ICT Cluster

การพัฒนา ICT Cluster ในประเทศไทย

ปัจจุบันความพร้อมทางด้านเทคโนโลยีเป็นส่วนสำคัญในการแข่งขันในระดับนานาชาติ หากประเทศไทยต้องการประสบความสำเร็จได้ในระยะยาว คือ ต้องสามารถขึ้นไปสู่ลำดับที่ดีขึ้นได้ในการแข่งขันทางด้าน Hi-Technology ทางนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ได้มองเห็นถึงความสำคัญทางด้าน IT จึงมองว่า รัฐบาลต้องตระหนักถึงวิสัยทัศน์ของการผลักดันประเทศเพื่อความแตกต่างทางทัศนคติจากตลาดของการแข่งขัน ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มมูลค่า และการทำเศรษฐกิจทางการเกษตรพื้นฐานไปสู่มูลค่าเพิ่มที่มากขึ้น โดยการใช้ Hi- Technology
ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนาและได้ถูกจัดเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ โดยมีอุตสาหกรรมหลักได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์, การผลิตรถยนต์และอุตสาหกรรมเกษตร ซึ่ง แม้ว่าแรงงานส่วนใหญ่จะอยู่ในภาคอุตสาหกรรมการเกษตร แต่ 40% ของ GDP ก็มาจากภาคการผลิต

ที่มา:http://www.bot.or.th/Thai/EconomicConditions/Thai/genecon/Pages/index.aspx

เศรษฐกิจส่วนใหญ่ของประเทศไทยขึ้นอยู่กับการส่งออกโดยคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 2 ใน 3 ของ GDP โดยสินค้าที่สร้างมูลค่าในการส่งออก ได้แก่ ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์, ชิ้นส่วนยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ส่วนสินค้าหลักที่ประเทศไทยนำ เข้าคือ น้ำมัน, เครื่องจักร และชิ้นส่วนต่างๆ

ตารางแสดงสินค้านำเข้าและส่งออกของประเทศไทย

ที่มา:http://www.bot.or.th/Thai/EconomicConditions/Thai/genecon/Pages/index.aspx

ทำไม ICT จึงมีความสำคัญ

ICT ประกอบด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เช่น อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ซอฟท์แวร์ ทักษะทางเทคนิค เครื่องมือการเขียนโปรแกรม การใช้งานเว็บเครือข่าย อินเทอร์เน็ต โทรศัพท์มือถือ ความเร็วสูง ฯลฯ ที่มีความสามารถในการปรับปรุงหรือเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและการสร้างคุณค่าของบุคคล องค์กรและระดับประเทศ การแข่งขันระดับประเทศจะเพิ่มมากขึ้นขึ้นอยู่กับ"ความพร้อมทาง เทคโนโลยี" เพราะเทคโนโลยีได้กลายเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคม การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในหลายประเทศสามารถยกระดับภาคเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งมีส่วนทำให้มีการเจริญเติบโตและรุ่งเรืองทางด้านเศรษฐกิจ บทบาทของ ICT โดยทั่วไปสำหรับการแข่งขันของประเทศ ได้แก่

1. รัฐบาลสามารถให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพแก่ประชาชนและทางด้านธุรกิจ รวมถึงการให้บริการที่รวดเร็ว และมีคุณภาพเพื่อได้ผลผลิตที่มากขึ้น
2. การให้บริการโครงสร้างข้อมูลขั้นพื้นฐานแก่ประชาชนและธุรกิจ ในการติดต่อสื่อสารและการแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ
3. การสร้างมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์และบริการ หรือการลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ ICT เช่นดำเนินการสร้างสินค้าดิจิตอล เช่น e-Book, เพลง, ภาพยนตร์ และซอฟต์แวร์ และการให้บริการแบบ ดิจิตอลด้วย
4. การสร้างรูปแบบธุรกิจแบบใหม่ๆ เช่น e-Commerce, Social Media และ Mobile Application รวมถึงการดำเนินธุรกิจผ่านทาง เครือข่ายดิจิตอล ทำให้เกิดความยืดหยุ่นในองค์กรและการบริหารจัดการมากขึ้น
5. การสร้างมาตรฐานการศึกษาที่มีคุณภาพและการยกระดับทักษะแรงงาน โดย ICT จะเป็นการใช้ระบบการเรียน การสอนแบบดิจิตอล ใช้การเรียนรู้ผ่าน e-Learning และความรู้พื้นฐานทางคอมพิวเตอร์

