034

ปีย์ รุ่งเรืองอารี 5510211034
IT Report
อีคอมเมิร์ซจีนขึ้นแท่นตลาดใหญ่สุดในโลก

คาดตลาดอีคอมเมิร์ซ ของจีนจะแซงหน้าสหรัฐในปีนี้ ขึ้นเป็นตลาดอีคอมเมิร์ซใหญ่สุดในโลก บริษัทที่ปรึกษาด้านการจัดการ เบน แอนด์ คอมพานี คาดว่า ตลาดอีคอมเมิร์ซของจีนจะแซงหน้าสหรัฐในปีนี้ ขึ้นเป็นตลาดอีคอมเมิร์ซใหญ่สุดในโลกจากปริมาณการใช้ของผู้บริโภคทั้งหมดด้านบริษัทเจ้าของเว็บไซด์อีคอมเมิร์ซของจีน "อาลีบาบา กรุ๊ป" ระบุว่าการใช้จ่ายออนไลน์อาจมีสัดส่วนครึ่งหนึ่งของการใช้จ่ายด้านค้าปลีกของจีนภายใน 10 ปีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการ ช็อปปิ้งเกิดขึ้นเมื่อประชากรเกือบครึ่งหนึ่งจากราว 1,300 ล้านราย สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตโดยตรง โดยเกือบ 80% เป็นเจ้าของสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต เบน แอนด์ คอมพานี ระบุว่า ตลาดอีคอมเมิร์ซของจีนขยายตัวในอัตราเฉลี่ย 71% จากปี 2552 ถึงปี 2555 ขณะที่สหรัฐมีอัตราการขยายตัวที่ 13% และขนาดการซื้อขายทั้งหมดคาดว่าจะแตะระดับ 539,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2558การใช้จ่ายโดยรวมของ ผู้บริโภคจีนมีจำนวน 212,000 ล้านดอลลาร์ ในปี 2555 เมื่อเทียบกับ 228,000 ล้านดอลลาร์ของผู้บริโภคชาวอเมริกัน
บริษัทจีนที่มีร้านค้าปลีกต่างปรับกลวิธีการขายเพื่อแข่งขันกับคู่แข่งทางธุรกิจออนไลน์ ซึ่งทำท่าจะตัดราคาในตลาดที่มีการแข่งขันสูงมาก และมีเจ้าตลาดอย่างอาลีบาบา 360บาย และจิงดงแม้สัดส่วนรายได้ทั้งหมดยังน้อยอยู่ ทว่า ยอดขายออนไลน์กำลังขยายตัว ไฮเออร์ อิเลคทริค ซึ่งเปิดร้านค้าออนไลน์ในเว็บไซต์ทีมอลล์ดอทคอม มีรายได้จากอีคอมเมิร์ซทะยานขึ้นเกือบ 500% เป็น 633 ล้านหยวน หรือ 2% ของรายได้ทั้งหมด ในช่วงครึ่งแรกของปี 2556 จาก 106 ล้านหยวน ในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รายได้ทั้งหมดเพิ่มขึ้น 10.2%ด้านบริษัทซุนหนิง คอมเมิร์ซ กรุ๊ป มีธุรกิจอีคอมเมิร์ซเพิ่มขึ้นเป็น 10,600 ล้านหยวนในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ นับเป็นการพุ่งขึ้น 101% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนอาลีบาบา ซึ่งเวบไซต์เต๋าเบ๋า เป็นเวบที่มีคนเข้าชมติด 10 อันดับแรก คาดว่าอีคอมเมิร์ซจะมีสัดส่วนครึ่งหนึ่งของการใช้จ่ายด้านค้าปลีกทั้งหมดของจีนในช่วง 10 ปี จาก 6% ในปัจจุบัน

