41

"ผลสำรวจเผยคนไทยเข้าเน็ตมากขึ้น แต่ฟรีไวไฟยังใช้น้อยแถมห่วย"


ETDA เผยผลสำรวจพฤติกรรมคนไทย พบเริ่มใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นจากเดิมเป็น 32 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เมื่อเทียบกับ 12 ปีก่อนที่ใช้เพียง 18 ชั่วโมง และเริ่มมีการใช้งานผ่านโมบายล์มากขึ้น ชี้โซเชียลมีเดียได้รับความนิยมสูงสุดในการใช้งาน โดยเฉพาะการเข้าเฟซบุ๊ก รวมไปถึงการซื้อสินค้าผ่านช่องทางนี้เริ่มสูงขึ้น เผยฟรีไวไฟของไอซีทียังไม่ค่อยมีคนใช้และกว่าครึ่งที่ใช้ไม่พอใจในประสิทธิภาพ ส่วนปัญหายังวนเวียนกับเรื่องเดิม ทั้งความล่าช้า ค่าใช้จ่าย และความไม่ทั่วถึง


@@ โดยหากแบ่งเป็นการใช้งานผ่านพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตแล้วนั้น คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะยังเป็นอุปกรณ์ที่ใช้งานบ่อยที่สุด 45.0% คอมพิวเตอร์พกพา 25.3% สมาร์ทโฟน 22.7% และแท็บเล็ตพีซี 6.8% แต่อัตราการใช้งานอินเทอร์เน็ตเคลื่อนที่มีสัดส่วนที่สูงขึ้น เนื่องจากปัจจุบันการใช้งานอินเทอร์เน็ตไม่ได้ถูกจำกัดด้วยเวลาและสถานที่ที่ใช้งานอีกต่อไป

ทางด้านการใช้งานอินเทอร์เน็ตในโครงการ Free Wi-Fi ของกระทรวงไอซีทีพบว่ายังมีการใช้งานที่ค่อนข้างน้อยคือ 35.3% ในขณะที่ผู้ไม่เคยใช้งานมีถึง 64.8% ที่น่าสนใจคือในจำนวนผู้ใช้งานนั้นมีถึง 44.5% ไม่พอใจกับการใช้งานหรือเกือบครึ่งเมื่อเทียบกับส่วนที่พอใจมี 55.5% และการใช้งานจะสวนทางกับอายุของผู้ใช้ กล่าวคือ สัดส่วนการใช้จะลดลงเมื่ออายุมากขึ้น ซึ่งเด็กจะมีการใช้งานมากกว่าผู้ใหญ่ เนื่องด้วยเด็กและเยาวชนจะมีความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยีรูปแบบใหม่ๆ มากกว่ากลุ่มผู้ใหญ่

สำหรับกิจกรรมยอดนิยมในการเข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตพบว่า กิจกรรมยอดนิยมสามอันดับแรก คือ การรับส่งอีเมล ค้นหาข้อมูล และการใช้งานเครือข่ายสังคม โดยในผู้ใหญ่นั้นจะเน้นการใช้งานอินเทอร์เน็ตเพื่อรับส่งอีเมล ส่วนเด็กและเยาวชนจะเน้นการใช้งานอินเทอร์เน็ตเพื่อเล่นเกมออนไลน์ และดาวน์โหลด โดยสามารถแบ่งเป็นประเภทได้ดังนี้ การใช้งานเครือข่ายสังคม 33.2% อ่านข่าวหรือหนังสือพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ 31.7% การดูโทรทัศน์และฟังวิทยุออนไลน์ 21% ดาวน์โหลด 16.5% เล่นเกมออนไลน์ 13.2% การทำธุรกรรมทางการเงิน 12.8% การซื้อสินค้าและบริการ 10.2% ดูข่าวสารหุ้น 7.6% ซื้อตั๋วโดยสารออนไลน์ 7.3%

ทั้งนี้ หากเจาะลึกลงไปถึงการใช้งานโซเชียลมีเดียแล้วพบว่า จากกลุ่มตัวอย่างมีการใช้งานโซเชียลมีเดียถึง 93.8% ซึ่งเหตุผลของการใช้งานส่วนใหญ่จะใช้ในการพูดคุย แบ่งปันความรู้ 85.7% อัปเดตข้อมูลข่าวสาร 64.6% แชร์รูปภาพและวิดีโอ 60.2% ซื้อสินค้าและบริการ 21.8% และใช้ในการหาเพื่อน 19.7% ซึ่งจากผลการสำรวจการใช้งานโซเชียลมีเดียพบว่ามีถึง 49.7% ที่เคยซื้อสินค้าและบริการ โดยมีผลิตภัณฑ์อย่างแฟชั่นเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า เป็นประเภทสินค้าที่ซื้อมากที่สุดถึง 59%

