18

เพิ่ม Like บน Facebook Page …คือการสร้างแค่ตัวเลข มิใช่การสร้างธุรกิจของคุณ

เมื่อมีการก่อตั้ง Facebook ขึ้นมาสิ่งที่ผมพบเห็นและอยู่ติดคู่กับ facebook มานานก็คือการกด Like ดังนั้นในแง่ของธุรกิจแล้ว ธุรกิจต่างๆที่ทำ page facebook ก็จะให้ความสำคัญกับจำนวนของการกด Like ซึ่งในข่าวนี้ก็ได้กล่าวถึงบทความของ Jon Loomer ที่เขียนถึงเรื่องเกี่ยวกับจำนวนการกด Like บนหน้า Facebook Page ได้อย่างตรงไปตรงมาและน่าสนใจ

สรุปข่าว

flickr:10673289094

Like นั้นสำคัญและยิ่งเยอะก็ยิ่งดี
ไม่ว่าใครที่เล่นเฟซบุ๊คก็ชอบการกดไลค์เพราะว่ามันจะแสดงถึงความเป็นที่ชื่นชอบ การเห็นด้วย แล้วการกด Like หน้า Page คือการกดเพื่อบอกว่าเรายินยอมที่จะติดตามรับข่าวสารต่างๆ ในเพจนั้นๆหรือมีความสนใจในเพจนั้นๆ เจ้าของ Page แทบจะร้อยละร้อยคิดไปในทางเดียวกันว่า ยิ่งเรามีจำนวน Like มากเท่าไหร่ ยิ่งดีกับตัวเรา(แบรนด์) ความเข้าใจนี้ไม่ผิดครับ เพราะเท่ากับว่ายิ่งคุณมีมากเท่าไหร่ คุณยิ่งสามารถที่จะกระจายข่าว (Amplify) ได้มากขึ้นและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลของกลุ่มคนที่มากด Like เรามากขึ้น

ทำให้ Facebook มีการขายพื้นที่โฆษณา
แน่นอนว่าการได้มาของ Like บน Facebook ในเมื่อเปิด Page ครั้งแรก ๆ นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนอกจากที่เราจะชวน พ่อ แม่ พี่น้อง เพื่อนและคนรอบๆตัวทั้งหมด แล้วก็คงยังไม่ถึงหลักพันหลักหมื่นได้แน่ๆ ด้วยตัวเลขที่คนส่วนใหญ่ตั้งเป้าหมาย ก็คงเป็นหลักหมื่นหรือหลักแสนแน่นอน ทางเดียวที่จะสามารถทำยอด Like ได้อย่างรวดเร็วนั่นคือการซื้อโฆษณานั่นเองการใช้เงินก็มีข้อจำกัดมากมาย ก็คือการเอาเงินไปให้กับ Facebook เพื่อแลกกับพื้นที่โฆษณา จะมากจะน้อยก็ขึ้นอยู่กับความหนาของกระเป๋า ซึ่งถ้าหากมีเงินจำนวนมากก็สามารถอัดฉีดเงินเข้าไปให้คนมากดไลค์ได้อย่างรวดเร็ว แต่สำหรับผู้ที่มีเงินทุนจำกัดก็เป็นข้อจำกัดที่ต้องมาพิจารณาอย่างดี

flickr:10673503133

ความคิดที่ว่ายอด Like มีเยอะไว้ก่อนดีที่สุด
หลายแบรนด์หลายแฟนเพจหรือไม่ว่าใครๆก็คิดแต่จะเอายอดจำนวน Like ของ Page เพื่อเอาไปคุยว่าตอนนี้มีกี่ Like แล้ว หรือใช้แม้กระทั่งเอาไว้เกทับกับคู่แข่งรายอื่นๆ ซึ่ง Page ที่เป็นแบรนด์ส่วนใหญ่ที่มียอด Like เพิ่มสูงขึ้นแบบไม่มีเหตุผล คนที่มา Like ก็คงหนีไม่พ้นคน “ต่างถิ่น” หรือ “ต่างโลก” ที่ถูกเกณฑ์มาให้กด Like เพื่อให้เป็นตัวเลขตามที่ต้องการ
จนบางทีอาจลืมไปว่าแท้ที่จริงแล้วเราสร้าง Facebook Page ขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์ใดกันแน่ ?

Jon Loomer เขียนความสัมพันธ์ง่ายๆ ดังนี้

“Fans are users. Users are people. People aren’t robots. People lead to business.”

