Implementation Of E Learning At Nida

Implementing E-Learning at NIDA
E-Learning หรือ Electric learning
เป็นการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบเรียนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตหรืออินทราเน็ต(Intranet) เป็นการเรียนรู้ด้วยตัวเอง โดยใช้ร่วมกับเนื้อหาที่เป็ นสื่อประสม ร่วมกับระบบจัดการเรียนการสอน (LMS) โดยเนื้อหาของบทเรียนซึ่งประกอบด้วย ข้อความ รูปภาพ เสียง วิดีโอและมัลติมีเดียอื่นๆ จะถูกส่งไปยังผู้เรียนผ่าน Web Browser โดยผู้เรียน ผู้สอน และเพื่อนร่วมชั้นเรียนทุกคน สามารถติดต่อ ปรึกษา แลกเปลี่ยน ความคิดเห็น ระหว่างกันได้เช่นเดียวกับการเรียนในชั้นเรียนปกติ โดยอาศัยเครื่องมือการติดต่อ สื่อสารที่ทันสมัย(e-mail, web-board, chat)
หลักสูตร e-Learning ได้ถูกกำหนดขึ้นมาเพื่อเปิดโอกาสให้แก่นักเรียนให้ศึกษาอย่างต่อเนื่องในขณะที่ไม่ขัดขวางชีวิตส่วนตัวและการทำงาน ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อความยืดหยุ่นทางการศึกษา คือ รูปแบบออนไลน์ที่นักศึกษานั้นดีในแง่ที่ว่าจะเรียนเมื่อไหร่, เรียนอย่างไรและจะเรียนเร็วแค่ไหนก็ได้จนกว่าจะครบหลักสูตร
ระดับของสื่อการเรียนรู้ e-learning
1. สื่อเสริม (Supplementary) ใช้ประกอบในการเรียนการสอนนอกเหนือจากการเรียนในชั้นปกติ ใช้เป็นช่องทางขยายความรู้ โดยจัดให้มีแหล่งค้นคว้าไว้บนเว็บรายวิชาและให้ผู้เรียนเข้าไปศึกษาเพิ่มเติมได้ แลกเปลี่ยนความรู้ด้วยกัน

2. สื่อหลัก (Comprehensive Replacement) ใช้แทนการสอนในห้องเรียน โดยพัฒนาหลักสูตรให้มีความสมบูรณ์ จบในตัวเอง ออกแบบให้เนื้อหาออนไลน์ใกล้เคียงกับครูผู้สอนมากที่สุด

http://www.iub.edu/academic/continuing.shtml

http://www.elearning.au.edu/

ประเภทหลักสำคัญของ e-Learning
1. The Video-Conference Classroom กำจัดขอบเขตด้านพื้นที่, กลุ่มแบบ face-to-face ด้วยไอเดียที่แตกต่างกันในเรื่องของสถานที่
2. Group Discussion Spaces กำหนดให้พื้นที่สำหรับกลุ่มทำงาน เช่น ทีมโปรเจค, ทีมที่ปรึกษาหรือ Student Learning Team โดยกลุ่มสามารถปรับเปลี่ยนดีไซน์ของพื้นที่ให้ตรงกับความต้องการได้ของแต่ละทีมได้
3. Online Communities เป็นพื้นที่เปิด โดยให้ใครก็ได้บนอินเตอร์เนต สามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนในสิ่งที่สนใจร่วมกันได้ โดยสังคมออนไลท์นี้ไม่จำเป็นต้องพูดถึงแค่การศึกษาเท่านั้น อาจจะเป็นเรื่องบันเทิงหรืออื่นๆ

องค์ประกอบหลักของ E-learning
1. Learning Management System (LMS) เป็นระบบจัดการการเรียนการสอนที่มีหน้าที่ในการบริหารจัดการข้อมูลของผู้เรียน ผู้สอน โครงสร้างเนื้อหา หลักสูตร และข้อสอบ รวมทั้ง การติดตามความก้าวหน้าและประเมินผลผู้เรียน ยังรวมถึงจัดการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน ผู้สอนสามารถสร้างรายวิชาโดยบรรจุเนื้อหา สร้างแบบทดสอบ สื่อการสอน จัดการสภาพแวดล้อมทางการเรียน และจัดเก็บบันทึกข้อมูลการเรียนของผู้เรียนด้วยตนเอง เพื่อที่ผู้สอนจะสามารถนําไปวิเคราะห์เพื่อติดตามและประเมินผลได้ ผู้เรียนสามารถศึกษาเนื้อหา และทํากิจกรรมต่างๆ ตามที่ผู้สอนสร้างไว้
นอกจากนั้น ผู้สอนและผู้เรียนยังสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ผ่านทางเครื่อองมือสื่อสารที่ระบบจัดไว้ให้ เช่น News, E-mail, Chat และ Webboard เป็นต้น
2. Content จะอยู่ในรูปของอิเล็กทรอนิกส์ เช่น Power Point , file video ซึ่งสามารถออนไลน์หรือใช้งานในคอมพิวเตอร์ได้ สำหรับการพัฒนาตัว Content มีผู้คนมากมายรวมทั้งจากช่างกล้อง พนักงานฝ่ายผลิต คนตัดต่อVDO ที่จะตัดต่อให้สไลต์ตรงกับเลคเชอร์ในเวลาเดียวกัน ขั้นตอนเหล่านี้ใช้เวลาประมาณ 70-80% ในกระกวนการทั้งหมด

หลังจากนั้น เราจะนำ Content มารวมกับส่วนของ LMS เมื่อคุณเข้าไปยังเว็บเพจของ E-learning คุณเลือกวิชาที่คุณต้องการจะเรียน และคุณจำเป็นต้องทำการลงทะเบียนก่อน เนื่องจากเป็นระบบการคัดกรองนักศึกษาที่เข้ามาใช้ระบบนี้ นอกจากนี้ LMS ยังรวมถึงการสร้างช่องทางสำหรับนักศึกษาและอาจารย์ที่จะสามารถสื่อสารกันในเว็บไซต์ ช่องทางในการส่งการบ้าน ช่องทางในการสื่อสารกับเพื่อนๆในกลุ่ม และเราสามารถสร้างเว็บบอร์ดเพื่ออภิปรายกันได้อีกด้วย

Case: The Implementation of E-Learning at NIDA
e-Learning ได้เริ่มต้นประกาศใช้งานเมื่อปลายปี 2550 โดยมีอาจารย์ ผศ.ดร. ประดิษฐ์ วรรณรัตน์ อดีตรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ ซึ่งเป็นผู้ที่ผู้รับผิดชอบในโครงการ E-learningและยังเป็นผู้คิดริเริ่มโครงการนี้ด้วย โดยมองว่าโครงการนี้จะเป็นทางหลักที่จะก้าวไปข้างหน้า เปลี่ยนแปลงคุณภาพการสอนและการเรียนรู้ อีกทั้งยังดึงดูดให้มีนักศึกษาในหลักสูตรออนไลน์มากขึ้นด้วย โครงการได้ได้เนินไปจนกระทั่งเดือนเมษายน 2552 หลังจาก 1 ปีที่มีการใช้ e-Learning ผู้บริหารระบบ e-Learning มาประชุมกัน และดร.ประดิษฐ์ ได้หยุดการใช้งบประมานชั่วคราว เนื่องจากยังคงพบปัญหาอยู่หลายเรื่องในการดำเนินโครงการ

ข้อมูลสถิติผู้เข้าศึกษาในปี พ.ศ. 2546-2550 http://www.nida.ac.th/thai/web/images/pdf/nida_plan_report%2015.pdf

ปัจจัยในการลดลงของจำนวนนักศึกษา
1. การเปิดสอนหลักสูตรทางไกลของมหาวิทยาลัยและสถาบันสอนปริญญาโทต่างๆ ซึ่งหลักสูตรดังกล่าวนั้นรองรับนักศึกษาที่ต้องทำงานเต็มเวลาได้ด้วย เมื่อพิจารณาดูจึงพบแนวทางการให้ทางเลือกในการเปิดแผนการเรียนการสอนแบบใหม่นี้ (ในบางมหาวิทยาลัยการเรียนทางไกลนั้นไม่ต้องใช้เวลาเรียนในห้องเลย) NIDA จึงต้องมีการนำมาใช้เพื่อที่จะแข่งขันกับสถาบันการสอนอื่นๆได้
2. สภาพเศรษฐกิจที่เจริญเติบโต การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในช่วง 3 ปี การลงทุนในประเทศไทยได้เพิ่มขึ้น อัตราว่างงานลดลง จึงเกิดการจ้างงานในตำแหน่งที่ดี จึงทำให้นักศึกษาจบการศึกษาได้งานใหม่อย่างรวดเร็วและเลื่อนที่จะศึกษาต่อออกไป สนใจทำงานมากกว่าการเข้าศึกษาต่อ

