Startup เทรนด์แรงที่ชาวออนไลน์ไม่ควรพลาด

ปกรณ์ เยี่ยงสกุลไพศาล RMBA70 ID:5510211037
1238053_424169421037494_880285660_n.jpg
Startup คืออะไร?
คือบริษัทเกิดใหม่ เป็นคำที่นิยมใช้เรียกบริษัททางด้านเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใน Silicon Valley สหรัฐอเมริกา ปัจจุบันก็นิยมใช้เรียกกันทั่วโลก โดยกว่าจะมาเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็น Facebook Google ก็ต้องผ่านการเป็น Startup มาก่อนแล้วทั้งนั้น
ในการเริ่มStartup อาจจะไม่ต้องจำเป็นที่ต้องใช้ทุนมากมาย ด้วยเทคโนโลยีบนโลกอินเทอร์เน็ตช่วยลดต้นทุนไปได้มาก มีเครื่องมือที่ช่วยในการพัฒนาและนำบริการของเราขึ้นไปฝากไว้บนเซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการได้(ยกตัวอย่างผู้ให้บริการ อาทิเช่น Amazon) ลูกค้าจากทั่วโลกขอเพียงแค่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตก็สามารถเข้าถึงบริการของคุณได้ผ่านทาง เว็บไซต์หรือ แอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน แต่อย่างไรก็ตามการอาศัยเงินทุนของตัวเองอย่างเดียวย่อมไม่เพียงพอต่อการทำ startup ให้ประสบความสำเร็จ ปัจจุบันมีนักลงทุนที่มีความสนใจในการสนับสนุน Startup มากขึ้น และเป็นตัวแปรสำคัญที่จะผลักดันและขับเคลื่อนให้ธุรกิจนั้นเติบโตไปได้ ซึ่งรูปแบบของนักลงทุนก็มีทั้งแบบ นักลงทุนในรูปแบบขององค์กร(Venture Capital หรือเรียกสั้นๆ ว่าVC) และนักลงทุนอิสระ (Angel Investor) ซึ่งจะพิจารณาตั้งแต่ไอเดีย, นวัตกรรม, ประวัติการทำงาน, โอกาสทางธุรกิจ และการเติบโตว่าจะประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด, ผลตอบแทนจะคุ้มกับการลงทุนหรือไม่ โดยที่ Startup นอกจากจะได้เงินทุนแล้ว เราจะได้คำปรึกษาและพันธมิตรควบคู่ด้วยเช่นเดียวกัน

ตัวอย่าง Facebook, Google
ลองนึกภาพในหนัง The Social Network ตอนที่ Peter Thiel (เศรษฐีในซิลิค่อนวัลเล่ย์) ลงเงินใน Facebook แล้วได้ถือหุ้น หลังจากfacebookเข้าตลาดหุ้นแล้ว เงินที่ Peter ลงไปไม่กี่แสนเหรียญในตอนแรก ตอนนี้กำลังจะหลายเป็นหลักหลายพันล้านเหรียญ กำไรมหาศาลหลายร้อยหลายพันเท่า หรือตัวอย่าง Google ซึ่งขณะนี้ Larry Page กับ Sergey Brin ผู้ก่อตั้งทั้งสองคนกลายเป็นเศรษฐีพันล้านหมื่นล้านไปแล้วก็เพราะ Search Engine ที่ทั้งสองคนร่วมสร้างขึ้นมานั้นถูกใจคนทั้งโลก และทั้งสองคนหารายได้จากการโฆษณาบนการค้นหาของคนนั่นเอง แต่อย่างไรก็ตามเป็นที่รู้กันว่า startup นั้นมีความเสี่ยงสูงมาก ไม่ใช่ทุกบริษัทจะทำได้แบบ Google ว่ากันว่า 90-95% ของบริษัทแนวนี้ล้มเหลว มีไม่กี่บริษัทที่จะประสบความสำเร็จ มุ่งหน้าสร้างความเติบโตให้ธุรกิจเพื่อที่จะได้กำไรมากขึ้น หรือเข้าตลาดหลักทรัพย์ด้วยการปล่อย IPO หรือแม้กระทั่งขายกิจการให้รายใหญ่ไป
การทำ startup จึงเป็นสิ่งที่ท้าทายคนรุ่นใหม่อยู่ตลอดทุกยุคทุกสมัย เราจึงเห็นฝรั่งเขาจะมีการสร้างบริษัท startup ขึ้นมาโดยผู้ก่อตั้ง (founder) จะมีไอเดียเจ๋งๆ รวมตัวกันทำบริษัทในโรงรถกันมากมาย จนต่อมามักจะไปเจอนักลงทุนทั้งที่เป็นแบบ Venture capital และแบบ Angel investor ที่จะช่วยลงเงินทำให้บริษัทมีเงินมาจ้างคนเพิ่มและดำเนินกิจการไปได้ต่อ โดยส่วนใหญ่มักจะเป็นการเอาสัดส่วนหุ้นแลกกับเงินลงทุน

