084

How small business can mine big data

องค์กรจะได้ประโยชน์ข้อมูลอย่างไร

ในปัจจุบันข้อมูลต่างๆ เป็นสิ่งที่มีพลังอย่างมากในการดำเนินธุรกิจ แม้ว่าการใช้งานข้อมูลจำนวนมาก (big data) จะดูเหมือนเป็นเรื่องขององค์กรขนาดใหญ่อย่างเช่นองค์กรระดับประเทศ หรือบริษัทที่มีสาขาอยู่ทั่วโลกเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วการวิเคราะห์ข้อมูล รวมถึงการพิจารณารูปแบบ และเทรนด์ของข้อมูลนี้ เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ในทุกธุรกิจ และสามารถใช้ประโยชน์เพื่อการตัดสินใจที่ดีขึ้นได้ทั้งในธุรกิจที่มีขนาดใหญ่หรือขนาดเล็ก
ในทุกธุรกิจมีข้อมูลต่างๆ มากมายอยู่แล้ว แม้ว่าเจ้าของกิจการเองจะไม่ตระหนักถึงเลยก็ตาม ข้อมูลที่ยิ่งมีจำนวนมากขึ้นก็สามารถแสดงให้เห็นแนวทางและสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ในหลายแง่มุมมากขึ้น ในปัจจุบันเราก็ไม่จำเป็นต้องไปติดตามโหลดข้อมูลและพิจารณาตัวแปรต่างๆ ด้วยตนเอง เนื่องจากปัจจุบันมีเครื่องมือรวมถึงหน่วยงานต่างๆ ที่พร้อมจะให้บริการจัดการข้อมูลให้เรา ซึ่งตัวอย่างเครื่องมือเหล่านี้ได้แก่ Google Analytic ซึ่งช่วยแสดงให้เห็นถึงเทรนด์หรือแนวโน้มต่างๆ ที่แฝงอยู่ในข้อมูลได้ง่ายขึ้น ตัวอย่างของบริษัทที่ใช้เครื่องมือในการจัดการข้อมูลจนสามารถเพิ่มยอดขายให้กับบริษัทได้ ได้แก่ Vino Volo ซึ่งเป็นร้านขายไวน์ที่มีสาขาอยู่ตามสนามบินต่างๆ ในประเทศสหรัฐอเมริกา ได้มีการใช้ประโยชน์ข้อมูลจากผู้สร้างแอพพิเคชั่นบนมือถือที่ชื่อว่า Punchh ในการติดตามข้อมูลเกี่ยวกับตัวลูกค้า การเข้าถึงร้านแต่ละแห่ง ช่วงเวลาในการเข้าถึงร้าน รวมถึงรายการที่สั่ง ทำให้สามารถเพิ่มยอดขายในหลายๆ สาขาได้ถึงร้อยละ 10

VV_featured_mclean.jpg

หน้าตาร้าน Vino Volo

รับฟังความรู้สึกของผู้ใช้ Punchh ได้ที่: http://vimeo.com/44351584

องค์กรขนาดเล็กจะสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลจำนวนมากได้อย่างไร

หากธุรกิจของคุณมีขนาดเล็ก และยังคงดำเนินธุรกิจแบบวันต่อวันโดยไม่มีการกำหนดทิศทางกลยุทธ์อะไร การใช้ประโยชน์จากข้อมูลจะเป็นเหมือนการติดอาวุธให้ธุรกิจของคุณได้ โดยอาศัยการหาบริษัทอื่นที่มีความเชี่ยวชาญเข้ามาช่วยในการจัดการข้อมูล แต่บริษัทที่รับจัดการข้อมูลเหล่านี้มีจำนวนมาก และแต่ละบริษัทก็มีลักษณะความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกันเป็นอย่างยิ่ง บางบริษัทอาจมีขนาดใหญ่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย ขณะที่บางบริษัทอาจทำงานในขอบเขตที่จำกัด เช่น สามาถติดตามได้เฉพาะผู้ใช้บริการทางอินเตอร์เน็ต เป็นต้น ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดที่เจ้าของธุรกิจพึงกระทำคือ การทำความเข้าใจในลักษณะธุรกิจของตน เข้าใจลักษณะของข้อมูลที่ธุรกิจต้องการใช้ เพื่อให้สามารถจ้างบริษัทเข้ามาช่วยจัดการข้อมูลได้อย่างเหมาะสม ไม่สิ้นเปลืองงบประมาณไปกับข้อมูลที่เราไม่ต้องการ ซึ่งตัวอย่างบริษัทที่ให้บริการจัดการข้อมูลในสหรัฐอเมริกา มีดังนี้