ไม่ว่าเหตุผลใดก็ตามที่ทำให้จำนวนนักศึกษาลดลง ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อดีตอธิการบดีของ NIDA เชื่อว่าการนำ e-Learning มาใช้งานใน NIDA จะเปลี่ยนแปลงคุณภาพการเรียนและการสอน ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อคณะและนักศึกษา และมองว่า e-Learning นั้นมีความคุ้มค่า โดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงการแข่งขันกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ แต่สิ่งที่สำคัญคือการพัฒนาการเรียนการสอน ที่จะช่วยให้การศึกษานั้นมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น

จุดประสงค์ของโครงการ
จุดประสงค์ของโครงการก็คือเพื่อใช้ระบบ E-Learning เป็นส่วนเสริมและส่วนเติมเต็มในห้องเรียน ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการเรียนการสอนในการนำเสนอสรุปบทเรียนที่ถูกสอนในห้องเรียนปกติและเพื่อสำหรับนักเรียนในการทบทวนก่อนสอบนอกจากนี้ยังเป็นผลดีต่อนักเรียนที่ไม่ได้เข้าชั้นเรียนโดยเนื้อหาจะอยู่ในรูปแบบไฟล์ flash ซึ่งจะถูกรวมเข้ากับ slide และเสียงของอาจารย์นอกจากนี้อาจารย์สามารถใช้ระบบ E-Learning ในการสื่อสารกับนักเรียนได้มากขึ้นอาจารย์ยังใช้ในการให้การบ้านรวมถึงให้ความรู้เพิ่มเติมนอกเวลาเรียน'
E-learning จะช่วยให้การสื่อสารระหว่างอาจารย์กับนักศึกษาง่ายยิ่งขึ้น โดยการใช้ประโยชน์จาก LMS
การพัฒนาระบบ E-learning ที่มีอยู่ในตอนนี้มุ่งเน้นไปในระดับที่สามารถใช้ได้ในสถาบัน ทางนิด้าเองยังไม่มีแผนการที่จะทำให้อยู่ในระดับ full online เนื่องจากยังห่างไกลกับมาตรฐานขั้นพื้นฐานของ online degree นั่นคือ การควบคุมคุณภาพและเนื้อหา เนื่องจาก online degree เป็นอีกขั้นที่สูงกว่าซึ่งต้องใช้สื่อขั้นสูงทั้งในเรื่องอนิเมชั่นและ graphic ในตัวเนื้อหาเพื่อให้นักศึกษาง่ายต่อการเข้าใจ ในส่วนของ e-learning ในขั้นที่นิด้าจะทำ ทางสถาบันเองจะต้องเตรียมความพร้อมของผู้ใช้โดยจะมีการเพิ่มเติมกฎและเงื่อนไขเพื่อควบคุมคุณภาพและการทดสอบ โดย web conference จะทำการยืนยันความเข้าใจของนักศึกษาหรือมีการสอบปากเปล่า อย่างไรก็ตาม เพื่อที่จะประสบความสำเร็จในระดับที่นิด้าตั้งเอาไว้ องค์ประกอบขั้นพื้นฐาน กฎและข้อบังคับต่างๆได้รวมอยู่ในการประกันคุณภาพ

http://lms.nida.ac.th/moodle/

http://cydu.nida.ac.th/pa6012new/

http://cydu.nida.ac.th/ba5601ch16

http://congress.indiana.edu/e-learning-module-federal-budget-allocation

http://ocsc.chulaonline.net/main/default52.asp

ทางเลือก 4 ทางสำหรับการนำ E-learning ไปใช้
1. Outsourcing
2. using open source
3. buying software package
4. in-house development
ในที่สุดนิด้าตัดสินใจใช้ open source software เนื่องจากไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม สามารถทำให้เกิดการสร้างเว็บบอร์ดและการอภิปรายได้อย่างที่คาดหวังไว้ สำหรับ Content บางงานที่สถาบันสามารถทำได้ด้วยตัวเองเราก็ทำ ถ้าทำไม่ได้ก็ outsource อย่างเช่น ถ้าหากท่านอาจารย์ต้องการผลิต E-learning 3 ชั่วโมง สถาบันสามารถผลิตและตัดต่อได้เอง ซึ่งจะประหยัดค่าใช้จ่ายด้วย แต่ถ้าอาจารย์ต้องการทำแบบ Full course ประมาณ 48 ชั่วโมง ก็อาจให้ outsource เป็นฝ่ายผลิต
สำหรับ LMS ทางสถาบันจะไม่ outsource เพราะมันไม่เสร็จสมบูรณ์ เราสามารถจ้างพนักงานทำงานนี้ได้ พนักงานสามารถทำงานบางอย่างเช่น เพิ่มวิชา ลบวิชา เพิ่มโปรแกรม
ความคาดหวังจากการใช้ E-Learning
-นักเรียนสามารถทบทวนเนื้อหาสำหรับเตรียมสอบและสามารถสื่อสารกับอาจารย์และเพื่อนๆได้ง่ายขึ้น
-เพิ่มการสื่อสารระหว่างอาจารย์กับนักศึกษา
ปัจจัยที่ต้องพิจารณาในการดำเนินการ
1. การสร้างให้เกิดความพร้อมและการยอมรับ ด้วยการฝึกอบรมให้กับผู้ใช้ที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย
2. อุปสรรคสำคัญต่อการใช้ Web-based learning คือ
- เวลาที่จำกัดในการเรียนรู้การใช้งานและนำไปพัฒนาให้เหมาะสมกับหลักสูตร
- ขาดการฝึกอบรมอย่างเพียงพอ
- ขาดการสนับสนุนทางเทคนิค
- ทรัพยากรไม่เพียงพอ
- ขาดการรับรู้หรือตระหนักในคุณค่าของการนำ Web-based มาใช้ในการเรียนการสอน
3. ความมั่นใจในการใช้ คอมพิวเตอร์ในการสอนนั้นมีความสัมพันธ์กับอายุของบุคลากรและอาจารย์ โดยผู้ที่มีอายุน้อยก็จะมีความมั่นใจในการใช้คอมพิวเตอร์มากกว่าผู้ที่มีอายุมากกว่าบุคลากรที่อายุมากจะรู้สึกยังไม่เปิดรับต่อการใช้เทคโนโลยีเมื่อเทียบกับนักศึกษาทำให้ขาดการตื่นตัวในการพัฒนามาใช้ e-learning ในการสอน
4. สถาบันการศึกษาระดับสูงในประเทศไทยที่ใช้ระบบ E-Learning พบว่ารูปแบบการใช้ E-Learning ที่เป็นที่นิยมคือการใช้เสริมการเรียนการสอนมากกว่าการใช้ทดแทนการศึกษาในที่มีผลต่อความสำเร็จของ E-Learning คือ โครงสร้างพื้นฐานทางด้านโปรแกรมคอมพิวเตอร์และสภาวะแวดล้อมในการเรียนของสถาบัน
5. การสร้างความรู้ ความเข้าใจ ในประโยชน์ของ E-Learning เนื่องจากอาจารย์หลายๆท่านไม่เห็นประโยชน์ที่จับต้องได้ของ E-Learning บางคณะกล่าวว่า “ทำไมถึงต้องการใช้ E-Learning ในเมื่อก็ได้รับ feedback ที่ดีของ นศ. ในวิธีการสอนในปัจจุบัน” อาจารย์ท่านอื่นๆยังกล่าวอีกว่า “E-Learning จากทำให้การสอนซับซ้อนมากยิ่งขึ้น และพวกเขาต้องการจะสอนด้วยวิธีธรรมดา” ความเข้าใจในการใช้ของอาจารย์หลายๆคนรู้สึกว่าพวกเขาต้องทำงานเพิ่มขึ้นในการใช้ E-Learning แม้ว่ากระบวนการในการพัฒนาวัสดุของ E-Learning จะง่ายในทางเทคนิค อาจารย์ส่วนมากไม่ต้องการจะพัฒนาวัสดุของ E-Learning ด้วยตนเอง แต่พวกเขาต้องการทีมงานในการสนับสนุนในการพัฒนาวัสดุของ E-Learning โดยเฉพาะสำหรับอาจารย์ที่มีอายุเยอะของคณะที่ไม่ชำนาญในด้านเทคนิค สำหรับในด้าน นศ. ที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับโครงการนี้ ทางคณะกรรมการได้พูดถึงปัญหาเกี่ยวกับการต่อต้าน แต่การขาดข้อมูลที่เพียงพอทำให้ยังไม่มีข้อสรุป ประเด็นที่ควรพิจารณาคือ ถ้า E-Learning ไม่ถูกบังคับ พวกนักศึกษาจะเข้าร่วมหรือไม่ หรือพวกเขาอาจจะชอบที่จะได้เจอหน้าหรือพูดคุยทางโทรศัพท์มากกว่า
6. กฎสำคัญ 10 ประการที่มีผลต่อ e-learning
1.การมีวิสัยทัศน์ร่วมกันในการเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้
2.กระบวนการออกแบบหลักสูตร
3.การแนะนำการใช้งาน e-learning ที่เหมาะสม
4.กลยุทธ์การทำงานเป็นกลุ่ม
5.สิ่งอำนวยความสะดวกที่มีประสิทธิภาพ
6.การอบรมและการสนับสนุนของคณะ
7.กรอบที่คาดไว้ เช่น แฟ้ม outline ของหลักสูตร
8.Feedback ของนักศึกษา
9.คณะกรรมการต้องพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่อง
10.การตรวจสอบและการประเมินผลของการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
7.จุดแข็ง และ จุดอ่อนของระบบ e-learning
จุดแข็ง:
-ประหยัดต้นทุนทางด้านเวลาและการปฏิรูป
-นักศึกษามีอิสระในการแสดงความคิดเห็นมากขึ้น
-ลดต้นทุนการเรียนการสอนในระยะยาว
-ผู้สอนมีเวลาในการทำวิจัยและรับผิดชอบงานต่างๆมากขึ้น
จุดอ่อน:
-นักศึกษาขาดทักษะในการบริหารเวลาและขาดวินัยในตนเอง
-ขาดทักษะในด้านการสืบค้น
-ขาดทักษะด้านภาษา
-นักศึกษามากกว่า 80% ชอบเรียนกับอาจารย์ ในขณะที่ 20% ชอบเรียนกับ E-Learning
ข้อดี/ประโยชน์ของ e-learning
- จะช่วยให้นักเรียนสามารถสื่อสารกับอาจารย์และเพื่อนๆได้ง่ายขึ้น
- อาจารย์สามารถใช้ E-Learning ในการมอบการบ้านและงานต่างๆรวมถึงให้ความรู้เพิ่มเติม นอกจากความรู้ที่ให้ในห้องเรียนโดยอาจารย์ไม่จำเป็นต้องนัดหมายนักศึกษา
- การเรียนแบบนี้มีความยืดหยุ่น
ปัญหา/ข้อเสีย/ข้อจำกัดของ e-learning
- การออกแบบระบบการเรียนการสอนที่ไม่ดีก็สามารถทำให้ผู้เรียนหมดกำลังใจ เกิดความเบื่อหน่ายและความไม่พอใจต่างๆได้
- ต้นทุนการพัฒนาสำหรับหลักสูตรออนไลน์โดยปกติแล้วจะสูงกว่าการเรียนการสอนแบบปกติ (ต้นทุนของการพัฒนา e-learning 300,000 บาทต่อหนึ่งชั้นเรียน)
- ระดับของการมีส่วนร่วมที่ต่ำ
- การถูกขโมยความคิดได้ง่าย จากการนำไปไว้บนระบบออนไลน์
- กรรมสิทธิ์จะเป็นของทางอาจารย์หรือมหาวิทยาลัย
- ไม่ต้องการให้เลคเชอร์ถูกบันทึกในคำพูดที่ไม่สุภาพหรือเรื่องที่อ่อนไหว
ข้อมูลในเชิงลึกที่รวบรวมก่อนการดำเนินงาน
ก่อนที่จะมีการดำเนินงานแบบเต็มรูปแบบ ได้มีการจัดทำโครงการนำร่องขึ้นมาก่อน ซึ่งส่วนประกอบของ e-learning ในโครงการนำร่องนั้นจะประกอบด้วยสองส่วนคือ ตัวเนื้อหา และเครื่องมือมัลติมีเดีย
และในการสำรวจผู้มีส่วนร่วมได้ให้อาจารย์ 2 ท่านจากคณะสถิติประยุกต์ คือ ดร. รวีวรรณ อู่พันธ์วิริยกุล อาจารย์ประจำวิชาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์และสถิติ และอีกท่านคือ ดร. สุรพล วัฒนมงคล อาจารย์วิชาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ เนื่องจากทั้งสองท่านมีประสบการณ์ในการใช้เครื่องมือใหม่ๆซึ่งทั้ง 2 ท่านก็เป็นส่วนหนึ่งของโครงการนำร่อง E-Learning นั่นเอง
ข้อมูลเชิงลึกในคณะถึงความเข้าใจในอุปสรรคของ E-Learning