flickr:9700768929

รูป 1 สถิติ ตลาดการซื้อขายออนไลน์ของจีน

Summary
จากรายงานของ Bain & Co ซึ่งได้สำรวจข้อมูลลูกค้าออนไลน์กว่า 1,300 ราย ในจีน ซึ่งครอบคลุมทุกภูมิลำเนา ระดับการศึกษา อายุ และฐานรายได้ พบว่า การมียอดขายแซงตลาดสหรัฐฯ ถือว่าเป็นเป้าหมายสำคัญของความสำเร็จในธุรกิจ อี-คอมเมิร์ซ จีน รวมทั้งกิจกรรมบนฐานไอที จะเป็นกลายเป็นตัวฐานขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจจีน แทนฐานธุรกิจแบบอดีต จาดรายงานยังพบว่า ลูกค้ากว่าร้อยละ 70 จะศึกษาข้อมูลสินค้าและเปรียบเทียบราคากันผ่านระบบออนไลน์ และออฟไลน์ รวมทั้งเปรียบเทียบกับ อี-สโตร์ รายอื่นๆ ที่แตกต่างกันไป ซึ่งเข้าค่ายลูกค้าชาวจีน มี Perfect Information กันง่ายมากขึ้น ซึ่งมีครึ่งหนึ่งของลูกค้าฯ ที่เลือกสินค้าด้วยเหตุผลด้านราคาสำคัญที่สุด จากรายงานพบว่า ลูกค้าออนไลน์จีนนั้น กว่าร้อยละ 75 เป็นผู้มีรายได้สูง คือมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนละกว่า 50,000 หยวน สำหรับสินค้าที่นิยมซื้อขายออนไลน์นั้น เป็นประเภทโทรศัพท์มือถือมากถึง 2 ใน 3 ส่วน ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าในสหรัฐฯ ส่วนลูกค้าที่มีรายได้ระดับปานกลางนั้น นิยมที่จะซื้อสินค้าประเภทอุปโภคบริโภคมากกว่า
จากข่าวพบว่า การเติบโตของ อี-คอมเมิร์ซ โซเชียลมีเดีย ช่องทางการตลาดออนไลน์ และอินเตอร์เน็ตฟอรั่ม ต่างๆ จะเปิดโอกาศให้ลูกค้าได้เข้าถึงข้อมูลสินค้าและราคา เพื่อพิจารณาก่อนตัดสินใจ แล้วขณะเดียวกันก็เป็นการกระตุ้นความต้องการได้มากขึ้นด้วย เพราะมีสินค้าและบริการที่หลากหลาย จากรายงานพบว่าศักยภาพการตลาดแบบ บีทูซี (Business to Customer) ซึ่งมีรูปแบบการค้าบนอินเทอร์เน็ต จากผู้ประกอบการธุรกิจสู่ผู้บริโภคโดยตรง จะเข้ามาผสมผสานกับ รูปแบบ ซีทูซี (Customer to customer) ในเวลานี้ ที่เป็นชุมชนธุรกิจโดยลูกค้าสร้างกลุ่มกันเอง ที่เหมือนกับ Amazon และ E-bay อันมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากเมื่อ 3 ปีก่อนถึง ร้อยละ 160 และคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตที่เฉลี่ยร้อยละ 53 ต่อปี ไปจนถึงปี 2558 ขณะที่การตลาดแบบ ซีทูซี เช่น เว็บ Taobao เวลานี้ มีอัตราการเติบโตที่ร้อยละ 65 ต่อปีด้วยกัน

flickr:9703880534

รูป 2 จาก ไอรีเสิร์ช (iResearch) เปรียบเทียบสัดส่วนตลาดอี-คอมเมิร์ช จีนกับสหรัฐฯ ในปี 2553 – 2558

