Group7

How Information Technology Make Superstore Became a Superpower: Walmart

ที่มาและความสำคัญของปัญหา

ธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่เป็นช่องทางกระจายสินค้าสู่ผู้บริโภคที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งและเป็นแหล่งการค้าที่สำคัญที่ผู้บริโภคนิยมใช้บริการ เนื่องจากผู้ประกอบการมุ่งดำเนินการเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าและมุ่งผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง โดยปรับปรุงรูปแบบร้านค้าให้มีความทันสมัย เน้นความสะดวก ปรับปรุงการบริหารจัดการด้วยการนำเทคโนโลยีมาใช้ ทำให้เกิดร้านค้าปลีกสมัยใหม่ในรูปแบบต่างๆ มีการแข่งขันขยายสาขากระจายไปยังชุมชนต่างๆอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้รูปแบบการกระจายสินค้าได้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมโดยที่ผ่านมาเคยอยู่ในความควบคุมของผู้ผลิตและผู้ค้าส่ง ผู้ประกอบการค้าปลีกเพียงแต่เลือกสินค้าที่ต้องการขายจากผู้ผลิตหรือผู้ค้าส่งมาจำหน่ายให้ผู้บริโภคเท่านั้น โดยผู้ผลิตและผู้ค้าส่งจะเป็นผู้กำหนดราคาและเงื่อนไขในการขาย แต่ปัจจุบันผู้ประกอบการค้าปลีกสมัยใหม่ เป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่มีเครือข่ายสาขาจำนวนมากและมีประสิทธิภาพ การบริหารจัดการรวมทั้งระบบการกระจายสินค้าจึงส่งผลกระทบให้มีอำนาจการควบคุมและอำนาจต่อรองขอส่วนลดจากผู้ค้าส่งและผู้ผลิต ทำให้ธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่มีบทบาทในการบริหารจัดการมากขึ้น

นอกจากการบริหารจัดการที่ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญแล้ว การศึกษาพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภคและการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาบริหารจัดการก็ส่งผลให้เกิดรูปแบบใหม่ในการดำเนินธุรกิจ การค้าปลีกเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่ให้ความสำคัญในการวิจัยและพัฒนาเพื่อลดต้นทุนทางธุรกิจและจุดประกายความคิดสร้างสรรค์พร้อมส่งมอบบริการใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภคอยู่เสมอ

ทางกลุ่มจึงสนใจศึกษาการนำเทคโนโลยีที่จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการกระจายสินค้า เพื่อลดต้นทุนให้แก่บริษัทหรือผู้ประกอบการ จึงเลือก Walmart (วอลมาร์ท) ห้างค้าปลีกชื่อดังในสหรัฐอเมริกาและเป็นห้างค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่มีจุดเน้นสำคัญของกลยุทธ์ธุรกิจของ Walmart คือ การดำเนินธุรกิจอย่างประหยัด การขายสินค้าราคาถูกทุกวัน ตั้งแต่ยุคแรกที่เปิดกิจการจนถึงทุกวันนี้ผู้บริหารของ Walmart พยายามอย่างมากและประสบความสำเร็จในการใช้กลยุทธ์ผู้นำการขายสินค้าราคาถูก ไม่มีผู้ค้าปลีกรายใดในโลกที่จะเทียบเทียมเท่ากับ Walmart และมีความสามารถในการค้นหาหนทางในการลดต้นทุนและแนวทางใหม่ๆ ที่ดีขึ้นเพื่อบริหารกิจการอย่างประหยัด

WalMart มีปัจจัยสู่ความสำเร็จอยู่ 6 ประการ
1. ปรัชญาการดำเนินธุรกิจของ Walmart ในธุรกิจ Discount Store ที่หัวใจของธุรกิจอยู่ที่การลดต้นทุน เพื่อใช้ราคาขายที่ต่ำเพื่อเป็นตัวจูงใจลูกค้า
2. กลยุทธ์การเลือกทำเลที่ตั้งที่เหมาะสม
3. การจัดหาสินค้าที่มีคุณภาพในระดับราคาที่ต่ำอัยเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจ
4. การจัดรายการส่งเสริมการขายแบบเทกองที่ยิ่งใหญ่
5. การบริหารบุคลากร โดยเปิดโอกาสให้พนักงานทุกคนมีส่วนร่วมในบริษัทในหลายๆด้าน
6. การกระจายสินค้าที่มีประสิทธิภาพ เมื่อมีการขยายสาขาออกไปอย่างกว้างขวาง Walmart ได้พัฒนาระบบศูนย์กระจายสินค้าของตนเองในการส่งให้สาขาต่างๆ

