074

How teens, parents struggle to share social media

By Heather Kelly, CNN
updated 10:04 PM EDT, Fri August 30, 2013 | Filed under: Social Media

130830170410-angry-father-daughter-laptop-story-top.jpg

สรุปบทความ

ปัจจุบันผู้ที่เป็นพ่อแม่และกลุ่มวัยรุ่นนั้นมีการใช้โซเชียลเนตเวิร์กมากขึ้น ซึ่งทำให้พวกเขาสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นถึงกันได้ในสื่อออนไลน์ ซึ่งนั่นก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดความก้าวล้ำความเป็นส่วนตัวหรือความเป็นอิสระไปสำหรับในกลุ่มวัยรุ่น จากการสัมภาษณ์วัยรุ่นและผู้ใหญ่จำนวนหนึ่ง พบว่าวัยรุ่นมักจะหามุมในโซเชียลเนตเวิร์กที่พ่อแม่ไม่สามารถจะเห็นหรือเข้ามาแสดงความคิดเห็นได้ ในขณะที่พ่อแม่ก็พยายามที่จะเฝ้าดูติดตามกิจกรรมทางออนไลน์ของลูกๆและคอยดูแลความปลอดภัยของลูกๆโดยที่ไม่ต้องเข้าไปยับยั้งหรือก้าวก่ายพวกเขา ซึ่งตอนนี้ทั้งสองฝ่ายก็กำลังหาวิธีที่จะอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุขบนโลกโซเชีลยเนตเวิร์ก

จากการศึกษาของโครงการ Pew Internet and American Life Project พบว่า มีวัยรุ่นเพียง 9% ที่รู้สึกกังวลในเรื่องการเข้าถึงข้อมูลจากบุคคลที่สาม แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่ได้ระมัดระวังข้อมูลส่วนตัวของพวกเขา วัยรุ่นส่วนใหญ่จะคอยดูว่าใครมาดูข้อมูลอะไรของพวกเขา จากการโพส หรือจำนวนคนกดไลค์ พวกเขาจะมีวิธีการควบคุมความเป็นส่วนตัวที่หลากหลาย โดยการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวทางเฟซบุ๊คที่มีความซับซ้อน ซึ่งมีเพียง14%เท่านั้นที่ให้แสดงโพรไฟล์แบบสาธารณะ นอกจากนี้พวกเขายังคอยแก้ไขในสิ่งที่ปรากฎอยู่บนโพรไฟล์ ลบโพสต์ แสดงความคิดเห็น และลบ tag ที่ไม่ต้องการออก แต่ในบางครั้งการที่พวกเขาจะปิดบังพ่อแม่ก็อาจจะไม่ใช่การตั้งค่าความเป็นส่วนตัว เพราะ 58% ของวัยรุ่นใช้วิธีการโพสรหัสหรือข้อความที่รู้กันเฉพาะเพื่อนๆ

130801123317-fb-teenagers-story-body.jpg


จากการศึกษาของ Pew พบว่าเฟซบุคนั้นเป็นเวบยอดนิยมที่สุดสำหรับวัยรุ่นและผู้ใหญ่ แต่จากการที่เข้าไปศึกษาเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นได้พบว่ากลุ่มวัยรุ่นกลับรู้สึกว่าตอนนี้เฟซบุคเริ่มมีความน่าสนใจลดลงเนื่องจากการที่พวกผู้ใหญ่ได้เข้าไปใช้และทำให้พวกเขารู้สึกว่ามันดูจริงจังมากเกินไป วัยรุ่นบางกลุ่มก็จะใช้เฟซบุคสำหรับโพสเรื่องสาธารณะทั่วๆไปแต่ใช้ข้อความที่สื่อสารกันในรูปแบบของsocial platforms ที่พ่อแม่ไม่รู้จักหรือยังไม่ได้สมัคร และส่วนมากก็จะใช้ Twitter, Instagram, Tumblr, Vineและ Pinterest ด้วยเหมือนกัน เพราะรู้สึกว่ามีความกดดันทางสังคมน้อยกว่าและสามารถแสดงความคิดเห็นได้อิสระกว่า ในส่วนของ Twitter นั้นดูเหมือนว่าจะมีการเติบโตอย่างรวดเร็วในกลุ่มผู้ใช้เด็กๆ ส่วน Vine ก็จะเป็นข้อความในรูปแบบของวีดีโอที่มีความยาวประมาณ 6วินาที หากวัยรุ่นต้องการสื่อสารแบบส่วนตัวก็จะเลือกใช้โปรแกรมสำหรับส่งข้อความที่เป็นส่วนตัวมากขึ้น อย่างเช่น Kik WhatsApp หรือ Snapchat ซึ่งก็จะทำให้รู้สึกมีความเป็นส่วนตัวและปลอดภัยมากกว่าการใช้ Facebook หรือInstagram