แต่อย่างไรก็ตามเป็นที่รู้กันว่า startup นั้นมีความเสี่ยงสูงมาก ไม่ใช่ทุกบริษัทจะทำได้แบบ Google ว่ากันว่า 90-95% ของบริษัทแนวนี้ล้มเหลว มีไม่กี่บริษัทนักหรอกที่จะประสบความสำเร็จ มุ่งหน้าสร้างความเติบโตให้ธุรกิจเพื่อที่จะได้กำไรมากขึ้น หรือเข้าตลาดหลักทรัพย์ด้วยการปล่อย IPO หรือแม้กระทั่งขายกิจการให้รายใหญ่ไป

ในบ้านเรา เราเห็นบริษัท Startup หลายๆบริษัท ประสบความสำเร็จในเวทีประกวดทั้งในและต่างประเทศ เราเห็นความตื่นตัวของกลุ่ม Startup ในบ้านเราที่มีการรวมตัวกันของชุมชนต่างๆ เรามีทีมงานที่เป็นสื่อที่จะกระตุ้นและให้ความรู้กับกลุ่ม Startup ทั้งกลุ่ม Thumpsup EggIdea หรือ Disrupt University ของคุณกระทิง พูนผล และก็มี Co-working Space เกิดขึ้นใหม่ในเวลาใก้ลเคียงกันถึงสองที่คือ Hubba ที่เอกมัย และ LaunchPad ที่สาทร นอกจากเราก็ยังมีงาน Startup Pitching อีกหลายครั้งทั้งที่จัดโดย Thumpsup, Software Park, Hubba และ AIS

10กลยุทธ์ ในทำstartup ให้ประสบความสำเร็จ โดย Jason nazar

วิเคราะห์
การที่ startup หรือบริษัทเกิดใหม่ ประสบความสำเร็จในอเมริกา ส่วหนหนึ่งตั้งอยู่ใน Silicon Valley อันเป็นแหล่งสถานที่ที่มีองค์ประกอบที่สมบูรณ์ในนิเวศวิทยาของมัน 3 อย่างคือ บุคลากร เงินทุน และวัฒนธรรมความเป็นเจ้าของกิจการ และความคิดสร้างสรรค์
1.บุคลากร
ใน Silicon Valley อุตสาหกรรมดิจิตอลเทคโนโลยีจะขับเคลื่อนไปได้ ต้องอาศัยบุคลากรที่มีความสามารถ ที่นี่เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยชื่อดังหลายต่อหลายแห่ง หนึ่งในนั้นก็คือ Stanford ที่ผู้ก่อตั้งบริษัทดังๆ ก็จบจากที่นี่ อย่าง Jerry Yang, David Filo แห่ง Yahoo! และ Sergey Brin, Larry Page แห่ง Google เรียกได้ว่านอกจากเป็นแหล่งผลิตบุคลากรชั้นดีแล้ว ก็ยังสามารถ รับสมัครพนักงานเก่งๆ รุ่นใหม่ได้จากที่นี่โดยตรงอีกด้วย

