Computer Network Internet

Computer Network & Internet

Network

Network คือ การเชื่อมต่อของ computer ตั้งแต่ 2 เครื่องขึ้นไป โดยระบบเครือข่ายไม่จำเป็นต้องเป็น PC หรือ Laptop เท่านั้น โดยอาจเป็น PDA หรือ Mobile Phone ก็ได้
ประโยชน์ของ Network คือสามารถใช้ทรัพยากรร่วมกันได้ โดยการ share หรือแลกเปลี่ยนข้อมูล การใช้ printer ร่วมกัน การติดต่อสื่อสารกัน

Network สามารถแบ่งตามโครงสร้างได้ 2 ประเภท คือ

1) Peer to Peer เป็นระบบเครือข่ายขนาดเล็ก เหมาะสำหรับหน่วยงาน เป็นการเชื่อต่อระหว่างคอมพิวเตอร์ด้วยกัน ที่มีคอมพิวเตอร์น้อยกว่า 10 เครื่อง ระบบ Peer to Peer นี้คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องสามารถเข้าไปใช้ไฟล์ที่เก็บบนเครื่องไหนก็ได้ เช่น Home Network, Bit torrent

5263570944_4207c978e7.jpg

2) Client / Server ระบบโครงข่ายที่มีเครื่อง computer อยู่ 2 ชนิด คือ
2.1) แม่ข่าย หรือ Server เป็นตัวกลางทำหน้าที่ในการเก็บ resource เช่น service, ข้อมูล
2.2) ลูกข่าย หรือเครื่อง computer ที่เราใช้ทำงาน
ตัวอย่างเช่น ทุกครั้งที่เราเชื่อมต่อระบบ Internet จะมีการเชื่อมต่อไปยัง ISP ซึ่งก็คือ Server และเครื่องเราก็คือ Client

5263573936_d886614f7e.jpg
Client Server Vs. Peer2Peer

- การติดตั้ง : Client/Server ติดตั้งยากกว่า Peer2Peer
- การดูแลรักษา : Client/Server ดูแลรักษายากกว่า Peer2Peer
- ความปลอดภัย : Client/Server มีความปลอดภัยมากกว่า
- ค่าใช้จ่าย : Client/Server มีค่าใช้จ่ายสูงกว่า
- Organization : Client/Server เหมาะสำหรับองค์กรที่มีขนาดกลางไปถึงขนาดใหญ่
Peer2Peer เหมาะสำหรับองค์กรที่มีขนาดเล็ก

ประเภทของ Server

• File Server ใช้ในการเก็บข้อมูล share file
• Web Server ใช้ในการบริหาร web page
• Database Server ใช้ในการบริหารจัดการฐานข้อมูล
• Mail Server ให้บริการรับส่ง e-mail
• DNS Server ทำหน้าที่เหมือนสมุดโทรศัพท์ แปลง domain name ให้เป็น IP Address
• Print Server ให้บริหาร printer
• Authentication Server กระบวนการ ระบุตัวตนผู้ใช้
• Application Server ให้บริการ application ต่างๆ

Transmission Media

• Twisted Pair Cable

สายคู่บิดเกลียว – DSL พัฒนามาจากสายโทรศัพท์ ข้อมูลจะแปลงออกมาเป็นกระแสไฟฟ้า สัญญาณ internet มาพร้อมกับสัญญาณโทรศัพท์ แล้วมาแยกกันที่ปลายทาง โดยอีกสายเชื่อมเข้าโทรศัพท์ และอีกสายเชื่อมเข้า router ถ้าบ้านเรายิ่งห่างจากชุมสายสัญญาณจะต่ำลง (รับส่งข้อมูล < 1 kb/sec)

5263573868_d0991af84c.jpg

• Coaxial Cable

สายทีวี ข้อมูลจะแปลงออกมาเป็นกระแสไฟฟ้า สัญญาณอินเทอร์เนตจะมาพร้อมกับสัญญาณทีวี การ Download เร็ว แต่ upload ช้า และต้อง share สัญญาณกับเพื่อนบ้าน

5263573768_39ec4f20a2.jpg

• Fiber-Optic Cable

สายใยแก้วนำแสง เป็นตัวกลางของสัญญาณแสงชนิดหนึ่ง ที่ทำมาจากแก้วซึ่งมีความบริสุทธิ์สูงมาก สายใยแก้วนำแสงมีลักษณะเป็นเส้นยาวขนาดเล็ก มีขนาดประมาณเส้นผมของมนุษย์เรา สายใยแก้วนำแสงที่ดีต้องสามารถนำสัญญาณแสงจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งได้ โดยมีการสูญเสียของสัญญาณแสงน้อยมาก นิยมมากในปัจจุบัน ในรูปแบบของ internet ความเร็วสูง ในรูปของ Broad Band สัญญาณจะถูกแปลงเป็นแสง สามารถรับส่งข้อมูลได้มากกว่า และถูกบิดเบือนน้อย แต่ราคาสูง การเชื่อมต่อระหว่างองค์กรขนาดใหญ่ (Black Bone)

fiber_optic_cable.jpg

Wireless Transmission

• Cellular Network

เป็นความพยายามในการใช้ความถี่ซ้ำๆกันในพื้นที่ให้บริการบริเวณต่างกันให้มากที่สุดโดยจะมีการแบ่งพื้นที่ให้บริการเล็กๆเรียกว่าเซลล์(Cell) โดยในเซลล์จะมีสายอากาศสำหรับส่งสัญญาณควบคุมโดยสถานีฐาน (base station) ส่วนสถานีฐานจะถูกควบคุมด้วยMSC (Mobile switching center) อีกที
*โดยปกติคลื่นยิ่งสูงเท่าไหร่ ขนาดเซลล์ยิ่งเล็กเท่านั้น ยิ่งคลื่นต่ำพื้นที่ครอบคลุมยิ่งกว้าง

• Microwave

- Terrestrial microwave ไมโครเวฟภาคพื้นดิน
ทำการส่งข้อมูลและเสียงผ่านบรรยากาศแบบคลื่นวิทยุความถี่สูงมาก ไมโครเวฟเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่แผ่ออกมาที่ระดับ 1 GbHz ต่อวินาทีหรือสูงกว่าความถี่เหล่านี้ไม่เพียงแต่ใช้ควบคุมเตาไมโครเวฟเท่านั้น แต่ยังใช้รับส่งข้อมูลข่าวสารระหว่างสถานีภาคพื้นกับระบบสื่อสารดาวเทียม
ดังนั้น สถานีไมโครเวฟจึงจำเป็นต้องมีสถานีทวนสัญญาณทุกๆ 20-30 ไมล์ ขนาดของจานจะขึ้นอยู่กับระยะทางระหว่างสถานี (ขนาดประมาณ 2-4 ฟุต สำหรับระยะใกล้, 10 ฟุตขึ้นไปสำหรับระยะไกลๆ) โดยสถานีทวนสัญญาณจะทำการรับข้อมูลข่าวสารที่ถูกส่งมา เพิ่มขยายสัญญาณ และส่งสัญญาณต่อไปยังสถานีถัดไป

a72.gif

- Satellite ระบบดาวเทียม
เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดของสถานีไมโครเวฟที่ภาคพื้น บริษัทสื่อสารจึงใช้สถานีฟากฟ้า (Sky station) สำหรับดาวเทียมสื่อสารเพื่อเป็น สถานีทวนสัญญาณไมโครเวฟในแนวโคจรของโลก โดยวงโคจรจะอยู่ห่างจากพื้นโลกประมาณ 22,300 ไมล์ เพราะสถานีดาวเทียมจะเดินทางด้วยความเร็วเดียวกับการหมุนของโลก อันเป็นผลมาจากการที่สถานีภาคพื้น ของไมโครเวฟสามารถยิงสัญญาณไปยังพื้นที่ที่กำหนดไว้ ดาวเทียมที่โคจรอยู่จะมีแผงรับพลังงานแสงอาทิตย์และถ่ายทอด โดยทำการรับสัญญาณ ,ขยาย และส่งต่อไปยังสถานีภาคพื้นแห่งอื่น ดาวเทียมจะบรรจุไว้ด้วยหลายช่องสื่อสารและรับสัญญาณจากสถานีภาคพื้นได้ทั้งชนิดแอนะลอกและดิจิทัล
Low Earth Orbit (LEO) 400-1000 miles
Medium Earth Orbit (MEO) 1,000-22,300 miles เทคโนโลยีที่ใช้อยู่ในปัจจุบันคือ GPS
Geosynchronous Earth Orbit (GEO) จะอยู่สูงจากโลกมากกว่า 22,300 miles กลุ่มนี้คือส่วนที่ใช้อินเทอร์เนต

