48

The Evidence That The Tech Sector Is In A Massive Bubble

หลักฐานว่ากลุ่มเทคโนโลยีอยู่ในสภาวะฟองสบู่ขนาดใหญ่ มุมมองจากตลาดหุ้นที่ระดับดัชนีสูงในตอนนี้ แต่เมื่อประเมินแล้วพบว่า บางบริษัทเริ่มต้นโดยเทคโนโลยีที่ยังไม่ได้สร้างรายได้หรือไม่สามารถสร้างรายได้ที่คุ้มค่ากับต้นทุนการพัฒนาได้ แต่มีมูลค่าจากการประเมินนับพันล้านดอลลาร์ และเหล่าพนักงานของบริษัทเหล่านั้นต่างก็ใช้จ่ายอย่างเกินตัว คือหนึ่งในหลักฐานว่าฟองสบู่ยุคเทคโนโลยีกำลังเกิดตัวขึ้นเช่นเดียวกับในยุคดอทคอมเมื่อปี 1999

ก่อนที่จะบอกได้ว่าภาคเทคโนโลยีกำลังมีปัญหาฟองสบู่นั้น ขอเริ่มจากบริบทของเศรษฐกิจระดับมหภาค ซึ่งอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำมากที่ 0%

flickr:10692932003

กราฟนี้แสดงอัตราดอกเบี้ยเป้าหมายของ FED ตั้งแต่ปี 1970 เป็นต้นมา ซึ่งระดับของ Risk Free Rate ส่งผลต่อรูปแบบการลงทุนซึ่งต้องการระดับผลตอบแทนกลับมามากกว่า Risk Free Rate เสมอ ในขาขึ้นของอัตราดอกเบี้ยการลงทุนในรูปแบบของเงินฝากในธนาคารยังได้ผลตอบแทนที่พึงพอใจแก่เจ้าของเงิน แต่ในปัจจุบันที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 0% ระดับผลตอบแทนในตราสารอื่นๆควรจะได้ผลตอบแทนสูงขึ้นเพราะไม่มีความคุ้มค่าที่จะลงทุนใน Risk Free Rate หุ้นเองก็เป็นสินทรัพย์ที่จะขึ้นไปในสภาวะที่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ

flickr:10692695675

ดัชนี S & P 500 แสดงการขึ้นและลงเป็นรอบสวนทางกับการลดอัตราดอกเบี้ย
แผนภูมินี้ถูกตีพิมพ์โดย

flickr:10692742966

Price Waterhouse Coopers ซึ่งได้ติดตามการลงทุน
การควบรวม, การเข้าซื้อกิจการในหมวดเทคโนโลยี
ได้ตั้งข้อสังเกตุว่า การดีลซอฟแวร์มีปริมาณมากขึ้น
เป็นสามเท่าใน Quarter ที่สอง
แรงผลักดัน?
ราคาหุ้นที่สูงและบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีเงินสดมาก
จำเป็นที่จะต้องลงทุนอะไรสักอย่าง

แต่มันไม่ใช่แค่นั้น นอกจากราคาสินทรัพย์ทางเทคโนโลยีที่ราคาสูงขึ้นไปแล้ว เงินเดินของคนที่ทำงานก็สูงขึ้นตามไปด้วย พบว่าแม้อัตราการว่างงานทั่วไปอยู่ในระดับสูง แต่การว่างงานในภาคเทคโนโลยีอยู่ในระดับต่ำมาก

บริษัท เทคโนโลยีที่นำโดย Mark Zuckerbergที่ Facebook มีการวิ่งเต้นในสภาคองเกรสที่จะผ่อนคลายกฎระเบียบตรวจคนเข้าเมืองเพื่อให้พวกเขาสามารถจ้างพนักงานพรสวรรค์จากต่างประเทศได้มากขึ้นเพราะพวกเขาเชื่อว่าคนที่มีความสามารถในประเทศที่มีอัตราว่างงานต่ำจะต้องจ่ายค่าตัวในระดับสูง และอาจจะถึงระดับแพงเกินไปอย่างบ้าคลั่ง