Analysis
จากที่กล่าวมา เป็นโอกาสที่ผู้ประกอบการของประเทศไทยควรจะให้ความสำคัญในเรื่องของ อี-คอมเมิร์ซ โซเชียลมีเดีย ช่องทางการตลาดออนไลน์ และอินเตอร์เน็ตฟอรั่ม ต่างๆ เพิ่มมากขึ้น ถ้า หากต้องการจะเข้าไปเจาะตลาดในจีน ซึ่งวันนี้ อี-คอมเมิร์ช ได้กลายเป็นกระแสนิยมของคนจีนไปแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นโอกาสการเติบโตของอินเตอร์เน็ต ซึ่งก็ถือเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจอี-คอมเมิร์ชในจีนยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก จากจำนวนประชากรที่มีมากที่สุดในโลก จากกระแสนิยมนี้ทำให้ดึงดูดธุรกิจยักษ์ใหญ่จากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น Louis Vuitton, Adidas, AG, Samsung, Walt Disney, Marks & Spencer และ Mothercare ที่ต้องการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการใช้ช่องทางซื้อขายสินค้าออนไลน์ในจีน เพื่อจัดจำหน่ายสินค้าประเภทต่าง ๆ ทั้งโทรศัพท์มือถือ ผักสด เสื้อผ้า อาหาร เครื่องจักรและของใช้ส่วนตัว เป็นต้น ที่สำคัญโดยเฉพาะรัฐบาลจีนประกาศผ่านกฎหมายลายเซ็นต์อิเล็กทรอนิกส์ หวังสนับสนุนให้การค้าขายบนโลกออนไลน์เติบโตทะลุเป้า ยอมรับการทำธุรกรรมผ่านอินเทอร์เน็ตกฎหมายดังกล่าวระบุว่าลายเซ็นต์อิเล็กทรอนิกส์นั้นสามารถใช้ยืนยันสถานะได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ต่างจากการเซ็นต์ชื่อด้วยลายมือ และยังยอมให้ผู้ประกอบการค้าบนโลกออนไลน์สามารถทำธุรกรรมทางการเงินผ่านระบบออนไลน์ด้วย จีนกลายเป็นประเทศที่มีการเติบโตของประชากรอินเทอร์เน็ตสูงเป็นอันดับสองของโลก
ซึ่งตามข่าวนั้นที่จะก้าวมาเป็นที่หนึ่งในอนาคต ยกตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ “เถาเป่า” (taobao) ซึ่งเป็นเว็บไซต์สั่งซื้อของออนไลน์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในจีน มีระบบสั่งซื้อสินค้า การชำระเงิน การขนส่ง รวมทั้งการบริการหลังการขาย ธุรกิจอีคอมเมิร์ซในจีนได้ขยายอย่างต่อเนื่องและสร้างมูลค่ามหาศาลให้แก่ เศรษฐกิจจีน

flickr:9703882744

รูป 3 เว็บไซต์ "เถาเป่า" (taobao)

จึงถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ประกอบการไทยที่จะหันมาประกอบธุรกิจผ่านการซื้อขายออนไลน์ โดยเฉพาะการซื้อขายผ่านทางเว็บไซต์ ยกตัวอย่างเช่น ThaiTrade.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์ทางการของไทย สำหรับการซื้อขายแบบ Business To Business (B2B) โดยตั้งเป้าหมายให้เป็น ตลาดกลางซื้อขายแลกเปลี่ยน E-Marketplace ระดับโลก ของประเทศไทย เว็บไซต์ ThaiTrade.com ถือเป็นช่องทางสำหรับนักธุรกิจไทย แบะนักธุรกิจต่างชาติ ในการทำธุรกรรมผ่านระบบอินเตอร์เน็ต โดยปัจจุบันยังมีการร่วมมือกับ เว็บไซต์ Alibaba.com ของจีนในรูปแบบของTH.Alibaba.com เพื่อสะดวกในการขยายตลาดสินค้านำเข้า-ส่งออกจากทั้งสองประเทศ และยังเปิดโอกาสให้ผู้ที่ประกอบธุรกิจขนาดเล็กและขนาดย่อม (SMEs) ได้ขยายโอกาสทางการค้ากับจีน จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ประกอบการ เพื่อลดต้นทุนในการค้าระหว่างประเทศ และเป็นการขยายช่องทางทางการตลาดเนื่องจากง่ายต่อการนำเสนอสินค้า

