ระบบดิจิตอล Health Care เพิ่มความแม่นยำปลอดภัย

ระบบดิจิตอล Health Care เพิ่มความแม่นยำปลอดภัย
สรุปสาระสำคัญจากบทความ:

เมื่อระบบเทคโนโลยีการสื่อสารมีการพัฒนาก้าวไปข้างหน้ามากขึ้น ส่งผลให้เทคโนโลยีการสื่อสารผ่านระบบเครือข่ายไร้สายกลายเป็นช่องทางหลักช่องทางหนึ่งสำหรับการรับ - ส่งข้อมูลต่างๆ ขององค์กร ซึ่งปัจจุบันนี้ หลายองค์กรและหลายสาขาวิชาชีพได้มีการนำเอาเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ในองค์กรของตน ไม่เว้นแม้แต่วงการทางการแพทย์ที่ทำการจัดเก็บข้อมูลทั้งหมดของผู้ป่วยไว้ในรูปแบบดิจิตอล โดยข้อมูลเหล่านั้นจะถูกสร้างและเก็บไว้ในฐานข้อมูลดิจิตอลกลาง ซึ่งมีระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูลที่เชื่อถือได้และสามารถเชื่อมโยงได้กับทุกโรงพยาบาลที่ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม เสมือนว่าผู้ป่วยรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลที่เคยรักษาเป็นประจำ ซึ่งทำให้สามารถเรียกดูข้อมูลของผู้ป่วยได้อย่างรวดเร็วและทำการรักษาได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที
โรงพยาบาลรามคำแหง เป็นโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในประเทศไทยที่ได้นำเอาเทคโนโลยีด้านไอทีเข้ามาใช้ประโยชน์ในด้านการแพทย์ โดยได้ร่วมมือกับบริษัท เดลล์ คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด มาเป็นระยะเวลากว่า 10 ปี ในการวางแผนและพัฒนาเพื่อปฏิรูประบบไอทีของโรงพยาบาลให้เติบโตไปพร้อมๆ กันกับโรงพยาบาล โดยโรงพยาบาลรามคำแหงมีเป้าหมายที่สำคัญสูงสุดเหมือนๆ กับโรงพยาบาลทุกแห่งก็คือ การรักษาชีวิตคนไข้และให้คุณภาพชีวิตที่ดีกับผู้ที่เข้ามาใช้บริการด้านการแพทย์ของโรงพยาบาล ซึ่งเป้าหมายข้างต้นนี้เองที่ทำให้โรงพยาบาลรามคำแหงต้องการพัฒนาระบบไอทีให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีระบบที่เสถียร รวดเร็ว ทันเวลา และเป็นระบบที่เติบโตอย่างยั่งยืน โดยแพทย์สามารถดึงข้อมูลมาใช้ในการตัดสินใจรักษาได้อย่างทันท่วงทีในกรณีของผู้ป่วยที่มีอาการสาหัส เพื่อจะได้รักษาชีวิตคนไข้ไว้ให้ได้
โดยบริษัท เดลล์ ได้เข้ามาร่วมงานกับโรงพยาบาลรามคำแหงในการวางระบบต่างๆ ตั้งแต่ระบบ Data Center ไม่ว่าจะเป็น Server หรือ Networking ไปจนถึงการวางระบบปลายทางให้บุคลากรต่างๆ ในโรงพยาบาล เช่น แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ธุรการ หรือเภสัชกร สามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ ซึ่งการบริหารงานและการจัดการกับระบบไอทีในโรงพยาบาลนั้นต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งมากกว่าธุรกิจอื่น เพราะถ้าหากระบบของโรงพยาบาลล่มเมื่อไหร่ นั่นหมายถึงความเป็นความตายของคนไข้หรือผู้ป่วยเมื่อนั้น ดังนั้นบริษัท เดลล์ จึงให้ความสำคัญกับจุดนี้เป็นหลัก นอกจากนี้บริษัท เดลล์ ยังมีการออกแบบระบบไอทีของโรงพยาบาลให้ใช้งานได้ง่าย ไม่ซับซ้อน ถูกต้องแม่นยำ และเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังสามารถลดจำนวน Server ในโรงพยาบาลรามคำแหงและโรงพยาบาลในเครือให้เหลือเพียงโรงพยาบาลละ 3 - 4 ตัวเท่านั้น จากก่อนหน้าที่เคยใช้มากกว่า 10 ตัว ซึ่งการลดจำนวน Server ลงได้นั้นถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีที่โรงพยาบาลรามคำแหงจะก้าวไปสู่การจัดเก็บข้อมูลโดยใช้ระบบ Cloud ได้ในไม่ช้า อีกทั้งในอนาคตข้อมูลของผู้ป่วยของโรงพยาบาลรามคำแหงและโรงพยาบาลในเครือจะสามารถแชร์ถึงกันผ่านการออนไลน์ได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการรักษา เพราะผู้ป่วยจะได้รับการรักษาโดยใช้ข้อมูลจากโรงพยาบาลที่ผู้ป่วยรักษาตัวเป็นประจำ ซึ่งถ้าหากยังใช้ระบบเดิมที่เป็น Manual อยู่ ก็จะเกิดความยากลำบากในการวิเคราะห์ข้อมูลของผู้ป่วยได้