2.เงินทุน
บรรดาคนทำงานด้านดอตคอมทุกคนจะรู้จักถนน Sandhill ที่ว่ากันว่าเป็นแหล่งรวมของบริษัท Venture Capital หรือที่ เรียกกันสั้นๆ ว่า VC ใครที่มีไอเดียใหม่ๆ ใครที่อยากได้คำแนะนำดีๆ อยากได้เงินนำไปลงทุน ก็มาคุยกับ VC อย่าง Kleiner Perkins ที่นี่ได้ หรือเลยออกไปทาง Menlo Park ก็จะมี Sequoia Capital ลองไปเสิร์ชกันดูนะครับว่าบริษัทเหล่านี้ลงทุนกับบริษัทดอตคอมอะไรกันบ้าง แต่ทั้งนี้ระบบ VC นั้นในเมืองไทยได้ยินมาว่าเริ่มมีบริษัทต่างชาติเริ่ม เดินสายเข้าไปบ้างแล้ว แต่ถ้าไม่มีหาไม่เจอเราก็ออกไปหาจากเมืองนอกใกล้ๆ บ้านเราได้ครับ เห็นว่ามาลงกันที่สิงคโปร์เยอะ

3.วัฒนธรรมความเป็นเจ้าของกิจการและความคิดสร้างสรรค์
ด้วยความโด่งดังและความสำเร็จของ Silicon Valley มาหลาย ยุคหลายสมัย ทำให้รัฐบาลประเทศต่างๆ ทั่วโลกฝันอยากจะสร้าง Silicon Valley ในประเทศของตัวเองบ้าง เช่น บังกาลอร์ ที่อินเดีย ไซบีเรียที่รัสเซีย จงกวนชุน ที่เมืองจีน หรือในประเทศไทยเองก็เห็นว่า เราพยายามผลักดันภูเก็ต ให้เติบโตอย่างนั้นบ้าง แต่ก็ยังไม่เห็นคืบหน้าเท่าไหร่นัก

อย่างที่เราทราบกัน การทำ startup ให้สำเร็จนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย บล็อกเกอร์ที่ทรงอิทธิพลในด้านนี้ Paul Graham ได้กล่าวถึงวิธีการเริ่มต้นเปิดบริษัทของตัวเอง เเละสนใจว่าอะไรเป็น "ปัญหา" ที่ startup มักประสบพบเจอ เขาจึงอีเมลไปถามผู้ก่อตั้งบริษัทที่ Y Combinator ให้ทุนสนับสนุนมาหลายชั่วรุ่น และรวบรวมปัญหาที่พบบ่อยออกมาได้ 18 ประการ

1.Single Founder หรือการมีผู้ก่อตั้งเพียงคนเดียว มีปัญหาเพราะผู้ก่อตั้งไม่รู้จะไปคุยหรือปรึกษาใคร รวมถึงไม่มีใครคอยให้กำลังใจยามเจออุปสรรค ประสบการณ์ตรงที่เจอกับตัวคือ ทำคนเดียวมันเหนื่อย มันต้องพักบ้างแต่ธุรกิจหยุดไม่ได้ การมีผู้ก่อตั้งหลายคนช่วยให้สลับๆ กันไปพักผ่อนได้

2.Bad Location เรื่องทำเลที่ตั้งอันนี้คงเป็นลักษณะเฉพาะตัวของประเทศด้วย กรณีของสหรัฐ การไปตั้งบริษัทในพื้นที่ทีมีวัฒนธรรม startup เข้มแข็ง งานหลายๆ อย่างเช่น การหาทุนหรือหาคน จะทำได้ง่ายขึ้นเพราะมันมีพร้อมอยู่แล้ว ไม่ต้องขวนขวายไปทำเองมากนัก ◦สำหรับบ้านเราที่ทุกอย่างรวมศูนย์อยู่ที่ "ประเทศกรุงเทพ" คงไม่ต้องอธิบายกันมาก แต่ก็ได้ยินว่าเชียงใหม่เองก็มีวัฒนธรรม startup ที่ดีขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน

3.Marginal Niche อันนี้เป็นประเด็นที่น่าสนใจ อธิบายเป็นภาษาไทยก็คือ startup กลัวความล้มเหลวและการแข่งขัน เลยตั้งโจทย์ของตัวเองเล็กๆ ไว้ก่อน ซึ่งในระยะสั้นช่วยได้เพราะโจทย์เล็กแก้ปัญหาง่าย แต่บริษัทจำนวนมากก็ติดกำแพงว่า โจทย์เล็กเกินไปจนขยายตัวไม่ได้ จะเปลี่ยนโจทย์ก็ไม่ทันเพราะลงทุนไปเยอะแล้ว ◦ประสบการณ์ส่วนตัว Blognone ต้องการเป็น "best of original online content network" ส่วน SIU คือ "influential private think tank" ซึ่งถือเป็นโจทย์ค่อนข้างใหญ่ทั้งคู่ ถือว่าโชคดีที่ set direction ได้เหมาะสม

4.Derivative Idea หรือความล้มเหลวจากไอเดียที่ไปลอกคนอื่นที่ประสบความสำเร็จมา ในขณะที่บริษัทที่ประสบความสำเร็จ มักเกิดจากความพยายามแก้ปัญหาอะไรสักอย่างที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน หรือถ้ามีคนทำก็ทำได้ไม่ดีนัก

5.Obstinacy ความดื้อดึงหรือการยึดติดกับไอเดียแรกเริ่มของตัวเองมากเกินไป ทรัพย์สมบัติที่มีค่าที่สุดของ startup คือคนในทีมงานตั้งต้น ถ้าคนมีคุณภาพเสียอย่าง เปลี่ยนไอเดียก็ทำงานออกมาได้ดี และในเมื่อเราไม่มีทางรู้ว่าไอเดียของเรามันเวิร์คจริงหรือไม่ ทางแก้ก็คือลองไปเรื่อยๆ ถ้าไม่เวิร์คก็ต้องยอมปรับเปลี่ยน ◦กรณีศึกษาที่ดีที่สุดคงเป็น Flickr ที่ตอนแรกอยากทำเกมออนไลน์ เอาไปเอามากลายเป็นเว็บฝากรูป

6.Hiring Bad Programmers อันนี้เป็นปัญหาเรื่องทรัพยากรบุคคล โดยผู้ก่อตั้งที่มาจากสายธุรกิจ เขียนโปรแกรมไม่เป็นแต่อยากทำบริษัทไอที ต้องแก้ปัญหาโดยการจ้างพนักงานมาเขียนโปรแกรม แต่โปรแกรมเมอร์เจ๋งๆ มีลักษณะเด่นว่าจะทำงานกับโปรแกรมเมอร์เจ๋งๆ ด้วยกันเท่านั้น เลยทำให้บริษัทเหล่านี้ได้พนักงานไม่เก่งเท่าไรนักไปทำงาน ธุรกิจเลยเคลื่อนตัวช้ากว่าเมื่อเทียบกับบริษัทที่มีโปรแกรมเมอร์เก่งๆ ปัญหานี้แก้ยากมาก Paul Graham เสนอว่าผู้ก่อตั้งควรเป็นโปรแกรมเมอร์เก่งๆ เสียเองจะได้รู้ว่าลูกน้องคนไหนเก่งหรือไม่เก่ง ◦อันนี้คงเป็นโชคดีของผมด้วยที่มาสายไอทีแต่แรก พอมีปัญหาหรือความต้องการเทคนิคเกิดขึ้น หลายอย่างเราทำเองได้ (ประหยัดเงิน-เวลา) หรือถ้าทำเองไม่ได้ เราก็รู้ว่าจะต้องไปขอความช่วยเหลือจากใคร ในขณะที่เว็บข่าวบางแห่งที่ผู้ก่อตั้งเป็นสายสื่อมวลชน พอระบบเว็บมีปัญหาเนื่องจากบริษัทที่จ้างทำไว้ไม่ได้ และไม่รับผิดชอบงาน ก็กลายเป็นอุปสรรคสำคัญของเว็บไปอีกนานเลย เสียเวลา+พลังโดยใช่เหตุ

