23

เครื่องมือขาย ไร้ "หน้าร้าน"

หลังจากที่ทรูได้มีโครงการ “ทรู อินคิวบ์” เป็นโครงการที่สนับสนุนผู้ประกอบการไทยที่มีความสามารถได้มีโอกาสแลกเปลี่ยน ความรู้ในระดับโลกในวงการไอที เนื่องจากทรูเชื่อว่าคนไทยมีศักยภาพที่จะสร้างสรรค์ผลงานนวัตกรรม แต่ยังขาดโอกาสทางด้านธุรกิจ กลุ่ม ทรูจึงต้องการสนับสนุนผู้ที่มีไอเดียสร้างสรรค์ให้สามารถสร้างธุรกิจให้เกิดขึ้นจริง ด้วยจุดขายสร้างเครื่องมือการค้า แก้ปัญหาจุกจิกกวนใจ เสิร์ฟนักธุรกิจและนักชอปออนไลน์ โดยมีทั้งรูปแบบของทั้งโซลูชั่น แพลตฟอร์ม แอพพลิเคชั่น และอี-แคตตาล็อก ซึ่งเมื่อแบ่งตามรูปแบบการใช้งานจริงได้ 2 แบบดังนี้

สีสันของนักชอปออนไลน์
1. Fit Me - แพลตฟอร์มสำหรับผู้ซื้อ-ผู้ขายเสื้อผ้าบนโลกออนไลน์ให้สามารถเลือกซื้อได้ตรงไซส์มากขึ้น
นายนที จารยะพันธุ์ ตัวแทนทีม Fit Me เล่าว่า Fit Me ถือเป็นโซลูชั่นสำหรับนักช้อปออนไลน์ ที่ช่วยให้สั่งซื้อเสื้อผ้าได้ตรงตามไซส์ ในการซื้อสินค้าผ่านออนไลน์ โดยเฉพาะเสื้อผ้านั้น จะหาขนาดได้ตรงตามรูปร่างแต่ละคนยาก ไม่เหมือนกับไปเลือกซื้อตามห้างสรรพสินค้าที่สามารถทดลองสวมใส่ได้ ดังนั้น โซลูชั่นนี้จะเป็นทางเลือกให้ลูกค้ากรอกขนาดไซส์ และสามารถปรับเปลี่ยนอัพเดทได้ตามความต้องการของลูกค้าด้วย ขณะนี้มีแบรนด์ดังๆ หลายแบรนด์ให้ความสนใจร่วมกับ Fit Me จำนวนมาก โดย Fit Me จะมีดีไซเนอร์ที่มีความสามารถให้คำแนะนำ มองว่าในอนาคตลูกค้าสามารถนำข้อมูลไซส์ มาใช้ประโยชน์ทางธุรกิจได้อีก
2. Zeekamore – บริการสำหรับรวบรวมแคตตาล็อกร้านดังไว้เป็นหนึ่งเดียว
นายพงศธร พิพัฒน์ธรรม ตัวแทนทีม Zeekamore เล่าว่า เป็นแหล่งรวมอี-แคตตาล็อก ของหลากหลายร้านดัง แตกต่างจากแคตตาล็อกธรรมดาที่เป็นกระดาษค้นหาไม่ได้ พกพายาก มีต้นทุนในการจัดพิมพ์สูง ดังนั้น Zeekamore จะเป็นแหล่งข้อมูลที่เป็นดิจิทัล ช่วยให้การช้อปปิ้งง่ายขึ้น รายละเอียดสินค้าของแต่ละแบรนด์จะมีครบ ลูกค้าสามารถค้นหาข้อมูลได้ทุกกที่ ทุกเวลาตามความต้องการ
3. Sticgo - แอพลิเคชันสติ๊กเกอร์ที่ทำงานร่วมกับการเชคอินบนมือถือ สามารถจำกัดให้สติ๊กเกอร์ใช้งานได้เฉพาะสถานที่ได้
นายพิริยะ ตันตราธิวุฒิ ตัวแทน Sticgo เล่าวว่า Sticgo เป็นแอพพลิเคชั่นสติ๊กเกอร์บนมือถือ สำหรับเช็คอินตามสถานที่โปรดที่ไม่ซ้ำแบบกัน โดยศึกษาจากพฤติกรรมของคนในสมัยนี้ ที่เข้าไปทานอาหารในร้านที่มีความสวยงามและอัพรูปภาพลงโซเชียลมีเดีย ดังนั้น จึงมีแนวคิดออกแบบสติ๊กเกอร์ให้กับร้านอาหารหรือสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ “ร้านค้าอาจจะมีโปรโมชั่น อาทิ เมื่อลูกค้ามาทานอาหารแล้วถ่ายภาพแปะสติ๊กเกอร์ร้านอัพลงโซเชียลมีเดีย จะได้รับส่วนลดหรือข้อเสนออื่นๆ ถือเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ประกอบการโดยเฉพาะร้านอาหาร ปัจจุบันเรามีสติ๊กเกอร์กว่า 200 สถานที่แล้ว มียอดที่ดาวน์โหลดมากกว่า 6 หมื่นคน” นายพิริยะ กล่าว