ดร.รวีวรรณ (คณะสถิติประยุกต์) ได้กล่าวว่า โดยส่วนใหญ่แล้ว อาจารย์หลายท่านเห็นด้วยกับโครงการ E-Learning และพบว่ากระบวนการในการผลิตเนื้อหา E-content นั้นไม่ใช่อุปสรรค อย่างไรก็ตามอุปสรรคสำคัญนั้นคือเวลา เนื่องจากว่าอาจารย์แต่ละท่านมีงานยุ่งทั้ง การสอน และการวิจัย อีกทั้ง ข้อจำกัดของเวลาในการผลิต E-Content ก็เป็นอุปสรรคของอาจารย์ที่ไม่ได้ศึกษาในด้านเทคโนโลยีเฉาะทาง ดังนั้น เพื่อที่จะขจัดปัญหาเหล่านั้น นิด้าควรจะต้องหาทีมในการพัฒนาในการช่วยเหลือคณะต่างๆสำหรับการเตรียมเนื้อหาวิชาที่จะบรรจุใน E-Learning เว็บไซต์ และช่วยในงานอื่นๆที่ทำให้ตัวอาจารย์เสียเวลาอีกด้วย นอกจากนี้ นิด้าควรมีบุคลากรพิเศษที่ทำหน้าที่จัดการเกี่ยวกับ audio-visual ในส่วนของการผลิตเนื้อหาและตัดต่อ video-slide เพื่อคอยสนับสนุนอาจารย์ โดยการที่เพิ่มหน่วยงานพิเศษอย่างผู้เชี่ยวชาญด้านการควบคุมเสียง จะสามารถทำให้ประหยัดเวลา และการผลิตเนื้อหา รวมถึง การตัดต่อ Video-slide สำเร็จได้เร็วขึ้น

ข้อมูลเชิงลึกในคณะถึงความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาลิขสิทธ์
ทั้ง ดร.สุรพลและ ดร.รวีวรรณไม่ได้มีความกังวลในเรื่องการเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในเนื้อหาของหลักสูตรที่นำไปใส่ในเว็บ ว่าตัวเนื้อหานั้นจะเป็นของคณาจารย์ หรือ เป็นของสถาบัน โดยทั้งคู่ได้กล่าวว่าเนื้อหาควรเปิดเผยต่อสาธารณะ ในรูปแบบออนไลน์ ซึ่งจะเป็นในรูปแบบของ Adobe Acrobat หรือ PowerPoint แต่ในช่วงแรกนั้นควรจะป้องกันลิขสิทธิ์ในเนื้อหาของe-Learning โดยนำมาใช้แค่ในระบบ Intranet เพื่อที่จะจำกัดสิทธิ์ในการใช้เฉพาะนักศึกษานิด้าเท่านั้น.”
ในขณะที่ ดร.ประดิษฐ์ กลับมความ รู้สึกพึงพอใจอย่างมากที่ได้รู้ถึงมุมมองของคณาจารย์บางส่วนที่มีส่วนร่วมในการนำร่องโครงการนี้ ซึ่งเป็นตัวอย่างในการสำรวจกลุ่มเล็กๆที่เข้าร่วมโครงการ และมีมุมมองเชิงบวกที่ที่มีต่อการนำ e-Learning มาใช้เพื่อเพิ่มศักยภาพในการสอนและการเรียนรู้ ซึ่งนั่นจะช่วยให้ ดร.ประดิษฐ์รู้สึกว่าอยากจะทำการดำเนินการโครงการนี้อย่างเต็มรูปแบบนั่นเอง