นอกจากไอทีจะเข้ามาช่วยในการจัดเก็บข้อมูลทั้งหมดของโรงพยาบาลรามคำแหงแล้ว ไอทียังมีบทบาทในการเข้ามาช่วยรักษาผู้ป่วยอีกด้วย โดยเฉพาะการรักษาโรคหัวใจและโรคทางสมอง ซึ่งเป็นโรคที่ทางโรงพยาบาลรามคำแหงได้ให้ความสำคัญเป็นหลัก หรือแม้แต่โรคทั่วไปในโรงพยาบาลที่ในปัจจุบันต้องอาศัยพึ่งพาเทคโนโลยีเป็นอย่างมาก โดยในตอนนี้ทางโรงพยาบาลรามคำแหงได้นำเอาเทคโนโลยีมาช่วยในเรื่องของการรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจ โดยการเอาซอฟต์แวร์ตัวหนึ่งเข้ามาไว้ในคอมพิวเตอร์กลาง เพื่อทำการประมวลผลการรักษาจากการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การวิ่งสายพาน รวมไปถึงการมอนิเตอร์ต่างๆ ทางหัวใจ เพื่อให้ได้ผลการรักษาและเก็บผลการรักษานั้นไว้ในรูปแบบดิจิตอล ซึ่งจะทำให้แพทย์สามารถเข้าถึงข้อมูลในเรื่องโรคหัวใจของผู้ป่วยได้ตลอดเวลา และทำให้ประสิทธิภาพในการดูแลผู้ป่วยดียิ่งขึ้น
และในขณะนี้ โรงพยาบาลรามคำแหงได้ติดตั้งระบบที่เรียกว่า “Electronic Medical Record” หรือ “Image EMR” ซึ่งเป็นการเก็บข้อมูลประวัติผู้ป่วยในรูปแบบของไฟล์รูปภาพที่จัดเก็บในรูปแบบดิจิตอล ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะเชื่อมโยงกับข้อมูลเดิมที่มีอยู่ในอดีตด้วยทำให้ข้อมูลถูกจัดเรียงอย่างถูกต้อง ซึ่งแพทย์สามารถเปิดดูประวัติย้อนหลังได้ทันที และอีกหนึ่งเทคโนโลยีของโรงพยาบาลรามคำแหงที่นำเอาไอทีมาใช้ประโยชน์ก็คือ การใช้ “หุ่นยนต์จัดยา” โดยทางโรงพยาบาลรามคำแหงได้มีการนำเอาเทคโนโลยีหุ่นยนต์จัดยานี้มาใช้ในการจัดยาให้ผู้ป่วยที่อยู่ในหวอดมากว่า 4 - 5 ปีแล้ว โดยมีระบบการทำงาน คือ หุ่นยนต์จะทำการแปรคำสั่งและสั่งให้ยาที่อยู่ในเครื่องจัดยา จัดยาเข้าสู่ซองยาตามคำสั่ง ซึ่งในช่วงแรกผู้ป่วยและญาติก็เกิดความไม่มั่นใจในระบบดังกล่าวเพราะเกรงว่าจะได้รับยาไม่ถูกต้อง แต่ทางโรงพยาบาลก็มีการพัฒนาและสร้างความมั่นใจให้กับผู้ป่วยและญาติมาโดยตลอด ซึ่งต่อไปข้างหน้าโรงพยาบาลจะนำเอาระบบบาร์โค้ดมาใช้ในการสแกนที่ซองยาและที่ข้อมือของผู้ป่วยแต่ละรายให้ตรงกัน เพื่อให้ผู้ป่วยมั่นใจได้ว่าจะได้รับยาที่ถูกต้อง ไม่มีการสลับซองยา ซึ่งการนำเอาเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ทางโรงพยาบาลไม่ได้ทำเพื่อต้องการลดภาระงานของพยาบาลหรือเภสัชกรเท่านั้น แต่โรงพยาบาลรามคำแหงจะเน้นและให้ความสำคัญไปที่การจัดยาอย่างถูกต้อง ถูกชนิด ถูกคน เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยนั่นเอง
ดังนั้น จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันนี้งานไอทีกับเรื่องของ Health Care ไม่ว่าจะเป็น Health Care ในแง่ของโรงพยาบาล หรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวกับ Health Care ทั้งหมด ต่างก็เป็นงานที่ไม่สามารถแยกจากกันได้ และในอนาคตงานทั้งสองส่วนงานนี้จะยิ่งเข้าหากันมากขึ้นกว่านี้อย่างแน่นอน

แหล่งอ้างอิงบทความ:
กองบรรณาธิการ. “ระบบดิจิตอล Health Care เพิ่มความแม่นยำปลอดภัย”. e-Commerce Magazine. ปีที่ 15 (ฉบับที่ 176) : 94 - 97 ; สิงหาคม 2556.