สถานะปัจจุบันของอุตสาหกรรม ICT ในประเทศไทย

ธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ICT ประกอบด้วย 4 ส่วนหลักด้วยกัน ได้แก่ Computer Hardware, Computer Software, Computer Services และ Communication ซึ่งในปี 2010 ตลาด ICT ในไทยซึ่งคิดเป็น 11% ของ GDP ได้ขึ้นมาเป็นอันดับ1 ซึ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และได้รับการคาดว่าอัตราการเติบโตจะเป็น 12% ในช่วงปี 2010 - 2014 ซึ่งมูลค่าการ ใช้จ่ายทั้งหมดภายในประเทศไทยในด้านผลิตภัณฑ์ IT และการบริการ ในปี 2010 มีมูลค่าประมาณ 5.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าในปี 2014 จะมีมูลค่าสูงถึง 8.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จะเห็นได้ว่ามูลค่าตลาด ICT โดยรวมจะเพิ่มขึ้นในทุกๆ ปี แต่การเพิ่มขึ้นนั้นก็ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกส่วนของอุตสาหกรรม

การบริโภคเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารและการติดต่อสื่อสารของภาครัฐ

อัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมได้ถูกกำหนดจากพฤติกรรมที่แตกต่างกันของการใช้เทคโนโลยี ICT ในขณะที่ทุกๆ ธุรกิจสามารถเพิ่มประสิทธิภาพโดยการลดต้นทุนการผลิตและการสร้างตลาดใหม่สำหรับธุรกิจสินค้าและบริการ โดยจะพบว่าธุรกิจโรงพยาบาลในประเทศไทยเป็นธุรกิจที่มีสัดส่วนของพนักงานที่มีการใช้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตในที่ทำงานสูงที่สุด โดยมีสัดส่วนเป็น 100% และ 90% ตามลำดับ รองลงมาได้แก่ Travel Agencies, ธุรกิจก่อสร้าง และธุรกิจการค้าและบริการ ตามลำดับ แต่ธุรกิจ SMEs กลับมีความล่าช้าในการปรับเอา ICT เข้ามาใช้ในองค์กร ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว ICT มีผลในการเพิ่มผลผลิต กำไร มูลค่าของตลาด สำหรับด้านสถาบันการศึกษา ICT ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน
ในระดับของบุคคลและครัวเรือน การใช้โทรศัพท์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 28.2% ในปี 2004 เป็น 56.8% ในปี 2009 แต่อย่างไรก็ตามสัดส่วนของประชากรที่ใช้งานคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตกลับเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น การเข้าถึงอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงได้เพิ่มขึ้นจาก 52.8% ในปี 2006 เป็น 55.1% ในขณะที่โทรศัพท์พื้นฐานมีสัดส่วนที่ลดลงจาก 23.4% ในปี 2004 เหลือเพียง 21.4% ในปี 2009 สำหรับสัดส่วนของจำนวนนักเรียนต่อจำนวนเครื่องคอมพิวเตอร์ในประเทศไทยพบว่าการเข้าถึงคอมพิวเตอร์ของนักเรียนนักศึกษาและอาจารย์มีระดับที่ต่ำมาก

นโยบายการสนับสนุนของรัฐบาลและผู้ดำเนินการที่สำคัญขององค์กร

รัฐบาลเชื่อว่าในอนาคต ICT จะมีบทบาทสําคัญมากขึ้นในการยกระดับผลิตภาพทางเศรษฐกิจของประเทศให้ดีขึ้นและในการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งความรู้ ดังนั้นในปี 2010 รัฐบาลได้กำหนดกรอบและนโยบายเพื่อสนับสนุนการพัฒนาและทําให้ประเทศได้ก้าวไปข้างหน้า การพัฒนา ICT ในประเทศไทยได้รับแนวทางมาจากกรอบนโยบายปี 2010 ซึ่งขึ้นอยู่กับหลักการ 3 อย่าง คือ การสร้างทุนมนุษย์, การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของข้อมูล และส่งเสริมการกํากับดูแลที่ดีในอุตสาหกรรม ICT
โดยมีหลายองค์กรด้วยกันที่กำหนดบทบาทและความรับผิดชอบที่สำคัญสำหรับการพัฒนา ICT ได้แก่
- กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (MICT) เป็นผู้นำของการพัฒนา ICT โดยมีหน้าที่รับผิดชอบในการพัฒนาแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศฉบับที่ 2 (ปี 2009 - 2013) จัดทำกรอบนโยบายสำหรับทศวรรษ 2020 และประสานงานการพัฒนา ICT ทั้งหมด เพื่อให้เป็นไปตามแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศ และกรอบนโยบายของงาน IT ปี 2010
- สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (SIPA) มีบทบาทในการพัฒนาอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ โดยการส่งเสริมและพัฒนาซอฟต์แวร์รวมถึงสื่อดิจิตอลอื่นๆ พัฒนาทรัพยากรมนุษย์และส่งเสริมการลงทุน สนับสนุนการวิจัยและฝึกอบรม
- คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (NBCT) หรือ กสทช. มีบทบาทในการควบคุมการสื่อสาร รับผิดชอบร่วมกันในการดำเนินการ สนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีการสื่อสารผ่านผลงานการวิจัยและพัฒนา
- ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) มีหน้าที่รับผิดชอบร่วมกันกับกระทรวงเทคโนโลยีฯ ในการพัฒนาแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศฉบับที่ 2