ความกังวลเกี่ยวกับปัญหา

แม้ว่าผู้เข้าร่วมในโครงการนำร่องจะให้การตอบรับร่วมมือเป็นอย่างดีกับ E-Learning แต่ก็ยังมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับปัญหา ซึ่ง ดร. ประดิษฐ์ทราบอย่างดีว่า ในการลงทุนทำ E-Learning จะไม่ประสบความสำเร็จหากไม่ได้รับความร่วมมือจากคณะและนักศึกษา อีกทั้งการที่ E-learning ประสบความสำเร็จในหลายๆมหาวิทยาลัย ซึ่งการใช้E-learning ก็เป็นหนึ่งในวิธีที่ใช้มาทำการแข่งขันกันระหว่างสถาบันการศึกษาในไทย หากระบบ e-Learning ไม่ประสบความสำเร็จในNIDA อาจจะทำให้มหาวิทยาลัยเสียชื่อได้ มากไปกว่านั้นแล้ว ตัวนักศึกษาเองบางส่วนก็ต้องการให้นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการศึกษาด้วย ถ้าNIDAไม่ประสบความสำเร็จในการนำ E-learning เข้ามาใช้ อาจทำให้นักศึกษาที่จะเข้าศึกษาต่อที่สถาบัน NIDA น้อยลงก็เป็นได้
จากปัญหาดังที่กล่าวมาแล้ว ทำให้ดร.ประดิษฐ์ ตระหนักว่า การนำระบบ E-Learning มาใช้งาน จะส่งผลกระทบต่อระบบโครงสร้างหลักของ NIDA นอกจากนี้ก็ยังเจอกับปัญหาจากการต่อต้านการใช้งาน E-learning จากทางคณะ, เจ้าหน้าที่ และนักศึกษาบางส่วน และตั้งแต่เริ่มต้นแนะนำการใช้งาน E-learning ตลอดจนการนำ E-Learning มาใช้เพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการเรียนการสอน ทำให้ ดร.ประดิษฐ์ตัดสินใจที่จะดำเนินการทีละอย่าง โดยเริ่มจากโครงการนำร่องก่อน โดยผู้เข้าร่วมโครงการนี้จะประกอบด้วยผู้ที่พร้อมเรียนรู้จากคณะละ 4 คน ที่มีทักษะพื้นฐานด้านเทคโนโลยี ถ้าโครงการนำร่องมีแนวโน้มจะประสบความสำเร็จก็จะดำเนินการต่อไปทีละหลักสูตร จนกระทั่งทุกหลักสูตรของนิด้าสามารถใช้ e-Learning ได้
ปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จของการใช้ E-learning?
ปัจจัยที่สำคัญสำหรับการใช้ E-learning ในสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์สามารถแบ่งได้เป็น 3 ส่วนดังนี้
1). การเตรียมความพร้อมของอาจารย์: ส่วนหนึ่งของอาจารย์ในสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์มีความสนใจในการใช้ E-learning อยู่แล้วและอาจารย์ส่วนใหญ่ก็เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีเป็นอย่างดี อย่างไรก็ดี อาจารย์จำเป็นที่จะต้องสละเวลานอกเหนือจากการเรียนการสอนแบบปกติเพื่อที่เตรียมอุปกรณ์ในรูปแบบการนำเสนอและการบันทึกวิดีโอ
ณ ตอนนี้ มีอาจารย์จำนวน 22 คนตกลงที่จะทำสื่อการเรียนการสอนแบบ E-learning รวมทั้งสิ้น 27 วิชา ในวิชาแรกจะอธิบายกรณีศึกษาการรับรู้ของนักบิน กรณีศึกษาที่นักบินอยู่ในกระบวนการของการบันทึกและการแก้ไข ดังนั้นไฟล์ที่สมบูรณ์จะถูกโพสต์บนเว็บและพร้อมที่จะให้นักเรียนเรียนได้ภายในเดือนกันยายน โดยวิชานี้จะสอนโดย ศาสตราจารย์สมบัติ อธิการบดี
หลังจากที่มี E-learning เป็นครั้งแรกที่มีการออกเผยแพร่โดย อาจารย์ประดิษฐ์เชื่อว่ากลุ่มของอาจารย์ที่ตอบสนองต่อการใช้ E-learning จะมีเพิ่มมากขึ้น เหมือนกับตอนที่ภาพดิจิตอลเป็นที่รู้จักครั้งแรกในประเทศไทย อาจารย์บางส่วนปฏิเสธที่จะใช้เทคโนโลยีใหม่นี้ แม้ว่าจะมีการอำนวยความสะดวกมากขึ้นให้กับพวกเขาในการสอน.จริงๆแล้วดิจิตอลจะเป็นที่นิยมมากขึในหมู่อาจารย์เมื่อพวกเขารู้วิธีที่จะใช้อุปกรณ์และตระหนักถึงความสะดวกสบายของตนเอง นอกจากนี้เมื่อ PowerPoint ได้ถูกใช้ในประเทศไทย อาจารย์บางส่วนปฏิเสธการใช้ PPT เพราะคิดว่ายุ่งยาก และตัวอาจารย์เองก็ไม่อยากที่จะศึกษาวิธีการใช้เทคโนโลยีใหม่อีก แต่หลังจากนั้นพบว่า PPT กลายเป็นที่นิยมมาก พบว่ามีการใช้ PPT อย่างแพร่หลายในชั้นเรียน
2). ความพร้อมของนักศึกษา: ความพร้อมของศึกษาไม่ได้เป็นปัญหาในการดำเนิน E-learning เท่าใดนัก เพราะว่านักเรียนเองต่างมีความมุ่งหวังและอยากจะแสวงหาความรู้ ดังนั้น E-learning จะเป็นหนึ่งในทางเลือกที่จะเข้าถึงความรู้สำหรับพวกเขา
3). ความเพียงพอของทรัพยากร: ซึ่งรวมถึงทรัพยากรมนุษย์สำหรับการเรียน E-learning ด้วย พบว่าขณะนี้เป็นสิ่งที่หายาก (ใน NIDA) มีเพียง 1-2 วิชาเท่านั้น แต่เมื่อทั้ง 27 วิชาที่มีความพร้อม จะมีการ outsource ทั้งหมดผ่านกระบวนการ เนื่องจากการเรียนจะใช้เป็นเพียงการเรียนเสริมและเฉพาะมากขึ้น จึงทำให้ค่าใช้จ่ายสำหรับบทเรียน E-learning ค่อนข้างสูงและ E-learning มีราคา 300,000 บาทต่อวิชา

NIDA e-learning ไม่ประสบความสำเร็จ
พบว่ายังคงมีข้อจำกัดบางประการที่ทำให้ e-learning ไม่ประสบความสำเร็จเสียที เช่น ในบางกรณีก็เกิดความไม่สมดุลระหว่างเทคโนโลยีและงบประมาณที่เกิดขึ้นจริง, การพัฒนาทักษะและความสามารถของผู้ใช้งาน รวมไปถึงแรงผลักดันที่จะลองสิ่งใหม่ๆและความกลัวการเปลี่ยนแปลง ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้ จะต้องมีการตัดสินใจว่าควรดำเนินการอย่างไรให้อาจารย์และนักเรียนปรับตัวเข้ากับระบบ e-Learning อีกทั้งต้องปรับปรุงระบบ e-Learning อย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพ และทำให้ NIDA เป็นสถาบันที่ได้เปรียบกว่าสถาบันการศึกษาอื่นๆ e-Learning ซึ่งนั้นอาจเป็นอนาคตของการสอนและการเรียนรู้
สำหรับนิด้าเอง ยังมีงบประมาณที่ไม่เพียงพอที่จะทำโครงการทั้งหมด
ในส่วนของอาจารย์ ยังคงต้องการเนื้อหาเพิ่มเติมเพื่อมาสนับสนุน เนื่องจากอาจารย์ที่เข้าร่วมโครงการต้องมีเวลาพอสมควรที่จะเตรียมเนื้อหาสำหรับการผลิตวีดีโอ โดยอาจารย์จะแบ่งออกเป็นสามกลุ่ม ดังนี้
-กลุ่มแรก คือกลุ่มที่ต่อต้านที่จะเข้าร่วม
-กลุ่มที่สองคือกลุ่มอาจารย์ที่มีความสนใจอยากจะเข้าร่วมแต่ยังไม่มีเวลาที่จะเข้ามาทำ
-ส่วนกลุ่มสุดท้ายคือกลุ่มอาจารย์ที่เข้าร่วม
ในสองกลุ่มแรกนั้นมีอาจารย์อยู่ประมาณ 70-80 % ซึ่งมีแผนการที่จะเริ่มจากสองกลุ่มแรกนี้ ปัญหาก็คือจะทำอย่างไรให้อาจารย์สองกลุ่มแรกนี้ยอมรับกิจกรรม
สำหรับนักศึกษาปัญหาก็คือ ถ้าไม่บังคับใช้ นักศึกษาจะเข้าร่วมหรือไม่ ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามีการจัดหาหัวข้อต่างๆเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ แต่นักศึกษาไม่ได้ใช้แลกเปลี่ยนกับนักศึกษาคนอื่นเลย หรือนักศึกษามีความรู้สึกว่าอยากจะพูดคุยต่อหน้าหรือทางโทรศัพท์มากกว่า