a73.gif

• Wireless Media 802.11 Standard

เทคโนโลยีตามมาตรฐาน IEEE 802.11 มีราคาไม่แพงนักและถูกลงเรื่อยๆ อีกทั้งมีสมรรถนะในการรับส่งข้อมูลค่อนข้างสูง ง่ายต่อการติดตั้งและใช้งาน IEEE 802.11 WLAN ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายมากขึ้นเรื่อยๆและมีแนวโน้มว่าในอนาคตอุปกรณ์ คอมพิวเตอร์ต่างๆ จะมีอุปกรณ์ IEEE 802.11 WLAN ติดตั้งจากโรงงานหรือ Built-in มาด้วย
แต่อย่างไรก็ตาม ความง่ายและสะดวกต่อการติดตั้งและใช้งานของอุปกรณ์ IEEE 802.11 WLAN ก็นำมาซึ่งความไม่ปลอดภัยของเครือข่ายด้วยเช่นกัน อีกทั้งเทคโนโลยี IEEE 802.11 WLAN อยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น (ยังไม่ถึงจุดสมบูรณ์และอิ่มตัว) ทำให้ยังมีช่องโหว่ด้านความปลอดภัยอีกมาก ดังนั้นผู้ที่เลือกใช้ IEEE 802.11 WLAN ควรมีความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีและตระหนักถึงช่องโหว่ต่างๆรวมถึงการรักษา ความปลอดภัยอย่างเหมาะสม ซึ่งบทความนี้จะกล่าวถึงความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับมาตรฐาน IEEE 802.11 รวมถึงช่องโหว่และการรักษาความปลอดภัยสำหรับเครือข่าย IEEE 802.11 WLAN

Standard Bandwidth Frequencies Compatibility
802.11a 54 Mbps 5 GHz Work with 802.11n
802.11b 11 Mbps 2.4 GHz Work with 802.11g
802.11g 54 Mbps 2.4 GHz Work with 802.11b
802.11n Up to 600 Mbps Either 2.4 GHz or 5 GHz Work with 802.11a,b,or g
802.11ac 1 Gbs 5 GHz Work with 802.11a,b,or g (router)
SkyZhone-diagram.gif
Wifi Architecture

Network navigation device

• Hubs

คือ อุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อกลุ่มของคอมพิวเตอร์ Hub มีหน้าที่รับส่งเฟรมข้อมูลทุกเฟรมที่ได้รับจากพอร์ตใดพอร์ตหนึ่งไปยังทุก ๆ พอร์ตที่เหลือ คอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อเข้ากับ Hub จะแชร์แบนด์วิธหรืออัตราข้อมูลของเครือข่าย ฉะนั้นยิ่งมีคอมพิวเตอร์เชื่อมต่อเข้ากับ Hub มากเท่าใด ยิ่งทำให้แบนด์วิธต่อคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องลดลง ในท้องตลาดปัจจุบันมี Hub หลายชนิดจากหลายบริษัท ข้อแตกต่างระหว่าง Hub เหล่านี้ก็เป็นจำพวกพอร์ต สายสัญญาณที่ใช้ ประเภทของเครือข่าย และอัตราข้อมูลที่ Hub รองรับได้

HUB1.jpg

• Switches

คือ อุปกรณ์เครือข่ายที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายเดียวกัน Switch จะฉลาดกว่า Hub คือ Switch สามารถส่งข้อมูลที่ได้รับมาจากพอร์ตหนึ่งไปยังเฉพาะพอร์ตที่เป็นปลายทางเท่านั้น ทำให้คอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกับพอร์ตที่เหลือสามารถส่งข้อมูลถึงกัน และกันได้ในเวลาเดียวกัน การทำเช่นนี้ทำให้อัตราการส่งข้อมูล หรือแบนด์วิธไม่ขึ้นอยู่กับจำนวนคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อเข้ากับ Switch คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องจะมีแบนด์วิธเท่ากับแบนด์วิธของ Switch
ด้วยข้อดีนี้เครือข่ายที่ติดตั้งใหม่ในปัจจุบันส่วนใหญ่จะนิยมใช้ Switch มากกว่า Hub เพราะจะไม่มีปัญหาเกี่ยวกับการชนกันของข้อมูลในเครือข่าย

Switch1.jpg

• Routers

Router (เราท์เตอร์) คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อระบบเครือข่าย Router จะอ่านที่อยู่ (Address) ของสถานีปลายทางที่ส่วนหัว (Header) ของแพ็กเก็ตข้อมูล เพื่อใช้ในการกำหนด หรือเลือกเส้นทางที่จะส่งแพ็กเก็ตนั้นต่อไป ใน Router จะมีข้อมูลเกี่ยวกับการจัดเส้นทางให้แพ็กเก็ต เรียกว่า Routing Table หรือ ตารางการจัดเส้นทาง ข้อมูลในตารางนี้จะเป็นข้อมูลที่ Router ใช้ในการเลือกเส้นทางที่ดีที่สุดไปยังปลายทาง ถ้าเส้นทางหลักเกิดขัดข้อง Router ก็สามารถเลือกเส้นทางใหม่ได้

Wireless_Router.jpg

Connecting Networks

• Network Adapters

Network Adapters คือ เครื่องมือสำหรับต่อเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ เข้ากับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ อาจมีลักษณะเป็น card หรือลักษณะอื่นใดก็ได้
Network Interface Card (NIC) หรือ Network Adapter คือ แผงวงจรที่ทำหน้าที่ในการสื่อสารข้อมูลกับเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ๆ ที่อยู่ในระบบเดียวกัน การ์ดแลนรุ่นเก่าจะเป็นแบบ ISA (I-SA Bus) ต้องเสียบเข้ากับช่อง หรือ Slot แบบ ISA (16 bits) สีน้ำตาลเข้ม ส่วนอีกแบบหนึ่งคือ PCI ซึ่งต้องเสียบเข้ากับช่อง หรือ Slot PCI (32 bits) สีขาวหรือสีไข่ไก่ ในปัจจุบันส่วนใหญ่จะเป็นแบบ PCI ทั้งหมด ส่วนเรื่องความเร็วสามารถเลือกได้ทั้ง 10 Mbps, 100 Mbps หรือ 10/100 Mpbs สำหรับการใช้งาน internet cafe ให้เลือกที่ความเร็ว 10 Mbps

Networks เครือข่าย แบ่งตามขนาด

• LANs (Local area network)

เครือข่ายขนาดเล็ก โดยปกติพื้นที่ครอบคลุมอยู่ที่ 100-200 เมตร เป็นลักษณะการเชื่อมต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์ถึงกันภายในพื้นที่ใกล้ ๆ กัน เครือข่าย LAN ออกแบบมาเพื่อให้บริการแลกเปลี่ยนข่าวสารกัน ในส่วนต่างๆขององค์กรในบริเวณที่ไม่ไกลกันมาก เช่นอยู่ในอาคารเดียวกัน ระหว่างชั้นอาคาร สามารถดูแลได้เองโดยไม่ต้องใช้ระบบสื่อสารข้อมูลแบบอื่น

lan1.gif

Ethernet LAN เป็นมาตรฐานที่นิยมในส่วนของมีสาย การรับส่งข้อมูลด้วยความเร็ว 10-10000 Mbps. ใช้พื้นฐาน Topology แบบบัส โดยอุปกรณ์ทุกอย่างจะเชื่อมต่อกันบนสายสัญญาณเส้นเดียว โดยต้องมีการจัดการเรื่องการสื่อสารไม่ให้รับส่งพร้อมกันเกินกว่าหนึ่งคู่ โดยให้อุปกรณ์ที่จะส่งข้อมูลตรวจสอบว่ามีข้อมูลใดวิ่งอยู่บนสายหรือไม่ หากไม่มีจึงส่งได้ และถ้ามีการชนกันของข้อมูลบนสายก็จะส่งใหม่

