปมาให้อ่านได้แม้ไม่ได้เปิดหน้าจอขึ้นมา) รวมทั้งใช้ต้นทุนจากวัสดุในการผลิตที่ถูกกว่าสมาร์ทโฟนแบบธรรมดาด้วย
จุดอ่อน (Weakness) คือ มีปัญหาเกี่ยวกับการพัฒนาในเรื่องของคุณภาพการแสดงผล มีความเสี่ยงในเรื่องของการหุ้มความชื้นและออกซิเจนเพื่อกันการแทรกซึม ซึ่งเป็นข้อสำคัญที่มีผลต่อการนำไปใช้งานในเชิงพาณิชย์ รวมถึงสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่นี้ไม่สามารถยืดหยุ่นได้ทุกส่วน เนื่องจากข้อจำกัดของแบตเตอรี่และแผงวงจรที่ไม่สามารถโค้งงอได้
โอกาส (Opportunity) จะพบว่าปัจจัยภายนอกที่เอื้อประโยชน์และส่งเสริมทำให้สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่นี้สามารถเข้าสู่ตลาดสมาร์ทโฟนและมีโอกาสประสบความสำเร็จ ได้แก่ 1) จำนวนผู้ใช้สมาร์ทโฟนมีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นทุกปี (จำนวนผู้จดทะเบียนสมาร์ทโฟน ระหว่างปี 2555-2561 ขยายตัวถึง 25%) 2) การสื่อสารไร้พรมแดน ทำให้ผลิตภัณฑ์เข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น และ 3) การเข้าถึงผลิตภัณฑ์ของผู้บริโภคมีมากขึ้นเพิ่มความสะดวกให้กับผู้บริโภค ซึ่งก็เนื่องมาจากการพัฒนาทางเทคโนโลยี
อุปสรรค (Treat) นับเป็นข้อจำกัดที่เกิดจากสภาพแวดล้อมภายนอก ทำให้จำเป็นต้องปรับกลยุทธ์การตลาดให้สอดคล้องและพยายามขจัดอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นให้ได้จริง อาทิเช่น ภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน เมื่อเศรษฐกิจแย่ลงย่อมมีผลต่อการบริโภคของประชาชนซึ่งจะบริโภคอย่างจำกัดมากขึ้น การแข่งขันที่รุนแรงในตลาดสมาร์ทโฟน ในแง่ผู้ผลิตต่างเร่งพัฒนาเครื่องรุ่นใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง แต่ส่วนแบ่งตลาดก็ยังกระจุกตัวแต่เฉพาะผู้เล่นรายใหญ่เพียงไม่กี่แบรนด์ เป็นต้น

อ้างอิงข่าว: http://www.phonearena.com/news/First-Samsung-and-LG-mass-produced-flexible-screens-to-ship-in-November_id46577 — Date: August 20, 2013 — By Victor H.

อ้างอิงเพิ่มเติม:
http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/it/it/20130821/524515/ไทยใช้สมาร์ทโฟน-แทบเล็ต-พุ่ง3เท่า.html
http://www.appdisqus.com/2013/04/17/flexible-display-samsung-delay.html
http://news.siamphone.com/news-12046.html
http://www.scbeic.com/THA/document/topic_krungtep_smartphone/

ผู้จัดทำ น.ส. กิ่งกนก พิพัฒน์สำราญ ID: 5510211012 (RMBA 70)

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License