เป็นความสัมพันธ์ที่ไม่ต้องตีความหมายอะไรเพิ่มเติม เพราะคนจริงๆ นี่แหละที่จะสามารถนำไปสู่ธุรกิจได้ หาใช่ได้จากแฟนที่มาจาก ”ต่างถิ่น” หรือ “ต่างโลก”สิ่งที่ต้องคิดเป็นอันดับแรกเริ่มในการทำธุรกิจบน Facebook นั่นคือ การที่จะกำหนด Value Proposition หรือคุณค่าที่จะนำเสนอออกมาควรจะต้องคิดออกมาอย่างชัดเจนว่า เราจะมีแนวทางไปในทางใด และแนวทางอะไรที่เหมาะสมกับแบรนด์หรือ Page นั้นๆ ไม่ใช่การคิดว่าจะเอาจำนวน Like เท่าไหร่
สิ่งเราจะให้อะไรกับคนที่จะมาติดตามเราหรือทำให้เขาเข้ามาติดตามเรา นั้นจะมีอะไรได้บ้างในช่วงเริ่มต้น เช่น เป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์และมีคุณค่าต่อคนส่วนใหญ่ หรือเนื้อหาที่ช่วยเหลือบางอย่างให้กับคนทั่วไป ที่มีจุดเด่นที่แตกต่างจากที่อื่นๆ โดยต้องทำอย่างสม่ำเสมอ ความสม่ำเสมอนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก และอาจต้องใช้ระยะเวลาสักพักในการทำ เพราะเมื่อทำไปเรื่อยๆ แล้วก็จะมีคนกลุ่มหนึ่งที่ติดและช่วยบอกต่อหากเนื้อหาของเรานั้นดีพอ ซึ่งก็จะช่วยกระจายต่อไปในวงที่กว้างขึ้น และหลังจากนั้นแล้วเมื่อเข้าที่เข้าทางจึงค่อยๆ นำแบรนด์ของเรามาครอบลงไปทีละน้อยจนทำให้เนื้อหานั้นครอบคลุมกับแบรนด์ทั้ง หมด นั่นคือการทำให้ดันเข้าสู่ธุรกิจของแบรนด์นั้นๆ ได้ จึงค่อยทำขั้นตอนต่อไป
flickr:10673286036
เติบโตและขยายสู่กลุ่มคนที่ยังเข้าไม่ถึงแม้ว่าจะต้องใช้เวลาแต่ก็เป็นแผนการระยะยาว
เมื่อเราได้ฐานของคนที่สนใจพอประมาณแล้ว จะได้กลุ่มฐานคนที่พร้อมจะรับฟังจริงๆ สิ่งที่เราต้องทำคือการสร้างเนื้อหาอย่างต่อเนื่อง โดยที่เราต้องทำก็คือยังคงสร้างเนื้อหาที่ดีต่อไป โดยที่อาจจะใช้เทคนิคต่างๆ เข้ามาช่วย เช่น การเปิดโอกาสให้คนที่เป็นแฟนๆ ของเราได้มาร่วมสร้าง หรือมีการทำกิจกรรมอย่างอื่น ที่นอกเหนือจากการให้เนื้อหาอย่างปกติ ซึ่งก็แล้วแต่แนวทางและกลยุทธ์ของเจ้าของ Page แต่ละรายและถึงจุดนี้แล้วเราน่าจะประเมินได้ว่ากลุ่มคนเป้าหมายที่แท้จริงของเรา นั้นเป็นใคร และเป็นอย่างไร ดังนั้นการขยายฐานนอกเหนือจากการทำเนื้อหาที่ดีนั่นก็คือการลงโฆษณาเพื่อให้ เข้าถึงกลุ่มคนเป้าหมายที่ยังไม่รู้จักเรา หรือขยายฐานของกลุ่มคนที่น่าจะมีความเป็นไปได้ที่จะมาเป็นคนที่ติดตาม Page ของเราได้นั่นเองไม่มีอะไรที่ได้มาอย่างง่ายดาย การทำ Facebook ก็เช่นกัน เราจะต้องกำหนดหรือวางแผนกันอย่างชัดเจนตามที่กล่าวข้างต้น การซื้อ Like หรือโฆษณาในช่วงแรกนั้นอาจเป็นศูนย์ หากเราไม่เริ่มคิดสิ่งที่เราจะทำให้กับคนที่จะมาเป็นแฟนของ Page เรานั้นได้ประโยชน์มากที่สุด จนทำให้ Page สามารถเติบโตได้ด้วยเนื้อหามากกว่าด้วยเงินตราและผันเข้าสู่ธุรกิจ ซึ่งระยะเวลาอย่างที่บอกว่าจะนานหรือเร็วขึ้นอยู่กับการวางแผนและตัวเนื้อหา ว่าเป็นประโยชน์หรือมีจุดเด่นที่แตกต่างจาก Page อื่น ๆ ขนาดไหน