• Mans (Metropolitan area network)

ระบบเครือข่ายระดับเมือง ซึ่งเป็นเครือข่ายที่มักเชื่อมโยงกันเฉพาะในเขตเมืองเดียวกัน หรือหลายเขตเมืองที่อยู่ใกล้กัน ระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร ระบบเครือข่าย MAN เป็นกลุ่มของเครือข่าย LANที่นำมาเชื่อมต่อกันเป็นวงที่ใหญ่ขึ้นภายในพื้นที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งออกแบบมาเพื่อใช้งานให้ครอบคลุมเมืองทั้งเมือง ซึ่งอาจเป็นเครือข่ายเดียวกัน เช่น เครือข่ายเคเบิลทีวี หรืออาจเป็นการรวมเครือข่ายกันของเครือข่าย LAN หลาย ๆ เครือข่ายเข้าด้วยกัน

• WiMAX (Worldwide Interoperability for Microwave Access)

เครือข่ายบริการอินเทอร์เนตไร้สายความเร็วสูง ที่มีพื้นที่ครอบคลุมบริเวณกว้างประมาณ 70 กม.รัศมี และมีความเร็ว 70 Mbps โดยปกติจะติดตั้งที่อาคารสูงๆในเมืองและสามารถให้บริการครอบคลุมได้ทั้งเมือง การที่เราจะใช้ WiMAX เราจะต้องมี WiMAX ผ่านในเครื่องเราด้วย
*กสทช.จะไม่นำมาประมูลแล้ว เพราะ จะใช้ประมูล 4G แทน แต่ WiMAX มีใช้ในต่างประเทศ
**เปรียบเทียบระหว่าง WIFI กับ WiMAX คือ WiMAX จะมีพื้นที่ครอบคลุมได้กว้างกว่า

• WANs (Wide area network)

ระบบเครือข่ายระดับประเทศหรือ ระหว่างประเทศ เป็นขนาดใหญ่ โดยปกติการเชื่อมต่อจะเป็นดาวเทียม สายเคเบิลใต้ทะเล เป็น Backbone Network เป็นหลัก เป็นการเชื่อมต่อระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาล

wan1.gif

• PANs (Private personal area network)

ระบบเครือข่ายขนาดเล็กสุด โดยส่วนใหญ่ใช้แบบไร้สายเป็นหลัก เช่น Bluetooth RFID Barcode

RFID (Radio frequency identification)

ใช้ในการ tag วัตถุ สินค้า รวมไปถึงคน (จะมาแทนที่ Barcode)

ข้อได้เปรียบของ RFID เมื่อเปรียบเทียบกับ barcode
- ตัว tag สามารถเก็บข้อมูลในประมาณที่มากกว่า
- เครื่องอ่านกับตัว tag ไม่จำเป็นต้องอยู่ระนาบเดียวกัน เวลาเข้ามาอยู่ในรัศมีของเครื่องอ่านระบบจะทำการส่งข้อมูลมาโดยอัตโนมัติ
- เครื่องอ่านสามารถอ่านหลาย tag ในเวลาเดียวกันได้ ไม่จำเป็นต้องอ่านทีละตัว เหมือน barcode
- ทนน้ำ ทนความร้อนได้ดีกว่า

RFID มีอยู่ด้วยกันสองประเภท
1. Active จะมีราคาที่สูง โดยปกติจะมาพร้อมกับแบตเตอรี่ ข้อมูลที่อยู่ใน tag จะสามารถแก้ไขได้ ระยะในการอ่าน สามารถอ่านได้ในระยะไกล
2. Passive ขนาดจะเล็กกว่า และราคาถูก ประมาณ 7cen/tag ขนาดจะเล็ก แต่ข้อมูลใน tag ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ระยะในการอ่านจะอยู่ที่ 1-2 เมตร

ลักษณะการทำงานของระบบ RFID
- ตัวอ่านข้อมูลจะปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกมาตลอดเวลา และคอยตรวจจับว่ามี Tag เข้ามาอยู่ในบริเวณสนามแม่เหล็กไฟฟ้าหรือไม่ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือการคอยตรวจจับว่ามีการมอดูเลตสัญญาณเกิดขึ้นหรือไม่
- เมื่อมี Tag เข้ามาอยู่ในบริเวณสนามแม่เหล็กไฟฟ้า Tag จะได้รับพลังงานไฟฟ้าที่เกิดจากการเหนี่ยวนำของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเพื่อให้ Tag เริ่มทำงาน และจะส่งข้อมูลในหน่วยความจำที่ผ่านการมอดูเลตกับคลื่นพาหะแล้วออกมาทางสายอากาศที่อยู่ภายใน Tag
- คลื่นพาหะที่ถูกส่งออกมาจาก Tag จะเกิดการเปลี่ยนแปลงแอมปลิจูด, ความถี่ หรือเฟส
- ตัวอ่านข้อมูลจะตรวจจับความเปลี่ยนแปลงของคลื่นพาหะแปลงออกมาเป็นข้อมูลแล้วทำการถอดรหัสเพื่อนำข้อมูลไปใช้งานต่อไป

การนำระบบ RFID ไปใช้งาน
เราสามารถนำระบบ RFID ไปใช้งานได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นในอุตสาหกรรมการผลิต การค้า หรือการบริการต่างๆ ซึ่งสามารถบันทึกข้อมูลที่ต้องการได้ เช่น บันทึกเวลาทำงานของพนักงาน เก็บเงินค่าใช้บริการทางด่วน หรือระบบกันขโมยรถยนต์ แต่การพิจารณานำระบบ RFID มาใช้งานยังคงต้องคำนึงถึงข้อจำกัดต่างๆ ในการใช้งานไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสนามแม่เหล็กไฟฟ้าในสภาพแวดล้อม หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับระเบียบการใช้คลื่นความถี่วิทยุและกำลังส่งของแต่ละประเทศ

Internet

เป็น WANs ที่ใหญ่ที่สุด เชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั่วโลกเข้าด้วยกัน โดยอาศัยเครือข่ายโทรคมนาคมเป็นตัวเชื่อมเครือข่าย ภายใต้มาตรฐานการเชื่อมโยงด้วยโปรโตคอลเดียวกันคือ TCP/IP (Transmission Control Protocol / Internet Protocol) เพื่อให้คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในอินเทอร์เน็ตสามารถสื่อสารระหว่างกันได้ นับว่าเป็นเครือข่ายที่กว้างขวางที่สุดในปัจจุบัน เนื่องจากมีผู้นิยมใช้ โปรโตคอลอินเทอร์เน็ตจากทั่วโลกมากที่สุด
อินเทอร์เน็ตเป็นเทคโนโลยีสารสนเทศที่ถือกำเนิดเมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อ พ.ศ. 2512 โดยกระทรวงกลาโหมของสหรัฐอเมริกา เป็นผู้คิดค้นระบบขึ้นมา มีวัตถุประสงค์ คือ เพื่อให้มีระบบเครือข่ายที่ไม่มีวันตายแม้จะมีสงคราม ระบบการสื่อสารถูกทำลาย หรือตัดขาด แต่ระบบเครือข่ายแบบนี้ยังทำงานได้ ซึ่งระบบดังกล่าวจะใช้วิธีการส่งข้อมูลในรูปของคลื่นไมโครเวฟ ฝ่ายวิจัยขององค์กรจึงได้จัดตั้งระบบเน็ทเวิร์คขึ้นมา เรียกว่า ARPANET ย่อมาจากคำว่า Advance Research Project Agency net ซึ่งประสบความสำเร็จและได้รับความนิยมในหมู่ของหน่วยงานทหาร องค์กร รัฐบาล และสถาบันการศึกษาต่างๆ เป็นอย่างมาก