Walmart มีปัจจัยสู่ความสำเร็จอยู่หลายประการประกอบกัน แต่ทั้งนี้ทางกลุ่มสนใจศึกษาในเรื่องของการกระจายสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพโดยใช้เทคโนโลยีและระบบสารสนเทศเป็นตัวหลัก เนื่องจาก Walmart ให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาในเรื่องเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการจัดการด้าน Supply Chain เพื่อสร้างโอกาสในการแข่งขัน วิธีการใช้เทคโนโลยีของ Walmart คือ การเลือกใช้เทคโนโลยีที่ช่วยป้องกันปัญหา เช่น ปัญหาสินค้าขาดสต๊อกในร้านสาขาย่อยของบริษัท การตรวจสอบ การทดสอบ แล้วเตรียมความพร้อมอุปกรณ์ใหม่ล่าสุด เทคนิคการค้าปลีก โปรแกรมซอฟท์แวร์คอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีก้าวหน้าที่เกี่ยวข้องเพื่อเพิ่มความสามารถในการผลิต และลดต้นทุน Walmart เริ่มใช้ระบบคอมพิวเตอร์มาควบคุมสินค้าคงคลังและรายการสินค้าในศูนย์กระจายสินค้า และร้านค้าต่าง ๆตั้งแต่ปี ค.ศ.1974 จึงทำให้ทางกลุ่มจะเน้นศึกษาไปที่เรื่องของกระบวนการการกระจายสินค้าที่มีประสิทธิภาพ โดยใช้เทคโนโลยีและระบบสารสนเทศต่างๆที่ Walmart นำมาใช้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

เทคโนโลยีที่ Walmart นำมาประยุกต์ใช้ถือว่าเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญที่ช่วยให้ Walmart สามารถเก็บรวบรวมข้อมูล การแก้ไขเปลี่ยนแปลง การเรียกดูข้อมูล การประมวลผล การใช้งานร่วมกันแบบหลายๆ คน และการวิเคราะห์ข้อมูลทำได้ง่ายขึ้น มีค่าใช้จ่ายต่ำลง เพิ่มคุณค่าและประโยชน์ในการใช้งานข้อมูล และสารสนเทศที่ได้มาจะมีคุณภาพในการนำไปวิเคราะห์และใช้งานมากเพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันเทคโนโลยียังสามารถช่วยให้เกิดการพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการในการผลิตและการทำงานให้มีต้นทุนที่ต่ำลง ใช้เวลาในการทำงานที่ลดลง และได้สินค้าหรือผลลัพธ์ที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น ดังนั้น เทคโนโลยีจึงมีความสำคัญต่อการพัฒนาองค์กรเป็นอย่างยิ่ง
เทคโนโลยีสารสนเทศสมัยใหม่ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งที่จำเป็น ต่อการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจในปัจจุบันเทคโนโลยีและระบบสารสนเทศเพื่อการวิเคราะห์และตัดสินใจเหล่านี้ยังถือว่าเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาองค์กรในอนาคต เทคโนโลยีเป็นปัจจัยสำคัญอันหนึ่งที่จะมีบทบาทสำคัญต่อการแข่งขันธุรกิจในอนาคตและยังเป็นสิ่งหนึ่งที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในองค์กร

วัตถุประสงค์ของกรณีศึกษา
1. เพื่อศึกษาถึงเทคโนโลยีและระบบสารสนเทศที่ Walmart นำมาใช้ในกระบวนการกระจายสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ
2. เพื่อศึกษาปัจจัยของการนำเทคโนโลยีและระบบสารสนเทศต่างๆมาใช้

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1. ผลของรายงานครั้งนี้ทำให้ทราบถึงการนำเทคโนโลยีและระบบสารสนเทศมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่
2. คาดหวังว่าผู้ศึกษาสามารถนำความรู้ที่ได้มาประยุกต์ใช้กับธุรกิจของตนเองหรือขององค์กรต่อไปในอนาคต