โอกาสในอนาคต
โอกาสที่น่าตื่นเต้นสำหรับการพัฒนาและขยายการใช้ระบบ E-Learning ในอนาคตนั้น ดร.ประดิษฐ์ ทราบเป็นดีว่าอย่างแรกที่ NIDAต้องมีคือ หาวิธีที่จะจัดการกับความท้าทายที่เกิดขึ้นให้ได้อย่างทันที โดยคณะกรรมการ E-Learning และฝ่ายพัฒนาทางเทคนิคของ ISEC จะต้องหาวิธีเพื่อเร่งให้เกิดการยอมรับ E-Learning ทั้งระหว่างคณะอาจารย์และนักศึกษาซึ่งเป็นผู้ร่วมงานอีกส่วนหนึ่งของคณะ ที่มีความเหมาะสมในการฝึกอบรมที่มีความเป็นไปได้ที่สุด โดยอาจทีการสร้างเนื้อหาที่จะเป็นโครงสร้างและอำนวยความสะดวก ในการกระตุ้นให้เกิดการใช้งานที่แท้จริง สุดท้ายคือ ชนิดของการวางแบบแผนการจัดการการที่มีการเปลี่ยนแปลงให้มีความเหมาะสมนั้นมีองค์ประกอบด้วยอะไรบ้าง รวมไปถึง พิจารณาถึงแผนการจัดการและการทำอย่างไรให้ระบบ E-Learning ของNIDA นั้นสามารถสร้างความแตกต่างและโดเด่นจากโปรแกรม E-Learning ของสถาบันคู่แข่ง

