047

น.ส.นพเก้า พัชรกิตติพรกุล 5510211047

Windows 8.1 เริ่มให้ใช้ทั่วโลกตุลาคมนี้

ผู้ใช้แท็บเล็ตและคอมพิวเตอร์ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 8 (Windows 8) เตรียมตัวนับถอยหลังดาวน์โหลดเวอร์ชันใหม่ Windows 8.1 ไปใช้งานในวันที่ 17 ตุลาคมนี้ โดยไมโครซอฟท์ระบุในบล็อกบริษัทว่าจะเปิดให้ผู้ใช้งานทั่วไปได้อัพเดทฟรีในเวลา 18.00 นาฬิกา วันที่ 17 ต.ค. 56 ของประเทศไทย และหลังจากวันที่ 17 ตุลาคมเป็นต้นไป แท็บเล็ตและคอมพิวเตอร์ระบบปฏิบัติการวินโดวส์จะถูกจำหน่ายพร้อมระบบปฏิบัติการเวอร์ชันใหม่แบบอัตโนมัติ โดย Windows 8.1 นั้นเป็นเวอร์ชันปรับปรุงที่ต่อยอดจาก Windows 8 ระบบปฏิบัติการที่ไมโครซอฟท์เพิ่งเปิดตลาดเมื่อปี 2012 ที่ผ่านมา แม้จะยังไม่ทราบถึงความสามารถที่แน่นอน แต่ Windows 8.1 ถูกมองว่าจะสร้างประสบการณ์ใหม่ที่ดีกว่าให้ผู้ใช้ Windows 8 โดยเฉพาะในแง่การใช้งานควบคู่ระหว่างคอมพิวเตอร์พีซีกับอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตพกพา ซึ่งเป็นจุดขายหลักของระบบปฏิบัติการวินโดวส์เวอร์ชันนี้

flickr:9711522336

กำหนดการเปิดตัว Windows 8.1 นี้สอดคล้องกับคำให้สัมภาษณ์ของทามิ เรลเลอร์ (Tami Reller) ประธานฝ่ายการเงินและประธานฝ่ายการตลาดของไมโครซอฟท์ ที่ประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคมที่ผ่านมาว่า Windows 8.1 จะเปิดตัวสู่ตลาดภายในปีนี้เพื่อตอบสนองเสียงตอบรับของลูกค้าที่ไมโครซอฟท์ได้รับจากการเปิดตัว Windows 8 อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เชื่อว่าไมโครซอฟท์ได้รับแรงกดดันให้ปรับปรุงความสามารถ Windows 8 เนื่องจากอัตราเติบโตการใช้งาน Windows 8 นั้นไม่หวือหวาเท่าที่ควร ซึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนรูปแบบหน้าตาโปรแกรมให้รองรับระบบสัมผัสหน้าจอมากขึ้น โดยการปรับปรุงบริการตามคำติชมที่ได้รับนั้นจะช่วยให้ยอดขายไลเซนส์ Windows 8 เพิ่มขึ้นไม่มากก็น้อย

บทวิเคราะห์
ถ้าจะพูดถึง Windows 8 แล้วถือว่าเป็น "ระบบปฏิบัติการตัวใหม่" อีกตัวหนึ่ง ไม่ใช่ "วินโดวส์เวอร์ชันใหม่" ที่นับเลขต่อจาก Windows 7 ที่ต้องบอกว่า Windows 8 เป็นระบบปฏิบัติการตัวใหม่ ก็เพราะแนวทาง (paradigm) ของมันเปลี่ยนจากเดิมไปอย่างสิ้นเชิง จากระบบปฏิบัติการสำหรับคีย์บอร์ดและเมาส์ ก็กลายมาเป็นระบบปฏิบัติการสำหรับจอสัมผัสและแท็บเล็ตแทน อีกทั้งในแง่ของเทคโนโลยีข้างใต้ก็ยังเปลี่ยนจาก Win32 API มาเป็น WinRT API ด้วยเช่นกัน ถ้าจะเทียบให้คล้ายที่สุด น่าเหมือนกับตอน Apple เปลี่ยนจาก Mac OS 9 มาเป็น Mac OS X นั่นคือใช้ชื่อแบรนด์เดิม แต่เปลี่ยนเทคโนโลยีใหม่หมด (Cocoa เทียบได้กับ WinRT) และมีโหมดการทำงานแบบเดิมรองรับในช่วงการเปลี่ยนผ่านด้วย (Carbon/Classic เหมือนกับ Windows Desktop)