ขอบเขตของกรณีศึกษา
ในการศึกษาครั้งนี้จะเจาะประเด็นในเรื่องการนำเทคโนโลยีและระบบสารสนเทศต่างๆมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการการกระจายสินค้าที่มีประสิทธิภาพ ของ Walmart ตั้งแต่ปี ค.ศ.1974 จนถึงปัจจุบัน อันได้แก่
1. Internet Based transportation link system
2. Backhaul Better telephone voice response system
3. Texlon barcode system
4. Radio Frequency Identification (RFID)
5. Walmart Satellite
6. Electronic scanning of UniformProduct Codes (UPC)
7. Electronic Data Interchange (EDI)

Organization Review

WalMart ถือกำเนิดเกิดขึ้นจากร้านค้าปลีกขนาดเล็กในชนบทภายใต้การบริหารของ
Sam Walton ที่ได้ปลูกฝังความเชื่อ ค่านิยม ของการให้บริการที่เน้นการสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าด้วยการนำเสนอสินค้าราคาถูก การเปิดเพลงในห้าง การให้บริการระดับบุคคลต่อบุคคลโดยจ้างพนักงานที่มีความคุ้นเคยกับลูกค้าซึ่งส่วนใหญ่ก็คือ ประชาชนในชุมชนนั้น จากความสัมพันธ์แบบกันเองของร้าน Wal-Mart ที่ปลูกฝังได้กลายเป็นวัฒนธรรมองค์การของ WalMart ที่พนักงานยึดถือเป็นแนวปฏิบัติจนกระทั่งเป็นบรรทัดฐานขององค์การในการให้บริการ โดย Sam Walton มีความเชื่อ 3 ประการที่ใช้ในการบริหารของเขา คือ
 เคารพในแต่ละบุคคลลูกค้าและพนักงานทุกคนสมควรจะได้รับการดูแลด้วยความเคารพ และการให้เกียรติ
 บริการต่อลูกค้าด้วยการเสนอสินค้าในราคาที่ถูกที่สุดด้วยบริการที่ดีที่สุด
 จงพยายามในสิ่งที่ดีเลิศ โดยการหาแนวทางและนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อการพัฒนาอย่างมั่นคง

ประวัติย่อของยักษ์ใหญ่ด้านค้าปลีก Wal-Mart
 ปี ค.ศ.1962 เปิดกิจการครั้งแรกที่ Rogers, Ark
 ปี ค.ศ.1988 เปิดซุปเปอร์เซ็นเตอร์ที่ Washington DC
 ปี ค.ศ.1990 เป็นร้านค้าปลีกอันดับ 1 ของสหรัฐอเมริกา
 ปี ค.ศ.1991 บุกตลาดต่างประเทศครั้งแรก โดยเปิดสาขาที่ Mexico City
 ปี ค.ศ.1997 เป็นร้านค้าปลีกที่มีการจ้างงานอันดับ 1 ของสหรัฐอเมริกา
 ปี ค.ศ.1999 Wal-Mart มีองค์กรกว่า 1,140,000 องค์กร และเป็นบริษัทที่มีการจ้างงาน
มากที่สุดในโลก
 ปี ค.ศ. 2000 Wal-Mart ติดอันดับ 5 ของนิตยสาร FORTUNE ในด้าน “Global Most
Admired All-Stars list”
 ปี ค.ศ. 2000–2004 Wal-Mart ติดอันดับสูงสุดของนิตยสาร FORTUNE 500 และอยู่
อันดับที่ 1 ของ“Most Admired Companies” ของอเมริกา

ลักษณะการดำเนินธุรกิจ
การดำเนินธุรกิจของ WalMart นั้นเป็นกิจการร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ในลักษณะ Hypermarket ทั้งในและนอกสหรัฐฯ โดยทำการค้าผ่านระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ มีร้านค้าปลีกที่ตั้งอยู่นอกประเทศ มากกว่า 1,000 ร้านใน 9 ประเทศ อธิเช่น เม็กซิโก อาร์เจนตินา บราซิล แคนาดา จีน เยอรมนี เกาหลี เปอร์โตริโก้ และอังกฤษ WalMart ดำเนินกิจการธุรกิจค้าปลีกหลายประเภท โดยในปี ค.ศ. 2000 ได้ผุดธุรกิจค้าปลีกในระบบ E-Commerce ขึ้นมาโดยใช้ชื่อว่า walmart.com มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ซานฟรานซิสโก และร้านค้าปลีกประเภท Specialty Stores คือ
1. Tire & Lube Express Division (TLE)
2. WalMart Pharmacy
3. WalMart Vacations