ภาคผนวก
Exhibit 7
ข้อมูลการสัมภาษณ์รองศาสตราจารย์ Prdit Wanarat รองประธานฝ่ายกิจการวิชาการ
1. ปัจจัยใดที่มีส่วนในการนำ E-learning มาใช้ในการเรียนการสอนในสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์? ใครเป็นผู้คิดค้นโครงการและเริ่มมาตั้งแต่เมื่อไร?
ศาสตราจารย์สมบัติคือบุคคลที่ได้เริ่มโครงการของการใช้ E-learning ในสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ตั้งแต่ปี 2007 เขามองว่าเทคโนโลยีในปัจจุปันกำลังขับเคลื่อนไปข้างหน้า จึงควรจะนำมาใช้ในสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์เพื่อเสริมประสิทธิภาพในการเรียนการสอน
2. วัตถุประสงค์และประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการใช้ E-learningในสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์คืออะไร?
วัตถุประสงค์ของโครงการนี้คือการใช้ E-learning เป็นที่เพื่อเพิ่มเติมในชั้นเรียน E-learning จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการเรียนการสอนและการเรียนรู้ E-learning จะถูกนำมาใช้เพื่อให้เป็นบทสรุปของการเรียนการสอนในชั้นเรียนแบบดั้งเดิมสำหรับนักเรียนเพื่อทบทวนก่อนที่จะสอบ ยังสามารถทำประโยชน์ให้แก่นักเรียนที่โดดชั้นเรียน E-learningจะสรุปในรูปแบบของไฟล์ที่รวมสไลด์การสอนและเสียงของอาจารย์ร่วมกัน นอกจากนี้อาจารย์สามารถใช้การสื่อสารการเรียนการสอนกับนักเรียนได้ง่ายขึ้น อาจารย์สามารถใช้ E-learning ที่จะให้การบ้านกับนักเรียนรวมทั้งให้ความรู้กับนักเรียนพิเศษนอกเหนือจากเวลาเรียน ณ ปัจจุบัน สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ไม่ได้มุ่งหวังที่จะพัฒนาและใช้ e-Learning เพื่อให้เต็มหลักสูตรการศึกษาระดับปริญญาออนไลน์ แต่นิด้าพยายามที่จะใช้ E-learning เป็นสิ่งที่เพิ่มเติมในชั้นเรียนและการเรียนปริญญาแบบออนไลน์อาจจัดตั้งขึ้นในสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ในอนาคตก็เป็นไปได้
3. อะไรเป็นปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จของการใช้ E-learning?
ปัจจัยที่สำคัญสำหรับการใช้ E-learning ในสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์สามารถแบ่งได้เป็น 3 ส่วนดังนี้
ก.การเตรียมความพร้อมของอาจารย์: นี้เป็นส่วนหนึ่งของอาจารย์ในสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์มีความสนใจในการใช้ E-learning และส่วนใหญ่อาจารย์เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความคุ้นเคยกับเทคโนโลยี อาจารย์จำเป็นที่จะต้องอุทิศเวลานอกเหนือจากการเรียนการสอนแบบดั้งเดิมในการเตรียมอุปกรณ์ในชั้นเรียนชั้นเรียนในรูปแบบการนำเสนอและการบันทึกวิดีโอสำหรับการเรียน E-learning นี้จะไม่รวมการใช้เวลา,ในการมีส่วนร่วมและการอภิปรายในชั้นเรียน นอกจากนี้ยังข้ามบางส่วนของการนำเสนอและบางส่วนจะถูกตัดออกไป นอกจากนี้อาจารย์ควรจะมีความมั่นใจและไม่กังวลว่าจะมีการเลื่อนการเรียนการสอนของพวกเขาอีกด้วย
ณ ตอนนี้ อาจารย์จำนวน 22 คนยอมรับที่จะทำให้สื่อการเรียนการสอนแบบE-learning รวมทั้งสิ้น 27 วิชา วิชาแรกจะอธิบายกรณีศึกษาการรับรู้ของนักบินวิชานี้จะสอนโดยสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ของอธิการศาสตราจารย์ Sumbat กรณีศึกษาที่นักบินอยู่ในกระบวนการของการบันทึกและการแก้ไข ดังนั้นไฟล์ที่สมบูรณ์จะถูกโพสต์บนเว็บและพร้อมที่จะให้นักเรียนเรียนได้ภายในเดือนกันยายน
หลังจากที่มีE-learningเป็นครั้งแรกที่มีการเผยแพร่โดยอาจารย์ประดิษฐ์เชื่อว่ากลุ่มของอาจารย์ที่ตอบสนองต่อการใช้ E-learning จะเพิ่มมากขึ้น เหมือนกับตอนที่ภาพดิจิตอลเป็นที่รู้จักครั้งแรกในประเทศไทย อาจารย์ประจำที่ใช้ของเดิมจะปฏิเสธที่จะใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่แม้จะอำนวยความสะดวกมากขึ้นกับพวกเขาในการสอน.และดิจิตอลเป็นที่นิยมมากขึ้นในหมู่อาจารย์เมื่อพวกเขารู้วิธีที่จะใช้อุปกรณ์และตระหนักถึงความสะดวกสบายของตนเอง นอกจากนี้เมื่อ PowerPoint ได้ถูกใช้ในประเทศไทยอาจารย์ปฏิเสธการใช้ PPT เพราะมันเป็นขั้นสูง และอาจารย์ก็ไม่อยากที่จะศึกษาวิธีการใช้ว่าเทคโนโลยีใหม่อีกต่อไป หลังจากนั้น PPT กลายเป็นที่นิยมเกือบทุกศาสตราจารย์และใช้ PPT แพร่หลายในชั้นเรียน
ข. พร้อมของนักศึกษา: ความพร้อมของศึกษาไม่ได้เป็นปัญหาในการดำเนินE-learning สำหรับอาจารย์สมบัติในขณะที่เขาคิดว่านักเรียนเรียนรู้มีความมุ่งหวังและพวกเขามักจะแสวงหาความรู้ E-learning จะเป็นหนึ่งในทางเลือกที่จะเข้าถึงความรู้สำหรับพวกเขา
ค. ทรัพยากรเพียงพอ: รวมถึงทรัพยากรมนุษย์สำหรับการเรียน E-learning ซึ่งขณะนี้เป็นสิ่งที่หายาก (ใน NIDA) มีเพียง 1-2 วิชาเท่านั้น แต่เมื่อทั้ง 27 วิชาที่มีความพร้อมในการบันทึกที่เราต้องการที่จะ outsource ทั้งหมดผ่านกระบวนการ แม้การเรียนจะใช้เป็นการเรียนเสริมและเฉพาะมากขึ้นจึงทำให้ค่าใช้จ่ายสำหรับบทเรียน E-learning ค่อนข้างสูงและE-learningมีราคา 300,000 บาทต่อวิชา
4 สิ่งที่จะส่งผลกระทบต่อการมีความสัมพันธ์ระหว่างนักศึกษาและอาจารย์เมื่อ E-learning เริ่มดำเนินการ?
E-learning จะช่วยในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างนักศึกษาและอาจารย์เพราะพวกเขาสามารถติดต่อกันได้ง่ายขึ้นทุกที่ทุกเวลา ถ้าอาจารย์ต้องการกำหนดให้ทำงานใด ๆ ให้กับนักเรียนไม่จำเป็นต้องมีการนัดหมายเพราะมันเป็นเรื่องยากที่จะได้นัดทุกคนในสถานที่เดียวกันและเวลาเดียวกัน อาจารย์สามารถฝากข้อความเพื่อแจ้งให้ทราบเกี่ยวกับการทำงานสำหรับนักเรียนทุกคนผ่านทางเว็บบอร์ดหรือเว็บไซต์
5. ในขณะที่หลายๆมหาวิทยาลัยให้ความสนใจกับการใช้ E-learningสำหรับปริญญาโท เพราะฉะนั้นจะมีผลกระทบต่อสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์อย่างใด? และมันอาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งของการลดลงของจำนวนลงทะเบียนใหม่ในปีนี้?
E-learning ได้ใช้ในประเทศไทยมาเป็นเวลานานในรูปแบบของสื่อการเรียนรู้ที่อยู่ห่างไกล มหาวิทยาลัยหลายแห่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งมหาวิทยาลัยที่ตั้งในกรุงเทพและมหาลัยเปิดเช่นมหาวิทยาลัยรามคำแหงและมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์แล้วใช้ E-learning เมื่อหลายปีที่ผ่านมา ตอนนี้เราคิดว่าจะไม่มีผลกระทบต่อการลงทะเบียนเรียนของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ แต่ยังไม่ชัดเจนมากนักและเมื่อยืนยันได้ว่านักศึกษาที่จบการศึกษาจากระบบE-learningมีประสิทธิภาพเท่าเทียมกับนักเรียนจบการศึกษาจากชั้นเรียนปกติ ดังนั้นการลดลงของปริมาณที่นักศึกษาลงทะเบียนเรียนใหม่ไม่ได้มาจากผลที่เกิดขึ้นใหม่ของหลักสูตรการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยอื่น ๆ แต่มันเป็นผลมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในช่วง 3 ปี การลงทุนในประเทศไทยได้เพิ่มขึ้น อัตราว่างงานลดลง, นักเรียนจบการศึกษาได้งานใหม่อย่างรวดเร็วจึงทำให้นักศึกษาเลื่อนที่จะศึกษาต่อออกไป
6 คุณวางแผนที่จะให้ E-learning ประสบความสำเร็จที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ได้อย่างไร