ความจำเป็นและความได้เปรียบของกลยุทธ์ Cluster

ศาสตราจารย์ Michael Porter ผู้เชี่ยวชาญที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติในเรื่องการแข่งขันจาก Harvard Business School ได้ให้คำนิยามของคำว่า “Cluster” ไว้ว่าคือ “กลุ่มของธุรกิจและสถาบันที่เกี่ยวข้องในสาขาวิชาเฉพาะมารวมตัวกันดำเนินกิจกรรมอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกันและเชื่อมโยงกันระหว่างบริษัท โดยให้ความร่วมมือเกื้อหนุนและส่งเสริมกิจการซึ่งกันและกันอย่างครบวงจร” และ Porter ยังกล่าวต่ออีกว่า Clusters จะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันที่สำคัญ บริษัทจะไม่สามารถแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพหากขาดโครงสร้างพื้นฐานและ Supplier ที่มีคุณภาพ อีกทั้งจะไม่สามารถแข่งขันได้หากไร้ซึ่งพนักงานที่มีการศึกษาที่ดีและแรงงานที่มีทักษะและชำนาญงานสูง ยิ่งไปกว่านั้นบริษัทจะไม่มีแรงผลักดันที่จะสร้างนวัตกรรม ถ้าสภาพแวดล้อมในการทำงานไม่มีการแข่งขันจากคู่แข่งเลย ดังนั้นแล้วบริษัทจะไม่สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพหากต้องตกอยู่ภายใต้ความขัดแย้งทางการเมืองหรือความไม่มั่นคงในระบบกฎหมาย
ในมุมมองของ Porter เขามองว่า Cluster ส่งผลกระทบต่อการแข่งขันใน 3 ด้านพื้นฐาน ดังต่อไปนี้
1. Cluster สามารถช่วยเพิ่มกำลังการผลิตของบริษัทในพื้นที่ได้
2. Cluster เป็นตัวกำหนดทิศทางของบริษัทและความก้าวหน้าของนวัตกรรม
3. Cluster เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาของธุรกิจใหม่และเกิดความร่วมมือระหว่างองค์กร

ICT Cluster ในประเทศไทย

เพื่อให้เกิดการร่วมมือกันอย่างสูงสุด ตลอดจนได้ผลลัพธ์สูงสุดจากการใช้ทรัพยากร รัฐบาลไทยจึงได้เลือกที่จะใช้การพัฒนาของระบบ ICT ตามหลักการ Cluster ทำให้เกิดการร่วมมือของกลุ่ม Cluster ที่มีความแตกต่างกันในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม (ผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย ผู้ให้บริการการจัดการทรัพยากรบุคคล และการศึกษา) ซึ่งดำเนินตามการบูรณาการของงานวิจัยในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูง ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีการจัดการเตรียมโครงสร้าง และมีความคาดหวังไว้สูง แต่ทาง ICT Cluster ยังไม่สามารถให้ผลลัพธ์ที่คาดหวังไว้เมื่อถึงวันครบกำหนด โดยมีเหตุผลดังต่อไปนี้
1. รัฐบาลไม่มีการกำหนดทิศทางนโยบายที่แน่นอน
2. ผลที่ตามมาส่วนใหญ่ของปัญหาในครั้งแรก คือ การทำลำดับกระบวนการที่มากขั้นตอน ทำให้ Cluster นั้นไปได้ไม่ไกล รวมทั้งไม่ค่อยได้รับการร่วมมือจากสมาชิก ซึ่งตามความเป็นจริงมักเกิดจากความขัดแย้งกัน ซึ่งในที่นี้หมายความว่า องค์กรต่างแข่งขันกันมากกว่าที่จะร่วมมือกัน
3. กฎหมายบางข้อขัดแย้งกับองค์กรต่างๆ ใน Cluster และขัดแย้งกับตัวแทนรัฐบาล ตลอดจนถึงการไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง ระบบกฎหมาย และการคอรัปชั่นในรัฐบาล ทำให้เกิดอุปสรรคอย่างต่อเนื่องต่อการพัฒนา Cluster เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จ
4. การแทรกแซงของรัฐบาล
อีกมุมหนึ่งการพัฒนาด้าน ICT ทำให้เป็นที่ดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศโดยเฉพาะในกลุ่ม Hardware เนื่องจากประเทศไทยมีแรงงานถูก อย่างไรก็ตามแรงงานราคาถูกแต่ไร้ความสามารถ ทำให้สินค้ามีคุณภาพต่ำถึงปานกลาง แล้วการที่ต่างชาติเข้ามาลงทุนเพราะค่าแรงถูกก็สามารถย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่นที่มีค่าแรงต่ำกว่าประเทศไทยได้