( เข้าถึงข้อมูลออนไลน์ได้จาก: http://ecommerce-magazine.com/issue/176/August_2013_SpecialReport_Dell )


บทวิเคราะห์:
ในสภาวะของความก้าวหน้าในเทคโนโลยีสารสนเทศและการแข่งขันที่รุนแรงดังเช่นปัจจุบันนี้ คงปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายหน่วยงานและหลายองค์กรธุรกิจได้มีการรับเอาเทคโนโลยีด้านไอทีมาใช้ในองค์กรของตนเองเพื่อให้สามารถปรับตัว ดำเนินกิจการ และแข่งขันกับคู่แข่งต่อไปได้ ในการดำเนินธุรกิจถ้าหากองค์กรใดไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาวะการแข่งขันได้ ก็จะทำให้เกิดความล่าช้าในการดำเนินธุรกิจ และอาจส่งผลให้องค์กรดังกล่าวล้มหายไปจากธุรกิจนั้นๆ ก็เป็นได้ ซึ่งไม่เพียงแต่กับองค์กรธุรกิจที่มุ่งหวังแต่การแสวงหาผลกำไรเท่านั้นที่ต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับสภาวะการแข่งขันในปัจจุบัน วงการทางการแพทย์เองก็ต้องมีการปรับตัวเช่นเดียวกัน เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ของเป้าหมายหลักสูงสุดที่ต้องการรักษาชีวิตผู้ป่วยและให้คุณภาพชีวิตที่ดีต่อผู้มาใช้บริการกับทางโรงพยาบาล ซึ่งสิ่งนี้เองที่ทำให้โรงพยาบาลรามคำแหงมีการปฏิรูประบบภายในโรงพยาบาลโดยการนำเอาเทคโนโลยีด้านไอทีเข้ามาใช้ เพื่อความรวดเร็วในการรักษาอาการผู้ป่วยและการเข้าถึงข้อมูลของแพทย์และบุคลากรต่างๆ ภายในโรงพยาบาล
ในความคิดเห็นของดิฉันแล้ว ดิฉันเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่ทางโรงพยาบาลรามคำแหงได้มีการนำเอาเทคโนโลยีด้านไอทีเข้ามาใช้ในการให้บริการแก่ผู้ป่วยและผู้เข้าใช้บริการทางการแพทย์ของทางโรงพยาบาล เพราะการนำเอาเทคโนโลยีด้านไอทีเข้ามานั้นจะส่งผลดีต่อผู้ป่วยและผู้เข้าใช้บริการ อีกทั้งยังทำให้แพทย์สามารถเข้าถึงประวัติของผู้ป่วยได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องรอรับการรักษาที่นานเกินไปเหมือนดังเช่นแต่ก่อนที่ยังใช้ระบบแฟ้มเอกสารในการจัดเก็บประวัติผู้ป่วยอยู่ ในสมัยเมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว เวลาเราเข้าไปรับการรักษาในโรงพยาบาลทั่วไปทั้งโรงพยาบาลของรัฐและเอกชน หลายคนยังคงจำได้ดีกับประวัติการรักษาของเราที่ถูกจัดเก็บอยู่ในแฟ้มที่มีขนาดเล็ก - ใหญ่แตกต่างกันไป บางแห่งมีการแยกสีของแฟ้มประวัติเพื่อแสดงให้เห็นถึงปีที่เข้ามารับการรักษาในครั้งแรกอีกด้วย และอีกตัวอย่างหนึ่งที่ดิฉันเชื่อว่าผู้ป่วยที่เคยเข้ารับการรักษาด้านกระดูกคงจำกันได้ขึ้นใจกับการต้องนั่งรอ “ฟิล์ม X-Ray” ที่มีขนาดใหญ่มาก และกว่าจะเอาไปให้แพทย์วินิจฉัยได้นั้นก็ใช้เวลาค่อนข้างจะนานมากเลยทีเดียว ซึ่งทั้งการจัดเก็บแฟ้มประวัติและฟิล์ม X-Ray เหล่านี้ต้องใช้พื้นที่ในการจัดเก็บอย่างมหาศาลโดยเฉพาะในโรงพยาบาลที่มีผู้เข้าใช้บริการจำนวนมาก และเมื่อเวลาเข้าไปใช้บริการกับทางโรงพยาบาลเหล่านั้นบางครั้งเราต้องนั่งรอเข้ารับการรักษาทั้งๆ ที่แพทย์ไม่ติดผู้ป่วยรายอื่น ด้วยเหตุผลที่ว่า “ประวัติยังไม่มา” จึงทำให้เกิดความล่าช้าในการรักษาและอาจส่งผลร้ายต่อผู้ป่วยบางรายที่มีอาการสาหัสก็เป็นได้ ซึ่งปัญหาข้างต้นก็เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้โรงพยาบาลหลายๆ แห่งได้มีการพัฒนาระบบไอทีในโรงพยาบาลของตนให้มีความทันสมัยมากขึ้น ซึ่งแพทย์สามารถเข้าถึงประวัติผู้ป่วยและทำการรักษาได้อย่างทันท่วงทีและเป็นไปอย่างแม่นยำ
นอกจากนี้ การพัฒนาระบบไอทีของโรงพยาบาลรามคำแหงและโรงพยาบาลในเครือจะส่งผลดีเป็นอย่างยิ่งต่อการเข้ามารับการรักษาของผู้ป่วย เพราะในอนาคตหากข้อมูลของโรงพยาบาลรามคำแหงและโรงพยาบาลในเครือสามารถแชร์ถึงกันผ่านการออนไลน์ได้ ก็จะทำให้แพทย์ทำการรักษาผู้ป่วยได้ทันที เช่น ผู้ป่วยที่มีประวัติการรักษาประจำอยู่ที่โรงพยาบาลรามคำแหง กรุงเทพฯ แต่ผู้ป่วยไปเกิดเหตุฉุกเฉินที่เชียงใหม่และเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเชียงใหม่ ราม แพทย์ก็จะสามารถเรียกดูประวัติของผู้ป่วยผ่านทางระบบออนไลน์ได้ทันทีและทำการรักษาได้อย่างถูกต้อง ดังนั้นการนำเอาเทคโนโลยีด้านไอทีมาใช้ของโรงพยาบาลรามคำแหงจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อทั้งโรงพยาบาลเองและผู้ป่วยที่เข้ามารับการรักษาด้วย
เมื่อข้อมูลประวัติของผู้ป่วยถูกจัดเก็บอยู่ในรูปแบบดิจิตอล ซึ่งแพทย์สามารถดึงข้อมูลมาใช้ผ่านการออนไลน์ได้นั้น นั่นก็หมายความว่า โรงพยาบาลจะสามารถลดภาระในการจัดเก็บแฟ้มผู้ป่วยที่ต้องใช้พื้นที่อย่างมากในการจัดเก็บประวัติผู้ป่วยทั้งหมด และเป็นการช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการรั กษาที่เร็วขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ การที่ทางโรงพยาบาลรามคำแหงมีการติดตั้งระบบเพื่อที่จะจัดเก็บข้อมูลประวัติผู้ป่วยในรูปของไฟล์รูปภาพนั้น ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดีเพราะข้อมูลใหม่ของผู้ป่วยนั้นจะถูกสแกนเข้าไปในเครื่องคอมพิวเตอร์และสามารถเชื่อมโยงกับข้อมูลเก่าได้ทันที ซึ่งแพทย์ก็จะสามารถย้อนดูประวัติย้อนหลังของผู้ป่วยที่ถูกจัดเรียงไว้ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ส่วนในเรื่องของไอทีกับการรักษาทางการแพทย์นั้น การที่โรงพยาบาลรามคำแหงได้นำเอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้ประกอบการรักษาโรคหัวใจและโรคทางสมองซึ่งเป็นโรคที่ทางโรงพยาบาลรามคำแหงได้ให้ความสำคัญเป็นหลักนั้น ก็เป็นการพัฒนาไปอีกก้าวหนึ่งในวงการทางการแพทย์ ความจริงแล้วก็เป็นเรื่องปกติทั่วไปที่โรงพยาบาลทุกแห่งมีการนำเอาเทคโนโลยีมาใช้ควบคู่กับการรักษาอาการผู้ป่วย เพียงแต่ผลการรักษาที่ได้ออกมานั้นส่วนใหญ่ก็จะถูกพิมพ์ออกมาเป็นกระดาษและถูกจัดเก็บเข้าไปในแฟ้ม ซึ่งนั่นก็เป็นปัญหาเดิมของทางโรงพยาบาลที่ต้องใช้พื้นที่ในการจัดเก็บแฟ้มประวัติเหล่านั้น