ข้อมูลจากนายหน้าแรงงานสายเทคโนโลยีชื่อดังท่านหนึ่งระบุว่า เรากำลังประสบกับสิ่งผิดปกติมากกว่าครั้งวิกฤติดอทคอมครั้งแรกเมื่อซอฟแวร์ Interwoven ถูกดึงออกมา BMW Z3 สำหรับวิศวกรที่เข้าร่วม แต่ที่เราเห็น Sign-On โบนัสสำหรับบุคคลที่ห้าปีที่ผ่านมาออกจากโรงเรียนในช่วง60,000 ดอลลาร์ ผู้สมัครเข้าคิวขึ้นข้อเสนอหก, แปดหรือมากกว่านั้น และความแตกต่างที่คุยตกลงเงื่อนไขในข้อเสนอกันเป็นระดับพันดอลล่าในไม่กี่ข้อเสนอ และวิศวกรเองก็ยอมรับข้อเสนอแล้วสิบห้านาทีก่อนที่พวกเขาควรจะเริ่มต้นในวันจันทร์, ส่งอีเมล (จะไม่โทรหา) เพื่ออธิบายพวกเขาพบว่าสิ่งที่ดีกว่าที่อื่น ๆที่แสดงให้เห็นว่าค่าจ้างในเทคโนโลยีอยู่ในฟองสบู่แล้ว
ตัวอย่าง
Twitter SVP / คริส ฟราย ได้แพ็คเก็ตการจ่ายเงิน $ 10,000,000 เพียง แต่เขาตกลงจะร่วมงานกับ บริษัท ในปีที่ผ่านมา เงินที่ฟรายได้รับเป็นค่าใช้จ่ายมากขึ้นในการจ่ายค่าตอบแทนประจำปีที่แจ็คดอร์ซี, ประธานกรรมการของ Twitter และผู้ก่อตั้งบริษัทได้รับเสียอีก
ไม่เพียงแค่ค่าจ้างที่แพงเกินไปเท่านั้น แต่การประเมินมูลค่าหุ้นของกิจการเหล่านั้นก็แพงเกินจริงไปด้วยเช่นกัน
Supercell, บริษัทผลิตเกมเพิ่งได้รับเงิน 1.5 Billion US Dollar จากการระดมทุน บริษัทนี้ได้รับการประเมินมูลค่าถึง 3 Billion แต่ว่าบริษัทนี้มีรายได้จากไตรมาสแรกอยู่ที่ 178 ล้านเหรียญเท่านั้น ซึ่งคำถามที่ถามในเชิงตรรกกะถึงความคุ้มค่าในการลงทุนว่าเมื่อไรจะคืนทุน, เมื่อไรบริษัทจึงจะเริ่มสร้างผลกำไร อาจจะเป็นวิสัยทัศน์ที่มองในเชิงบวกมากเกินไปมากเลยทีเดียว
บริษัทที่รูปแบบการดำเนินธุรกิจผิดพลาด แต่มูลค่ากิจการยังสูงอยู่ก็มี เช่น Fab.com บริษัทออกแบบสำหรับรายย่อยเพิ่งได้รับเงิน 165 ล้านดอลลาร์จากการเพิ่มทุนปีนี้ รวมทั้งสินแล้วใช้ทุนตั้งแต่เริ่มดำเนินกิจการไปทั้งหมด 336 ล้านดอลลาร์ แม้จะผ่านการเลย์ออฟพนักงานถึง 440 คนหลังจากพบว่ารูปแบบธุรกิจผิดพลาด ซึ่งมาจากการหันไปทำธุรกิจดีลแต่ไม่ประสบความสำเร็จ จึงได้หันไปยังรูปแบบอื่นอีก โดยหันไปสร้างเว็บคอมมูนิตี้ของชาวเกย์แทน Fab ยังไม่อาจบอกได้ว่าจะคุ้มทุนเมื่อได แต่ผู้ถือหุ้นน่าจะต้องทำใจไว้บ้างที่จะสูญเงินลงทุนของตนกับ Fab