ระบบปฏิบัติการ ช่วยขาย
1. SellSuki – แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสำหรับช่วยเจ้าของร้านบนเฟซบุ๊กให้จัดการได้ง่ายขึ้น
นายเลอทัด ศุภดิลก ตัวแทนทีม SellSuki เล่าว่า SellSuki แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ช่วยให้ร้านค้าขายสินค้าสะดวกมากยิ่งขึ้น ด้วยการนำระบบแชทไว้ตรงกลางเสมือนหน้าเฟสบุ๊ค และจัดระบบลูกค้าให้เป็นหมวดหมู่ว่า ลูกค้าอยู่ระหว่างแชท สั่งสินค้าหรือจัดส่งสินค้าเรียบร้อยแล้ว โดยสรุปหน้าที่ของ SellSuki มี 3 หน้าที่หลักคือ ช่วยคุย ช่วยขาย และช่วยส่ง
2. Todok - แอพพลิเคชันแคชเชียร์บน iPad สำหรับร้านค้าขายปลีก
ส่วนนายธนา จันทรรพงษ์ ตัวแทนทีม Todok เล่าว่า Todok เป็นแอพพลิเคชั่นแคชเชียร์บนไอแพดช่วยให้ร้านค้าขายปลีกสามารถบริหารระบบการ จ่ายเงิน และรายการสินค้าได้อย่างครบวงจร ถือเป็นการเชื่อมโยงอุปกรณ์บนเครื่องคอมพิวเตอร์ซีพี (ตั้งโต๊ะ) มาลงบนไอแพด เจ้าของร้านสามารถบริหารจัดการได้ ข้อมูลไม่หายเพราะอยู่บนอินเทอร์เน็ต ซื้อขายสินค้าได้ทุกพื้นที่ ปัจจุบันมีร้านหนังสือเล็ก ๆ ใช้อยู่ประมาณ 500 กว่าร้าน ธนา จันทรพงษ์ เล่าว่า เขามองเห็นปัญหาของร้านค้าปลีกที่ขาดระบบการจัดการที่ดี และเชื่อว่าปัจจุบันขนาดของร้าน ไม่สำคัญเท่ากับ ร้านค้าทำกำไรได้เท่าไรต่างหาก “ปัญหาของเจ้าของร้านค้าปลีกมักขาดข้อมูลสินค้า และไม่ได้ศึกษาการค้าหน้าร้านมาก่อน จึงเกิดเป็น POSO POS ระบบการเก็บเงินบนแท็บเล็ต ซึ่งสามารถขายสินค้าได้ทุกแห่ง อาจขายนอกสถานที่ หรือหน้าร้านชั่วคราวก็ได้ ขณะเดียวกันก็สามารถจัดการกับฐานข้อมูลของร้านได้พร้อมกัน โดยอาศัยลิงก์ข้อมูลกับ iCloud จึงสามารถขายได้ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เหมาะกับร้านค้าที่มีหลายสาขาหรือแฟรนไชส์ เราขอเป็นตัวกลางให้ผู้ประกอบการเล็กๆ ได้มีอิสระทางการค้ามากขึ้น”
ทุกไอเดียสร้างสรรค์ซอฟท์แวร์เหล่านี้ ล้วนเกิดเพราะพวกเขามองเห็นอุปสรรคทางการค้า แล้วพยายามมุ่งแก้ปัญหาให้ตรงจุด ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีที่มีอยู่ในมือให้มากที่สุด