• Innovation Phase 1964 - 1974 มีการคิดค้นนวัตกรรมต่างๆของเครือข่าย
• Institutionalization Phase 1975 – 1995 ตัดสินใจนำ TCP/IP (Transmission Control Protocol/Internet Protocol) มาใช้กับคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในระบบ ทำให้เป็นมาตรฐานของวิธีการติดต่อ ในระบบเครือข่าย Internet จนกระทั่งปัจจุบัน จึงสังเกตได้ว่า ในเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่จะต่อ internet ได้จะต้องเพิ่ม TCP/IP ลงไปเสมอ เพราะ TCP/IP คือข้อกำหนดที่ทำให้คอมพิวเตอร์ทั่วโลก ทุก platform คุยกันรู้เรื่อง และสื่อสารกันได้อย่างถูกต้อง
• Commercialization Phase 1995 – ปัจจุบัน อินเทอร์เนตถูกนำมาใช้เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางธุรกิจ

Building Blocks of Internet
• Packet Switching Network
• TCP/IP
• Client Server

Circuit Switching

เป็นการสื่อสารข้อมูลระหว่างสองสถานี จากสถานีส่งไปยังสถานีรับ เมื่อทั้งสองสถานีมีการเชื่อมต่อกันแล้วจะสามารถติดต่อกันได้ตลอดเวลา ผู้อื่นจะแทรกเข้ามาไม่ได้ จนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะปลดวงจรออก ตัวอย่างเช่น ระบบโทรศัพท์ ซึ่งแต่ละเลขหมายจะมีสายสัญญาณเชื่อมต่อจากชุมสายฯมายังเครื่องรับ ภายในชุมสายฯจะมีสวิตช์ติตตั้งอยู่ ระหว่างชุมสายโทรศัพท์จะมีการเชื่อมต่อระหว่างกัน ทำให้เราสามารถติดต่อเรียกไปยังเบอร์อื่นๆได้ ทุกครั้งที่ใช้โทรศัพท์จะมีเส้นทางสัญญาณที่ถูกจองไว้สำหรับใช้ในการสนทนาแต่ละครั้ง เมื่อเลิกใช้โทรศัพท์ เส้นทางก็จะถูกยกเลิกและพร้อมสำหรับการใช้งานในครั้งต่อไป
flickr:9892871684

ตัวอย่างระบบ เช่น โมเด็มและระบบโทรศัพท์,สายคู่เช่า (Leased Line), ISDN (Integrated Services Digital Network), DSL (Digital Subscriber line),เคเบิลโมเด็ม (Cable Modem)

ข้อดี
1. มีอัตราการส่งข้อมูล ความเร็วในการส่งข้อมูลที่คงที่
2. แม้มีผู้ใช้งานระบบเป็นจำนวนมาก แต่จะไม่ทำให้ความเร็วช้าลง

ข้อเสีย
1. การเชื่อมโยงอุปกรณ์ระหว่างสถานีต้นทางกับปลายทางต้องตกลงและใช้มาตรฐานเดียวกัน
2. การติดต่อสื่อสารข้อมูล ผู้ใช้จะต้องมีระบบซอฟต์แวร์ในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลเอง เพราะชุมสายจะไม่มีระบบตรวจสอบข้อมูล ในชุมสายทำหน้าที่เพียงการสวิตช์วงจรให้เท่านั้น เพราะ Circuit Switching ถูกออกแบบมาเพื่อส่งข้อมูลทางเสียง
3. ระบบ Hardware มีขีดจำกัดที่ค่อนข้างแน่นอน
4. ค่อนข้างยากและต้องใช้เงินลงทุนสูงในการ Upgrade backbone

Packet Switching

เป็นการส่งข้อมูลภายในสำหรับระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตในปัจจุบัน ระบบที่เป็น Package switch เช่น ระบบโทรศัพท์แบบดิจิตอล และ ATM เป็นระบบการส่งข้อมูลประเภท ภาพและเสียง (multimedia) การรับส่งข้อมูลถูกแบ่งออกเป็นหน่วยย่อยๆ ที่เรียกว่า Packet หนึ่งแพ็กเก็ต จะมีโครงสร้างที่ประกอบด้วยส่วนที่เพิ่มเติมเข้ามา คือ Packet Overhead และส่วนที่เป็นข้อมูลของผู้ใช้งาน (User data) ส่วนที่เรียกว่า Packet Overhead นั้น เป็นส่วนที่ประกอบด้วยข้อมูลเกี่ยวกับ Address ของผู้รับที่ปลายทาง

flickr:9892984423

ข้อดี
1.สามารถใช้ช่องทางการสื่อสารเพียงช่องทางเดียวในการเชื่อมเข้าสู่เครือข่าย ไม่ว่าจะมีการติดต่อกันกี่จุดก็ตาม
2.สามารถรับ-ส่งข้อมูลแต่ละแพ็กเก็ตด้วยเส้นทางที่เชื่อมโยงกันเป็นโครงข่าย
3.ไม่เปลือง Bandwidth และใช้เวลาในการหน่วงแพ็กเก็ตแรกน้อย
4.รับ-ส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูงและใช้สายหรือช่องทางอย่างมีประสิทธิภาพ, ประหยัด, สะดวก
ข้อเสีย
1. ถ้ามีผู้ใช้งานระบบภายในระบบเป็นจำนวนมาก จะทำให้ระบบช้า ไม่รับประกันในเรื่องความเร็ว
2. มีความล่าช้าเกิดขึ้นในโหนดข้อมูลแต่ละแพ็กเก็ตไปถึงที่หมายไม่พร้อมกัน

เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง Circuit Switching และ Packet Switching

flickr:9893340346

TCP/IP (Transmission Control Protocol/Internet Protocol)

ชุดของโปรโตคอลที่ถูกใช้ในการสื่อสารผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เพื่อให้สามารถใช้สื่อสารจากต้นทางข้ามเครือข่ายไปยังปลายทางได้ และสามารถหาเส้นทางที่จะส่งข้อมูลไปได้เองโดยอัตโนมัติ

หน้าที่ของ TCP: ทำหน้าที่ในการแยกข้อมูลเป็นส่วน ๆ หรือที่เรียกว่า Package ส่งออกไป ส่วน TCP ปลายทาง ก็จะทำการรวบรวมข้อมูลแต่ละส่วนเข้าด้วยกัน เพื่อนำไปประมวลผลต่อไป โดยระหว่างการรับส่งข้อมูลนั้นก็จะมีการตรวจสอบความถูกต้องของ ข้อมูล ถ้าเกิดผิดพลาด TCP ปลายทาง ก็จะขอไปยัง TCP ต้นทางให้ส่งข้อมูลมาใหม่

หน้าที่ของ IP: ทำหน้าที่ในการจัดส่งข้อมูลจากเครื่องต้นทาง ไปยังเครื่องปลายทาง โดยอาศัย IP Address ซึ่ง IP address คือ ระบบการอ้างอิง การมีตัวตนอยู่ของคอมพิวเตอร์ ซึ่งอ้างอิงจากหมายเลขประจำเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งประกอบด้วยตัวเลข 4 ชุด มีเครื่องหมายจุดขั้นระหว่างชุด ตัวอย่าง IP Address 192.168.0.1

การแบ่งชั้นของ TCP/IP แบ่งได้เป็น 4 เลเยอร์ ดังนี้

flickr:9892899624

1. Network Interface Layer - ทำหน้าที่รับข้อมูลจากชั้น Transport Layer ค้นหาและเลือกเส้นทาง ระหว่างผู้รับและผู้ส่ง โปรโตคอลในเลเยอร์นี้ได้แก่ Ethernet, Frame Relay, Token Ring, ATM
2. Internet Layer - มีหน้าที่ส่งข้อมูลจากจุดเริ่มต้นไปยังปลายทาง โดยหาเส้นทางที่ข้อมูลจะใช้เดินทางผ่านเครือข่ายหนึ่งไปยังอีกเครือข่ายหนึ่งจนกระทั่งถึงปลายทาง โปรโตคอลในเลเยอร์นี้ได้แก่ IP,IPSEC
3. Transport Layer - รับส่งข้อมูลระหว่างด้านส่งและด้านรับข้อมูล และส่งข้อมูลขึ้นไปให้ Application Layer เพื่อนำไปใช้งานต่อ โปรโตคอลในเลเยอร์นี้ได้แก่ TCP,UDP,IGMP,ICMP
4. Application Layer - เป็นเลเยอร์ที่แอพพลิเคชั่นเรียกโปรโตคอลระดับล่างๆลงไป เพื่อให้บริการต่างๆ เช่น FTP , SMTP , Telnet , HTTP , POP

