071

ธุรกิจซื้อขายออนไลน์-บูมต่อเนื่อง

เล่าสู่กันฟัง : ธุรกิจซื้อขายออนไลน์ ในเมืองไทยบูมต่อเนื่อง : โดย…บัญญัติ คำนูณวัฒน์

เป็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) หรือธุรกิจพาณิชย์อีเล็กทรอนิกส์ ดังกล่าว เพราะพ่อค้าแม่ขายไม่จำเป็นต้องมาหาสถานที่ ตกแต่งร้าน หรือแม้กระทั่งนั่งเฝ้าหน้าร้านกันขโมยตลอดเวลา ก็สามารถเปิดร้านได้ตลอด 24 ชั่วโมง และเป็นการทำธุรกิจที่เหมาะสำหรับผู้ประกอบการที่มีเงินทุนไม่มาก
หากมองในภาพรวมมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปี ซึ่งคุณภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตลาดดอทคอม ได้คาดการณ์ว่าในปี 2556 ธุรกิจอีคอมเมิร์ซจะโตขึ้นถึง 1.5 หมื่นล้านบาท สาเหตุเพราะวงการธุรกิจจะหันไปทำร้านค้าออนไลน์ ซึ่งสามารถสั่งซื้อสินค้าได้จริงมากกว่าแค่นำรูปสินค้าและราคาขึ้นมาแสดง จนเป็นปัจจัยให้คนไทยหันมาเลือกซื้อสินค้าผ่านทางระบบดังกล่าวกันมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนที่อายุ 40 ปีขึ้นไป เพราะเป็นช่วงวัยทำงานและเป็นกลุ่มคนที่มีสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตเป็นอุปกรณ์สื่อสารคู่กายกันแทบทุกคน ที่สำคัญเป็นกลุ่มที่มีกำลังสั่งซื้อสูงทีเดียว
ตอกย้ำความน่าสนใจในการเลือกซื้อสินค้าของธุรกิจอีคอมเมิร์ซขึ้นไปอีก เมื่อศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้คาดการณ์ว่าปีนี้ การใช้บริการด้านข้อมูลบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ของคนไทยจะขยายตัวกว่าร้อยละ 40 เพราะราคาโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตถูกลง บวกกับการเข้ามาของ 3G อย่างเต็มรูปแบบ ธนาคารต่างๆ ทุ่มทุนสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคต่อความปลอดภัยและความสะดวกรวดเร็วในการชำระเงิน โดยผู้บริโภคจะซื้อ ช็อป จ่าย ที่ไหนเมื่อไรก็ได้แค่คลิ๊ก! จากกลไกการตลาดทั้งหลายที่ระดมเข้ามานั้นจะเป็นแรงผลักดันที่น่าสนใจซึ่งทำให้ธุรกิจนี้เติบโตขึ้นไปอีกต่อจากปีนี้ กว่าร้อยละ 25-30
นอกจากนี้ ธุรกิจดังกล่าวจะเจริญเติบโตได้จากจำนวนผู้เข้าถึงอินเทอร์เน็ต ซึ่งในอนาคตจะมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลกเยอะกว่าปัจจุบันหลายเท่า นี่จึงเป็นโอกาสทองของธุรกิจการขายสินค้าออนไลน์ ไม่ใช่แค่ระดับในประเทศเท่านั้น แต่หมายถึงระดับสากลด้วย
จึงไม่แปลกนักธุรกิจใดสามารถจับจองพื้นที่ในตลาดอีคอมเมิร์ซได้เร็ว ผ่านทางสังคมออนไลน์ที่กำลังเป็นที่นิยม ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก ไลน์ หรือว่าอินสตาแกรม ย่อมดึงดูดให้ผู้บริโภคสนใจและหวังผลด้านธุรกิจได้เป็นอย่างดี การปรับตัวให้เข้ากับกระแสที่กำลังรุ่งพุ่งแรงอยู่ ณ ขณะนี้ เชื่อว่าจะเป็นข้อได้เปรียบบริษัทคู่แข่งอื่นๆ ในตลาดได้อย่างมาก…เรื่องที่ได้นำมาเล่าสู่กันฟัง ผมเชื่อว่าจะเป็นอีกช่องทางทำมาหากินที่น่าสนใจให้พ่อค้าแม่ขายได้การลงทุนเปิดร้านค้าในตลาดออนไลน์ได้ตั้งแต่วันนี้เลยครับ !