โครงสร้างและสถานะของกลุ่มเฉพาะของอุตสาหกรรม ICT

ภาพรวมของอุตสาหกรรม ICT ในประเทศไทย ประกอบไปด้วย 4 ส่วน ซึ่งไม่ได้แบ่งตามลักษณะของอุตสาหกรรม ICT แต่แบ่งตามความสำคัญตามโครงสร้างตลาดและการแข่งขัน มีดังนี้

มูลค่าตลาด ICT ของประเทศไทย ปี 2552-2553 และงบประมาณปี 2554

ที่มา :http://www.nstda.or.th/prs/index.php/component/search/?areas%5B0%5D=content&searchphrase=all&searchword=ICT+Market+Outlook

1. The Hardware Segment of the Industry

ตลาด Hardware ในประเทศไทยของอุตสาหกรรม ICT ประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ต่อพ่วงและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล โดยคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC) และอุปกรณ์ต่อพ่วงกับคอมพิวเตอร์ (Peripherals) ถูกแบ่งออกเป็น 5 ประเภท คือ
- กลุ่มเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC) ประกอบด้วย Desktops และ Laptops (Notebooks และ Netbooks)
- กลุ่มจอแสดงผล (Monitor) แบ่งตามชนิดของจอแสดงผล เช่น LCD Monitor และ LED Monitor
- กลุ่มเครื่องพิมพ์ (Printer) มีความหลากหลาย เช่น เครื่องพิมพ์ Dot Matrix, เครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ท และเครื่องพิมพ์เลเซอร์
- กลุ่มอุปกรณ์ต่อพ่วงและชิ้นส่วนของอุปกรณ์ เช่น Computer Peripherals, Personal Data Assistants, Organizers, เครื่องคิดเลข, Printer, จอภาพ, Projector, UPS และระบบนำทางผ่านดาวเทียม
- กลุ่มอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล ประกอบด้วย Memory Sticks, แผ่น CD, ฮาร์ดดิสก์และอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลอื่นๆ
ซึ่งการลงทุนส่วนใหญ่ของผู้ผลิตคอมพิวเตอร์และชิ้นส่วนนั้น จะเป็นของบริษัทร่วมทุนต่างชาติ โดย 80% ของการผลิตจะถูกส่งออกไปยังต่างประเทศ ทำให้บริษัทในประเทศไทยกลายเป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปและชิ้นส่วนต่างๆ ของคอมพิวเตอร์ โดยจะส่งออกไปที่ ประเทศสหรัฐอเมริกา, สิงคโปร์ และสหภาพยุโรปเป็นหลักทำให้ ผู้ค้าในตลาด Hardware แข่งขันกันที่ราคามากกว่าด้านนวัตกรรม ถึงแม้ว่ารัฐบาลได้ทำการลงทุนในสถาบันการศึกษาบางแห่งและการทำวิจัยต่างๆ แต่ก็ไม่มีการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่เป็นนวัตกรรมที่สร้างขึ้นจากบริษัทไทย โดย Hardware ส่วนใหญ่ต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ นอกจากนี้ประชากรหลายๆ คนในพื้นที่ต่างจังหวัด ไม่เห็นถึงความสำคัญของการใช้คอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ ICT ต่างๆ ทำให้เกิดปัญหาการจะเข้าไปเจาะตลาดในกลุ่มนี้
ประเทศไทยประสบความสำเร็จในด้านการดึงดูดการลงทุนของบริษัทต่างชาติผ่านค่าแรงที่ต่ำ เป็นฐานการผลิต ฐานการวิจัย Harddisk อันดับ 1 ของโลก แต่ไม่มีการสนับสนุนผู้ประกอบการภายในประเทศ ทำให้มีความเสี่ยงคือ หากค่าแรงที่ประเทศอื่นต่ำกว่าประเทศไทยก็มีโอกาสที่บริษัทเหล่านี้จะย้ายฐานการผลิตออกไปได้ อีกประการหนึ่งคือ ผู้บริโภคภายในประเทศไม่สนับสนุนสินค้าที่เป็นแบรนด์ของประเทศไทยเองด้วย