โครงสร้างของ TCP/IP

-TCP (Transmission Control Protocol): อยู่ใน Transport Layer ทำหน้าที่จัดการและควบคุมการรับส่งข้อมูล มีกลไกควบคุมการ รับส่งข้อมูลให้มีความถูกต้อง และมีการสื่อสารอย่างเป็นกระบวนการ
-UDP (User Datagram Protocol): อยู่ใน Transport Layer ทำหน้าที่จัดการและควบคุมการรับส่งข้อมูล แต่ไม่มีกลไกความคุมการรับ ส่งข้อมูลให้มีเสถียรภาพและเชื่อถือได้ โดยปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแอพพลิเคชั่นเลเยอร์
-IP (Internet Protocol): อยู่ใน Internetwork Layer เป็นโปรโตคอลหลักในการสื่อสารข้อมูล มีหน้าที่ค้นหาเส้นทางระว่างผู้รับและผู้ส่ง โดยใช้ IP Address ซึ่งมีลักษณะเป็นเลขสี่ชุด แต่ละชุดมีค่าตั้งแต่ 0-255 เช่น 172.17.3.12 ในการอ้างอิงโฮสต์ต่างๆ และกลไกการ Route เพื่อส่งต่อข้อมูลไปจนถึงจุดหมายปลายทาง
-ICMP (Internet Control Message Protocol): อยู่ใน Internetwork Layer มีหน้าที่ส่งข่าวสารและแจ้งข้อผิดพลาดให้แก่ IP
-IGMP (Internet Group Management Protocol): อยู่ใน Network Layer ทำหน้าที่ในการส่ง UDP ดาต้าแกรมไปยัง กลุ่มของโฮสต์ หรือ โฮสต์หลายๆตัวพร้อมกัน
-ARP (Address Resolution Protocol) : อยู่ใน Link Layer ทำหน้าที่เปลี่ยนระหว่าง IP แอดเดรส ให้เป็นแอดเดรสของ Network Interface เรียกว่า MAC Address
-RARP (Reverse ARP): อยู่ใน Link Layer เช่นกัน แต่ทำหน้าที่กลับกันกับ ARP คือเปลี่ยนระหว่างแอดเดรสของ Network Interface ให้ เป็นแอดเดรสที่ใช้โดย IP Address

flickr:9892895806

IP Address
-Class A เป็น Network ขนาดใหญ่ มี network number ตั้งแต่ 1.0.0.0 ถึง 127.0.0.0
-Class B เป็น Network ขนาดกลาง มี network number ตั้งแต่ 128.0.0.0 ถึง 191.255.0.0
-Class C เป็น Network ขนาดเล็ก มี network number ตั้งแต่ 192.0.0.0 ถึง 223.255.255.0
-Class D เป็นส่วนที่เก็บรักษาไว้สำหรับใช้ในอนาคต มี IP Address ตั้งแต่ 224.0.0.0 ถึง 254.0.0.0

flickr:9892880704

โดยปกติจะแบ่ง IP address เป็น 2 แบบ
1. Public IP address คือ IP address ที่มีการจดทะเบียนและเสียเงินเพื่อใช้งานจริงๆ มีการจดบันทึกในระบบว่า ใครใช้งาน IP อะไรในวงกว้าง
2. Private IP address คือ IP address ที่ใช้กันในเฉพาะระบบวงปิด เช่นใน Office หรือในบ้านที่มีคอมพิวเตอร์มากกว่า 1 เครื่อง IP ระบบนี้หากต้องการใช้กับ เครื่องภายนอกต้องใช้ อุปกรณ์ที่เรียกว่า NAT (Network Address Translator) ทำการแปลข้อมูลจากวง LAN ออกไปภายนอก

การติดตั้ง IP Address
1. Static Address คือการกำหนด IP แบบถาวร (ไม่มีการเปลี่ยนแปลง) เช่น กำหนดเป็น 192.168.0.1 เป็นต้น
2. Dynamic Address คือการกำหนด IP แบบ ให้ Server เป็นตัวจ่าย IP ให้กับ Client (DHCP) ซึ่งการ loginแต่ละครั้งของ Client จะได้ IP address ต่างกันไป (มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา)

IPv4 และ IPv6

flickr:9892879635

หมายเลข IP เหล่านี้เปรียบเสมือนบ้านเลขที่ของเครื่องคอมพิวเตอร์ในระบบอินเทอร์เน็ต เมื่อมีคอมพิวเตอร์มากขึ้น ความต้องการใช้หมายเลข IP ก็ย่อมสูงขึ้น จน IPv4 ไม่เพียงพอต่อการใช้งาน จึงได้มีการพัฒนาหมายเลข IP ระบบ 128-bit ขึ้นมา (โดย IETF – The Internet Engineering Task Force) ซึ่งจะอยู่ในรูปตัวเลขผสมตัวอักษรจำนวน 8 ชุด เช่น 0000:0002:AABC:6701:AD67:458D:0000:AAAA

Domain Names, DNS, and URLs

Domain Names
ชื่อที่ใช้ในการอ้างอิงเพื่อไปยัง Website ต่างๆ ที่อยู่บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นชื่อที่ตั้งขึ้นเพื่อให้จดจำและนำไปใช้งานได้ง่ายทั้งในการเข้าชมผ่านบราวเซอร์ของผู้ใช้ทั่วไป รวมไปถึงผู้ดูแลระบบที่สามารถแก้ไขไอพีแอดเดรสของชื่อโดเมนเนมนั้นๆ ได้ทันที โดยที่ผู้ใช้ทั่วไปไม่จำเป็นต้องรับรู้หรือจดจำไอพีแอดเดรสที่มีการเปลี่ยนแปลง เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เผยแพร่เว็บไซต์ จะมีโดนเมนเนมเฉพาะไม่ซ้ำกับใคร

รูปแบบการตั้งชื่อของ Domain
1.Top Level Domain
• General Internet DNS Top Level Domains: gTLDs เป็นรูปแบบมาตรฐานที่ใช้กัน โดยเฉพาะในอเมริกา เช่น .com, .net, .gov
• Country Code Top Level Domains: ccTLDs เป็นรูปแบบที่ใช้บ่งบอกถึงประเทศเจ้าของโดเมน หรือที่ตั้งของโดเมน มักจะใช้กับประเทศอื่นๆ ยกเว้นอเมริกา เช่น .th หมายถึงโดเมนที่ดูแลโดยประเทศไทย หรือ .jp หมายถึงโดเมนของประเทศญี่ปุ่น
2. Second Level Domain เป็น Sub โดเมนที่แบ่งออกจาก TLD เช่น .ac สำหรับสถาบันทางการศึกษา .co สำหรับองค์กรธุรกิจ
3. Third Level Domain เป็น Sub โดเมนที่ถูกแบ่งออกจาก SLD ใช้เป็นชื่อย่อขององค์กร เช่น thaihostclub เป็นต้น

flickr:9892887926

การจดทะเบียนโดเมนเนม
การจดทะเบียนโดเมนเนม แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

1.การจดทะเบียนโดเมนเนมภายในประเทศ
การจดทะเบียนโดเมนเนมภายในประเทศจะได้นามสกุล โดเมน เป็น .จดโดเมน .co.th, .or.th, .ac.th, in.th เช่นนามสกุล ".CO.TH" มีคนจดมากกว่าชนิดอื่นๆ เป็นเว็บไซต์ของบริษัท ห้างร้านโดยทั่วไป การจดทะเบียนชื่อโดเมน ต้องเป็นชื่อเดียวกับชื่อบริษัท หรือชื่อย่อของชื่อบริษัท ซึ่งจดทะเบียนไว้กับกระทรวงพาณิชย์ ดังนั้นการจดทะเบียนจึงต้องใช้สำเนาใบทะเบียนการค้า หรือสำเนาใบรับรอง หรือสำเนาใบ ภ.พ. 20 เป็นหลักฐาน

flickr:9893340916

2. การจดทะเบียนโดเมนเนมต่างประเทศ
การจดทะเบียนโดเมนเนมต่างประเทศจะได้นามสกุล โดเมน เป็น .COM .NET .ORG

flickr:9893341946

Domain name system (DNS)