  • InsightSquared: ให้บริการในการวิเคราะห์ในด้านการขาย ยอดขาย วัฎจักรของตลาด และอื่นๆ โดยเน้นที่หน่วยงานในการขาย รวมถึงการติดตามข้อมูล CRM (Customer Relationship Management)
  • Canopy Labs: ให้บริการในการทำนายพฤติกรรมของลูกค้าและเทรนด์ในการขายสินค้า ช่วยในการสร้างแนวทางในอนาคตสำหรับใช้ในการวางแผนการตลาดและการประชาสัมพันธ์ได้
  • Radius: เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการกำหนดเป้าหมายในการขาย โดยรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับองค์กรธุรกิจต่างๆ และมีการอัพเดตอยู่เสมอ ซึ่งช่วยให้ตัวแทนขายไม่ต้องเสียเวลาในการติดต่อกับธุรกิจที่เลิกกิจการไปแล้ว
  • Qualtrics: เป็นบริการในการทำวิจัยตลาด การทดสอบโฆษณา และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยสำรวจผ่าน pop-ups ตามเว็บไซต์ต่างๆ
  • Sylectus: เป็นระบบที่ช่วยให้ข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทรับขนส่ง เพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถจัดหารถขนส่งที่เหมาะสมที่สุดได้ รวมถึงการจัดหาในช่วงเวลาเร่งด่วน โดยระบบนี้มีข้อมูลของบริษัทขนส่งกว่า 11,000 แห่ง

ค้นคว้าเพิ่มเติม

ในปัจจุบันข้อมูลกลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากขึ้นต่อการดำเนินธุรกิจ ทั้งในด้านการดำเนินงานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงที่สุด การวิเคราะห์ด้านการตลาด การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การจัดทำรายการส่งเสริมการขาย และในด้านอื่นๆ อีกมากมาย จากเนื้อหาข้างต้น จะเห็นได้ว่าในประเทศที่พัฒนาแล้ว มีหน่วยงานต่างๆ ที่ให้บริการในการจัดการข้อมูลมากมาย และมีรูปแบบที่หลากหลายแตกต่างกันไป ส่งผลให้ธุรกิจในประเทศที่พัฒนาแล้วมีตัวเลือกมากมายในการจัดการข้อมูล ทำให้สามารถพัฒนากลยุทธ์และผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายได้
สำหรับในประเทศไทย “comScore” ซึ่งเป็นบริษัทการตลาดของประเทศสหรัฐอเมริกา ได้จัดทำรายงานการใช้บริการอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยผ่านบริการในเดือนกุมภาพันธ์ 2012 พบว่าเมื่อพิจารณาตามกลุ่มประเภทเว็บไซต์ที่มีอัตราการเติบโตตามผู้ใช้อินเทอร์เน็ตแล้ว เว็บกลุ่มเครือข่ายสังคม มีการเพิ่มขึ้นของผู้ใช้งานสูงสุด คิดเป็นร้อยละ 29.8 ของเวลาที่มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ต อันดับที่ 2 คือ เว็บกลุ่มบันเทิง คิดเป็นร้อยละ 13.9 อันดับที่ 3 คือ เว็บท่าคิดเป็นร้อยละ 11.1 อันดับที่ 4 คือ โปรแกรมสนทนาออนไลน์คิดเป็นร้อยละ 5.2 และอันดับที่ 5 คือ อีเมล์คิดเป็นร้อยละ 3.9 ดังแสดงในตารางด้านล่าง

9709476629_8ce9d7288d_b.jpg
ที่มา: comScore (2012)