flickr:9700649643

รูป 4 เว็บไซต์ th.alibaba.com

ส่วนการค้าบนโลกออนไลน์ของไทยได้เติบโตไปอย่างมาก เพราะเริ่มมี การพัฒนาระบบพื้นฐานที่สนับสนุนการค้าออนไลน์เพิ่มมากขึ้น เช่นการขนส่งสินค้าที่หลากหลายมากขึ้น ระบบชำระเงินที่หลากหลาย พฤติกรรมผู้บริโภคของคนไทยที่เริ่มจับจ่ายซื้อของออนไลน์มากขึ้น และผู้ให้บริการ อี-คอมเมิร์ซที่เริ่มมีมากขึ้น องค์ประกอบหลักของการค้าบนโลกออนไลน์ในประเทศไทยสามารถจำแนกที่สำคัญได้ดังนี้ - พฤติกรรมคนไทยจะซื้อสินค้าทางออนไลน์ เริ่มค้นหาสินค้าและจ่ายเงินผ่านทางออนไลน์เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และอีกทั้งการเปิดรวมกันของกลุ่มประเทศอาเซียนหรือ AEC จะยิ่งทำให้โอกาสการค้าขายทางออนไลน์เปิดกว้างมากขึ้น - คนไทยจะซื้อสินค้าผ่านมือถือและแท็ปเล็ตเพิ่มมากขึ้น เพราะประเทศไทยเราเริ่มมีทุกอย่างแล้ว เช่น 3G มือถือและอุปกรณ์พกพาราคาจะถูกลง ฉลาด มือถือในมือคนไทยจะต่ออินเทอร์เน็ตได้เพิ่มมากขึ้น คนไทยจะเริ่มเปลียนพฤติกรรมใช้อินเทอร์เน็ตผ่านมือถือกันมากขึ้น - การชำะเงินผ่านบัตรเดบิต (บัตรเอทีเอ็ม) จะเติบโตมากขึ้น สามารถใช้ซื้อสินค้าทางออนไลน์ได้เหมือนบัตรเครดิต ทำให้มีกลุ่มคนที่มีความหลากหลายมากขึ้น เช่นเด็กวัยรุ่น และคนทั่วไป ที่ไม่ได้ถือบัตรเครดิต - โซเชี่ยลมีเดียสื่อและช่องใหม่ในการสร้างยอดขายเพราะเดียวนี้คนไทยหลายคนเริ่มหันมาใช้โซเชี่ยลมีเดียกันมากขึ้น ป็นช่องทางในการติดต่อสื่อสารกับกลุ่มลูกค้าจึงเป็นช่องทางที่ได้ผลในด้านการเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจการค้าออนไลน์มากขึ้น - บริการขนส่งและชำระเงินที่สมบูรณ์แบบมากขึ้น เพราะถ้าเราปรับปรุงบริการจ่ายเงินและการขนส่งสินค้าของธุรกิจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นจะผลทางตรงกับการยอดขายทางออนไลน์ - การแข่งขันด้านโปรโมชั่นและการตลาดทางออนไลน์ เริ่มจัดโปรโมชั่นผ่านทางออนไลน์มากขึ้น เพื่อเรียกและกระตุ้นให้ลูกค้าเข้ามาซื้อสินค้าทางออนไลน์กันมากขึ้น รวมถึงการตลาดทางออนไลน์ที่จะเริ่มมีหลายธุรกิจเริ่มหันเข้มาใช้มากขึ้น เช่น การตลาดผ่านทางอีเมล์, การตลาดผ่าน Search Engine, การตลาดผ่านทางโซเชี่ยลมีเดีย - การจ้างงานและธุรกิจด้าน E-Commerce จะเติบโต คนที่เรียนจบมา หรือทำงานด้านการค้าออนไลน์ จะเป็นที่ต้องการตัวของของธุรกิจต่างๆ รวมถึงธุรกิจที่ให้บริการเกี่ยวกับการค้าออนไลน์ หรือธุรกิจที่เกี่ยวข้อง