2. The Software Segment of the Industry

บริษัท Software ของประเทศไทยที่ได้ก่อตั้งมาแล้วเป็นระยะเวลากว่า 35 ปี ประมาณ 1,300 แห่ง แต่ก็ยังขาดแคลน Software ส่งผลให้บริษัท Software ต่างชาติเข้ามาผลิตในประเทศไทยมากขึ้นทำให้ตลาดในประเทศไม่ประสบความสำเร็จ ด้วยเหตุนี้รัฐบาลไทยจึงได้ก่อตั้ง Software Park Thailand ขึ้นในปี 1997 และต่อมาในปี 2002 ได้ก่อตั้งสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (SIPA) ด้วย โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะส่งเสริมการเรียนรู้ในการจัดการเพื่อที่จะสนับสนุน ผู้ประกอบการ Software ไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ โดยตลาด Software ของไทยสามารถแบ่งออกเป็น 4 ตลาดด้วยกันคือ
• Enterprise SoftwareMobile เป็นซอฟท์แวร์ที่ใช้ทำงานเพื่อแก้ปัญหาในองค์กร
• Application Software เป็นซอฟท์แวร์ที่ทำงานผ่านระบบปฏิบัติการใน mobile phone
• Embedded System Software เป็นซอฟท์แวร์ที่ฝังอยู่ในอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ต่างๆ เพื่อใช้สำหรับควบคุมการทำงานของอุปกรณ์นั้น
• Multimedia Software and other Customized Software เป็นซอฟท์แวร์ที่ช่วนทำงานด้านมัลติมีเดีย และสร้างมาเพื่อการทำงานเฉพาะด้าน

ที่มา : http://www.pttict.com/pttict/th/ptt-ict-cloud-service.html

ซึ่งบริษัทผู้พัฒนา Software ในประเทศไทย ถูกจัดอยู่ในประเภทวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs โดยมีทุนจดทะเบียนน้อยกว่า 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และปัจจุบันในบางอุตสาหกรรม เริ่มมีการใช้ Cloud Computing เพื่อเชื่อมต่อข้อมูลและประยุกต์ใช้โปรแกรมต่างๆ เข้าด้วยกันโดยไม่ต้องติดตั้ง ทำให้มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงต่ออุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ แต่อุปสรรคที่อุตสาหกรรม Software ต้องเผชิญ ประการแรกก็คือ การละเมิดลิขสิทธิ์ Software จากการขาดการบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองลิขสิทธิ์ที่ยังไม่ชัดเจน และอีกประการ ก็คือ การที่ประเทศไทยยังขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะสูงในการพัฒนา Software รวมถึงประเทศคู่แข่งที่มีศักยภาพเหนือกว่า จะเป็นทางเลือกใหม่สำหรับนักพัฒนา Software ในการที่จะเข้าไปลงทุน และสนใจในการทำงาน ตัวอย่างเช่น ประเทศจีน อินเดีย และเวียดนาม ที่สามารถผลิตซอฟต์แวร์ในราคาต้นทุนที่ต่ำกว่า และสามารถที่จะพัฒนาทักษะนักพัฒนา Software ได้ในระดับที่สูงกว่าด้วย

3. The Computer Services Segment of the Industry

อุตสาหกรรมการบริการทางด้านคอมพิวเตอร์ของประเทศไทย ได้แบ่งการให้บริการที่แตกต่างกัน ซึ่งประกอบไปด้วย ระบบบูรณาการ การให้บริการด้านระบบเครือข่าย การให้บริการด้านการบำรุงรักษา Software การให้บริการด้านการบำรุงรักษา Hardware ศูนย์บริการข้อมูลและศูนย์บริการสำรองข้อมูล ระบบ IT ที่เกี่ยวกับการฝึกอบรมและการศึกษา การให้คำปรึกษาด้าน IT และ IT Outsourcing

มูลค่าตลาดบริการด้านคอมพิวเตอร์ จำแนกตามประเภทบริการ ปี 2551 - 2552 (ปี 2008 - 2009) และประมาณการปี 2553 (ปี 2010)

ที่มา: SIPA & NECTEC, Thailand ICT Market 2009 & Outlook 2010, Different Types of Computer Services

โดยจะเห็นว่า ตลาด Software Maintenance Service จะมีอัตราการเติบโตสูงกว่าตลาดบริการด้านอื่นๆ อาจจะเนื่องมาจาก software ใหม่ ต้องใช้งบประมาณที่สูง เนื่องจากมีค่าลิขสิทธิ์เข้ามาเกี่ยวข้อง ส่วน softwareเก่ามีเพียงค่าบำรุงรักษาเท่านั้น ส่วนตลาด IT Consulting มีการเติบโตที่สูงมาก อาจเนื่องมาจากการให้ความสำคัญทางด้านความมั่นคงและความน่าเชื่อถือของบริษัท แต่เรื่องความปลอดภัยของระบบก็ยังสร้างความได้เปรียบให้คู่แข่งอยู่ ทางด้าน IT Outsourcing มีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ เพราะเป็นตลาดที่มีต้นทุนต่ำ โดยตลาด Computer Service มีจุดแข็งอยู่ที่การได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ รวมถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดคอมพิวเตอร์และตลาดอื่นๆ ส่วนจุดอ่อนของตลาด Computer Service อันดับแรกและที่สำคัญที่สุดคือ การขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะสูง และด้านการศึกษาที่ยังไม่สามารถพัฒนาทักษะในรูปแบบการใช้คอมพิวเตอร์ และทักษะด้านภาษาอังกฤษได้ดี