โดยจำนวนสาขาที่ WalMart มีอยู่ในสหรัฐฯนั้นมีมากว่า 3,250 ร้าน สามารถจำแนกแยกออกได้เป็น 4 ประเภทด้วยกันคือ
• WalMart Stores จะมีการดำเนินธุรกิจในรูปแบบของเสนอขายสินค้าเกือบทุกชนิด
• WalMart Supercenters จะเป็นร้านขนาดใหญ่ โดยมีแผนกของชำที่ครบวงจรเพิ่มขึ้น
จากแผนกที่มีอยู่แล้วใน WalMart Stores เพื่อขายอาหารทุกชนิดที่สามารถหาได้ตามตลาด Supermarket ทั่วไป
• WalMart Neighborhood Markets เป็นธุรกิจประเภท Convenient Stores ส่วนใหญ่อยู่ใน Wal-Mart Supercenters เพื่อกระจายสินค้าอาหารของบริษัท
• SAM'S CLUB ดำเนินธุรกิจประเภท Mass Merchandise Warehouse, Membership Stores เสนอขายสินค้าในราคาส่งสำหรับใช้ในธุรกิจ และขายปลีกแก่ลูกค้าทั่วไป
จากความสำเร็จที่เกิดขึ้น Wal-Mart ใช้กลยุทธ์เติบโตจากชนบทสู่เมืองหรือป่าล้อมเมือง โดยได้ขยายกิจการจากหนึ่งสาขาเป็นสองสาขา และได้ขยายเป็นจำนวนหลายร้อยสาขา ปัจจุบันมีจำนวนสาขามากกว่า 3,000 สาขา ทั่วทั้งทวีปอเมริกา

ประวัติ Sam Walton ผู้ก่อตั้ง
Sam Walton เกิดที่รัฐโอคลาโฮมา เมื่อวัน ที่ 29 มีนาคม 2461 แต่ไปโตที่รัฐมิสซูรี โดย Sam Walton เรียนไปด้วยและทางานในร้านของพ่อไปด้วยตั้งแต่เด็กหลังจากจบจากมหาวิทยาลัยมิสซูรี ในปี2483เริ่มงานแรกกับห้างสรรพสินค้า J.C.Penny ได้เงินเดือนๆ ละ 75 ดอลลาร์ สหรัฐ ก่อนที่จะไปทางานกับ Du Pont ที่แคลร์มอร์ รัฐโอคลาโฮมา ซึ่งที่นั่นเอง เขาได้พบและแต่งงานกับ Helen Robson

ปี 2485 Sam Walton ถูกเรียกตัวเข้ารับราชการทหารจนถึงปี 2488 และเมื่อออกจากกองทัพด้วยเงินออมจำนวน 5,000 ดอลลาร์สหรัฐและยืมเงินจากพ่อตาคือ L. S. Robson อีก 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ Sam Walton ก็ได้เริ่มเปิดร้านขายของสารพัดชนิดที่นิวพอร์ต รัฐอาร์คันซอ ชื่อ Ben Franklin ซึ่งเป็นร้านประเภทแฟรนไชส์ (franchise) ตอนนั้นเขาอายุเพียง 27 ปี เพียงแค่ 2 ปีครึ่ง Sam Walton ก็สามารถคืนเงินที่ยืมพ่อตามาได้ทั้งหมด

ปี 2493 Sam และ Helen Walton ได้ย้ายไปอยู่ที่เบนตันวิลล์และขยายกิจการร้านค้าปลีกอย่างต่อเนื่อง โดยเวลานั้นยังอยู่กับ Butler Brothers ในชิคาโกซึ่งเป็นเจ้าของแฟรนไชส์ร้าน Ben Franklin
จนกระทั่ง 2 กรกฎาคม 2505 ขณะที่อายุ 44 ปี Sam Walton ได้เปิดห้างสรรพสินค้า Walmartแห่งแรกขึ้นที่เมืองโรเจอส์ ในรัฐอาร์คันซอ Walmart สร้างชื่อเสียงขึ้นมาจากการขายของมียี่ห้อในราคาถูกซึ่งก็ประสบความสำเร็จและทำให้ Walmart มีสาขาเพิ่มมากขึ้นราวกับดอกเห็ด