(เล่าสู่กันฟัง : ธุรกิจซื้อขายออนไลน์ ในเมืองไทยบูมต่อเนื่อง : โดย…บัญญัติ คำนูณวัฒน์)

วิเคราะห์ข่าว

โดย นางสาววิชชุลดา แซ่ตั้ง (id:5510211071) MBA

ปัจจุบัน การตลาดใน Social media มีความสำคัญมากเนื่องจากมีการค้าขายในโลกออนไลน์กำลังมาแรง โดยบริษัทควรคำนึงการเจาะกลุ่มลูกค้าใน social media มากขึ้น โดยการที่จะเข้าถึงผู้คนใน social media นั้น โดยดิฉันจะสรุปออกมาเป็นข้อๆ เพื่อให้เห็นภาพได้ชัดขึ้น และยกตัวอย่างบริษัทจริงที่ได้มีการนำ Social advertising ต่างๆ

1.คนไทยจะใช้ Social Network ผ่านทางมือถือและอุปกรณ์พกพากันมากขึ้น (Mobile Social Network)
โดยข้อสรุปนี้ ดิฉันจะยกตัวอย่างระบบ Insight ใน facebook page ซึ่งจะเห็นได้ว่า จำนวนคนที่เข้าชมส่วนใหญ่ หรือคลิ๊ก like (ถูกใจ) page นั้น จะมีมาจาก mobile ด้วย โดยดิฉันจะยกตัวอย่าง fanpage ของดิฉันเอง (www.facebook.com/sabobkshop)

flickr:9708729732

Figure 1

โดยจาก Figure 1 จะเห็นได้ว่า กราฟสีเหลือง คือคนที่กดไลค์มาจาก mobile หรือโทรศัพท์มือถือเคลื่อนที่ จะมีปริมาณอยู่พอสมควร

flickr:9708732800

Figure 2

โดยจากข้อมูลจากสถิติ Zocial Rank จะเห็นได้ว่า ในปี 2013 นี้ ปริมาณผู้เข้าถึง social network นั้นส่วนใหญ่ล้วนจะเข้าโดย Mobile หรือโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นส่วนใหญ่
ซึ่งทำให้เราสรุปได้ว่า เราไม่ควรจะมองข้าม ในการที่จะเตรียมกลยุทธ์เกี่ยวกับการสื่อสารทางโทรศัพท์มือถือ เพราะปัจจุบันการเข้าถึงนั้นสามารถทำได้โดยง่าย โดยผ่าน 3G โดยเครือข่ายโทรศัพท์ต่างๆนั่นเอง

2. การแข่งขันของบริการโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ก (Social Network Competition)
เป็นที่แน่นอนว่า ประชากรไทยส่วนใหญ่นั้น มีสถิติการใช้ Social network สูงมาก โดยเวปไซท์ Zocial Rank เป็นเวปไซท์ที่เก็บข้อมูลทางสถิติได้เผยว่า งาน Social Network ของคนไทยในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ซึ่งพบว่าข้อมูลเป็นที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งโดยในห้วงปีที่ผ่านมาการโฆษณาผ่าน Social Network ต่างๆได้รับความนิยมอย่างมากจากแบรนด์สินค้าหรือบริการต่างๆ Instagram ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากหลังจากปล่อยเวอร์ชั่น Android ไปเมื่อปีที่แล้ว
อัตราการใช้งานเจริญเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว(1 เม.ย 2012 – 1 เม.ษ. 2013) พบว่า
- Facebook มีการใช้งานเติบโตจาก ปีที่แล้ว 24%
- Twitter มีการใช้งานเติบโตจาก ปีที่แล้ว 53%
- Youtube มีการใช้งานเติบโตจาก ปีที่แล้ว 125%
- Instagram มีการใช้งานเติบโตจาก ปีที่แล้ว 178%
เพราะฉะนั้นเราไม่ควรจะมองข้าม social media อื่นๆ นอกจาก facebook ในการโปรโมทบริษัท หรือแบรนด์ของเรา

flickr:9708730808

Figure 3

จาก infograhpic ด้านบน (figure2) จะเห็นได้ว่า ปริมาณผู้ใช้ต่อวันใน facebook มีจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง facebook ที่มีปริมาณการโพสข้อมูลถึง 31 ล้านโพสต่อวัน รองลงมาได้แก่ Twitter, Youtube และ Instagram