4. The Communication Segment of the Industry

อุตสาหกรรมสื่อสารประกอบด้วย 2 ส่วนหลักๆ ได้แก่ อุปกรณ์สื่อสารและการให้บริการด้านการสื่อสาร
• อุปกรณ์สื่อสาร (Communication Equipment) มีสัดส่วนที่ 35% ของตลาดทั้งหมด
• การให้บริการด้านการสื่อสาร (Communication Service) มีสัดส่วนที่ 65% ของตลาดทั้งหมด
มูลค่าและอัตราการเติบโตของตลาดสื่อสารปี 2552 - 2553 (ปี 2009 - 2010) และประมาณการปี 2554 (ปี 2011)

ที่มา: Thailand ICT Market 2010 & Outlook 2011, (NSTDA, 2011)

ตลาดการสื่อสารทั้งหมดได้มีการเติบโตอย่างคงที่ในแต่ละปี เช่น เพิ่มขึ้นจากอัตรา 5.6% ในปี 2009 เป็น 9.2% ในปี 2010 โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากตลาด Communication Service
ในส่วนของตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ ก็มีการเติบโตเช่นเดียวกัน โดยปัจจัยสำคัญคือเรื่องของความนิยมในอุปกรณ์โทรศัพท์เคลื่อนที่ รวมถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยี 3G และเทคโนโลยีแอพลิเคชั่นต่างๆส่วนตลาดบริการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต ก็มีการเติบโตเช่เดียวกัน โดยมีการเติบโตขึ้นจากการขยายเครือข่ายให้มีประสิทธิภาพ แต่ในส่วนของโทรศัพท์พื้นฐานมีอัตราการเติบโตที่ลดลง เนื่องจากมีการทดแทนของโทรศัพท์เคลื่อนที่

การเผชิญหน้าต่อความท้าทายและสถานการณ์ที่ลำบากอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรมไอซีทีของไทย

การพัฒนาอุตสาหกรรม ICT ของประเทศไทยยังคงต้องเผชิญกับปัญหาและสถานการณ์ที่ยากลำบากในการพัฒนาอุตสาหกรรมและทำให้เศรษฐกิจเป็นไปอย่างที่ประเทศต้องการ ซึ่งความท้าทายเหล่านี้ได้แก่

ความแตกต่างของการเข้าถึงข้อมูล

โดยเฉพาะข้อมูลทางด้าน ICT ยังมีความแตกต่างกันระหว่างคนในเมืองและชนบท หรือแม้แต่ประเทศไทยเองก็ยังมีการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตน้อยกว่าประเทศที่กำลังพัฒนาอื่นๆ ซึ่งรัฐบาลได้พยายามแก้ไขปัญหาโดยการมีโครงการสนับสนุนให้สถานศึกษาและองค์กรท้องถิ่นได้มีการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตและคอมพิวเตอร์มากขึ้น แต่ก็ยังดูเหมือนไม่มีประสิทธิผลเท่าที่ควร เนื่องจากคอมพิวเตอร์ยังคงมีราคาสูงสำหรับคนในชนบทอยู่ อาชีพหลักของคนไทยจะเป็นเกษตรกรรม คอมพิวเตอร์จึงไม่ค่อยมีความจำเป็นต่อการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ความท้าทายที่ยากลำบาก คือ การลดช่องว่างระหว่าง คนรวยและคนจน โดยเฉพาะในเขตเมืองและชนบท ซึ่งเป็นผลกระทบหลักในการพัฒนามนุษย์ในแง่ของทรัพย์สินทางปัญญา รวมทั้งสถานะทางสังคม และ เศรษฐกิจ ด้วย

การเพิ่มขึ้นของความไม่พอใจของประชาชนต่อการบริการของโทรคมนาคม

การใช้ ICT กลายเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตประจำวันของผู้คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งของคนในเขตเมือง ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจอะไร ที่ข้อร้องเรียนในการใช้งานจะเพิ่มสูงขึ้นตามสัดส่วนการใช้บริการ โดยพบว่า การบริการทางด้านโทรคมนาคมมีข้อร้องเรียนมากที่สุด ตัวอย่างข้อร้องเรียน เช่น การคิดราคาที่ผิดพลาด, SPAM, การโฆษณาเกินจริง(บอกเฉพาะความเร็วสูงสุด ไม่บอกความเร็วต่ำสุดที่ใช้), อัตราค่าบริการ Roaming Data ที่มีราคาแพงมาก, ผลกระทบของอุปกรณ์ต่างๆต่อสุขภาพ เป็นต้น ซึ่งรัฐบาลได้มีการแก้ปัญหาโดยการก่อตั้งสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (Telecommunication Consumer Protection Institute) หรือ TCI ขึ้น ภายใต้การกำกับดูแลของ NBTC (กสทช.) เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคที่ได้รับปัญหาจากการใช้โทรคมนาคม แต่ก็มีปัญหาโดยที่ กลุ่มบริษัทที่ให้บริการโทรคมนาคมก็เกิดความไม่พอใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากรับรู้ว่า TCI มีความโน้มเอียงไปในทางปกป้องผู้บริโภคมากเกินไป และทาง TCI จะดูแลเฉพาะกิจการโทรคมนาคม ส่วนทางด้านฮาร์ดแวร์ ซอฟท์แวร์ หรืออื่นๆ ก็ยังไม่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาดูแลผู้บริโภคอย่างเป็นทางการ

ความล่าช้าในการนำนวัตกรรมเทคโนโลยี ICT ใหม่ๆ มาใช้งาน

ประเทศไทย ยังตามหลังประเทศที่กำลังพัฒนาในหลายๆ ประเทศ ทั้งในเรื่องของความพร้อมสำหรับเทคโนโลยีใหม่ๆ และการนำนวัตกรรมมาใช้ โดยล่าสุด ประเทศไทยถูกจัดอันดับจาก World Economic Forum ให้อยู่ในอันดับที่ 74 จาก 144 ประเทศ ในด้านของการมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งเป็นอันดับที่ต่ากว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย, สิงคโปร์, อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากประเทศไทยยังขาดแคลนการค้นคว้าวิจัยและการพัฒนา (R&D) ซึ่งทำให้ประเทศสูญเสียความสามารถทางการแข่งขันไป ซึ่งทางรัฐบาลก็ได้มีการแก้ปัญหานี้ในหลายด้าน อย่างแรกก็คือ การจัดตั้งสถาบันค้นคว้าวิจัยและพัฒนาขึ้น เช่น ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC), สถาบันวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคม (TRIDI) และสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (SIPA) เพื่อผลักดันให้เกิดนวัตกรรมภายในประเทศ และเพื่อเพิ่มความสามารถในการรับเอาเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ แต่ปัญหาก็คือ งบประมาณของการค้นคว้าวิจัยและพัฒนา (R&D) มีจำกัดเพียงแค่ 0.25% ของ GDP (โดยแบ่งสัดส่วนเป็น 60:40 ระหว่างภาครัฐและเอกชน) ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในเอเชีย เช่น จีน (1.4%), เกาหลีใต้ (3%), สิงคโปร์ (2.2%) และมาเลเซีย (0.63%) ประการต่อมาที่รัฐบาลพยายามทำ คือ สร้างแรงดึงดูดในการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา (R&D) โดยให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีกับบริษัทที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศและอิเล็กทรอนิกส์ ที่ส่งเสริมทักษะขั้นสูงด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อให้การวิจัยและพัฒนาในประเทศไทย

ความท้าทายในอนาคต Future Challenge

1. การเข้ามาของประชาคมอาเซียน (AEC) ซึ่งรัฐบาลต้องพยายามเพิ่มศักยภาพ ICT ของประเทศไทยให้พร้อมสำหรับการแข่งขัน ซึ่งรัฐบาลก็มีโครงการต่างๆ เช่น G-Cloud หรือ Government Cloud Service ซึ่งเป็นการใช้เทคโนโลยี Cloud Computing มาใช้ในระบบโครงสร้างพื้นฐานทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อจัดการข้อมูลให้ง่ายขค้นและทำให้ประชาชนติดต่อราชการได้ง่ายขึ้น อีกโครงการหนึ่งก็คือ Smart Thailand ทำให้คนไทยเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้ง่ายขึ้น โดยโครงการนี้ ได้ริเริ่มที่จังหวัดนครนายกเป็นจังหวัดแรก
2. แนวโน้มของเทคโนโลยี โดยราคาของฮาร์ดแวร์มีแนวโน้มลดลง พร้อมกับประสิทธิภาพที่สูงขึ้น และแนวโน้มของเทคโนโลยีต่างๆ เป็นการรวมฟังก์ชั่นหลายๆฟังก์ชั่นไว้ในอุปกรณ์เดียว ซึ่งทำให้เกิดการแข่งขันข้ามเทคโนโลยีได้มากขึ้น เพราะว่าสินค้าถูกทดแทนได้ง่ายขึ้น
3. การละเมิดลิขสิทธิ์ การละเมิดลิขสิทธิ์ software ในประเทศไทยยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องและมีจำนวนมาก ซึ่งเป็นการขัดขวางการเติบโตของอุตสาหกรรม