7.Choosing the Wrong Platform เลือกแพลตฟอร์มผิดโดยเก็งตลาดผิด ทำให้ลงทุนไปเยอะแต่ดอกผลไม่ออกดังที่หวัง และจะกลับตัวก็ไม่ทันเสียแล้ว ◦ประโยคเด็ด Java applets were probably the most spectacular example. This was supposed to be the new way of delivering applications. Presumably it killed just about 100% of the startups who believed that.

8.Slowness in Launching ในโลกของ startup เน้นการออกผลิตภัณฑ์รุ่นทดสอบมารับฟังความเห็นจากผู้ใช้ก่อน ดังนั้นบริษัทที่มัวแต่ขัดเกลาผลิตภัณฑ์จนคิดว่าเจ๋งแล้วค่อยเปิดตัว จะล้มเหลวได้ง่ายกว่า เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าเสียเวลาอีก 3-4 เดือนไปขัดเกลาหรือเพิ่มฟีเจอร์บางอย่างให้มากกว่าเดิม ผู้ใช้จะชอบหรือไม่

9.Launching Too Early ในทางกลับกัน การเปิดตัวเร็วไปก็ใช่ว่าจะดี เพราะอาจก่อให้เกิดประสบการณ์ในทางลบจากผู้ใช้ได้ ทาง Paul Graham แนะนำว่าควรเปิดตัวผลิตภัณฑ์เมื่อ core product ใช้งานได้และสร้างประโยชน์ให้กับผู้ใช้จริงๆ (writing the smallest subset of it that does anything useful) แล้วค่อยฟีเจอร์เอาทีหลัง

10.Having No Specific User in Mind อันนี้หลักการตลาดทั่วไป คือเราต้องวางเป้าว่าจะเจาะผู้ใช้กลุ่มไหนอย่างแจ่มชัดไว้ตั้งแต่ต้น เช่น นักเรียนชั้น ม.4-6 ผู้หญิง หรือ ผู้ชายอายุ 50 ขึ้นไปที่ทำงานบริษัทรับเงินเดือน การจะบอกว่าผลิตภัณฑ์ของเราเจาะกลุ่ม "นักศึกษา" หรือ "คนทำงาน" นั้นเหมือนการหว่านพืชไปมั่วๆ แล้วหวังว่าจะปลูกขึ้น ◦ประสบการณ์ส่วนตัว Blognone เกิดขึ้นโดยตั้งเป้าหมายว่าจะจับกลุ่ม tech geek เท่านั้นจริงๆ คนกลุ่มนี้ไม่มีสื่อภาษาไทยเอาไว้อ่านในสมัยนั้น การเจาะกลุ่มเน้นๆ แบบนี้เลยได้ผล แต่ภายหลังพอเว็บเติบโตก็ค่อยๆ ขยายตลาดทีหลังได้ แต่ครั้งแรกสุดต้องชัดเจนจริงๆ ว่าลูกค้าเป็นใคร

11.Raising Too Little Money ระดมทุนจากนักลงทุนน้อยไป เงินไม่พอใช้สำหรับช่วงพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่มีรายได้เข้ามา กลายเป็นว่าบริษัทเงินหมดต้องเจ๊งไปก่อนจะเริ่มดำเนินธุรกิจได้จริงจัง ◦อันนี้ผมไม่มีประสบการณ์ระดมทุนจากนักลงทุน ตอบไม่ได้แฮะ แต่เรื่องเงินไม่พอใช้ในช่วงตั้งต้นนั้นเป็นเรื่องจริงอย่างมาก ต้องหาวิธีดิ้นรนกันไปเอาให้มันรอด