บทวิเคราะห์
จากปัญหาเศรษฐกิจที่ถดถอยและส่งผลกระทบต่อตลาดการค้าทั่วโลกผู้ประกอบการส่วนใหญ่ต้องปรับตัวให้รองรับกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน การเพิ่มช่องทางการตลาดให้สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายให้มากขึ้นไม่ว่าจะเป็นทั้งในประเทศและต่างประเทศ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจสามารถอยู่รอดได้ การเพิ่มช่องทางการตลาดที่ควรให้ความสำคัญมากขึ้นคือการประกอบธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์หรือ E-Commerce ซึ่งเป็นการเพิ่มช่องทางที่ถือว่าไร้ขอบเขตและพรมแดน ทั้งยังใช้ต้นทุนที่ต่ำกว่ามากเมื่อเทียบการที่ตั้งหน้าร้านไม่ว่าจะเป็นในระยะเริ่มต้นและในการบริหารจัดการระยะยาว แต่ทั้งนี้การซื้อขายผ่านโลกออนไลน์นั้นยังมีหลายปัจจัยที่ทำให้นักชอปทั้งหลายตัดสินใจไม่เลืกซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์
จากผลสำรวจของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ ETDA ในพฤติกรรมของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยจากกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 23,907 คน พบว่าในปัจจุบันคนไทยมีการใช้งานอินเทอร์เน็ตมากขึ้น จากเดิมในปี 2544 มีการใช้งาน 18 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ส่วนในปี 2556 นี้มีการใช้งานเพิ่มขึ้นเป็น 32 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แสดงให้เห็นว่าอินเทอร์เน็ตเริ่มมีอิทธิพลต่อคนไทยเพิ่มขึ้น แต่การใช้งานดังกล่าวยังคงกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ที่มีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีกว่า และหากเจาะลึกลงไปถึงการใช้งานโซเชียลมีเดียแล้วพบว่า จากกลุ่มตัวอย่างมีการใช้งานโซเชียลมีเดียถึง 93.8% ซึ่งเหตุผลของการใช้งานส่วนใหญ่จะใช้ในการพูดคุย แบ่งปันความรู้ 85.7% อัปเดตข้อมูลข่าวสาร 64.6% แชร์รูปภาพและวิดีโอ 60.2% ซื้อสินค้าและบริการ 21.8% และใช้ในการหาเพื่อน 19.7% ซึ่งจากผลการสำรวจการใช้งานโซเชียลมีเดียพบว่ามีถึง 49.7% ที่เคยซื้อสินค้าและบริการ โดยมีผลิตภัณฑ์อย่างแฟชั่นเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า เป็นประเภทสินค้าที่ซื้อมากที่สุดถึง 59%