การวิเคราะห์ ICT Cluster ในประเทศไทยโดยแบบจำลอง Diamond Model

ในการวิเคราะห์ตามกรอบแบบจำลอง Diamond Model แบ่งออกเป็น 4 มิติ ประกอบด้วย (1) ปัจจัยการผลิตในประเทศ (Factor conditions) (2) อุปสงค์ภายในประเทศ (Demand conditions) (3) อุตสาหกรรมสนับสนุนและเกี่ยวเนื่องภายในประเทศ (Related and Support Industries) และ (4) กลยุทธ์โครงสร้าง และสภาพการแข่งขันในประเทศในระดับบริษัท (Firm strategy, structure, and Rivalry) สามารถอธิบายได้ดังนี้

1. ปัจจัยการผลิตภายในประเทศ (Factor condition) โดยสิ่งที่เป็นข้อได้เปรียบทางด้านปัจจัยการผลิตของอุตสากรรรม ICT ในประเทศไทยก็คือ 1) ด้านฮาร์ดแวร์ - อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ระบบการควบคุมคุณภาพและโลจิสติกส์เป็นที่ยอมรับในต่างประเทศ 2) ผู้ประกอบการซอฟต์แวร์ในประเทศมีความได้เปรียบในเรื่องภาษาในการสื่อสารกับลูกค้าในประเทศ (แต่ไม่สามารถทำตลาดในต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ) 3) มีการจัดตั้งกลุ่มงานวิจัยเฉพาะด้าน (Special Research Unit) และเครือข่ายงานวิจัย (CRN) ของมหาวิทยาลัย และมีการร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาร่วมกับเอกชน พร้อมทั้งมีการร่วมมือทำวิจัยกับต่างประเทศ 4) มีการตั้งสมาคมวิชาการ หรือองค์การเพื่อส่งเสริมการทำอุตสาหกรรมด้านคอมพิวเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ เช่น สมาคม ECTI (สมาคมทางวิชาการไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ โทรคมนาคมและสารสนเทศ) และTESA (Thai Embedded System Association) สำหรับสิ่งที่อุตสาหกรรม ICT ในประเทศไทยควรปรับปรุง ก็คือ 1) การขาดแคลนบุคลากรด้าน IT ซึ่งเป็นอุปสรรคสาคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ และ 2) อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วนจากต่างประเทศในสัดส่วนที่สูง เนื่องจากขาดการพัฒนาอุตสาหกรรมต้นน้ำในประเทศ

2. สภาพแวดล้อมในด้านการแข่งขัน (Context for Firm Strategy and Rivalry) ในประเทศไทยอุตสาหกรรม ICT มีการแข่งขันสูง ยากต่อการเข้ามาของผู้ประกอบการรายใหม่ แต่ในขณะเดียวกันก็มีจุดอ่อนในเรื่องของการผลิตไม่สามารถก้าวสู่กระบวนการหรือขั้นตอนที่มีมูลค่าเพิ่มสูงได้ นอกจากนี้ยังขาดการทำ R&D เนื่องจากนโยบายบริษัทแม่ไม่ส่งเสริมกิจกรรม R&D ในประเทศไทย และในด้านตลาดซอฟต์แวร์ภายในประเทศยังถูกจำกัดในแง่ของภาษาและความสามารถในการใช้เครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ทำให้ผู้ประกอบการในประเทศมีความได้เปรียบในระยะสั้น รวมทั้งผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วและแนวโน้มราคาเมื่อเทียบกับประสิทธิภาพจะลดลง โดยเฉพาะต้องเผชิญกับการแข่งขันสินค้าราคาถูกจากจีนมากขึ้น นอกจากนี้ประเทศไทยยังประสบกับปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดลิขสิทธิ์ที่มีอย่างต่อเนื่องและจำนวนมากมาย และยังมีปัญหาทางด้านสัมปทาน นับเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ขัดขวางการเติบโตของอุตสาหกรรม ICT

3. อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องและสนับสนุนกัน (Related and Supporting Industries) ในประเทศไทยมีอุตสาหกรรมต่อเนื่องค่อนข้างมากที่อยู่ในฐานะผู้บริโภคสินค้ากลุ่ม IT แต่นโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมยังไม่ชัดเจน และขาดความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการต้นน้ำและ ปลายน้ำ

4. เงื่อนไขด้านอุปสงค์ (Demand Conditions) ในประเทศไทยมีความต้องการ ICT อย่างต่อเนื่อง จากปริมาณผู้ใช้โทรศัพท์มือถือหรือมีการใช้อินเตอร์เน็ตเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ผู้บริโภคไม่มีความต้องการที่สูงในสินค้าหรือบริการนั้น โดยส่วนใหญ่จะดูปัจจัยเรื่องราคาเป็นหลัก และมีประชากรบางส่วนยังขาดความรู้ความเข้าใจในประโยชน์ของ ICT รวมทั้งราคาก็ยังถือมีราคาสูงสำหรับคนในพื้นที่ชนบททำให้มีความแตกต่างในการเข้าถึงเทคโนโลยี

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License