จากการสัมภาษณ์พ่อแม่ที่เป็นเพื่อนกับลูกในเฟซบุคพบว่า แม่และลูกจะมีข้อตกลงระหว่างกันในเรื่องการโพส และการแชร์รูปภาพ โดยที่แม่จะไม่ค่อยแสดงความคิดเห็นที่จะทำให้ลูกรู้สึกเขินอายในโพสของลูก และ ลูกก็จะต้องไม่แชร์ภาพที่ไม่กล้าให้พ่อแม่ดูด้วย การตกลงกันนี้ก็เพื่อทำให้ทั้งสองฝ่ายไม่รู้สึกลำบากใจมากจนเกินไปที่จะแชร์ข้อมูลร่วมกันในโซเชียลมีเดีย

วิเคราะห์บทความ

คงจะไม่เป็นการกล่าวที่เกินเลยไปหากจะบอกว่า “ในสมัยที่ยังไม่มีเฟสบุ๊ค โลกเราสงบสุขกว่านี้มาก” การเกิดขึ้นของเฟสบุ๊คก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่กว้างขวางในทุกสถาบันทางสังคมแบบที่ขยายออกไปเรื่อย ๆ เหมือนคลื่นน้ำที่เกิดจากก้อนหินก้อนเล็ก ๆ สักก้อนหนึ่ง เฟสบุ๊คก็เช่นกัน ในตอนแรกมันเปรียบเสมือนจุดเล็ก ๆ ในอินเตอร์เน็ต แต่ในทุกวันนี้ มันได้ขยายตัวจนกลายเป็นตัวแทนของโซเชียลเน็ตเวิร์กได้อย่างภาคภูมิ และยังไม่มีที่ท่าว่าจะลดความสำคัญลงแต่อย่างใด ไม่เหมือน Hi 5 และ My space ที่ถูกคลื่นแห่งเฟสบุ๊คกลืนหายไปตามกาลเวลา

images?q=tbn:ANd9GcRa7y8AcbqmcA5blkiraEtaQ21aOKifnDAw8C9SPDUfo5iDrkgkGw

อะไรคือสิ่งที่ส่งผลให้เฟสบุ๊คประสบความสำเร็จมากมายขนาดนี้ กลายเป็นคำถามยอดฮิตในวิชาของนักบริหารธุรกิจทั้งหลายเพื่อหา คำตอบ แต่ที่สำคัญก็คือ เราต่างรู้กันว่าเฟสบุ๊คได้สร้างโมเดลทางธุรกิจอะไรสักอย่างหนึ่งขึ้นมาบนโลกนี้เรียบร้อยไปแล้วและถ้าหากวันนี้เราไม่มีบัญชีเฟสบุ๊คเป็นของตัวเอง ก็ดูเหมือนว่าเราจะคุยกับคนส่วนใหญ่ไม่รู้เรื่อง กลายเป็นว่า กว่าเราจะรู้ตัว เฟสบุ๊คก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปเรียบร้อยโรงเรียนซัคเคอร์เบิร์กเสียแล้ว