นอกจากนั้นแล้ว Windows 8 ถือได้ว่าเป็นไมโครซอฟท์ยุคใหม่ที่ก้าวข้าม "โลกยุคพีซี" ที่ครอบงำด้วยซีพียู x86 (อาณาจักร Wintel) การสั่งงานด้วยเมาส์และคีย์บอร์ด และ form factor ค่อนข้างตายตัว (พีซีตั้งโต๊ะ/แท็บเล็ต) มายัง "โลกยุคหลังพีซี" ถ้ายึดตามคำเรียกของ Steve Jobs มีสถาปัตยกรรมซีพียูแบบใหม่ๆ (x86/ARM) ใช้นิ้วสัมผัสและการสั่งงานด้วยเสียง รวมถึง form factor หลากหลายแบบที่เราเห็นในแท็บเล็ตลูกผสมสารพัดชนิดที่ออกสู่ตลาดในช่วงนี้ อย่างไรก็ตามในแง่ยุทธศาสตร์โดยรวมแล้ว ถือว่าไมโครซอฟท์ทำได้ดี แต่ในแง่ปฏิบัติแล้วไมโครซอฟท์ยังมีข้อผิดพลาดหลายประการ เช่น

flickr:9711521602

• ทำ Windows 8 โหมด Metro ยังไม่สมบูรณ์ดี ที่เห็นชัดๆ เลยคือ PC Settings มีความสามารถไม่เท่า Control Panel
• อาจจะมาเร็วไปหน่อยสำหรับ PC ในปี 2012 เนื่องจากยังไม่มีจอสัมผัสเยอะเท่ากับ PC ในปี 2013 แต่อาจมองในมุมกลับได้ว่า พีซีจอสัมผัสเริ่มเยอะขึ้นเพราะมี Windows 8 รองรับแล้ว
• ตัดรูปแบบการทำงานแบบเดิมๆ ของผู้ใช้มากเกินไป โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง Start Menu, Charm และ hot corner ทำให้เกิดความไม่คุ้นชินเลยเกิดการต่อต้านเยอะ
ผลก็คือ Windows 8 ถูกมองว่าเป็นวินโดวส์รุ่นที่มีปัญหาการใช้งานและความไม่เสถียรของระบบ
Windows 8.1
พอมาถึง Windows 8.1 ยังคงยึดตามยุทธศาสตร์เดิมของ Windows 8 ทุกประการ แต่จะมีการเพิ่มฟีเจอร์เด่นๆเข้ามา ดังนี้

• เพิ่มปุ่ม Start ที่ Taskbar เหมือนกับ Windows รุ่นก่อน ๆ
• หากคลิกขวาที่ปุ่ม Start จะสามารถเลือก Shut down หรือ Restart เครื่องได้
• สามารถปิดการใช้งาน Charms Bar ได้
• สามารถเลือกให้บูตเข้า Desktop Mode ทันทีได้
• ปรับแต่งภาพพื้นหลังของหน้า Start Screen ได้มากกว่าเดิม สามารถเคลื่อนไหวได้ และสามารถตั้งเป็นภาพเดียวกับ Desktop ได้
• ปรับขนาด Live Tiles ได้หลากหลายกว่าเดิม และเคลื่อนย้ายได้พร้อมกันทีละหลายอัน
• สามารถตั้งหน้า All Apps ให้เป็นหน้าหลักของหน้า Start Screen ได้
• สามารถเข้าหน้า All Apps ได้ด้วยการลากจากขอบล่างของจอขึ้นบน และเลือกปรับการแสดงเรียงลำดับได้
• เพิ่มฟีเจอร์ของหน้า Lock Screen สามารถใช้งานกล้อง, Skype และแอพฯ อื่น ๆ ได้
• สามารถเลือกให้แสดงรูปภาพแบบ Slideshow บนหน้า Lock Screen ได้
• ใช้งานแอพฯ ต่าง ๆ ในหน้าจอเดียวกันด้วยการ Snap ได้มากขึ้น สามารถปรับขนาดการแสดงผลของแต่ละแอพฯ ได้
• PC Settings สามารถปรับแต่งได้มากกว่าเดิม
• ใช้ Bing เป็นระบบค้นหาหลัก สามารถค้นหาได้มีประสิทธิภาพกว่าเดิม สามารถค้นหาเนื้อหาที่อยู่บนโลกออนไลน์ได้
• เพิ่มและปรับปรุงแอพฯ ต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม อย่างเช่นแอพฯ Mail, Photosynth, Internet Explorer 11 ฯลฯ
• อินเทอร์เฟซ Windows Store แบบใหม่