flickr:10673286776

บทวิเคราะห์
แน่นอนนะครับว่าการใช้ facebook ในการเป็นช่องทางทำธุรกิจ เจ้าของเพจ facebook นั้นก็ต้องการให้มีจำนวนการกดไลค์มากที่สุดเพราะจำนวนการกดไลค์มันแสดงถึงความเป็นที่นิยมและยังแสดงถึงว่ามีผู้ติดตามรับข่าวสารจากแฟนเพจของธุรกิจนั้นๆว่ามีมากเพียงใด เจ้าของเพจชอบที่จะมีตัวเลขการกดไลค์ที่สูงๆ ยิ่งสูงเท่าไหร่ยิ่งดีต่อแฟนเพจนั้นๆ เพราะมันอาจจะหมายความว่าเราสามารถกระจายข่าวสารให้กับคนจำนวนมากและก็ยังเพิ่มโอกาสในการที่แฟนเพจของเราเอาข้อมูลไปแชร์ต่อๆไป ก็ยิ่งจะทำให้เป็นการเพิ่มโอกาสให้คนที่ยังไม่รู้จักมากดไลค์แฟนเพจเรายิ่งขึ้นไปอีก ทำให้จำนวนการกดไลค์ของแฟนเพจเป็นสิ่งสำคัญลำดับแรกที่เจ้าของแฟนเพจให้ความสนใจดังนั้นเมื่อเฟซบุ๊คมีระบบที่เราเอาเงินไปแลกกับการโฆษณาแฟนเพจให้เรา ก็ทำให้แฟนเพจหลายๆเพจก็ยอมที่จะเสียเงินเป็นค่าโฆษณาดังกล่าว
แต่ในความเป็นจริงแล้วยอดของการกดไลค์ไม่ได้มีผลต่อยอดขายจริงๆ ของธุรกิจเลยมันไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันเสมอไป แต่แน่นอนยอดคนกดไลค์ที่สูงก็ย่อมมีโอกาสมากกว่าในการให้ข้อมูล แต่การให้ข้อมูลเหล่านั้นเราจะสามารถแน่ใจได้อย่างไรว่าจะตรงกับกลุ่มเป้าหมาย ตรงวัตถุประสงค์ ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดในระยะยาวแล้วผมคิดว่าคือฐานลูกค้าต้องมั่นคง คือต้องมีความสม่ำเสมอของการใช้บริการ
ธุรกิจ E-commerce และการสร้าง Brand นั้นเราควรจะให้ความสำคัญกับคุณภาพของผู้ติดตาม ให้ตรงวัตถุประสงค์ของธุรกิจเรา ไม่ใช่แค่การ Boost จำนวนคนกดไลค์ในระยะสั้นอย่างเดียว แต่ต้องหากลุ่มเป้าหมายที่มีคุณภาพที่พร้อมจะเป็นแฟนเพจตัวจริง ที่ติดตามเนื้อหาสาระของทางเพจ
และแน่นอนว่าถ้าเกิดแฟนเพจบนเฟซบุ๊คนั้นเป็นธุรกิจเล็กๆอยู่ในช่วงเริ่มต้น จำนวนของคนกดไลค์มันคงมีความสัมพันธ์กับยอดขายไปในทิศทางเดียวกันแต่ก็ต้องคำนึงถึงว่าเจ้าของธุรกิจจะสามารถซื้อพื้นที่โฆษณาได้เยอะเท่าไหร่ เงินทุนมีเท่าไหร่ ได้นานแค่ไหน สุดท้ายก็ต้องไปดูในเรื่องของความมีประสิทธิภาพว่าหากเราเพิ่มเงินลงทุนในการโฆษณาเท่านี้ จะมียอดขายเพิ่มเท่าไหร่ ซึ่งในระยะยาวจริงๆแล้วผมคิดว่าเนื้อหาของแฟนเพจจะต้องขายตัวมันเองได้ ถ้าหากว่าเนื้อหาสาระของแฟนเพจขายตัวเองไม่ได้ แล้วหวังพึ่งแต่เงินลงทุนจากโฆษณาอย่างเดียวก็จะถือว่าไม่มีประสิทธิภาพก็ไม่ควรทำ
ดังนั้นสรุปแล้วเรื่องที่ต้องเน้นที่สุดในระยะยาวในการทำแฟนเพจ ก็คือ เนื้อหาสาระของแฟนเพจนั้นๆ ต้องสามารถโฆษณาตัวมันเองได้ ซึ่งเราอาจจะใช้เงินลงทุนในการซื้อพื้นที่โฆษณาในระยะสั้นได้โดยต้องคำนึงถึงความมีประสิทธิภาพเป็นหลัก แล้วหลังจากนั้นในระยะยาวแฟนเพจนั้นๆต้องทำให้เนื้อหาสาระขายตัวมันเองได้

Ref: http://thumbsup.in.th/2013/10/increasing-facebook-like-is-only-number/

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License