จากข้อมูลสถิติการใช้งานโทรศัพท์มือถือและสื่อออนไลน์ข้างต้น จะเห็นได้ว่าประเทศไทยในปัจจุบันกลุ่มผู้ที่มีอายุมากกว่า 6 ปีขึ้นไป มีการใช้งานอินเตอร์เน็ตสูงถึงร้อยละ 98 หรือกล่าวได้ว่าเกือบทุกคนมีการใช้ระบบอินเตอร์เน็ต ซึ่งกิจกรรมที่มีผู้ทำมากที่สุดคือการเข้าสู่เครือข่ายสังคมออนไลน์ ที่เป็นแหล่งสำคัญในการแบ่งปันข่าวสารข้อมูลไปสู่วงกว้าง กล่าวได้ว่าข้อมูลต่างๆ บนอินเตอร์เน็ตในปัจจุบันมีปริมาณมากมายมหาศาล และมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นต่อไปในอนาคต ดังนั้นหากธุรกิจใดสามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้และนำมาใช้ประโยชน์ได้ ก็ย่อมจะก่อให้เกิดอย่างมหาศาลแก่ธุรกิจ
ในประเทศไทยก็มีหน่วยงานที่ให้บริการในการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่เช่นกัน แม้ว่าจะยังไม่มีความหลากหลายมากเท่าในสหรัฐอเมริกาก็ตาม โดยตัวอย่างของหน่วยงานที่ให้บริการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ที่มีอยู่แล้ว และกำลังจะมีขึ้นในอนาคตในประเทศไทย มีดังนี้

  • แซส วิชวล อนาลิติกส์ (SAS Visual Analytics) ซึ่งช่วยให้สามารถแสดงผลข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ในเชิงลึกแบบกราฟิกได้อย่างรวดเร็วแบบเรียลไทม์กับทุกคนได้ในทุกที่ ไม่ว่าจะผ่านเว็บหรือ iPad ผนวกรวมกับเบลด เซิร์ฟเวอร์ประสิทธิภาพสูงจากเดลล์ ทำให้การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่เป็นเรื่องง่าย รวดเร็ว และสามารถแสดงผลได้ในระดับนาที
  • HP Big Data Services เป็นบริการให้คำปรึกษา ออกแบบและวางโครงสร้าง IT เพื่อการจัดการข้อมูล รวมถึงการวางระบบเพื่อป้องกันการสูญหายของข้อมูล
  • IBM’s Analytic Center เป็นแผนการเปิดศูนย์การให้บริการโปรแกรมวิเคราะห์ข้อมูลสำหรับองค์กรในพื้นที่เขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ของ IBM โดยจะมีสถานที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย นอกจากการให้บริการด้านโปรแกรมวิเคราะห์แล้ว ยังมีแผนในการให้บริการฝึกอบรมผู้เชี่ยวชาญในการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อรองรับตลาดที่ขยายตัวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย
  • Microsoft Dynamics CRM ให้บริการในการจัดการข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมของลูกค้า ความภักดีของลูกค้า รวมถึงความพอใจของลูกค้า ซึ่งช่วยให้องค์กรสามารถจัดทำแผนการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถเพิ่มกำไรในการดำเนินงานได้

ด้วยปริมาณข้อมูลที่เกิดขึ้นอย่างมหาศาลทั้งจากข้อมูลงานประจำวันและข้อมูลจากเครือข่ายสังคมผ่านอุปกรณ์ต่างๆ ทำให้หลายองค์กรกำลังเผชิญกับความท้าทายในการจัดการข้อมูลมหาศาลที่มีแนวโน้มว่าจะมีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการนำข้อมูลขนาดใหญ่มาใช้วิเคราะห์การดำเนินธุรกิจ จึงเป็นแรงผลักดันที่ทำให้หลายบริษัทหาแนวทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์โดยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้วิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อนำผลจากการวิเคราะห์ที่ได้มาปรับปรุงและวางแผนการทำงานของธุรกิจ ตลอดจนเพื่อลดความเสี่ยงในการทำงานและลดค่าใช้จ่ายที่สูงในการจัดซื้อ รวมถึงการปรับปรุงฮาร์ดแวร์ที่จำเป็นต่อการรองรับข้อมูลจำนวนมาก การจัดการและการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่หรือ Big Data จะทำให้เกิดโอกาสในการดำเนินธุรกิจที่สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของข้อมูลได้ทันทีและมีประสิทธิภาพ

ที่มา: http://www.itnews.com/business-issues/66402/how-small-businesses-can-mine-big-data?page=0,2

เอกสารอ้างอิง

http://bxjmag.com/thailand-and-big-data-a-perfect-match/
http://punchh.com/
http://radius.com/
http://www8.hp.com/th/en/business-services/it-services.html?compURI=1240568#.Uiy7kdL0F6w
http://www.canopylabs.com/
http://www.insightsquared.com/features/
http://www.microsoft.com/business/th-th/Products/Pages/default.aspx
http://www.qualtrics.com/
http://www.sas.com/offices/asiapacific/thailand/sas_dell.html
https://www.sylectus.com/sylectus/Products.aspx
http://www.th.recall.com/about-us/corporate-information

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License