เป็นการตั้งชื่อเป็นตัวอักษรเพื่อใช้แทน IP Address ทำให้ง่ายต่อการจดจำ เช่นหมายเลข IP Address 203.146.15.9 แทนที่ด้วยโดเมนเนมชื่อ moe.go.th เรียกการแทนที่ IP ด้วยโดเมนเนมว่า Name-to-IP Address Mapping ซึ่งช่วยให้สามารถเรียกชื่อเว็บไซต์ได้สะดวกขึ้นโดยไม่ต้องจำตัวเลข กลไก Name-to-IP Address มีการกำหนดฐานข้อมูลส่วนกลางในการจัดการแก้ไขฐานข้อมูลให้ เพื่อป้องกันการตั้งชื่อซ้ำกัน

flickr:9893664595

กลไกหลักของระบบ DNS ทำหน้าที่แปลงชื่อและหมายเลข IP Address โดยระบบ DNS จะมีการกำหนด Name Space ที่มีกฎเกณฑ์อย่างชัดเจน มีการเก็บข้อมูลเป็นฐานข้อมูลแบบกระจาย และทำงานในลักษณะ Client / Server โดยมี DNS Server ทำหน้าที่ให้บริการค้นชื่อและแปลงข้อมูลให้ตามที่เครื่องลูกข่าย (DNS Client) ร้องขอมา การทำงานแบบ Client / Server นี้ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เป็น DNS สามารถเป็นได้ทั้งเครื่องเซิร์ฟเวอร์ และไคลแอนด์ของ DNS ในเครื่องเดียวกัน

Uniform Resource Locator (URL)
URL เป็นการระบุตำแหน่งของไฟล์ที่เข้าถึงได้บนอินเตอร์เน็ต การใช้โปรโตคอลของ World Wide Web หรือ Hypertext Tranfer Protocol ทรัพยากรคือเพจ HTML, ภาพ, โปรแกรมอินเตอร์เฟซ เช่น Java applet หรือไฟล์ที่ HTTP โดย URL จะเก็บชื่อของโปรโตคอลที่ต้องการ เพื่อเข้าถึงทรัพยากร ซึ่ง Domain name เป็นการระบุคอมพิวเตอร์บนอินเตอร์เน็ต และการอธิบายลำดับชั้นของตำแหน่งไฟล์ในคอมพิวเตอร์

flickr:9893014743

รูปแบบของ URL จะประกอบด้วย
ตัวอย่าง http://www.urlbookmarks.com/support/urlfaq.htm
1. ชื่อโปรโตคอลที่ใช้ (http ซึ่งย่อมาจาก HyperText Transfer Protocol)
2. ชื่อเครื่องคอมพิวเตอร์ และชื่อเครือข่ายย่อย (www/urlbookmarks)
3. ประเภทของเว็บไซต์ (.com) ซึ่งมีอยู่ 2 ประเภท คือเช่น.com (Commercial),.edu (Educational),.org (Organizations),.net (Network) ฯลฯ
4. ไดเร็กทอรี่ (/support/)
5. ชื่อไฟล์และนามสกุล (urlfaq.htm)

ISPs (Internet Service Providers)

ISP คือ บริษัทที่ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ซึ่งบางครั้งเรียก ISPs) เป็นหน่วยงานที่ให้บริการการเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล หรือเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของบริษัท เข้ากับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตทั่วโลก รวมไปถึงบริการ Webhosting ซึ่งหมายถึง บริการให้เช่าพื้นที่ Website และทำหน้าที่ดูแล Webboard สาธารณะ โดยอาจรวมถึง Webmaster ที่มีความรับผิดชอบโดยตรงกับข้อมูลที่ปรากฏบนเว็บด้วย
ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตอยู่ด้วยกัน 2 ประเภท คือ หน่วยงานราชการหรือสถาบันการศึกษา กับบริษัทผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเชิงพาณิชย์ทั่วไป ISP ที่เป็นหน่วยงานราชการ หรือสถาบันการศึกษา มักจะเป็นการให้บริการฟรีสำหรับสมาชิกขององค์การเท่านั้น แต่สำหรับ ISPประเภทที่ให้บริการในเชิงพาณิชย์ ผู้ใช้ที่ต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตจะต้องสมัครเข้าเป็นสมาชิกของ ISP รายนั้นๆ ซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการใช้งานอินเทอร์เน็ต ซึ่งอัตราค่าบริการจะขึ้นอยู่กับ ISP แต่ละราย ข้อดีสำหรับผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตในเชิงพาณิชย์ก็คือ การให้บริการที่มีหลากหลายรูปแบบ ซึ่งรองรับกับความต้องการของผู้ใช้ที่แตกต่างกัน มีทั้งรูปแบบส่วนบุคคล ซึ่งจะให้บริการกับประชาชนทั่วไปที่ต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ต และบริการในรูปแบบขององค์กร หรือบริษัท ซึ่งให้บริการกับบริษัทห้างร้าน หรือองค์กรต่าง ๆ ที่ต้องการให้พนักงานในองค์กรได้ใช้งานเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ISP จะเป็นเสมือนตัวแทนของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อเข้าถึงแหล่งข้อมูลต่าง ๆ

flickr:9892877425

การเลือกรับบริการสามารถเลือกรับบริการได้ 2 วิธี คือ ซื้อชุดอินเทอร์เน็ตสำเร็จรูปตามร้านทั่วไปมาใช้ และสมัครเป็นสมาชิกรายเดือน
งานหลักของ ISP คือ บริษัทที่ให้บริการทางด้านอินเทอร์เน็ต เป็นเสมือนตัวแทนของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อเข้าถึงแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ถ้าผู้ใช้อินเทอร์เน็ตต้องการข้อมูลก็สามารถติดต่อผ่าน ISP ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

Intranets and Extranets

Intranets

คือระบบเครือข่ายภายในองค์กรที่นำเทคโนโลยีแบบเปิดจากอินเทอร์เน็ตมาประยุกต์ใช้ เพื่อช่วยในการทำงานร่วมกัน (Workgroup) การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ตลอดจนการทำงานต่าง ๆ ของระบบคอมพิวเตอร์ในองค์กร

องค์ประกอบของอินทราเน็ต
• การใช้โปรโตคอล TCP/IP เป็นโปรโตคอลสำหรับติดต่อสื่อสารภายในเครือข่าย
• ใช้ระบบ World Wide Web และโปรแกรมบราวเซอร์ในการแสดงข้อมูลข่าวสาร
• มีระบบอีเมล์สำหรับแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างบุคลากรในองค์กร รวมทั้งอาจมีระบบ New groupเพื่อใช้ในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและความรู้ของบุคลากร
• ในกรณีที่มีการเชื่อมต่อระบบอินทราเน็ตในองค์กรเข้ากับอินเตอร์เน็ต จะต้องมีระบบ FireWall ซึ่งเป็นระบบป้องกันอันตรายจากผู้ไม่หวังดีที่ติดต่อเข้ามาจากอินเตอร์เน็ต โดยระบบจะช่วยกรั่นกรองให้ผู้ที่ติดต่อเข้ามาใช้งานได้เฉพาะบริการและพิ้นที่ในส่วนที่อนุญาตไว้เท่านั้น

ประโยชน์ของอินทราเน็ต
• ลดต้นทุนในการบริหารข่าวสารข้อมูล
• ช่วยให้ได้รับข่าวสารที่ใหม่ล่าสุดเสมอ
• ช่วยในการติดต่อสื่อสารกันได้อย่างฉับไว
• เสียค่าใช้จ่ายต่ำ
• เป็นระบบที่ใช้เทคโนโลยีเปิด
• เตรียมความพร้อมขององค์กรที่จะเชื่อมเข้าสู่อินเตอร์เน็ตได้ทันที