นอกจาก Walmart จะมีชื่อเสียงควบคู่ไปกับวิธีการบริหารของ Sam Walton แล้ว Walmart เป็นบริษัทมหาชนในปี 2513 พร้อมกับที่ Sam Walton ได้เสนอ "แผนแบ่งปันกำไร" ให้กับพนักงานโดยรายได้ของพนักงานขึ้นกับกำไร Sam Walton ได้รับสมญานามว่า "พ่อค้าผู้ยิ่งใหญ่" จากความมุ่งมั่น จิตใจที่ดีและหัวใจที่ยิ่งใหญ่ เขามีเหตุผลในการทำธุรกิจเพื่อที่จะให้ผู้บริโภคได้ซื้อสินค้าที่ดีมีคุณภาพราคาที่ย่อมเยาและเขาเองได้ทำงานจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต ในขณะที่อายุ 74 ปี

ระบบ IT ที่ Walmart นำมาประยุกต์ใช้
จากการศึกษาข้อมูลและการทบทวนวรรณกรรมในครั้งแรกเป็นการสืบค้นเว็บไซต์ ระบบสารสนเทศ รวมทั้งแหล่งข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาวิจัย สามารถสรุปเว็บไซต์หลัก ได้ตามตารางดังนี้

เว็บไซต์ที่มีข้อมูลเกี่ยวข้องในหัวข้อเรื่อง ระบบ IT ที่ Walmart นำมาประยุกต์ใช้
เนื้อหาหลัก หน่วยงานเจ้าของเว็บไซต์ ที่อยู่เว็บไซต์ หน้าเว็บไซต์
กล่าวถึงระบบ Supply Chain ของ Walmart และการนำระบบ IT มาใช้ เพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสาร

flickr:9657333932

เนื้อหาหลักที่เกี่ยวข้องกับการนำระบบ IT เข้ามาพัฒนาธุรกิจของ Walmart ที่สามารถสืบค้นได้จากข้อมูลทาง Website จะเป็นการบรรยายถึงการพัฒนาระบบดาวเทียมของ Walmart ซึ่งถือว่าเป็นดาวเทียมดวงแรกที่นำมาใช้ในธุรกิจค้าปลีกและยังคงเป็นเพียงดวงเดียวเท่านั้นในโลก ระบบดาวเทียม ทำให้ Walmart สามารถที่จะรับส่งข้อมูลได้รวดเร็วมาก ข้อมูลต่างๆ ที่มีความสำคัญต่อ Supply Chain เช่น จำนวนของสินค้าคงคลัง ยอดขายของแต่ละสาขา ซึ่งสาขาของ Walmart นั้นก็มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละปี ทำให้เกิดการจัดการที่ลำบากมากขึ้น อีกทั้งการติดต่อทางโทรศัพท์ไม่สามารถที่จะรองรับข้อมูลของสาขาต่างๆ ได้พร้อมเพรียงกัน

flickr:9654100819
รูปที่ 1 แสดงให้เห็นถึงการจัดการห่วงโซ่อุปทานของ Walmart ผ่านระบบดาวเทียม

คุณพูลสวัสดิ์ เผ่าประไพ ได้บรรยายถึงระบบการสื่อสารของ Walmart ไว้ว่า “WalMart บูรณาการทุกอย่างเข้าไว้ด้วยกันโดยใช้การสื่อสารเป็นกลไกหลัก ทุกส่วนงานใน Supply Chain ของ Wal-Mart ตั้งแต่สำนักงานใหญ่ หน้าร้าน คลังสินค้า รถขนส่ง จนถึงคู่ค้า จะต้องสื่อสาร และทำงานอย่างบูรณาการกันได้ Wal-Mart มีดาวเทียมสื่อสารเป็นของตัวเองตั้งแต่ปี 1983 (ในขณะที่ประเทศไทยมีดาวเทียมไทยคมดวงแรกเมื่อปี 1993 เป็นเวลา 10 ปี หลังจาก Wal-Mart) Sam Walton ผู้ก่อตั้ง Wal-Mart เคยเล่าถึงบรรยากาศ Control Room ในสำนักงานใหญ่ที่ผู้จัดการร้าน Wal-Mart สาขาต่างๆ สามารถ VDO Conference กับส่วนกลาง โดยใช้ระบบสื่อสารผ่านดาวเทียม เพื่อเล่าถึงปัญหาที่ร้านสาขาพบและขอแนวทางแก้ไขจากทีมงานส่วนกลาง ผู้บริหารที่สำนักงานใหญ่สามารถเห็นทุกอย่างในร้านสาขา การเคลื่อนไหวของยอดขายในแต่ละวัน ระดับสินค้าคงคลังในแต่ละสาขาจะถูกส่งมายังส่วนกลาง เพื่อใช้ในการบริหารประจำวัน ซึ่งนั้นเป็นสิ่งที่ WalMart มีตั้งแต่ทศวรรษ 80s การสื่อสารของ WalMart ไม่ใช่แค่หยุดที่ภายในองค์กรแต่รวมถึงคู่ค้าด้วย P&G คู่ค้ารายใหญ่ของ WalMart ได้ร่วมพัฒนาระบบการสื่อสารระหว่างกัน WalMart จะส่งข้อมูลยอดขายในแต่ละช่วงเวลาให้กับ P&G ซึ่งช่วยให้ P&G สามารถนำสินค้าของตนจากโรงงานที่ใกล้ร้านสาขา WalMart มากที่สุด มาเติมที่ร้านสาขาได้ตรงเวลา ไม่ต้องรอคำสั่งซื้อ ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย และเงินที่ประหยัดได้จะถูกส่งต่อให้ลูกค้าในรูปของราคาสินค้าที่ลดลง ทั้ง P&G และ WalMart จึง win-win ทั้งคู่ P&G สามารถวางแผนการผลิตได้อย่างเหมาะสม WalMart ก็ไม่จำเป็นต้องเก็บสินค้าคงคลังไว้มาก รวมถึงลูกค้าได้สินค้าที่ราคาถูกลง นอกจากนี้ WalMart ได้พัฒนาต่อยอดไปยังคู่ค้ารายอื่นกว่า 10,000 ราย ซึ่งช่วยให้ Wal-Mart ลดปริมาณสินค้าคงคลังของตนได้เป็นอย่างมาก ”