flickr:10665991134

ส่วนปัจจัยที่ไม่ตัดสินใจซื้อ ทั้งนี้เนื่องมาจากการไม่เห็นหรือไม่ได้จับต้องสินค้า กลัวถูกล้วงข้อมูลส่วนตัว กลัวคุณภาพสินค้าที่ได้จะไม่ดีและไม่มีสินค้าที่ตัวเองสนใจ ซึ่งจะเป็นการดีไม่น้อยถ้าเราสามารถแก้ไขเหตุปัจจัยที่ทำให้คนไม่ซื้อสินค้าทางออนไลน์ได้
ซึ่งจากข่าวข้างต้นนั้นเราจะเห็นได้ชัดว่ารูปแบบของการสร้างสรรค์นั้นเกิดจากปัญหาที่พวกเขามองเห็นในการประกอบธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์หรือ E-Commerce หรือจุดอ่อนเมื่อทำการเปรียบเทียบกับรูปแบบการขายแบบมีหน้าร้าน อย่างตัวแรก Fit Me นั้นสามารถตอบโจทย์นักชอปเสื้อผ้าได้ดีเลยทีเดียว ทั้งนี้ปัญหาของการซื้อเสื้อผ้าออนไลน์นั้นเมื่อเทียบกับการที่เราซื้อจากหน้าร้าน คือ คนซื้อไม่เห็นของจริงไม่ทราบได้ว่าขนาดจะใหญ่หรือเล็กไป อีกทั้งเสื้อผ้าส่วนใหญ่มักจะมีขนาดที่เป็นรูปแบบมาตรฐาน ซึ่งอย่างมากที่สุดก็จะแบ่งออกมาเป็นขนาดต่างๆ เช่น S M L XL แต่ก็อาจจะมีหลายคนที่ประสบปัญหา เช่น คนที่รูปร่างค่อนข้างเตี้ย ซึ่งทำให้ชุดมีความยาวที่ยาวเกินไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ซื้อไม่จำเป็นเลยที่จะต้องไปเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มและเสียเวลาสักนิดเลย แต่คงจะดีไม่น้อยถ้าเราสามารถซื้อเสื้อผ้าที่เราสามารถกำหนดขนาดของเสื้อผ้านั้นๆได้เอง และสามารถสั่งตัดเสื้อผ้าพอดีตัว โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินเข้าร้าน ซึ่งระบบจะให้ลูกค้ากรอกข้อมูลไซส์ทุกสัดส่วนอย่างละเอียด ซึ่งฐานข้อมูลนี้สามารถเปลี่ยนได้ตลอดเวลา แล้วเข้าไปเลือกแบบที่ต้องการซึ่งลิงก์กับแบรนด์เสื้อผ้าชั้นนำกว่า 11 แบรนด์ และตั้งเป้าอีกกว่า 300 แบรนด์ในอนาคต รวมทั้งอัพเดทคอลเลคชั่นใหม่ๆผ่านการเชื่อมโยงกับนิตยสาร นอกจากนั้นยังมีดีไซเนอร์ที่มีความสามารถให้คำแนะนำ มองว่าในอนาคตลูกค้าสามารถนำข้อมูลไซส์ มาใช้ประโยชน์ทางธุรกิจได้อีก แต่เมื่อทำการหาข้อมูลเพิ่มเติมแล้วกลับพบว่ามีเวบไซต์ที่เปิดบริการแล้วและมีไอเดียค่อนข้างคล้ายกันเลยทีเดียวนั้นคือ Fits. Me เลยไม่ทราบว่าในการตัดสินของโครงการ “ทรู อินคิวบ์” นั้นไม่ได้ตรวจสอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยหรือยังไง เพราะถ้าพูดกันง่ายๆก็คือการลอกเลียนแบบไอเดียคนอื่น แต่ในส่วนของ Fits. Me นั้นจะมีเทคโนโลยีที่ออกแบบหุ่นกลเพื่อเป็นตัวทดลองหลังจากที่ทราบขนาดสัดส่วนจากลูกค้าแล้วก็จะมีการลองเสื้อผ้าออนไลน์โดยใช้หุ่นกลนั้น โดยให้หุ่นปรับรูปร่างให้เท่ากับรูปร่างลูกค้า แล้วเราสามารถรู้ได้เลยว่าเมื่อเลือกเสื้อผ้ายี่ห้อไหน ขนาดไหน แล้วจะออกมาเป็นอย่างไร เสมือนเราได้ทดลองใน fitting room จริงๆ ซึ่งถือว่าเป็นการนำเทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงการซื้อขายออนไลน์ด้านเสื้อผ้าค่อนข้างมากเลยทีเดียว

ส่วนสำหรับ Zeekamore นั้นก็เป็นการเปลี่ยนแปลงวิธีการเลือกซื้อสินค้าแบบใหม่ จากแต่ก่อนที่ต้องเปิดในแคตตาล็อกที่เป็นตัวรูปเล่ม อีกทั้งในตัวเล่มหนึ่งๆจะมีเพียงแบรนด์เดียวเท่านั้นและยังมีน้ำหนักที่มากอีกต่างหาก ส่วนในแง่ดีของร้านค้าก็สามารถลดต้นทุนในการจัดพิมพ์ที่สูงนั้นได้ Zeekamore ได้ทำการรวมแคตตาล็อกหลายๆแบรนด์ เข้าไปด้วยกันทั้งนี้เพื่อเป็นการเพิ่มความหลากหลายในการเลือกซื้อสินค้าให้แก้ผู้ซื้อ และนอกจากนี้สิ่งที่แตกต่างจากแคตตาล็อกแบบรูปเล่มคือผู้ซื้อสามารถรับรู้รายละเอียดกับตัวสินค้าได้มากกว่าแบบที่ต้องคอยเพ่งในเล่มแล้วคอยเดาว่ามันคือแบบนี้หรือแบบนั้น นั้นก็จะเป็นหนึ่งปัจจัยในการตัดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์ แต่ตัวนี้เท่าที่มีอยู่ขณะนี้ก็จะเห็นเป็น Amazon ซึ่งให้บริการพาณิชย์อีเล็คทรอนิคส์ประสบความสำเร็จระดับโลก จากนั้นก็มี Kindle ที่ได้ออกมาใหม่ ส่วนในประเทศไทยนั้น E-Commerce เจ้าใหญ่อย่าง Weloveshopping.com มาแล้ว ซึ่งจะว่าไปก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ถือว่าไม่แปลกมากนัก
ถัดมาตัวสุดท้ายที่ถือว่าช่วยให้การเลือกซื้อสินค้านั้นมีสีสันมากขึ้นนั่นคือการสร้างแอพพลิเคชัน เพื่อใช้สติกเกอร์ในการเช็คอินเมื่อเราไปยังสถานที่ต่างๆและสามารถกดแชร์ผ่านทั้งทาง Instragram และ Facebook ซึ่งสติกเกอร์นั้นก็จะเปลี่ยนไปตามสถานที่ๆเราไป