โดยรวมแล้ว Windows 8.1 ยังคงทิศทางเดิม แต่มีความสมบูรณ์มากขึ้น ตลาดพีซีโดยรวมเริ่มเปลี่ยนแปลง เมื่อบวกกับว่ามันเป็นการอัพเกรดฟรีก็คงไม่มีใครที่ใช้ Windows 8 อยู่แล้วปฏิเสธ คำถามหลักจึงต้องย้อนกลับไปว่ายุทธศาสตร์ใหญ่ของไมโครซอฟท์สำหรับ "โลกยุคหลังพีซี" นั้นถูกต้องแค่ไหน

ในเบื้องต้นแล้วความสำเร็จของ Android/iOS คงเป็นหลักฐานพิสูจน์ว่าจอสัมผัสเป็นสิ่งจำเป็น แต่บริบทของไมโครซอฟท์ที่มาจากระบบปฏิบัติการแบบ point & click ก็ต้องนำเสนอคำตอบให้กับผู้ใช้คอมพิวเตอร์แบบเก่าด้วย ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วมองว่า Windows 8 ก็ทำออกมาได้ดีพอสมควร การสร้างแพลตฟอร์มคอมพิวเตอร์ไม่มีใครสมบูรณ์แต่แรก ส่วนใหญ่จะทำแพลตฟอร์มที่ดีในระดับหนึ่ง แล้วค่อยๆ พัฒนาต่อไป ดังนั้นเราต้องมอง Windows 8.x เป็น "กระบวนการ" ระยะยาวที่กินเวลาหลายปี (อาจจะ 3-4 ปีกว่าจะเริ่มสมบูรณ์) ซึ่งกรณีของแอปเปิลเองกว่าจะทำ Mac OS X เข้าที่ก็ประมาณรุ่นที่ห้า (10.4 Tiger) ถ้านับระยะเวลาจาก 10.0 ก็ใช้เวลาถึง x ปี เทียบกันแล้วไมโครซอฟท์ใช้เวลาน้อยกว่ากันมาก (แต่สภาพการแข่งขันก็ต่างกันมากเช่นกัน)

flickr:9708283709

จังหวะใหม่ของไมโครซอฟท์
ประเด็นหนึ่งของ Windows 8.1 ที่สำคัญไม่แพ้ตัวผลิตภัณฑ์เองคือ "รอบการออกรุ่น" ของไมโครซอฟท์
ถ้าเราย้อนดูวินโดวส์เวอร์ชันเก่าๆ หน่อย จะเห็นว่า
• Windows XP มาเป็น Windows Vista ใช้เวลา 5 ปี
• Windows Vista มาเป็น Windows 7 ใช้เวลา 3 ปี
• Windows 7 มาเป็น Windows 8 ใช้เวลา 3 ปี
ถ้าไม่นับกรณีของ XP มา Vista จะเห็นว่ารอบการออกรุ่นเฉลี่ยของไมโครซอฟท์อยู่ที่ 3 ปี แต่ว่าในรอบของ 8 มาเป็น 8.1 ใช้เวลาเพียง 1 ปีเท่านั้น
และคาดว่าไมโครซอฟท์จะออก Windows 8.2 ในปีหน้า ซึ่งจะทำให้รอบการออกรุ่นของไมโครซอฟท์ลดลงมาเหลือ 1 ปี (ซึ่งทำมาก่อนแล้วกับ Windows Phone)
นี่คือการปรับตัวของไมโครซอฟท์ให้เข้ากับ "จังหวะใหม่" ในโลกยุคอินเทอร์เน็ต ยุคที่ซอฟต์แวร์อัพเดตได้ในทันที ต่างไปจากยุคของซอฟต์แวร์กล่องที่ไมโครซอฟท์สร้างขึ้นมาในอดีต รอบการออกรุ่นผลิตภัณฑ์ใหญ่ระดับระบบปฏิบัติการที่เหมาะสมจึงน่าจะอยู่ที่ 1 ปี ซึ่งจริงๆ แล้วไมโครซอฟท์ไม่ใช่รายแรกที่ทำแบบนี้ Appleเริ่มก่อนใน iOS แล้วปรับ OS X ให้ใช้ระบบเดียวกัน ส่วนGoogle นั้นเอาเข้าจริงแล้วอัพเดตระบบปฏิบัติการมากกว่าปีละครั้งด้วยซ้ำ (Android ในช่วงแรกๆ บางปีออกสามรุ่นรวด) หรือกรณีของ Chrome OS คืออัพเดตทุก 6 สัปดาห์
"จังหวะใหม่" ของไมโครซอฟท์ที่ว่านี้ไม่ได้มีเฉพาะวินโดวส์เท่านั้น แต่ผลิตภัณฑ์ใหญ่ๆ ของไมโครซอฟท์แทบทุกตัวก็มีจังหวะการอัพเดตใหญ่ที่ลดลงจากเดิมมาก เช่น