นอกจากนี้ อีกหนึ่งตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือการใช้ระบบ RFID (Radio Frequency Identification) ซึ่งเป็นระบบที่ บริษัท วีเอส ทู ซอฟท์ จำกัด ได้ให้คำอธิบายไว้ดังนี้

RFID ย่อมาจากคำว่า Radio Frequency Identification เป็นระบบฉลากที่ได้ถูกพัฒนามาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1980 โดยที่อุปกรณ์ RFID ที่มีการประดิษฐ์ขึ้นใช้งานเป็นครั้งแรกนั้น เป็นผลงานของ Leon Theremin ซึ่งสร้างให้กับรัฐบาลของประเทศรัสเซียในปี ค.ศ. 1945 ซึ่ง อุปกรณ์ที่สร้างขึ้นมาในเวลานั้นทำหน้าที่เป็นเครื่องมือดักจับสัญญาณ ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นตัวระบุเอกลักษณ์อย่างที่ใช้งานกันอยู่ในปัจจุบัน

RFID ในปัจจุบันมีลักษณะเป็นป้ายอิเล็กทรอนิกส์ (RFID Tag) ที่ สามารถอ่านค่าได้โดยผ่านคลื่นวิทยุจากระยะห่าง เพื่อตรวจ ติดตามและบันทึกข้อมูลที่ติดอยู่กับป้าย ซึ่งนำไปฝังไว้ในหรือติดอยู่กับวัตถุต่างๆเช่น ผลิตภัณฑ์ กล่อง หรือสิ่งของใดๆ สามารถติดตามข้อมูลของวัตถุ 1 ชิ้นว่า คืออะไร ผลิตที่ไหน ใครเป็นผู้ผลิต ผลิตอย่างไร ผลิตวันไหน และเมื่อไร ประกอบไปด้วยชิ้นส่วนกี่ชิ้น และแต่ละชิ้นมาจากที่ไหน รวมทั้งตำแหน่งที่ตั้งของวัตถุนั้นๆ ในปัจจุบันว่าอยู่ส่วนใดในโลก โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยการสัมผัส (Contact-Less) หรือต้องเห็นวัตถุนั้นๆ ก่อน ทำงานโดยใช้เครื่องอ่านที่สื่อสารกับป้ายด้วยคลื่นวิทยุในการอ่านและเขียนข้อมูล RFID มีข้อได้เปรียบเหนือกว่าระบบบาร์โค้ดดังนี้