หลังจากที่เราทดลองใช้ E-learning เราจะประเมินผลที่จะได้รับการตอบรับจากอาจารย์และนักเรียน ผมคิดว่าเราจะใช้เกณฑ์ 2 ครั้งแรกเพื่อที่จะเพิ่มขึ้นในประสิทธิภาพของการเรียนรู้ ส่วนที่สองจะลดอุปสรรคในการติดต่อสื่อสารระหว่างอาจารย์กับนักศึกษาและระหว่างนักเรียนกับนักศึกษา วัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ รวมถึงการลดค่าใช้จ่าย,ต้นทุนของกระดาษ นอกจากนี้ยังมีความเร็วในการมอบหมายการทำงานและการติดต่อสื่อสารระหว่างอาจารย์และนักเรียนนั้นเอง
Exhibit 8
บทสัมภาษณ์ ผศ.สุทธิชัย สุทธิทศธรรม ผู้อำนวยการ ISEC
1.โครงการ E-learning ที่นิด้า มีความก้าวหน้าอย่างไรบ้าง
ในขั้นแรกนั้น ISEC ได้ระบุรายชื่อของอาจารย์ที่มีความตั้งใจจะเข้ารวมโครงการซึ่งมีประมาณ 20 ท่าน และทาง ISEC เองได้ทำต้นแบบของระบบ E-learningและนำเสนอออกมา โดยมีเหล่าคณะอาจารย์ที่ได้กล่าวมาแล้วเป็นผู้นำร่องโครงการซึ่งมีศาสตราจารย์ปราโมทย์ ลือนามเป็นผู้นำ
ในส่วนของโครงการนำร่องนี้ มีเป้าหมายที่จะแบ่งออกเป็น 2 คอร์ส (ประมาณ 50% ของทั้งหมด) โดยใช้เครื่องมือที่มีอยู่ โดยคอร์สแรกจะมาจากคณบดีของนิด้า และอีกส่วนจะมาจากอาจารย์ MPPM ที่อยู่ในโครงการนำร่อง ซึ่งโครงการนำร่องนี้มีแนวโน้มจะก้าวหน้ามากกว่าโครงการที่ทำมาก่อนๆ อย่างไรก็ตาม โครงการนำร่องแบบเต็มรูปแบบในปัจจุบันนี้ก็ยังดูห่างไกลจากความสำเร็จเพราะว่าขาดทรัพยากรที่สำคัญอย่างเช่นบุคลากรที่เชี่ยวชาญและอุปกรณ์ที่เพียบพร้อม
ถึงแม้ว่า ISEC จะมีทรัพยากรที่จำกัดในการที่จะจัดทำ E-learning แต่ก็มีการประเมินว่าจำนวนอาจารย์ที่จะเข้าร่วมที่เพิ่มมากขึ้นนั้นต้องการแหล่งข้อมูลมากขึ้น เช่น บุคลากรผู้เชี่ยวชาญที่เข้ามาดูแล LMS และแหล่งเงินทุนที่ส่วนสนับสนุนบางกิจกรรมที่ ISEC ไม่สามารถทำเองได้ เช่น videotaping ที่มีเนื้อหาหลายๆวิชารวมกัน
2.ISEC จะเตรียมตัวอย่างไรเพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมีความพร้อม
ISEC มีความเห็นว่า ในมุมมองของผู้ใช้ เช่น นักศึกษาจะไม่ประสบกับปัญหาความยากลำบากในการใช้ดังนั้นตรงนี้จึงไม่ใช่ปัญหาสำคัญสำหรับผู้ใช้ ในทางตรงกันข้ามแล้ว สิ่งที่ยากกลับเป็นตัวอาจารย์เองที่จะต้องเตรียมความพร้อมในการรับผิดชอบในเนื้อหา
ISEC ได้ทำการบันทึกวีดีโอในชั้นเรียนปกติ แต่ก็พบกับปัญหาในการที่ต้องอัดซ้ำใหม่เพื่อให้ได้เนื้อหาที่ถูกต้อง ดังนั้นบุคลากรที่เข้ามาทำการอัดวีดีโอจะต้องมีการประสานงานที่ดีกับตัวอาจารย์ผู้สอนเพื่อให้ได้เนื้อหาที่สอดคล้องและถูกต้องกับตัวบทเรียน
3.การฝึกอบรมอาจารย์ผู้เข้าร่วมทำ E-learning มีความสำคัญหรือไม่
ISEC ไม่คิดว่าการฝึกอบรมอาจารย์จะไม่สำคัญเพราะว่าเนื้อหาเกือบทุกอย่างจะถูกจัดการโดย ISEC อยู่แล้ว อย่างไรก็ตามหากมีอาจารย์ท่านใดมีความในใจที่จะทำเนื้อหาเอง ทาง ISEC ก็จะจัดการฝึกอบรมให้
4.มีสถาบันแห่งใดที่ ISEC นำเอา E-learning มาเป็นต้นแบบหรือไม่
ISEC ไม่ได้นำเอาสถาบันใดมาเป็นตัวต้นแบบในการทำ E-learning เพราะว่า ISEC เชื่อว่า software ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในการทำ E-learning เช่น Acrobat และ Adobe ในการนำเสนอเนื้อหาบน PowerPoint มีความเหมาะสมที่สุดในการทบทวนเนื้อหาในชั้นเรียน (class review)
อย่างไรก็ตาม เนื้อหาแบบสมบูรณ์ของ E-learning ยังคงต้องการเครื่องมือที่ช่วยดึงดูดความสนใจ เช่น graphic design และ story board ซึ่งตรงนี้จะต้องใช้บุคคลากรที่มีความรู้เฉพาะเข้ามาช่วยและอาจทำให้ต้นทุนในการจัดทำเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย
5.อะไรคืออุปสรรคที่ ISEC เผชิญตั้งแต่เริ่มทำโครงการ
อุปสรรคหลักๆที่พบก็คือแหล่งข้อมูลอันจำกัด และในระหว่างการรองบประมาณสนับสนุนจากรัฐ ISEC ก็ประสบกับปัญหาในเรื่องขั้นตอนที่ยาวนานกว่าจะได้เงินและยังพบว่าเงินงบประมาณนั้นมีไม่พอ
6.อาจารย์จะยอมรับ E-learning ในอนาคตหรือไม่
ISEC ไม่คิดว่า E-learning จะถูกต่อต้านโดยอาจารย์ในกรณีที่ความรับผิดชอบที่ทำอยู่ไม่ถูกรบกวนโดยโครงการ E-learning โดยประโยชน์ที่อาจารย์จะได้รับจาก E-learning เช่น LMS จะช่วยปรับการจัดการการเรียนการสอนให้เหมาะสม ยกตัวอย่างเช่น งานที่ได้รับมอบหมายจากส่วนกลาง หรือการกระจายเนื้อหาหลักสูตร เช่น ตารางเรียน และ syllabus เป็นต้น ยิ่งไปกว่านั้น LMS จะช่วยทำให้การสื่อสารระหว่างอาจารย์กันนักศึกษาง่ายยิ่งขึ้น หรือกับนักศึกษาที่ขาดเรียนผ่านทาง e-mail, chat, web board, webpage, group discussion
อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีใหม่นี้ อาจจะถูกขัดขวางโดยอาจารย์ที่นิด้าบางท่านที่มีความเป็นอนุรักษ์นิยม บางท่านอาจจะไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยี ดังนั้นจึงมีวิธีการแก้ปัญหาโดยการจัดการอบรมซึ่งก็ยังคงเป็นแผนการในระยะยาวอยู่ แต่ ณ ตอนนี้ ISEC มีจุดมุ่งหมายในการเซ็ทอัพตัวเนื้อหา เพราะจะเอื้อผลประโยชน์ในนักศึกษาในการทบทวนเนื้อหาที่เรียนไปในห้อง
7.มีคณะไหนในนิด้าที่จัดทำ E-learning แล้วบ้าง
ISEC ไม่คิดว่าจะมีคณะไหนจัดทำ E-learning จะมีเพียงแค่การบันทึกบทเรียนที่ได้สอนไปแล้วซึ่งยังไม่ถือว่าเป็น E-learning
8.จะได้ประโยชน์อะไรเพิ่มเติมจาก E-learning
E-learning จะช่วยให้การสื่อสารระหว่างอาจารย์กับนักศึกษาง่ายยิ่งขึ้น โดยการใช้ประโยชน์จาก LMS
การพัฒนาระบบ E-learning ที่มีอยู่ในตอนนี้มุ่งเน้นไปในระดับที่สามารถใช้ได้ในสถาบัน ทางนิด้าเองยังไม่มีแผนการที่จะทำให้อยู่ในระดับ full online เนื่องจากยังห่างไกลกับมาตรฐานขั้นพื้นฐานของ online degree นั่นคือ การควบคุมคุณภาพและเนื้อหา เนื่องจาก online degree เป็นอีกขั้นที่สูงกว่าซึ่งต้องใช้สื่อขั้นสูงทั้งในเรื่องอนิเมชั่นและ graphic ในตัวเนื้อหาเพื่อให้นักศึกษาง่ายต่อการเข้าใจ ในส่วนของ e-learning ในขั้นที่นิด้าจะทำ (ขั้นธรรมดา) ทางสถาบันเองจะต้องเตรียมความพร้อมของผู้ใช้โดยจะมีการเพิ่มเติมกฎและเงื่อนไขเพื่อควบคุมคุณภาพและการทดสอบ โดย web conference จะทำการยืนยันความเข้าใจของนักศึกษาหรือมีการสอบปากเปล่า อย่างไรก็ตาม เพื่อที่จะประสบความสำเร็จในระดับที่นิด้าตั้งเอาไว้ องค์ประกอบขั้นพื้นฐาน กฎและข้อบังคับต่างๆได้รวมอยู่ในการประกันคุณภาพ
9.ปัจจัยที่จะทำให้ E-learning ที่นิด้าประสบความสำเร็จ
ในมุมมองของ ผศ.เอง มองว่า E-learning ค่อยๆไต่สเต็บจากฐานข้อมูลปัจจุบันไปสู่ในระดับที่สูงขึ้นนั่นคือระดับ online และอาจารย์ที่คุ้นชินกับ LMS คือปัจจัยที่จะนำไปสู้ความสำเร็จของ E-learning อย่างไรก็ตาม การที่จะประสบความสำเร็จได้ก็ขึ้นอยู่กับกฎของนิด้าด้วยเช่นกัน
10.อะไรคือความรับผิดชอบของ ISEC ในโครงการ E-learning
-การสร้างและดูแลระบบ LMS
-การสร้างเนื้อหาในระดับ no online
-ร่วมมือระหว่างผู้มีส่วนได้เสียในนิด้า
-ปัจจุบัน E-learning เป็นโครงการพิเศษ แต่ในไม่ช้าจะเป็นงานที่ ISEC รับผิดชอบอย่างเต็มตัวหลังจากที่ได้บุคลากรผู้ชำนาญการที่จะมารับผิดชอบในงานนี้
11.มีโครงการอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับ E-learning หรือไม่