ส่วนปัญหาจากการใช้งานอินเทอร์เน็ตนั้นพบว่าปัญหาความล่าช้าของการสื่อสารยังคงเป็นปัญหาหลักมีถึง 44.1% รองลงมาเป็นเรื่องภาระค่าใช้จ่าย 34.5% และการบริการอินเทอร์เน็ตยังไม่ทั่วถึง 33% และเป็นที่น่าสนใจว่ากลุ่มเด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า 15 ปีไปจนถึง 19 ปี เริ่มให้ความสำคัญต่อปัญหาการระบาดของไวรัสคอมพิวเตอร์ ปัญหาการเผยแพร่สื่อลามกอนาจารทางอินเทอร์เน็ต ปัญหาการหลอกลวงบนอินเทอร์เน็ต และปัญหาด้านภาษามากกว่าคนกลุ่มอื่นๆ
@@
ที่มา: http://www.manager.co.th/cyberBiz/ViewNews.aspx?NewsID=9560000081312

บทวิเคราะห์



10670679464_ae23f7ca16_b.jpg

ถึงแม้รัฐบาลจะมีนโยบายการให้บริการสารธารณะฟรีแก่ประชาชนทั่วไป โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบริการประชาชนให้เข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการใช้บริการเครือข่ายอินเตอร์เน็ตที่มีความเร็วสูงได้อย่างทั่วถึง อย่างไรก็ตามคุณภาพของการบริการก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่รัฐบาลควรจะเอาใจใส่และปรับปรุงคุณภาพให้ดีกว่านี้ จากที่ผ่านมาจะเห็นได้อัตราการใช้อินเตอร์เน็ตในประเทศเราเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยมีการพัฒนาของระบบเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมและการสื่อการสื่อสารอย่างต่อเนื่อง รูปแบบการทำธุรกิจ ล้วนต้องพึ่งพาระบบเครือค่ายอินเตอร์เน็ต จากการวิเคราะห์การให้บริการฟรีไวไฟ อินเตอร์ของรัฐบาล พบข้อดี – ข้อเสียดังนี้@@


ข้้อดี:อุปกรณ์ที่ใช้ในการเชื่อมต่อไวไฟมีหลายชนิดเช่น โน็ตบุคคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์มือถือ (เช่น iPad และ Android Tablet) และโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน (เช่น iPhone, Android phone, Blackberry, Windows Mobile, Nokia, Sony ฯลฯ) ทุกเครื่องมี WiFi แต่ไม่ใช่ว่าทุกเครื่องจะมี 3G ประชาชนใช้งานเป็นประจำอยู่แล้ว ทั้งที่ทำงานและที่บ้านโดยไม่ต้องซื้อเครื่อง 3G หรือแอร์คาร์ดใหม่อีกหลายพันบาท และใช้แพร่หลายมาก เพราะใช้ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ไวไฟสาธารณะ มีประโยชน์และมีความต้องการสูง สถานบริการหลายแห่งใช้เพื่อดึงดูดลูกค้าและให้ใช้เวลาอยู่นานๆ เช่น ห้างสรรพสินค้า สนามบิน ป้ายรถเมล์เป็นต้น เป็นเกมือนสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่รัฐบาลควรจะมี เป็นเสมือนทางเลือกให้ประชาชนได้มีสิทธิในการใช้บริการอินเตอร์เน็ต


ข้้อเสีย:@พบว่าพื้นที่ในการบริการฟรีไวไฟนั้ยังไม่ครอบคลุม ทั่วถึงพื้นที่ทุกพื้น ยิ่งพื้นที่ห่างไกลความเจริญมากเท่าไร จะพบว่าไม่ค่อยมีจุดบริการฟรีไวไฟ จุดบริการนั้นส่วนใหญ่จะอยู่ในที่ที่มีคนพลุกพล่าน คนที่อยู่ห่างไกลเสียโอกาสในการเข้าถึงบริการฟรีไวไฟ ทั้งที่ทุกคนต้องจ่ายภาษีให้รัฐบาลเหมือนกัน อีกทั้งความลำบากยุ่งยากในการลงทะเบียนขอรับการใช้ก็เป็นปัญหาอย่างหนึ่ง อีกทั้งคุณภาพของสัญญาณที่ใช้มีความไม่เสถียร และไม่สามารถเชื่อมต่อได้ ขาดการดูแลซ่อมบำรุง ทำให้ผู้บริโภคไม่ได้รับความพอใจ อีกทั้ง เราจะรู้ได้อย่างไรว่า Wi-Fi ที่เราเชื่อมต่อนั้น มีความปลอดภัย น่าไว้วางใจแค่ไหน หลายๆคนก็คิดว่า เราไม่ได้มีข้อมูลความลับองค์กรระดับชาติ แต่ก็ควรระวังในการล็อกอิน รหัสผ่าน หมายเลขบัตรเครดิตให้ดี@@


ข้อเสนอแนะ


หน่วยงานที่เกี่ยวควรหมั่นตรวจสอบคุณภาพของสัญญาณ โดยจัดเจ้าหน้าทื่ในการดูแลรักษา และทำการขยายจุดบริการให้ครอบคลุมทั่วประเทศอย่างรวดเร็วเพื่อให้รองรับอุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่อไวไฟได้


Reference

http://www.manager.co.th/cyberBiz/ViewNews.aspx?NewsID=9560000081312

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License