flickr:10666164546
flickr:10665976834
flickr:10666170853

แต่ถ้าดูไปแล้วก็ถือว่าเป็นแอพพลิเคชั่นที่ไม่แปลกเท่าไหร่นัก เมื่อเทียบกับแอพที่มีอยู่ทั่วไปแล้ว เช่น Foursquare Instragram ที่เห็นแตกต่างก็เห็นจะเป็นเจ้าตัวสติกเกอร์น่ารักๆเหล่านั้น
ต่อมา Sellsuki เป็นแอพพลิเคชั่นที่ช่วยให้การซื้อขายง่ายขึ้น นั่นคือ ช่วยคุย ช่วยขาย และช่วยส่ง โดยการช่วยคุยนั้นก็จะช่วยจัดหมวดหมู่ลูกค้าตามสถานะว่าอยู่ในขั้นตอนสอบถาม สั่งจอง จ่ายแล้ว จัดส่งแล้ว และยังมีการแจ้งเตือนในลูกค้าที่ยังไม่ได้ชำระเงิน ส่วนของการช่วยขายนั้นจะช่วยแก้ไขข้อผิดพลาดโดยการสรุปยอดการซื้อขาย ออกบิลและวิธีชำระเงินส่งให้ลูกค้าได้ทันที นอกจากนั้นยังเก็บข้อมูลลูกค้าอัตโนมัติโยไม่ต้องพึ่ง Excel ส่วนการช่วยส่งนั้นเราสามารถเช็คการโอนเงินได้อย่างง่ายดาย สามารถดึงประวัติที่อยู่เก่า ไม่ต้องให้ลูกค้าแจ้งซ้ำ ทั้งนี้จากสถิติการซื้อของผ่าน social network มีปริมาณเพิ่มมากขึ้น คงจะดีไม่น้อยที่จะมีการเพิ่มสิ่งที่ช่วยให้การขายสะดวกและง่ายขึ้นแก่ผู้ขาย
ส่วนตัวสุดท้ายก็เป็นแอพพลิเคชั่น point of sales ที่ช่วยในการจัดการระบบและชำระเงินของร้านค้าได้ดีเลยทีเดียวบนไอแพด และเก็บข้อมูลทั้งหมดไว้บน cloud นั้นจึงง่ายต่อการทำไปใช้กับร้านค้าปลีกที่ต้องออกงานหรือต้องเครื่องย้ายบ่อยๆ เช่น การจัดนิทรรศการตามงานต่างๆ เพื่อสะดวกต่อการที่จะต้องยกคอมพิวเตอร์ออกไปไหนมาไหนด้วย

แต่ทั้งนี้การซื้อขายทางออนไลน์นั้นจะต้องอาศัยปัจจัยที่จะควบคู่กันไปนั่นก็คืออินเตอร์เนตที่มีความรวดเร็วพอสมควรและทั่วถึงทุกพื้นที่ มิเช่นนั้นแล้วการชอปปิ้งที่เพลิดเพลินบนโลกออนไลน์นั้นอาจกลับเป็นเรื่องที่น่ารำคาญก็อาจเป็นได้ นอกไปจากนั้นการขนส่งโลจิสติกส์ที่ดีด้วยในการขนส่งสินค้าให้แก่ลูกค้าซึ่งปัจจุบันยังมีข้อบกพร่องอยู่มากในส่วนของไปรษณีย์ไทย เช่น สินค้าสูญหายระหว่างการขนส่ง ส่งของล่าช้า เป็นต้น นั้นจึงเป็นสิ่งที่ควรจะต้องปรับปรุงไปพร้อมๆกับการเติบโตของการซื้อขายผ่านโลกออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อ้างอิง
http://eureka.bangkokbiznews.com/detail/537712
http://www.etda.or.th/etda_website/mains/display/1802
http://fits.me/us/about/about-fits-me/
https://www.facebook.com/media/set/?set=vb.133028000044944&type=2
http://www.sellsuki.com/home.html
http://www.todok.co.th/

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License