flickr:9654102191

1. มีความละเอียด และสามารถบรรจุข้อมูลได้มากกว่า ซึ่งทำให้สามารถแยกความแตกต่างของสินค้าแต่ละชิ้นแม้จะเป็น SKU (Stock Keeping Unit – ชนิดสินค้า) เดียวกันก็ตาม
2. ความเร็วในการอ่านข้อมูลจากแถบ RFID เร็วกว่าการอ่านข้อมูลจากแถบบาร์โค้ดหลายสิบเท่า
3. สามารถอ่านข้อมูลได้พร้อมกันหลาย ๆ แถบ RFID
4. สามารถส่งข้อมูลไปยังเครื่องรับได้โดยไม่จำเป็นต้องนำไปจ่อในมุมที่เหมาะสมอย่างการใช้เครื่องอ่านบาร์โค้ด (Non-Line of Sight)
5. ค่าเฉลี่ยของความถูกต้องของการอ่านข้อมูลด้วยเทคโนโลยี RFID นั้นจะอยู่ที่ประมาณ 99.5 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ความถูกต้องของการอ่านข้อมูลด้วยระบบบาร์โค้ดอยู่ที่ 80 เปอร์เซ็นต์
6. สามารถเขียนทับข้อมูลได้ จึงทำให้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ซึ่งจะลดต้นทุนของการผลิตป้ายสินค้าซึ่งคิดเป็นประมาณ 5% ของรายรับของบริษัท
7. สามารถขจัดปัญหาที่เกิดขึ้นจากการอ่านข้อมูลซ้ำที่อาจเกิดขึ้นจากระบบบาร์โค้ด
8. ความเสียหายของป้ายชื่อ (Tag) น้อยกว่าเนื่องจากไม่จำเป็นต้องติดไว้ภายนอกบรรจุภัณฑ์
9. ระบบความปลอดภัยสูงกว่า ยากต่อการปลอมแปลงและลอกเลียนแบบ
10. ทนทานต่อความเปียกชื้น แรงสั่นสะเทือน การกระทบกระแทกซึ่ง Walmart นั้นถือเป็นผู้ริเริ่มในการนำระบบ RFID เข้ามาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ ซึ่งจะบรรยายในบทต่อไป

Research Method (วิธีวิจัย)

Source of Data แหล่งข้อมูล

จากเรื่อง “How Information Technology Make Superstore Became a Superpower: Walmart ” ศึกษาข้อมูลจาก “ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data)” คือข้อมูลที่ผู้ใช้ไม่ได้เก็บรวบรวมเอง แต่มีผู้อื่นหรือ หน่วยงานอื่นๆ ทำการเก็บรวบรวมไว้แล้ว เช่น จากรายงาน ที่พิมพ์แล้ว หรือยังไม่ได้พิมพ์ของ หน่วยงานของรัฐบาล สมาคม บริษัท สำนักงานวิจัย นักวิจัย วารสาร หนังสือพิมพ์ เป็นต้น การนำเอาข้อมูลเหล่านี้มาใช้ในการศึกษาประยุกต์และอ่านทำความเข้าใจเนื้อหา แต่ในบางครั้งการนำข้อมูลจากแหล่งมาใช้โดยไม่ได้ประยุกต์อาจจะทำให้ข้อมูลที่ได้ไม่ตรงกับสิ่งที่ต้องการศึกษา หรือมีรายละเอียดที่ไม่เพียงพอที่จะนำไปวิเคราะห์ จนบางครั้งอาจทำให้เกิดความผิดพลาดขึ้น ซึ่งการใช้ประโยชน์จากข้อมูลทุติยภูมินั้นอาจจะมีทั้งข้อดีและข้อเสียดังนี้ ข้อดีคือประหยัดเวลา สะดวก ง่ายต่อการศึกษาถ้าแหล่งข้อมูลอยู่ในที่ไกลนั้นเองแต่ในทางกลับกันก็มีข้อเสียเช่นกัน ข้อมูลที่ได้จากแหล่งข้อมูลอาจจะไม่ถูกต้อง ไม่เพียงพอ และขาดรายละเอียดที่เราต้องการไม่มีอยู่ในหนังสือที่เราศึกษานั้นเอง

Data Collection Method (วิธีเก็บรวบรวมข้อมูล)

วิธีการเก็บข้อมูลทุติยภูมิเราศึกษาจากแหล่งข้อมูลในหนังสือ รายงาน บทความ หรือเอกสารขององค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน การเก็บรวบรวมข้อมูลต้องคำนึงถึงข้อมูลต่อไปนี้
1. ผู้เขียนรายงาน บทความหรือเอกสารเหล่านั้น มีความรู้และความชำนาญเพียงใด
2. พิจารณาลักษณะของข้อมูลว่ามีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด ข้อมูลที่เป็นความลับจะมีความน่าเชื่อถือน้อย
3. ถ้าข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์ขั้นต้นหรือขั้นสูงทางสถิติมาแล้วควรตรวจสอบการดำเนินการว่าถูกต้องเหมาะสมเพียงใด