3. เกิดการหล่อหลอมของบริการของ Social Media (Social Media Integration)
ดิฉันมีความคิดเห็นว่า ในส่วนนี้เป็นส่วนที่สำคัญอย่างนึง เนื่องจากปัจจุบัน Social media ต่างๆล้วนแล้วจะเชื่อมถึงกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเชื่อมต่อ facebook กับ instragram
จะเห็นได้ว่าบริษัท facebook ได้ทำการซื้ออินสตาแกรมโดยที่ facebook มองว่า อินสตาแกรมนั้นไม่ได้เป็นแค่แอปพริเคชั่นในการแบ่งปันภาพถ่ายเท่านั้น แต่ยังจะเป็นหนทางที่ผู้ใช้จะสามารถสื่อสารหากันได้
โดยปัจจุบันนี้จะเห็นได้ว่า มีดาราส่วนใหญ่นิยมโพสรูปตัวเองคู่กับผลิตภัณฑ์ของบริษัทต่างๆลง instagram โดยจะเห็นได้ว่ามีผู้กดถูกใจเป็นจำนวนหลักหมื่นถึงแสนเป็นต้น โดยดิฉันได้ทำการสืบค้นและพบว่า การที่ดาราได้โพสรูปต่างๆลงอินสตาแกรมนั้น อย่างเช่นอั้ม พัชราภา ที่มีคนติดตามถึง 1.6 ล้านคน การลงโฆษณาในอินสตาร์แกรมนั้น บริษัทอาจจะต้องเสียเงินเพื่อโปรโมทจำนวนเงิน 20,000 บาท/ภาพ เลยทีเดียว

flickr:9705495807

Figure 4 Figure 5

ตัวอย่างเช่นใน figure 4 จะเห็นได้ว่าคุณอัมพัชราภาได้ลงรูปหมวกของ flynow outlet โดยมีคนกดถูกใจรูปนี้สูงถึง 41,545 คน โดยแสดงให้เห็นถึงการเข้าถึงกลุ่มคนในหมู่มาก โดยใช้ดาราเป็นสื่อกลางในการโปรโมทสินค้า โดยถ้าเราสังเกตุดีๆจะเห็นว่าคุณอั้มพัชราภาได้ทำการติด tag @fnoutlet และ hashtag #fnoutlet เพื่อเป็นการให้คนที่สนใจสินค้าตัวนี้ ได้กดเข้าไปติดตามกับบริษัทโดยตรงเลยทีเดียว โดยใน Figure 5 จะแสดงให้เห็นว่าบริษัท flynow outlet ได้ทำการขอบคุณ คุณอั้มพัชราภา ที่ทำการรีวิวสินค้าให้

4. โซเชี่ยลเน็ตเวิร์กในทีวี (Social TV)
ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกในการโปรโมท ปัจจุบันสื่อต่างๆได้เริ่มมีการใช้ #hashtag ของตัวเองเพื่อเป็นการสื่อสารในโลกออนไลน์มากขึ้น ซึ่งก็เป็นเรื่องจริงและน่าสนใจเป็นอย่างมาก รวมถึงผู้คนจะดูผ่าน Youtube กันมากขึ้น ซึ่งก็จะเห็นได้ว่าบางบริษัทได้ใช้ประโยชน์จากคลิปที่มีคน view จำนวนมาก เป็นโฆษณาบริษัทให้ตัวเอง เช่นรายการ VRZO ซึ่งมีจำนวนคน view รวมมากกว่า 60 ล้าน view ก็ได้มีบริษัทต่างๆและสปอร์เซอร์มากมาย ติดต่อเพื่อขอทำการโฆษณาสินค้าตนเองตามที่วงไว้ใน figure 6

flickr:9708728910

Figure 6

5. การค้นหาข้อมูลในโซเชี่ยลมีเดียเพิ่มมากขึ้น (Social Search)
ดิฉันมีความเห็นว่า ยังไงคนส่วนใหญ่ก็ต้องทำการหาข้อมูลจาก google มาก่อน โดยจากข้อมูลอ้างอิงที่ดิฉันได้มาจาก fanpage ของดิฉันเอง

flickr:9705492365

Figure7

จาก figure 7 จะเห็นได้ว่า คนที่เข้ามาใน fanpage ของดิฉัน มีเปอร์เซ็นมากที่สุดโดยการเข้ามาจากเวปไซท์ Google.com รองลงมาคือ siamzone.com, pantip.com, youtube.com และ อื่นๆ
เพราะฉะนั้นเราควรให้ความสำคัญกับ Google มากๆแต่ก็ไม่ควรจะละทิ้งช่องทางอื่นๆเช่น youtube หรือ pantip

6. โฆษณาผ่าน Social Media จะเพิ่มมากขึ้น ฉลาดขึ้น (Social Media Advertising)
เนื่องจากดิฉันมีประสบการณ์ในการทำโฆษณากับ facebook จึงต้องยอมรับว่า การโฆษณากับ facebook นั้นทำให้เราเข้าถึงกลุ่มคนที่เราต้องการจริงๆ โดยเราสามารถระบุ เพศ อายุ สามารถแบ่งเป็น category ต่างๆ ความสนใจ รวมถึงภาษาที่ใช้พูดและการศึกษา แต่ในการเข้าถึงกลุ่มคนนั้น ในเรื่องละเอียดยิบย่อยเช่นการศึกษา อาจจะไม่ดีเท่าที่ควรเนื่องจากคนที่บริการใช้ facebook บางคนอาจจะไม่ได้กรอกข้อมูลตรงส่วนนั้น อาจจะทำให้เสียลูกค้าในกลุ่มนั้นไป