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเฟสบุ๊คนั้นทำให้ชีวิตของเราง่ายขึ้นจริง ๆ ในขณะเดียวกันเราเองก็จำเป็นจะต้องรู้สึกว่าเฟสบุ๊คก็ทำให้ชีวิตเรายากขึ้นไปพร้อม ๆ กันด้วย เราคงจะเคยได้ยินข่าวจากทางสื่อต่าง ๆ หรือจากคนใกล้ตัวอยู่เสมอ ๆ ว่า เกิดประเด็นใหม่ ๆ ในสังคมที่กลายเป็นทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์ ในชั่วข้ามคืนจากข้อมูลที่ปรากฏในเฟสบุ๊ค ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้ายก็ตาม ยกตัวอย่างเรื่องนโยบายอันแปลกพิสดารของฝ่ายรัฐบาล พิธีกรชื่อดังลงช่วยเหลือชาวบ้านมากกว่าฝ่ายรัฐ ดาราประพฤติตัวไม่เหมาะสม เป็นต้น เรื่องแบบนี้บางครั้งก็เป็นเรื่องจริง บางครั้งก็เป็นเพียงข่าวโคมลอยซึ่งสุดท้ายแล้วจับมือคนปล่อยโคมไม่ได้ หรืออาจจะได้แต่ไม่กล้าบอก สิ่งเหล่านี้นี่เองที่ทำให้ชีวิตของเรามันยากขึ้นทันตาเห็น เพราะเราจะต้องใช้สมองไตร่ตรองให้เห็นจริงเห็นจังเสียก่อนที่จะเชื่อกันง่าย ๆ และเราต้องไม่ลืมว่า เฟสบุ๊คเองก็เป็นสื่อที่มีความเป็น “สาธารณะ” ที่สูงอย่างยิ่ง ข้อมูลที่ปรากฏอยู่จึงจำเป็นต้องใช้วิจารณญาณอย่างยิ่งที่จะเสพสื่อประเภทนี้ และแน่นอนว่าวิจารณญาณเช่นนี้มักพบในเด็กและวัยรุ่นน้อยกว่าในผู้ใหญ่ ไม่ได้หมายความว่าผู้ใหญ่ทุกคนมีวิจารณญาณมากกว่าเด็กและวัยรุ่นเสมอไป แต่ส่วนใหญ่มันมักจะเป็นเช่นนั้นเท่านั้นเอง

ในประเด็นนี้ เมื่อเราพูดถึงปัญหาการใช้วิจารณญาณกับโซเชียล มีเดียอย่างเฟสบุ๊ค กลุ่มคนที่น่าเป็นห่วงที่สุดว่าจะก่อผลเสียให้กับตัวเองก็คือวัยรุ่น (ในขณะที่ในผู้ใหญ่นั้นเชื่อได้ว่าน่าจะก่อผลเสียให้กับคนอื่นมากกว่า) ซึ่งเป็นวัยที่แสดงความมั่นใจในความเป็นผู้ใหญ่ของตนเอง ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วส่วนใหญ่มักไม่ได้มีคุณสมบัตินั้นอยู่จริง อีกสิ่งหนึ่งที่สร้างหายนะให้กับชีวิตของวัยรุ่นอยู่เป็นประจำก็คือการขาดประสบการณ์ชีวิต เมื่อความมั่นใจแบบเลื่อนลอยและการขาดประสบการณ์สองอย่างนี้ผสมกันลงตัวเมื่อไหร่ก็ทำลายอนาคตคนมานักต่อนักแล้ว ในจุดนี้เองที่เฟสบุ๊คได้แอบซ่อนความอันตรายไว้โดยที่ผู้ใช้ไม่รู้ตัว และเชื่อว่าคนที่สร้างเฟสบุ๊คในตอนแรกก็คงจะไม่รู้ด้วย แล้วใครที่จะคอยฉุดรั้งตักเตือนวัยรุ่นไว้ถ้าไม่ใช่พ่อแม่ของพวกเขาเอง