12.Spending Too Much ใช้เงินที่ระดมทุนได้มามากเกินไป เช่น จ้างพนักงานเยอะๆ หวังจะทำงานได้เสร็จเร็ว (ซึ่งมันไม่จริง) ซึ่ง Graham แนะนำว่าอาจตอบแทนพนักงานด้วยหุ้นของบริษัทแทนเงินสด และจ้างพนักงานเพียง 2 ประเภทคือ คนสร้างโปรแกรม กับคนหาลูกค้า เท่านั้นพอในช่วงแรก ◦พนักงานเยอะแปลว่าค่าใช้จ่าย fixed cost ต่อเดือนจะเยอะไปด้วย เพราะตามกฎหมายแรงงาน จ้างแล้วจะปลดออกไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ดังนั้นต้องคิดให้ดีมากๆ และรอบคอบก่อนจ้างพนักงานเพิ่ม งานหลายอย่างใช้วิธี outsource ไปเฉพาะชิ้นได้ ไม่ต้องจ้างประจำ

13.Raising Too Much Money ข้อนี้กลับกันกับข้อ 11 คือระดมทุนมากเกินไป ปัญหาจะเกิดขึ้นคือนักลงทุนเริ่มเข้ามายุ่มย่าม (เพราะขอเงินไปเยอะ) ทำให้ไม่เป็นตัวของตัวเองและถูกกดดันว่าต้องรีบทำเงินเพื่อหาเงินมาคืนโดยเร็ว

14.Poor Investor Management บริหารความสัมพันธ์กับนักลงทุนไม่ดี ทั้งในแง่เพิกเฉยจนไม่สนใจนักลงทุนเลย หรือให้ความสำคัญกับนักลงทุนมากเกินไป ต้องหาจุดสมดุลตรงกลางที่เหมาะสมของตัวเอง

15.Sacrificing Users to (Supposed) Profit อย่ายอมขายผู้ใช้ในช่วงแรกเพื่อแลกกับกำไรเบื้องต้น เพราะทรัพย์สมบัติที่สำคัญคือจำนวนผู้ใช้ในระยะยาว แล้วค่อยแปรเปลี่ยนมันเป็นเงินในภายหลัง แต่ถ้ายอมเข้าสู่สายมืดตั้งแต่แรก หาเงินโดยทำให้ผู้ใช้รำคาญใจ ชื่อเสียงและฐานผู้ใช้จะเสียหาย

16.Not Wanting to Get Your Hands Dirty โปรแกรมเมอร์บางคนหยิ่ง อยากทำแต่งานเขียนโปรแกรม โดยไม่ยอมลงไปคลุกทำงานที่จำเป็น (แต่ไม่สนุก) บางอย่าง เช่น การหาลูกค้า การขายโฆษณา การหานักลงทุน ฯลฯ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือกูเกิลในตอนแรกก็ไม่อยากทำเป็นธุรกิจเต็มตัว อยากทำระบบค้นหาดีๆ แล้วไปขายให้จบๆ เรื่องไปมากกว่า ◦ประสบการณ์ส่วนตัว ผมก็อยู่ในหมวดเดียวกันนี้คืองานที่ไม่สนุกบางอย่างมันก็ไม่น่าทำจริงๆ สุดท้ายก็เรียนรู้ว่าถ้าตัวเราไม่ทำ มันก็ไม่มีใครมาทำให้เราหรอกนะ ต้องทำอยู่ดี