Extranets

เครือข่ายภายนอกองค์กร คือระบบเครือข่ายซึ่งเชื่อมเครือข่ายภายในองค์กร เข้ากับระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ภายนอกองค์กร โดยการเชื่อมต่อเครือข่ายอาจเป็นได้ทั้ง การเชื่อมต่อโดยตรง (Direct Link) ระหว่าง 2 จุด หรือการเชื่อมต่อแบบ เครือข่ายเสมือน (Virtual Network) ระหว่างระบบเครือข่ายอินทราเน็ต จำนวนหลาย ๆ เครือข่ายผ่านอินเตอร์เน็ตก็ได้

flickr:9893343106

Hypertext

Hypertext หมายถึง ข้อความหรือกลุ่มของข้อความที่ถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกันโดยมีการนำเสนอแบบปฏิสัมพันธ์ โดยการนำข้อความที่ใช้ มาเป็นจุดเชื่อมโยง ซึ่งจะมีลักษณะเด่นกว่าข้อความอื่น เช่น การขีดเส้นใต้ การเน้นด้วยสี ตัวหนา หรือตัวเอียง เป็นต้น

องค์ประกอบของระบบ Hypertext
• พอยต์ (Point) หมายถึง กลุ่มคำ หรือ วลี ที่เป็นข้อความพิเศษ ที่แสดงว่ามีการเชื่อมโยงเกิดขึ้น เช่น การขีดเส้นใต้ การเน้นด้วยสี หรือตัวหนา
• โหนด (Node) หมายถึง กลุ่มคำของข้อมูลที่สัมพันธ์กันหรือเป็นเรื่องเดียวกัน ซึ่งถูกจัดไว้เป็นกลุ่มเดียวกัน ซึ่งในโหนดนั้น อาจมีพอยต์มากกว่าหนึ่งพอยต์ก็ได้
• ลิงค์ (Link) หมายถึง การเชื่อมโยงเอกสารจากต้นทางไปปลายทาง

ประโยชน์ของระบบ Hypertext
สามารถบริหารจัดการ เชื่อมโยงและติดต่อข้อมูลเพื่อสื่อความหมายอย่างมีปฏิสัมพันธ์ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและยังสามารถทำให้ผู้ใช้เลือกใช้เส้นทางที่สะดวกและรวดเร็ว ไม่ว่าจะไปข้างหน้าหรือย้อนกลับในเส้นทางเดิมได้และยังสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ อย่างสะดวกและรวดเร็ว

Web Servers

เครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งให้บริการที่เก็บเว็บไซต์ (Server) แล้วให้ผู้ใช้ (Client) เรียกชมหน้าเว็บไซต์ได้โดยใช้โพรโทคอล HTTP ผ่านทางเว็บเบราว์เซอร์

การใช้งาน Web Server
• เมื่อผู้ใช้ป้อน URL ในโปรแกรมเว็บเบราว์เซอร์ เช่น IE, Firefox, Google chome
• เครื่องไคลแอนท์จะแปลงชื่อโฮสต์ ภายในยูอาร์แอลเป็นไอพีแอดเดรส
• เครื่องไคลแอนท์ติดต่อกับเครื่องเว็บเซิร์ฟเวอร์ โดยปกติจะใช้โพรโทคอล TCP พอร์ต 80
• เมื่อทำการเชื่อมต่อเสร็จ จะใช้โพรโทคอล HTTP ในการเรียกใช้ข้อมูลที่ต้องการ

ซอฟต์แวร์ หรือ โปรแกรมที่นำมาทำ เว็บเซิร์ฟเวอร์ที่ได้รับความนิยมสูงสุด 4 อันดับแรก คือ
1. Apache HTTP Server จาก Apache Software Foundation
2. Internet Information Server (IIS) จากไมโครซอฟท์
3. Sun Java System Web Server จากซัน ไมโครซิสเต็มส์
4. Zeus Web Server จาก Zeus Technology

Web Browsers

โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่ผู้ใช้สามารถดูข้อมูลและโต้ตอบกับข้อมูลสารสนเทศที่จัดเก็บในหน้าเว็บที่สร้างด้วยภาษาเฉพาะ เช่น ภาษา html ที่จัดเก็บไว้ที่ระบบบริการเว็บหรือเว็บเซิร์ฟเวอร์ โดยโปรแกรมค้นดูเว็บเปรียบเสมือนเครื่องมือในการติดต่อกับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่เรียกว่าเวิลด์ไวด์เว็บ (www)

ประโยชน์ของ Web Browser
สามารถดูเอกสารภายในเว็บเซิร์ฟเวอร์ได้ อย่างสวยงามมีการแสดงข้อมูลในรูปของ ข้อความ ภาพ และระบบมัลติมีเดียต่างๆ ทำให้การดูเอกสารบนเว็บมีความน่าสนใจมากขึ้น

flickr:9892875915

รายชื่อเว็บเบราว์เซอร์ (web browser) ที่เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย
 Internet Explorer
 Mozilla Firefox
 Google Chrome
 Safari

Trends

Cloud Computing

Cloud Computing คือ บริการทางอินเตอร์เน็ตที่เป็นการรวบรวมทรัพยากรต่างๆที่จำเป็นมาเชื่อมโยงไว้ด้วยกัน โดยมีการทำงานสอดประสานกันแบบรวมศูนย์ ใช้ทรัพยาการคอมพิวเตอร์บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต และระบบสารสนเทศแบบเสมือนจริง Cloud Computing จะทำงานโดยเมื่อผู้ขอใช้บริการต้องการใช้สิ่งใดก็ส่งร้องขอไปยังซอฟต์แวร์ระบบ แล้วซอฟต์แวร์ระบบก็จะร้องขอไประบบเพื่อจัดสรรทรัพยากรและบริการให้ตรงกับความต้องการของผู้ขอใช้บริการต่อไป โดยผู้ขอใช้บริการมีหน้าที่เสียค่าใช้บริการเพื่อความสามารถในการทำงานตามต้องการโดยไม่ต้องทราบหรือเข้าใจหลักการทำงานเบื้องหลัง

flickr:9892869925

รูปแบบของ Cloud แบ่งได้ 3 แบบ คือ

1.Software as a Service (SaaS) คือการที่ผู้ใช้ทั่วไปสามารถใช้ซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ โดยที่ตนเองไม่ต้องติดตั้งซอฟต์แวร์เหล่านั้นลงบนเครื่องของตนเอง ใช้ระบบ virtualization ระบบปฎิบัติการหลายระบบ สามารถ share ข้อมูลบนฮาร์ดแวร์เดียวกันได้ อย่างเช่น facebook, Microsoft Office ,Google docs ก็ถือเป็นการให้บริการในลักษณะนี้
ข้อดี : ประหยัดต้นทุน การจัดการมีความยืดหยุ่นกว่า

2.Platform as a Service (PaaS) คือการที่นักพัฒนาเช่า ใช้ทั้งระบบ ตั้งแต่การพัฒนา, การทดสอบ, การผลิตแอพพลิเคชั่น ฯลฯ และชำระค่าเช่าเฉพาะเวลาที่ใช้งานจริงเท่านั้น เป็นรูปแบบการสร้างแพลตฟอร์มที่สามารถให้โปรแกรมอื่นทำงานบนแพลตฟอร์มนั้นได้ เช่น Microsoft Azure ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้มาก เหมาะกับกลุ่มธุรกิจ Startup

3.Infrastructure as a Service (IaaS) คือการที่นักพัฒนาหรือผู้ประกอบการเช่าใช้สถานที่, เซิร์ฟเวอร์ และระบบเครือข่ายได้ตามต้องการโดยที่ไม่ต้องควบคุมดูแลรักษาระบบด้วยตนเอง

flickr:9893870036

ข้อดีของระบบ
-การให้บริการต่างๆจะผ่านทาง Clouds
-การ maintenance ต่างๆ เป็นหน้าที่ของผู้ให้บริการ
-ไม่จำเป็นต้องลง software เอง
-ข้อมูลมีความปลอดภัยสูงกว่า
-มีการ update ข้อมูลต่างๆอยู่สม่ำเสมอ