flickr:9711521158

• Windows Phone ออกรุ่นใหม่ปีละครั้ง
• Office 2013 ออกต้นปีนี้ และจะมี Office "Gemini" ในปี 2014
• Visual Studio 2012 ตามด้วย Visual Studio 2013
• Windows Server 2012 ออกปีที่แล้ว ปีนี้มี Windows Server 2012 R2
ที่จริงแล้วคาดว่าไมโครซอฟท์เองก็อยากปรับรอบการออกรุ่นให้เยอะกว่าปีละครั้ง แต่ก็ยังติดขัดข้อจำกัดเรื่องธรรมเนียมหรือความคาดหวังของการใช้ซอฟต์แวร์แบบเดิมๆ ถ้ายังจำกันได้ บริษัทก็เคยประกาศไว้ว่าในฝั่งของซอฟต์แวร์องค์กร (ที่มีทั้งเวอร์ชันติดตั้งบนเครื่องจริง on premise และเวอร์ชันกลุ่มเมฆ on cloud) ไมโครซอฟท์จะทยอยออกฟีเจอร์ใหม่ให้กับเวอร์ชันบน Azure ก่อน แล้วค่อยรวบมาอัพเดตให้เวอร์ชัน on premise เป็นระยะๆ ทีหลัง ซึ่งการทำแบบนี้กับผลิตภัณฑ์ทั้งบริษัทเป็นสิ่งที่ถือว่ายากพอสมควร เพราะต้องผ่านกระบวนการ "คิดใหม่ทำใหม่" เป็นการภายในครั้งใหญ่ ไมโครซอฟท์เป็นบริษัทใหญ่มีพนักงานหลายหมื่น มีธรรมเนียมปฏิบัติ ค่านิยม และการยึดติดกับความสำเร็จเก่า การเปลี่ยนผ่านแบบนี้ไม่ง่ายเลย แต่ตอนนี้ผลลัพธ์ที่ออกมาเริ่มแสดงให้เห็นว่าไมโครซอฟท์เริ่มปรับตัวให้เข้ากับจังหวะใหม่ของอินเทอร์เน็ตได้แล้ว
ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็น "ไมโครซอฟท์ 2.0" ที่เปลี่ยนไปจากเดิม
• รอบการออกซอฟต์แวร์เร็วขึ้น เปลี่ยนวิธีคิดจากซอฟต์แวร์กล่อง (สินค้า) มาเป็นบริการผ่านอินเทอร์เน็ต
• เปลี่ยนเทคโนโลยีฐานจาก Win32 มาเป็น WinRT (หรือของแนวๆ เดียวกัน) เน้นการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตแทนการทำงานแบบ standalone ไม่ยุ่งกับใคร
• เปลี่ยนหน้าตาภายนอกจาก "หน้าต่าง" มาเป็น "กระเบื้อง" (tile) ทิศทางการออกแบบแนว Metro กับทุกผลิตภัณฑ์ไม่เว้นแม้แต่ Xbox

flickr:9708284819

แหล่งข้อมูล
http://www.it4x.com/forum/index.php/topic,18825.0.html
http://men.kapook.com/view65454.html

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License