แต่สำหรับทางโรงพยาบาลรามคำแหงได้มีการออกแบบระบบและใส่ซอฟต์แวร์ตัวหนึ่งเข้าไปไว้ในคอมพิวเตอร์กลาง เพื่อให้ระบบทำการประมวลผลการรักษาจากการตรวจด้วยวิธีการต่างๆ ทั้งการตรวจด้วยคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การวิ่งสายพาน หรือการติดตามเฝ้าสังเกตอาการของผู้ป่วยทางหัวใจทั้งที่อยู่ที่บ้านและในห้องพักผู้ป่วย แล้วทำการจัดเก็บผลการรักษานั้นไว้ในรูปแบบดิจิตอล ซึ่งแพทย์สามารถเรียกดูข้อมูลผลการรักษาได้ในทันที และเชื่อว่าจะส่งผลให้การดูแลรักษาผู้ป่วยนั้นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
สำหรับอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่โรงพยาบาลรามคำแหงจะมีการพัฒนาระบบให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นนั้นก็คือ เทคโนโลยี “หุ่นยนต์จัดยา” โดยเทคโนโลยีตัวนี้เป็นเครื่องมือที่มีการใช้อย่างแพร่หลายในโรงพยาบาลในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเมื่อโรงพยาบาลรามคำแหงได้นำเอาเทคโนโลยีตัวนี้มาใช้นั้นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นหลักเลยก็คือ ต้องมีการพัฒนาระบบไอทีและวางระบบไว้ให้ดีเป็นอย่างยิ่ง เพราะหากระบบในเทคโนโลยีตัวนี้เกิดขัดข้องหรือเกิดความผิดพลาดแล้วก็จะส่งผลโดยตรงต่อผู้ป่วยที่นอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลหรือผู้ป่วยที่อยู่ในหวอดได้ เนื่องจากผู้ป่วยอาจได้รับยาไม่ถูกต้องซึ่งอาจเกิดจากการสลับซองยากันก็เป็นได้ และนั่นหมายถึงความเป็นความตายของผู้ป่วยกันเลยทีเดียว จากการค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติมทำให้ทราบว่า เทคโนโลยีหุ่นยนต์จัดยานี้ถูกนำมาใช้ในโรงพยาบาลบางแห่งตั้งแต่หลายปีที่แล้วอย่างเช่นโรงพยาบาลรามคำแหงและโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ส่วนโรงพยาบาลที่เพิ่งเปิดตัวหุ่นยนต์จัดยาใหม่รุ่นใหม่ล่าสุดไปเมื่อปีที่แล้วก็คือ โรงพยาบาลเวชธานี ที่ได้มีการนำเอาเทคโนโลยีหุ่นยนต์จัดยานี้มาใช้ในการจัดยาให้กับผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน สำหรับการพัฒนาก้าวต่อไปของทางโรงพยาบาลรามคำแหงก็คือ การนำเอาระบบบาร์โค้ดมาใช้เพื่อสแกนรหัสระหว่างผู้ป่วยกับซองยาให้ตรงกันก่อนที่พยาบาลจะจ่ายยาให้กับผู้ป่วย ซึ่งระบบนี้จะเหมือนกันกับที่โรงพยาบาลเวชธานีได้นำมาใช้ก่อนหน้าแล้ว โดยความเห็นส่วนตัวแล้วดิฉันมองว่าเทคโนโลยีตัวนี้เป็นเทคโนโลยีที่น่าสนใจมาก เพียงแต่ติดอยู่ที่ความกังวลของญาติและผู้ป่วยเท่านั้นที่อาจเกิดความไม่มั่นใจในการรับยาจากระบบจัดยาตัวนี้ แต่เท่าที่ได้ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมนั้นก็สามารถกล่าวได้เลยว่า ผู้ป่วยและญาติผู้ป่วยสามารถวางใจและมั่นใจในระบบดังกล่าวได้ เพราะระบบตัวนี้ทำหน้าที่เพียงจัดยาลงซองยาให้กับผู้ป่วยเท่านั้น