17.Fights Between Founders ผู้ก่อตั้งทะเลาะกันเอง อันนี้ปกติเพราะ Graham ให้ตัวเลขว่า 20% ของบริษัทที่รับทุนจาก YC จะมีผู้ก่อตั้งสักคนแยกทางออกไปเสมอ อย่างไรก็ตาม Graham แนะนำว่าควรเปิดบริษัทกับคนที่เราชอบคบหาด้วย สนิทและไว้ใจกันตั้งแต่แรก ดีกว่ายอมเปิดบริษัทกับคนที่ไม่ค่อยชอบนิสัยแต่จำเป็นต้องทำงานร่วมเพราะมีทักษะที่ขาด ◦ประสบการณ์ส่วนตัว การทะเลาะกันเกิดขึ้นเป็นปกติ มันเหมือนคนเป็นแฟนกัน ต้องใช้เวลาเรียนรู้จุดยืนและนิสัยของอีกฝ่ายอยู่พักใหญ่ เมื่อปรับตัวกันได้แล้วมันจะทะเลาะกันน้อยลงไปเอง ระหว่างนั้นก็ทะเลาะได้แต่อย่าเพิ่งแตกหักกันจะดีที่สุด

18.A Half-Hearted Effort ไม่ทุ่มเทจริงจัง Graham อธิบายว่าปัญหาของ startup ที่พบบ่อยคือไม่ทำอะไรเลย ซึ่งมักเกิดกับบริษัทที่ผู้ก่อตั้งยังไม่ลาออกจากงานประจำมาทำเต็มตัว ทำให้งานของ startup กลายเป็นภารกิจรองที่ทำเรื่อยๆ เหนื่อยก็พัก ยุ่งก็เอาไว้ก่อน ผลเลยออกมาไม่ดีเพราะ startup จำเป็นต้องทุ่มเทเวลา พลัง ทรัพยากรไปกับมันอย่างจริงจังนั่นเอง

เราควรจะทำ Startup หรือเปล่า?

พออ่านบทความนี้กันแล้วอาจจะทำให้หลายคนอยากออกจากงานมาเปิด Startup เอง เพราะถ้าอยากทำ Startup จริงจังก็ต้องออกจากงานประจำมาทำให้เต็มที่ มีคนมาพูดในงานเกี่ยวกับ Startup งานหนึ่งในไทย ว่า: “การทำ Startup คือการยอมใช้ชีวิตไม่เหมือนคนทั่วไปสองปีเพื่อที่จะได้มีชีวิตที่คนทั่วไปไม่มีไปจนตาย” อย่างไรก็ตาม นักลงทุนไม่ใช่คนที่จะลงทุนมั่ว ๆ เขาต้องเลือกลงทุนธุรกิจที่จะคืนเงินเขา และให้กำไรกับเขาได้ นั่นทำให้ 75% ของ Startup ล่มเสียส่วนใหญ่

startup_quote.jpg

“Startup เหมือนกระโดดลงจากเหว แล้วสร้างปีกระหว่างกำลังตกลงมา”

โดยสรุปนั้น
นักลงทุนจะสนใจลงทุนในบริษัทเหล่านี้ด้วยการพิจารณาดูจากอัตราการเติบโตของบริษัท ประวัติการทำงาน ความเป็นไปได้ในการประสบความสำเร็จ ความสามารถในขยายให้เติบโตทำกำไรได้ การทำstartup ให้ประสบความสำเร็จ นอกเหนือจากแรงบันดาลใจ ที่ได้ทำในสิ่งที่คุณรักแล้ว Startup ที่จะเติบโตได้ในยุคนี้ต้องคิด, วางแผนธุรกิจ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เจาะตลาดระดับเอเชียได้ ไม่ใช่แค่เพียงตลาดไทยเพราะมีโอกาสในการเติบโตที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ดังนั้นต้องหมั่นเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพื่อเชื่อมโยง และสร้างสรรค์นวัตกรรมขึ้นมา ที่สำคัญกุญแจแรกที่จะไขประตูสู่เวทีโลกต้องไม่ลืมเรื่องการพัฒนาทักษะทางด้านภาษาอังกฤษด้วยเช่นเดียวกัน

รายการอ้างอิง
http://www.designil.com/what-is-startup-business.html
http://designil.exteen.com/20130512/lean-startup-1
http://thumbsup.in.th/
http://eggidea.com/2013/02/04/business_model_2/
http://www.isriya.com/node/3785/18-startup-mistakes
http://www.youtube.com/watch?v=ti98aGIz25w

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License