images?q=tbn:ANd9GcQC7Vqch55lk6LhLzHs9gGkRf-sFAqaQBwGAg8IJWvsiUb_RDrL

ประเด็นเรื่องการถูกล่อลวงจากมิจฉาชีพในโซเชียลเน็ตเวิร์กนั้นเชื่อว่าเหล่าวัยรุ่นระวัง ป้องกัน และรับมือได้ไม่ยาก เพราะมีการเตือนกันอยู่เป็นประจำอยู่แล้ว ดังนั้น สิ่งที่น่ากลัวจริง ๆ จากโซเชียลเน็ตเวิร์กน่าจะเป็นวิธีคิด แนวคิด ความเห็น เรื่องราวและประเด็นต่าง ๆ ที่จะทำให้วัยรุ่นมีแนวคิดที่บิดเบือนไปจากแนวของศีลธรรมอันดีของสังคมมากกว่า ยกตัวอย่างเช่น วัยรุ่นคนหนึ่งถ่ายรูปบาดแผลที่เกิดจากการทำร้ายตัวเองเพื่อพิสูจน์รักแท้ลงในเฟสบุ๊ค ปรากฏว่ามีวัยรุ่นเข้าไปแสดงความคิดเห็นกันมากมายซึ่งมีทั้งชอบและไม่ชอบ ประเด็นก็คือ เรื่องแบบนี้มันไม่ควรจะมีความคิดเห็นที่ชื่นชอบใช่หรือไม่ มันไม่ใช่แนวคิดทางการเมืองหรือวัฒนธรรมที่มีทั้งถูกและผิด แต่การทำร้ายตัวเองมันเป็นเรื่องที่ผิดเต็มประตูแบบหาช่องถูกไม่ได้ แล้วอะไรที่ทำให้บางคนรู้สึกราวกับว่าได้เจอฮีโร่ที่ได้เห็นเรื่องราวแบบนี้ นี่เป็นแค่ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ๆ และเป็นข่าวดังในสังคม ส่วนที่ยังไม่ดังยังมีอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเซ็กซ์ เรื่องสุขภาพ แนวการใช้ชีวิต ที่แฝงอยู่ในข้อความ บทสนทนา หรืออื่น ๆ ที่ให้ความเข้าใจแบบผิด ๆ แล้วแชร์กันไปในกลุ่มเพื่อนฝูง ซึ่งได้มีงานวิจัยที่สนับสนุนในเรื่องนี้ของ ดร.ศิริพร ได้เปิดเผยว่า “ ปัญหาเรื่องเพศสัมพันธ์ในวัยรุ่นมีแนวโน้มเฉลี่ยอายุลดลงเรื่อยๆ สาเหตุหนึ่งของการมีเพศสัมพันธ์ มาจากการรับสื่ออนาจารต่างๆ จึงวิจัยในหัวข้อดังกล่าว ตั้งแต่เดือนมกราคม-มีนาคม 2555 พบว่านักศึกษาเปิดรับสื่ออนาจารบนสมาร์ทโฟน ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ในโซเชียลมีเดีย อาทิ ยูทูบ เฟซบุ๊ก มากถึงร้อยละ80” ข่าวจาก นสพ.ไทยรัฐ วันที่ 12 ก.ค. 25561

สิ่งเหล่านี้ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองอดที่จะห่วงไม่ได้ว่าลูกหลานของตนจะได้รับเรื่องเหล่านี้เข้าไปโดยไม่มีภูมิคุ้มกันที่ดีพอ จึงพยายามที่จะเข้าสอดส่องดูแลการใช้โซเชียล มีเดีย ของเด็กในความปกครองเพื่อที่จะได้รู้ว่า ลูกหลานกำลังเดินผิดทางอยู่หรือไม่ การกระทำเองนำมาซึ่งความขัดแย้งระหว่างเด็กและผู้ใหญ่ในที่สุด