Data Analysis (วิเคราะห์ข้อมูล)

เมื่อเก็บรวบรวมข้อมูลมาได้แล้ว เรานำข้อมูลที่ได้มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล นำข้อมูลจากที่ศึกษาได้มาเปรียบเทียบข้อมูลจะได้รับการนำเสนอให้เห็นเด่นชัด จะช่วยให้สามารถใช้ข้อมูลเหล่านั้นได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมมากที่สุด

ในการนำเสนอข้อมูลที่เราวิเคราะห์มานั้นเราจะนำเสนออย่างมีระดับขั้นตอนตามหลักเกณฑ์ที่ได้กำหนดไว้เป็นมาตรฐาน สามารถนำเสนอออกมารูปของตาราง กราฟ และแผนภูมิ เป็นต้น
1. การนำเสนอในรูปตาราง(Tabular presentation) ข้อมูลต่างๆ ที่เก็บรวบรวมมาได้เมื่อทำการประมวลผลแล้วจะอยู่ในรูปตาราง
2. การนำเสนอด้วยกราฟเส้น(Line graph) เป็นแบบที่รู้จักกันดีและใช้กันมากที่สุดแบบหนึ่ง เหมาะสำหรับข้อมูลที่อยู่ในรูปของช่วงเวลา
3. การนำเสนอด้วยแผนภูมิแท่ง(Bar chart) ประกอบด้วยรูปแท่งสี่เหลี่ยมผืนผ้าซึ่งแต่ละแท่งมีความหนาเท่าๆ กัน โดยจะวางตามแนวตั้งหรือแนวนอนของแกนก็ได้
4. การนำเสนอด้วยรูปแผนภูมิวงกลม(Pie chart) เป็นการแบ่งวงกลมออกเป็นส่วนต่างๆ ตามจำนวนชนิดของข้อมูลที่จะนำเสนอ

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

วิชา MIS ทำให้เราทราบว่า ปัจจุบันไอทีมีความสำคัญในระบบของบริษัทมาก อยู่ที่ว่าเราจะเป็นผู้นำหรือผู้ตาม ผู้นำใช่ว่าจะดีเสมอไป แต่อย่างไรก็ตาม การที่เรานำระบบไอทีมาใช้นั้น จะเห็นได้อย่างตัวอย่างของ Walmart ได้เป็นอย่างดีว่าเราสามารถนำประโยชน์จากไอทีมาใช้ในอุตสาหกรรมได้อย่างแน่นอน

ผลของรายงานครั้งนี้ทำให้ทราบถึงการนำเทคโนโลยีและระบบสารสนเทศมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ คาดหวังว่าผู้ศึกษาสามารถนำความรู้ที่ได้มาประยุกต์ใช้กับธุรกิจของตนเองหรือขององค์กรต่อไปในอนาคต โดยเฉพาะโครงการนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) คือ โครงการที่สนับสนุนและผลักดันให้มีการนำเทคโนโลยี RFID (Radio Frequency Identification) มาประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมค้าปลีก พร้อมกับได้ให้ความช่วยเหลือผลักดันให้มีการกำหนดมาตรฐานของ RFID ที่ใช้กันอยู่ทั่วโลก มีการนำเทคโนโลยีที่สามารถติดตามสถานะของรถขนส่งของบริษัทฯแต่ละคัน (รถ Trailer) ผ่านระบบดาวเทียม (Satellite-based Tracking Technology) ทำให้ได้ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นและต้นทุนลดลง นอกจากนี้ยังมีการก่อสร้างห้องทดลองสำหรับงานด้านนวัตกรรม (Innovation Lab) เพื่อใช้ในการทดสอบงานวิจัยและแสดงตัวอย่างของเทคโนโลยีที่ล้ำหน้า รวมถึงการคิดค้นสินค้าใหม่ในอนาคตที่มีคุณค่ากับลูกค้า ซึ่งหากผู้บริหารธุรกิจ SME และ ธุรกิจเฟรนไชส์ในบ้านเราได้ศึกษาและเรียนรู้ไว้ ก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจของท่านทั้งในปัจจุบันและในวันข้างหน้า

Action Plan (แผนดำเนินงาน)

flickr:9657338866
Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License