Public Vs. Private Clouds

Public Cloud - คือ Cloud แบบสาธารณะ เปิดให้ผู้ใช้ บุคคลทั่วไปมีสิทธิในการควบคุม เช่น Windows Azure, SQL Azure เป็นต้น
Private Cloud- คือ Cloud ของหน่วยงานหรือบริษัท เพื่อการใช้งานภายในองค์กรเท่านั้น ผู้ให้บริการและผู้ใช้สามารถควบคุุมและปรับปรุงระบบความปลอดภัยได้ด้วยตนเอง

Grid Computing

flickr:9892877316

เป็นระบบที่ทำการคำนวณหรือประมวลผลข้อมูลที่ซับซ้อน โดยได้นำทรัพยากรด้านคำนวณหรือประมวลผลด้านคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ เครื่องมือ อุปกรณ์ต่างๆ มาทำการต่อเชื่อมโยงให้ถึงกัน ให้ทำงานร่วมกันเป็นระบบเครือข่ายขนาดใหญ่เพียงระบบเดียว เพื่อทำการคำนวณหรือประมวลผลข้อมูลพร้อมกันในเวลาเดียวกัน โอนถ่ายข้อมูลระหว่างกัน โดยระบบเครือข่ายขนาดใหญ่ดังกล่าวนี้ จะทำงานเสมือน เป็น ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ ขนาดใหญ่เครื่องเดียว ที่มีราคาต้นทุนต่ำ

Grid Computing มีการประมวลผลแบบขนาน (Parallel Processing หรือ Parallel Computing) เพื่อให้ทำงานพร้อมกัน หากส่วนใดในระบบขัดข้อง ระบบก็ยังทำงานต่อไปได้

IP Convergence

flickr:9892891964

เป็นการรวมกันของอุปกรณ์ต่างๆ เช่นอุปกรณ์มือถือ ซึ่งรวมทั้งโทรศัพท์ กล้องถ่ายภาพ วิทยุ PDA ที่ถูกรวมไว้ในเครื่องเดียวได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรืออุปกรณ์ประเภท All-in-One และมัลติฟังก์ชันที่รวมเอาเครื่องถ่ายเอกสาร เครื่องแฟกซ์ โทรศัพท์ สแกนเนอร์ไว้ในเครื่องเดียว เช่นเดียวกับระบบเน็ตเวิร์กที่รวมการสื่อสารด้วยเสียง ภาพ และข้อมูลเข้าไว้ด้วยกัน สามารถสนทนาพร้อมส่งข้อมูลดิจิตอล หรือสนทนาแบบเห็นหน้าผ่านวิดีโอเรียลไทม์

VoIP Technology (Voice over Internet Protocol)

flickr:9892886536

เป็นการสื่อสารทางเสียงผ่านโครงข่ายอินเทอร์เน็ต หรือโครงข่ายอื่นๆ ที่ใช้อินเทอร์เน็ตโพรโทคอล สัญญาณเสียงจะถูกตัดแบ่งเป็นแพ็คเก็ตวิ่งผ่านไปบนโครงข่ายที่ใช้สำหรับการสื่อสารข้อมูลทั่วไป แทนการใช้วงจรเฉพาะตามวิธีการสื่อสารในระบบโทรศัพท์แบบดั้งเดิม

Video Conferencing Over IP

flickr:9893016343

ถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้ซึ่งอยู่กันคนละสถานที่สามารถติดต่อกันได้ทั้งภาพและเสียง โดยผ่านทางจอภาพซึ่งอาจเป็นคอมพิวเตอร์หรือโทรทัศน์ การส่งข้อความและภาพสามารถส่งได้ทั้งทางสายโทรศัพท์ คลื่นไมโครเวฟ สายไฟเบอร์ ออฟติกของระบบเครือข่าย และการส่งสัญญาณผ่านดาวเทียม โดยการบีบอัดภาพ เสียงและข้อความ กราฟิกต่างๆ ไปยังสถานที่ประชุม ทำให้ผู้เข้าร่วมประชุมสามารถเห็นภาพและข้อความต่างๆได้

Green Computing

เป็นความรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อมของคอมพิวเตอร์และทรัพยากรที่สัมพันธ์ รวมถึง การใช้ซีพียูที่ใช้พลังงานประหยัด แม่ข่ายและส่วนต่อพ่วง พร้อมถึงลดการบริโภคทรัพยากรและขยะอีเลคโทรนิคส์

Other Trends

• Convergence การติดต่อจะเป็นรูปแบบของ multimedia, voice
• Broadband เครือข่ายความเร็วสูง อย่างเช่น การใช้ Fiber- optic
• Broadband wireless มีทั้งรูปแบบไร้สาย เช่น Wifi และรูปแบบ 4G LTE (Long Term Evolution)
• Web 2.0 and Web 3.0

Issues

• Internet abuse in workplaces - การใช้อินเตอร์เน็ตในทางที่ผิด เช่น เล่มเกมส์ในขณะช่วงเวลาทำงาน
• Internet addiction - ไม่สามารถมีชีวิตโดยปราศจากอินเทอร์เน็ตได้ (ติดอินเทอร์เน็ต)
• Net Neutrality -ความเป็นกลาง เช่น การชาร์จราคา ขึ้นอยู่กับการใช้งานมากหรือน้อย
• Laws and Regulations - ปัจจุบันไม่มีกฎหมายกลาง แต่ละประเทศจะมีกฎหมายของตัวเอง
• Digital Divide – ความเหลื่อมล้ำระหว่างบุคคล 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่เข้าถึงทางด้าน IT และไม่เข้าถึง IT ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา และภาษา

** ออกสอบ

• Bandwidth คือ ปริมาณของข้อมูลที่ใช้ในการรับหรือส่งต่อหนึ่งวินาที คือ จำนวนบิดที่รับหรือส่งต่อ 1 วินาที 56 kbps หมายถึง 5600 บิดต่อวินาที 3g = 42 Mbps คือ 42 ล้านบิดต่อวินาที
• Broadband & Narrowband ใน Network เปรียบได้กับเป็นถนน Broadband เป็น network เปรียบกับเป็นถนนบนมอร์เตอร์เวย์ มี 4-5 เลน สามารถรับส่งข้อมูลได้ทะละมากๆ เป็น Network ความเร็วสูง ส่วน Narrowband เปรียบเหมือนถนนในซอยที่มีเลนเดียว รถสามารถวิ่งผ่านได้จำนวนน้อย ซึ่งก็คือ สามารถรับส่งข้อมูลได้ทีละน้อยๆ ในอดีตเส้นแบ่งความเร็วจะอยู่ที่ 56 kbps และในปัจจุบันได้เปลี่ยนมาเป็น 1 mbps ซึ่งก็คือ ถ้าความเร็วน้อยกว่า 1 mbps จะเป็น Narrowband และความเร็วมากกว่า 1 mbps จะเป็น Broadband
• Last mile เป็นระยะทางตั้งแต่ ISP ถึง home user เช่น 80% ของ Last mile ในประเทศเกาหลีใต้ เป็น Fiber Optic แต่ 1% ของไทยที่มี Fiber Optic ใช้ Last mile เป็นตัววัดความเจริญเติบโตของระบบโทรคมนาคมของประเทศนั้นๆ
• Backbone คือ Network ระหว่าง ISP – ISP หรือระหว่าง ISP กับหน่วยงานขนาดใหญ่ เป็น Network ที่มีความเร็วสูง โดยปกติจะใช้ Fiber Optic

แหล่งอ้างอิง:
-http://nooplemonic.exteen.com/20090706/circuit-switching-packet-switching
-http://www.highteck.net/EN/Basic/Internetworking.html
-http://www.kmitl.ac.th/~kpteeraw/data_com/datacom_52/datacom/ page02.html
-http://www.tnetsecurity.com/content_basic/tcp_ip_knowledge.php
-http://realdev.truehits.net/tcpip/charpter1.php
-http://www.popsci.com/technology/article/2011-02/internet-has-run-out-addresses-its-not-cause-panic-yet
-http://domain-name.gict.co.th/
-http://pailin32.wordpress.com/ความรู้เบื้องต้น/computer-network-internet/
-http://www.com5dow.com/basic-computer/
-http://www.rightsoftcorp.com/?name=news&file=readnews&id=13
-http://www.krujongrak.com/internet/internet.html

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License