ตัวอย่างของกิจการที่ไม่ได้สร้างรายรับที่น่าประทับใจ แต่มีมูลค่าสูงได้แก่ Pinterestซึ่งได้รับเงินทุน 225 ล้านดอลลาร์ ได้รับการประเมินว่าธุรกิจมีมูลค่าสูงถึง 3.8 Billion เลยทีเดียว ซึ่งการประเมินมูลค่านั้นน่าจะผิดอย่างชัดเจนสมมติฐานที่ใช้ในการประเมินคือบริษัทสามารถสร้างยอดขายได้ทั่วประเทศ แต่มูลค่านี้สูงเกินไป แม้ Pinterestจะมีสัญญาณว่ามีโอกาสเป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในวงการดอทคอมก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงการคาดการณ์ในอนาคตที่ยังไม่แน่นอน และอาจจะคลาดเคลื่อนได้อีกมาก
แม้แต่บริษัทที่มีรายได้ = 0 ก็ยังมีมูลค่าที่สูงได้ Snapchatได้รับการคาดหมายว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 3.6 Billion แต่รายรับของบริษัทเท่ากับศูนย์เท่านั้น ยากมากที่บริษัทจะสร้างรายได้ให้สมกับมูลค่าที่ได้รับความคาดหวังอย่างสูงนี้จากรูปแบบการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน ซึ่งครั้งสุดท้ายที่เราได้เห็นว่าบริษัทที่มีรายรับใกล้เคียงศูนย์แต่มีการประเมินมูลค่าที่สูงเช่นนี้เมื่อครั้งก่อนฟองสบู่ดอทคอมแตกเมื่อปี 2000 นั่นเอง
Yahoo ยอมจ่ายแพงเพื่อกิจการที่ไม่มีรายรับอย่างเป็นนัยสำคัญ อย่างที่เคยเกิดขึ้นเมื่อครั้งปี 1999 โดยครั้งนี้เป็นการจ่ายมากถึง 1.1 Billion เพื่อควบรวมกิจการกับ Tumblrซึ่งมีรายรับอันน้อยนิด แต่ Yahoo ไม่ได้มองที่จุดนั้นเป็นหลัก Tumblrให้บริการแก่ลูกค้า 50 ล้านรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ (เน้นว่าเชิงประสิทธิภาพ) ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านคาดการณ์ว่า Tumblrสามารถสร้างรายได้ให้กับ Yahoo ปีละประมาณ 200 ล้านดอลลาร์ต่อปี (ไม่ใช่กำไรนะครับ) ซึ่งยังไม่แน่ใจว่าเม็ดเงินที่ Yahoo ยอมจ่ายออกไปนี้จะได้ผลกำไรที่คาดหวังกลับคืนมาเมื่อไร ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่คล้ายกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อปี 1999 ซึ่ง Yahoo ยอมจ่ายถึง 5.9 Billion เพื่อเทคโอเวอร์ Broadcast.com และ 3.57 Billion สำหรับ GeoCitiesซึ่งทั้งสองธุรกิจไม่ได้มีรายรับอย่างมีนัยสำคัญแต่อย่างได
นักลงทุนบางท่านได้คาดการณ์ถึงการแตกของฟองสบู่ในกลุ่มเทคโนโลยีอีกครั้ง ซึ่ง Art Cashin, Director of UBS Financial Services มีความกังวลในเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่งว่าจะมีการซ้ำรอยเมื่อปี 1999
“ผมมีความกังวลเมื่อพบว่าเริ่มมีเหตุการณ์หลายเหตุการณ์คล้ายกับ
การย้อนรอยเมื่อปี 1999-2000 เกิดขึ้น”
“ถ้าเราลงทุนแบบมองถึงรูปแบบของการคืนทุนแบบปกติ แม้จะดู
เรียบง่าย แต่มันก็ช่วยให้ปลอดภัยจากความล้มเหลวในการลงทุน”

flickr:10692695555

Andreessen Horowitz, the sine qua non of Silicon Valley investor groups “ มีการลงทุนจำนวนมากในFacebook, Twitter, Pinterest, GrouponและZynga ซึ่งเป็นรูปแบบของ B-C ที่มีฐานลูกค้าจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม Andreessen มีความสนใจการลงทุนในรูปแบบของ B-B มากกว่า เพราะสามารถประเมินผลตอบแทนด้านรายรับได้ง่ายกว่า ซึ่งเขามองว่า เป็นรายรับที่ประเมินได้ค่อนข้างชัดเจนและมีความ แน่นอนมากกว่าการทำธุรกิจแบบ B-C
ในมุมมองของนักลงทุนกลุ่มเทคโนโลยีระดับตำนานอย่างTimothy Draper, The founder of Draper Fisher Jurvetson“มันเป็นรอบธุรกิจของธุรกิจนี้ รูปแบบก็ไม่ต่างจากวัฎจักรของธุรกิจอื่นมีขึ้นก็ต้องมีลง แต่ในรอบของการลงนั้นทุกรอบจะเกิดการพัฒนาขึ้นเพื่อปิดจุดอ่อนของธุรกิจเสมอ แล้วได้รูปแบบของธุรกิจที่ดีขึ้น มันเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่การถดถอยของเศรษฐกิจเมื่อปี 1957, 1968, 1974, 1983 เรื่อยมา”
นั่นคือสัญญาณฟองสบู่ของธุรกิจดอทคอมรอบที่สองเริ่มเห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ ผ่านทางการสังเกตุการณ์ของการจ้างงาน, ราคาหุ้น, การดีลที่มีมูลค่าสูง, มูลค่ากิจการที่มีการประเมินไว้สูงกว่าความเป็นจริงมาก, แม้แต่ธุรกิจที่ไม่มีรายรับอย่างเป็นนัยสำคัญยังมีการซื้อในมูลค่ามหาศาล ซึ่งสัญญาณเหล่านี้เป็นสัญญาณของการจบรอบวัฎจักรของธุรกิจดอทคอม ซึ่งแต่ละธุรกิจล้วนมีสัญญาณที่แตกต่างกัน แต่บางธุรกิจที่น่าจะอยู่รอดได้อาจเป็นธุรกิจที่ผลิตฮาร์ดแวร์ซึ่งมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีการสะดุดไปบ้างแต่การลงทุนที่ต้องใช้ในการพัฒนานั้นสูง และไม่อาจตอบได้ว่าจะเป็นมาตรฐานขั้นต่อไปของการใช้งานได้หรือไม่ (ความเสี่ยงคนละรูปแบบกับกิจการดอทคอมแต่อยู่ในวัฎจักรคล้ายกัน)
http://www.businessinsider.com/evidence-that-tech-sector-is-in-a-bubble-2013-11
ภาสกร เอกบุรุษกุล
5510211048
RMBA 70

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License