ผู้ใหญ่ก็มีกลุ่มเพื่อนของผู้ใหญ่ และมีเรื่องลับ ๆ แบบของผู้ใหญ่ วัยรุ่นก็มีกลุ่มของวัยรุ่นและมีเรื่องลับ ๆ ของวัยรุ่นเช่นกัน ถ้าเช่นนั้น ทำไมเราจึงต้องมาจุ้นจ้านกับเรื่องของวัยรุ่นด้วย ทำไมเราจึงไม่ไปวุ่นวายกับเรื่องของผู้ใหญ่บ้าง ข้อความนี้เป็นคำถามที่น่าเห็นใจเหล่าวัยรุ่นอยู่ไม่น้อย แต่ในส่วนตัวผู้เขียนแล้ว เราควรจะมีจุดยืนสักสองสามประการที่จะอธิบายว่า ทำไม เรื่องราวของวัยรุ่นจึงจะต้องถูกจับตามอง ประการแรกก็คือคุณสมบัติของวัยรุ่นที่ได้กล่าวไปข้างต้นนั่นคือ มีความมั่นใจแต่ขาดประสบการณ์ แต่ในส่วนผู้ใหญ่นั้น เราเชื่อว่าจะต้องมีประสบการณ์พอสมควรแล้ว เพราะฉะนั้น หากจะเป็นคนชั่วร้ายเลวทรามก็คงจะเป็นด้วยความตั้งใจ ไม่ได้เกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ประการที่สอง ไม้อ่อนนั้นน่าจะดัดง่ายกว่าไม้แก่ วัยรุ่นเองก็น่าจะยังพอดัดให้อยู่กับร่องกับรอยที่สังคมนั้น ๆ ยอมรับว่าดีได้บ้าง ส่วนผู้ใหญ่นั้นคงจะว่ากล่าวกันได้ยากและควรจะรู้อยู่แล้วว่าอะไรดีอะไรไม่ดีอย่างที่กล่าวข้างต้น และประการสุดท้าย พวกคุณ ๆ วัยรุ่นทั้งหลายจะต้องเป็นผู้ขับเคลื่อนประเทศในอนาคต และเราอยากเห็นอนาคตที่ดี ซึ่งเราอาจจะหวังได้ยากจากพวกที่ตั้งใจทำชั่วและดัดไม่ได้อย่างผู้ใหญ่บางประเภท จากทุกเหตุผลรวมกันแล้ว ผู้เขียนจึงเชื่อว่า การ “ลงทุน” กับวัยรุ่นน่าจะคุ้มค่ามากกว่าไปวุ่นวายกับผู้ใหญ่ และนี่ก็น่าจะเป็นเหตุผลที่ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองยอม “ลงทุน” ขัดแย้งกับลูกหลานเพื่อที่จะสอดส่องความประพฤติของพวกเขา เมื่อผู้ใหญ่พยายามบุกรุกความเป็นส่วนตัว และวัยรุ่นพยายามรักษาฐานที่มั่นออนไลน์อย่างเข้มแข็ง ในที่สุดสงครามในบ้านก็ปะทุขึ้นมาจนได้

พ่อแม่จะค้นกระเป๋า ค้นห้อง ก็คงเป็นเรื่องที่ไม่ยากนักแต่การจะเจาะเข้าไปยังโลกออนไลน์โดยเฉพาะเฟสบุ๊คของลูก ๆ นั้นไม่ง่ายเลย เพราะความเป็นส่วนตัวของเฟสบุ๊คนั้น จะว่าต่ำเตี้ยเรี่ยดินก็คงจะไม่ใช่ เพราะมีฟังชั่นต่าง ๆ ที่จะช่วยรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ได้เป็นอย่างดี หากผู้ใช้เข้าใจก็จะสามารถจำกัดการเข้าถึงของบุคคลอื่น ๆ ได้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่วัยรุ่นจะเรียนรู้อย่างรวดเร็วเพื่อมาใช้ป้องกันตัวจากพ่อแม่ของพวกเขา ไม่ใช่จากบุคคลอื่น ๆ ยกตัวอย่างง่าย ๆ วัยรุ่นส่วนใหญ่จะไม่คิดมากเลยว่าจะรับหรือไม่รับเป็นเพื่อนกับบุคคลแปลกหน้าที่ส่งคำเชิญเป็นเพื่อนมาให้ ในขณะที่ถ้าเห็นชื่อพ่อแม่ส่งคำเชิญมาให้ วัยรุ่นจะคิดใคร่ครวญเทียบบัญญัติไตรยางศ์ถึงส่วนได้ส่วนเสียเสียก่อน ส่วนจะรับหรือไม่รับนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งก็เป็นเรื่องน่าแปลกว่าวัยรุ่นกลัวพ่อแม่จะล้วงความลับมากกว่าคนอื่นที่ไม่ใช่คนในครอบครัว