หน้าที่ในการตรวจสอบความถูกต้องของตัวยาและปริมาณยาที่ผู้ป่วยต้องรับประทานก็ยังอยู่ในอำนาจหน้าที่ของเภสัชกรตามเดิม และการนำเอาหุ่นยนต์จัดยานี้มาใช้ยังเป็นการลดสิ่งปนเปื้อนที่อาจเกิดขึ้นจากการจัดยาในถาดยาโดยเภสัชกรอีกด้วย เมื่อเภสัชกรตรวจสอบความถูกต้องของยาเรียบร้อยแล้วก็จะส่งต่อให้พยาบาลนำไปให้ผู้ป่วย โดยพยาบาลต้องสแกนรหัสบาร์โค้ดที่อยู่บนซองยากับรหัสที่ข้อมือของผู้ป่วยซึ่งถ้าหากรหัสตรงกันนั่นก็คือ การการันตีความมั่นใจได้เลยว่าไม่มีการสลับยาหรือซองยาเกิดขึ้นแน่นอน และการนำเอาระบบบาร์โค้ดมาใช้นั้นยังสามารถตรวจสอบได้ด้วยว่าพยาบาลคนใดเป็นผู้นำซองยานี้มาให้ผู้ป่วย แต่โอกาสที่ระบบนี้จะผิดพลาดได้ก็มีเช่นกัน แต่นั่นก็คือความผิดพลาดที่เกิดจากการที่แพทย์พิมพ์ใบสั่งยาในระบบผิดซึ่งส่งผลต่อการจัดยาผิดในที่สุด เทคโนโลยีตัวนี้จึงเป็นเทคโนโลยีที่น่าสนใจมากเลยทีเดียว เพราะเป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับไอทีโดยตรงและยังทำให้เห็นความก้าวหน้าของวงการทางการแพทย์ในประเทศไทยด้วย แต่ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ก็ต้องอาศัยความแม่นยำในเรื่องของฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และคอมพิวเตอร์ของโรงพยาบาลรามคำแหงด้วย แต่สำหรับโรงพยาบาลรามคำแหงแล้วการเป็นพาร์ทเนอร์กับบริษัท เดลล์ คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด มาเป็นระยะเวลานานนั้น ปัญหาหรือความกังวลในเรื่องดังกล่าวจึงไม่น่าจะส่งผลกระทบเท่าไรนัก

flickr:9706286571

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เป็นข้อดีและเป็นจุดแข็งของการนำเอาเทคโนโลยีด้านไอทีมาใช้ในวงการทางการแพทย์ของโรงพยาบาลรามคำแหง แต่การนำเอาเทคโนโลยีนี้มาใช้ก็ไม่ได้มีแต่ข้อดีเพียงอย่างเดียว เพราะการนำเอาระบบคอมพิวเตอร์มาใช้นั้นก็มีความเสี่ยงและมีจุดด้อยหลายประการด้วยกัน นอกจากความเสี่ยงต่อการต้องเจอกับระบบล่มแล้ว ปัญหาอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ก็เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงที่โรงพยาบาลรามคำแหงต้องมีการวางระบบป้องกันให้รอบคอบ เพราะอาชญากรคอมพิวเตอร์อาจจะทำการ Hack เข้าไปในระบบและอาจขโมยข้อมูลสำคัญต่างๆ ของผู้ป่วยได้ ดังนั้นโรงพยาบาลรามคำแหงหรือแม้แต่หน่วยงานทั้งโรงพยาบาลและองค์กรธุรกิจต่างๆ ที่มีการนำเอาระบบคอมพิวเตอร์มาใช้ในการจัดเก็บข้อมูลก็ต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของข้อมูล ไม่ว่าข้อมูลเหล่านั้นจะถูกเก็บอยู่ใน Server เหมือนในปัจจุบัน หรือจะเก็บอยู่บนระบบ Cloud ในอนาคตก็ตามที

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม:
http://www.vejthani.com/web-thailand/Vial-Filling-Systems-EV-220.php
http://www.dailynews.co.th/technology/158264
http://nstda.or.th/blog/?p=157

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License