7. กลยุทธ์และเทคนิคการใช้ Social Media จะมีชั้นเชิงมากขึ้น (Advance Social Media Tactic)
ปัจจุบันการที่เราจะใช้เทคนิคในการเพิ่มจำนวนคนไลค์โดยการบอกให้คนกด like และ share เพื่อแจกสินค้านั้น ก็เป็นเทคนิคที่เก่าไปแล้ว และน่าเบื่อเป็นอย่างมาก โดยปัจจุบัน facebook ได้พยายามที่จะพัฒนาเครื่องมือต่างๆในการโปรโมทมากขึ้น โดยบริษัทต่างๆสามารถสร้าง application ขึ้นมาเพื่อให้คนร่วมสนุก ซึ่งในการกดเข้าไปใน application ต่างๆนั้น หารู้ไม่ว่าคุณได้ถูกบังคับให้กด like fanpage บริษัทนั้นๆเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

8. การค้าผ่านโซเชี่ยลมีเดียยังคงเติบโต (Social Commerce)

flickr:9708726784

Figure 8

จาก figure 8 จะเห็นได้ว่า facebook ได้มีการนำส่วนที่เรียกว่า offer หรือ event เข้ามา เพื่อสำหรับบริษัทต่างๆ โดยหลักการก็อาจจะเป็นการจัดโปรโมทชั่นใน in store เช่นการกดลงทะเบียนกับทางร้าน จะได้ส่วนลดทันที 10% เมื่อใช้บริการกับทางร้าน เพียงแค่นำ code ที่ได้จากการลงทะเบียนใน facebook ไป
ซึ่งในจุดนี้ ถือว่าเป็นการที่โฆษณาไปในตัว โดยที่บางคนนั้นอาจจะกดเข้าไปก่อน โดยไม่แน่ใจว่าจะได้ใช้หรือไม่ แต่ก็เป็นการที่ทำให้บริษัทนั้นๆได้ข้อมูลของบุคคลที่สนใจสินค้าบริษัทตนเองทันที ซึ่ง facebook ฉลาดในด้านนี้มาก

9. บริการและช่วยเหลือลูกค้าผ่านทางโซเชี่ยลมีเดียจะเพิ่มมากขึ้น (Social CRM)
การที่มี social media นั้นทำให้กลุ่มลูกค้ามีอิธิพลสูงมากขึ้น ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องจริงทั้งสิ้น ตัวอย่างเช่นเวปไซท์ที่มีอิทธิพลเป็นอย่างมากได้แก่ www.pantip.com เป็นเวปไซท์ที่มีเวปบอร์ดพิเศษชื่อว่า “คุ้มครองผู้บริโภค” ซึ่งส่วนใหญ่แล้วลูกค้าต่างๆมักจะมาโวยวาย เมื่อได้สินค้าไม่ถูกใจ หรืออย่างเช่นที่เพิ่งเป็นข่าวก็คือกล่องนมโฟโมร์ทมีเชื้อราด้านใน ซึ่งทำให้เจ้าของบริษัทต้องออกมาขอโทษขอโพยกันเป็นยกใหญ่ ซึ่งสำคัญอย่างมากที่เราจะต้องพยายามรักษาภาพลักษณ์ของบริษัทให้ดีที่สุด และควรจะเตรียมแผนกที่จัดการในด้าน social network ที่คอยตอบคำถามลูกค้าเหล่านั้นด้วย

10. ฟังและติดตามลูกค้าพูดถึงคุณอย่างไรในโซเชี่ยลมีเดีย (Social Media Monitoring)
ควรจะใช้เครื่องมือเพื่อติดตามว่ามีใครพูดถึงบริษัทเราไปในทางใดบ้าง หรือเราสามารถดูได้จาก insight ของ facebook นั่นเอง

Reference
- http://www.komchadluek.net/detail/20130731/164569/%E0%B8%98%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%8B%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%9A%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87.html#.Ui3tcMZHJ6I
- http://mobiledista.com/infographic-stat-social-network-in-thailand-q1-2013/#axzz2e5dz9H3Z
- http://mobiledista.com/infographic-stat-social-network-in-thailand-q1-2013/#ixzz2e5eVpLQd
- http://www.manager.co.th/CBizReview/ViewNews.aspx?NewsID=9550000044897

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License