images?q=tbn:ANd9GcTrImPFtGpUfZABa3QNDDXJ9Tm7yub7pWYxZ4lkoDJFffGVbCG5ww

เมื่อพ่อแม่ผ่านด่านการขอเป็นเพื่อนจากลูก ๆ ได้แล้ว อุปสรรคที่ตามมาก็คือ ลูก ๆ ยังสามารถที่จะปิดกั้นข้อมูลที่เขาและเพื่อน ๆ สื่อสารกันไม่ให้พ่อแม่รู้ได้อีกหลากหลายวิธี เท่ากับว่าแม้จะมีผู้ปกครองเป็นเพื่อนในเฟสบุ๊คก็ไม่ได้มีผลกระทบอะไรมากนักต่อเรื่องลับ ๆ ของวัยรุ่น เพราะสามารถใช้ฟังชั่นอำนวยความสะดวกของเฟสบุ๊คเองนี่แหละ ที่ปิดบังข้อมูลเหล่านั้นไว้ได้ ยกเว้นแต่ว่าจะลืมซึ่งในข้อนี้ทำให้บางคนตัดสินใจไม่รับพ่อแม่เป็นเพื่อนเสียตั้งแต่แรก ซึ่งในมุมมองของวัยรุ่นก็ถือว่ารอบคอบไม่น้อย ฝ่ายพ่อแม่ก็คงจะต้องพยายามหนักข้อยิ่งขึ้นเพื่อที่จะได้รับรู้ว่าลูกหลานของตนได้หลงถลำไปในทางที่ไม่ดีบ้างหรือไม่ เมื่อถึงตอนนี้วัยรุ่นก็อึดอัด พ่อแม่เองก็อึดอัด ก่อให้เกิดปัญหาในครอบครัวตามมา

ในที่สุดแล้วหนทางที่ดีที่สุดเกี่ยวกับเรื่องการดูแลวัยรุ่นในโซเชียลมีเดีย คงจะอยู่ที่การหันหน้ามาพูดคุยกัน สร้างข้อตกลงที่ต่างฝ่ายต่างยอมรับได้ พ่อแม่เองก็ต้องอธิบายว่าทำไมถึงต้องคอยจ้ำจี้จ้ำไชเอากับเรื่องของลูก ๆ เพราะบางครั้งลูก ๆ ก็ไม่ได้เข้าใจว่าการกระทำของพ่อแม่นั้นเกิดจากความรักความเป็นห่วงอย่างบริสุทธิ์ใจ ผู้ใหญ่อย่าได้คิดว่าเขาจะต้องรู้อยู่ตลอดเวลา ส่วนเหล่าวัยรุ่นก็ควรจะเข้าใจและยอมรับว่า ช่วงเวลาของวัยรุ่นนั้นเป็นวัยที่อันตราย เป็นวัยที่ต้องการมีชีวิตเป็นของตัวเอง แต่ยังขาดประสบการณ์ในการใช้ชีวิตอยู่อีกมาก ในขณะที่พ่อแม่นั้นผ่านประสบการณ์การเป็นวัยรุ่นมาก่อน ย่อมมองการณ์ไกลกว่า มีประสบการณ์มากกว่า ก็ควรจะรับฟังความคิดเห็นของพ่อแม่ให้มาก ๆ เพราะเป็นความเห็นที่ให้ประโยชน์แต่อย่างเดียวโดยไม่มีความมุ่งร้ายแอบแฝงอยู่ และจงอย่าลืมว่า การเป็นวัยรุ่นนั้นเป็นได้ครั้งเดียวก็จริง แต่การเป็นผู้ใหญ่ที่ดีได้นั้น ก็อยู่ที่การเป็นวัยรุ่นแค่ครั้งเดียวของพวกคุณนี่แหละ เพราะฉะนั้น หากคิดจะเป็นผู้ใหญ่ที่ดี ประสบความสำเร็จต่อไปในอนาคตแล้วละก็ ก็จงเลือกทางเดินสมัยวัยรุ่นที่ดีเถิด การทำความเข้าใจเพื่อให้เข้าใจตรงกันทั้งสองฝ่ายเช่นนี้น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดและทำให้ทั้งผู้ปกครองและวัยรุ่นใช้ชีวิตร่วมกันในสังคมออนไลน์ได้อย่างมีความสุข


แหล่งข้อมูลข่าวเรื่อง How teens, parents struggle to share social media

http://www.cnn.com/2013/08/30/tech/social-media/social-media-teens-parents/index.html


ชือผู้จัดทำ น.ส.ปรานทิพย์ นราวัฒนเศษฐ์ ID:5510211074

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License