การประยุกต์ใช้การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ กับ SME ไทยเป็นโอกาสที่ดีของผู้ประกอบการ SMEs ไทยถ้าใช้อี-คอมเมิร์ซ เป็นเครื่องมือทางการตลาด ได้แก่ เพิ่มโอกาสทางการตลาด ลดต้นทุนด้านช่องทางจำหน่ายในรูปแบบร้านค้า ธุรกิจออนไลน์เสียค่าใช้จ่ายในการเช่าพื้นที่ไฟล์เว็บไซต์เพียงเล็กน้อย และสามารถใช้เว็บไซต์ทำการตลาดระหว่างประเทศได้ โดยไม่ต้องเดินทางไปจัดกิจกรรมในต่างประเทศบ่อยๆ ลดต้นทุนการส่งเสริมการตลาด เช่น ลดต้นทุนการโฆษณาผ่านสื่อปกติอื่นๆ ลดต้นทุนการจัดกิจกรรมทางการตลาดซึ่งสามารถใช้เว็บไซต์บริหารจัดการได้ เพิ่มโอกาสทางการตลาดในตลาดออนไลน์ เพราะผู้บริโภคเกือบทั่วโลกมีพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตในการบริโภคสินค้าเพิ่มมากขึ้น การที่องค์กรมีเว็บไซต์เป็นการสร้างโอกาสทางการตลาดที่ผู้บริโภคจะค้นพบในโลกอินเทอร์เน็ตเพิ่มโอกาสทางการตลาดในการบริหารข้อมูลลูกค้า เพราะระบบอิเล็กทรอนิกส์สามารถเก็บข้อมูลลูกค้าเพื่อการทำการตลาดทางตรงได้ ปัญหาที่สำคัญ คือ สินค้าออนไลน์อาจไม่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งผู้ซื้อไม่สามารถเห็นสินค้าและทดลองสินค้าได้ก่อนตัดสินใจซื้อ ต้องเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค ควรมีการทำวิจัยผู้บริโภคตลาดต่างประเทศหรือศึกษาหาข้อมูลในต่างประเทศให้ดีก่อน ปัญหาที่สำคัญอีกอย่างคือความไม่มั่นใจและขาดความเข้าใจในระบบการชำระเงิน ตลอดจนความปลอดภัยในระบบอินเทอร์เน็ตและภาษีพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของผู้ประกอบการและผู้ใช้บริการ ดังนั้น การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ จึงเป็นเครื่องมือส่งเสริมการตลาดและเครื่องมือพัฒนาช่องทางจำหน่ายที่ SMEs ส่วนใหญ่ประสบปัญหาอยู่ สามารถช่วยสนับสนุนภาคการส่งออกต่างประเทศได้ดี เพราะว่าผู้บริโภคในตลาดต่างประเทศทั้งในแบบ B2B หรือ B2C ก็ต้องพยายามลดต้นทุนองค์กรและแสวงหาความสะดวกในการจัดซื้อ จัดหาด้วยการใช้เครื่องมือทางอิเล็กทรอนิกส์ทั้งสิ้น ภาครัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ต้องพยายามสนับสนุนให้ SMEs ใช้การตลาดอิเล็กทรอนิกส์มาประยุกต์กับการตลาดของ SMEs เพื่อพัฒนาการส่งออก ด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทาง ICT ในความดูแลของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร การพัฒนาผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของกระทรวงพาณิชย์ ภายใต้การดูแลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือแม้แต่การอบรมผู้ประกอบการให้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการองค์กร โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม การศึกษาพัฒนาช่องทางการค้าส่งออก โดยกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ ตลอดจนการเจรจาทางการค้าระหว่างประเทศ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการในสนธิสัญญาการค้าต่างๆ โดยกรมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ที่บอกมาทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่ต้องเข้ามาช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมทั้งสิ้น เพื่อเป็นแรงผลักดันที่จะยกระดับ SMEs ไทยให้ก้าวขึ้นสู่เวทีระดับโลก ด้วยต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ต่ำลง แต่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่เช่นนั้นแล้วประเทศไทยเราจะสู้ประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้เลย

อ้างอิง

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/business/global/20130830/526430/อีคอมเมิร์ซจีนขึ้นแท่นตลาดใหญ่สุดในโลก.html
http://manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9560000108676

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License