ISEC มีความสนใจในการใช้ E-learning ในการเซ็ทอัพการการใช้คอมพิวเตอร์ขั้นพื้นฐานสำหรับนักศึกษาใหม่ที่จะไปแข่งขันทักษะด้านคอมพิวเตอร์ ซึ่งวิชานี้จะเปิดเป็นสาธารณะเพื่อเตรียมตัวในการสอบ อย่างไรก็ตาม E-learning จะไม่รวม online testing แม้ว่า ISEC มีความพยายามที่จะใช้ E-learning ในการทดสอบทักษะทางคอมพิวเตอร์ แต่ E-learning ยังคงต้องการพื้นที่ในการเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ในการเข้าถึงการสอบ ซึ่งถูกจำกัดโดยห้องคอมที่ยังมีไม่มากพอ เนื่องจากว่าความต้องการเหล่านี้ยังไม่เป็นที่พึงพอใจ ISEC จึงเสนอ E-testing ในส่วนของโครงการอื่นๆที่ใช้ E-learning ที่นิด้า เพื่อจุดประสงค์ในการแนะนำนักศึกษาใหม่เกี่ยวกับสถาบันกฎและข้อบังคับต่างๆรวมไปถึงรวบรวมประโยชน์ของรายละเอียดงานต่างๆเพื่อลดการเสียเวลา
12.Video-based content จะสามารถใช้ใน E-learning ได้หรือไม่
ในเบื้องต้นมีความตั้งใจที่จะจัดทำเนื้อหาที่สอนโดยเป็นวิดีโอและนำไปใส่ใน PowerPoint และเผยแพร่โดยใช้ Flash animation แต่ video based content โดยวีดิโอเทปสามารถที่จะใส่ไปในเนื้อหา E-learning ได้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากความไม่ยืดหยุ่นเมื่อมัน online ทำให้เกิดความขัดข้องติดขัด แต่ใน Adobe presenter ผู้ใช้สามารถเลือกหัวข้อที่อยากจะดูได้
13.การเปิดใช้ E-learning ของนิด้าจะเป็นอย่างไร จะใช้แค่นักศึกษาในนิด้า หรือเป็นสาธารณะ
ปัจจุบันนี้ กฎหมายเกี่ยวกับการเปิดข้อมูลยังคงไม่ชัดเจน อย่างไรก็ตามก็คงต้องขึ้นอยู่กับทางกฎของสถาบัน แต่ผมคาดหวังว่าคงจะเปิดให้ใช้เฉพาะนักศึกษานิด้าก่อน เนื่องจากมีความกังวลจากอาจารย์บางท่านในเรื่องของลิขสิทธิ์ แม้ว่าจะมีความยากในการดัดแปลงไฟล์ที่เผยแพร่ใน Adobe presenter ISEC ก็ไม่สามารถรับประกันการนำเอาเนื้อหาไปดัดแปลง ดังนั้นการเปิดใช้แค่นักศึกษาในนิด้าอาจจะปลอดภัยกว่า
14.มีทางเลือกสำหรับโปรแกรมในการรักษาความปลอดภัยหรือไม่
จริงๆแล้ว มี Software หลายตัวให้เลือกใช้ จากประสบการณ์ของ ISEC แล้ว โปรแกรมเหล่านี้ต้องการอุปกรณ์ที่ทันสมัยเช่น graphic หรือ story board ซึ่งอาจจะไม่คุ้นชินกับอาจารย์บางท่าน อย่างไรก็ตาม ISEC ได้พิจารณาทางออกโดยการใช้บุคลากรที่มีความชำนาญเป็นพิเศษและความเร็วของการหาต้นตอของข้อมูล ยิ่งไปกว่านั้นเงินงบประมาณก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการที่จะได้มาซึ่งโปรแกรมเหล่านี้
Exhibit 9
Interview Transcript: Pramote Luenam, Ph.D. – The ISEC deputy director
1. อะไรคือส่วนประกอบของ E-learning?
E-learning สามารถจัดได้เป็นหลายกลุ่ม หลักๆคือ LMS CMS และ Content สำหรับนิด้าจะแบ่ง E-learning เป็น LMS และ Content เพราะ CMS รวมฟังก์ชั่นไปใน LMS แล้ว
กระบวนการการพัฒนา E-learning ของนิด้าสามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ Content development และ LMS development สำหรับรูปแบบของ Content จะอยู่ในรูปของอิเล็กทรอนิกส์ เช่น Power Point , file video ซึ่งสามารถออนไลน์หรือใช้งานในคอมพิวเตอร์ได้ สำหรับการพัฒนาตัว Content มีผู้คนมากมายรวมทั้งจากช่างกล้อง พนักงานฝ่ายผลิต คนตัดต่อVDO ที่จะตัดต่อให้สไลต์ตรงกับเลคเชอร์ในเวลาเดียวกัน ขั้นตอนเหล่านี้ใช้เวลาประมาณ 70-80% ในกระกวนการทั้งหมด
หลังจากนั้น เราจะนำ Content มารวมกับส่วนของ LMS เมื่อคุณเข้าไปยังเว็บเพจของ E-learning คุณเลือกวิชาที่คุณต้องการจะเรียน และคุณจำเป็นต้องทำการลงทะเบียนก่อน เนื่องจากเป็นระบบการคัดกรองนักศึกษาที่เข้ามาใช้ระบบนี้ นอกจากนี้ LMS ยังรวมถึงการสร้างช่องทางสำหรับนักศึกษาและอาจารย์ที่จะสามารถสื้อสารกันในเว็บไซต์ ช่องทางในการส่งการบ้าน ช่องทางในการสท่อสารกับเพื่อนๆในกลุ่ม และเราสามารถสร้างเว็บบอร์ดเพื่ออภิปรายกันได้อีกด้วย
2. ความก้าวหน้าของโครงการ E-learning เป็นอย่างไร? เมื่อใดที่จะเสร็จสมบูรณ์?
โครงการนี้เริ่มเมื่อปี 2550 มาจากนโยบายของการบริการ อันที่จริงเราได้เริ่มโครงการไปแล้ว แต่อุปกรณ์ต่างๆขึ้นอยู่กับการเตรียมพร้อมของหลายๆปัจจัยรวมกัน ในบางส่วนจะเริ่มในเทอมการศึกษาหน้า แต่เรายังไม่แน่ใจว่าจำนวนของอาจารย์ที่จะสามารถปฏิบัติในโครงการนี้
สำหรับสิ่งที่จะทำในเทอมการศึกษาหน้า เราจะไม่ประกาศ เพราะเรากังวลในปัจจัยมากมาย อย่างไรก็ตาม เราไม่มีช่วงเวลาทดลอง จึงจะประกาศถ้าเรามั่นใจว่าเราทำสำเร็จไปแล้ว 50% ของกระบวนการทั้งหมด คุณต้องเข้าใจว่าระบบ E-learning ไม่ใช่ ระบบวิเคราะห์/วิจารณ์ เหมือนกับระบบการเงิน ที่จะต้องไม่ผิดพลาด สำหรับ E-learning เราเรียนรู้ว่าเราทำอะไรและค่อยๆพัฒนาไปเป็นขั้นๆ
ในสัปดาห์นี้ เราเริ่มกับประธาน ซึ่งเป็นผู้ริเริ่ม E-learning ทั้งนี้ เราผลิตเดโมไว้ก่อนแล้ว ซึ่งจะเป็นวิชาแรกที่ทำให้เราบรรลุวัตถุประสงค์
3. แผนปฏิบัติการสำหรับการศึกษาหน้าคืออะไร? มีกี่วิชาที่จะมาร่วมในโครงการนี้?
ตอนนี้เรายังไม่แน่ใจ มันขึ้นอยู่กับความพอใจ/การเห็นด้วยของแต่ละท่านอาจารย์ บางท่านก็อยากร่วมโครงการแต่บางท่านปฏิเสธ ในขณะนี้ท่านอาจารย์ที่จะเข้าร่วม 3-4 ท่าน และในเทอมหน้าก็จะมีการนำ E-learning ไปใช้ในวิชาเรียน
4. เราได้ยินมาว่ามีทางเลือก 4 ทางสำหรับการนำ E-learning ไปใช้ กล่าวคือ Outsourcing , using open source , buying software package และ in-house development ในที่สุดนิด้าตัดสินใจใช้ open source software อะไรคือ ข้อดีและข้อเสียสำหรับแต่ละทางเลือก? คุณมีโมเดลสำหรับสิ่งนี้ไหม? อะไรคือซอฟแวร์ที่คุณใช้?
- สำหรับ Content บางงานที่เราสามารถทำได้ด้วยตัวเองเราก็ทำ ถ้าทำไม่ได้ก็ outsource
- สำหรับ Example ถ้าหากท่านอาจารย์ต้องการผลิต E-learning 3 ชั่วโมง เราสามารถผลิตและตัดต่อได้เอง ซึ่งจะประหยัดค่าใช้จ่ายด้วย แต่ถ้าอาจารย์ต้องการทำแบบ Full course ประมาณ 48 ชั่วโมง เราอาจให้ outsource เป็นฝ่ายผลิต
- สำหรับ LMS เราจะไม่ outsource เพราะมันไม่เสร็จสมบูรณ์ เราสามารถจ้างพนักงานทำงานนี้ได้ พนักงานสามารถทำงานบางอย่างเช่น เพิ่มวิชา ลบวิชา เพิ่มโปรแกรม
Open Source Software (OSS) คือ ทางเลือกของเราสำหรับ LMS เพราะว่าไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเราเลือก LMS โดยจัดให้เหมาะสมกับ OSS ดังนั้นเราต้องการจัดหาการสนับสนุนจากพนักงานฝ่าย IT ในส่วนของการเลือก soft ware program สำหรับ LMS เราดูที่ความมีเสถียรภาพและงบประมาณ ในที่สุด OSS ดูเหมือนเหมาะสมกับสิ่งที่เราเจาะจงเพราะสามารถดัดแปลง ประหยัด และมีเสถียรภาพที่เหมาะสม เราสามารถทำให้เกิดการสร้างเว็บบอร์ดและการอภิปรายได้อย่างที่เราหวังไว้
Two OSS ก็อยู่ในการพิจารณาของเรา คือ dotLRN และ Moodle. และ ความบกพร่องและความไม่มั่นคงของ OS หรือ ความน่าเชื่อถือที่มากเกินไป เป็นปัญหาในการพัฒนา LMS ภายใต้ dotLRN จากปัญหาดังกล่าว เราจึงต้องการบุคลากรที่มีความคุ้นเคยกับโปรแกรม และมากำจัดข้อบกพร่อง ผลที่ตามมาในปัจจุบัน เราเลยเปลี่ยนเป็นหาทางเลือกใหม่ก็คือ Moodle ซึ่งเป็นโปรแกรมที่มีความคล้ายคลึงกันแต่ใช้ง่ายกว่ามาก ดังนั้น moodle ก็เลยกลายเป็นที่นิยมมากกว่า และก็มีกิจกรรมเยอะแยะมากมายที่ช่วยพัฒนาระบบ oss Moodle ยังเป็นโปรแกรมที่ถูกใช้อย่างเต็มระบบ จากมหาวิทยาลัยชื่อดัง เช่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ซึ่งแตกต่างกันกับ NIDA เพราะ NIDA เน้นการสอนในห้องเรียน
5. นิด้าต้องการจ้างพนักงานเพิ่มสำหรับการทำ E-learning หรือ ฝึกอบรมพนักงานข้างนอกหรือไม่?
เรามีแผนจ้างพนักงานใหม่ 2 คน คนหนึ่งรับผืดชอบในส่วน Content อีกคนรับผิดชอบส่วน LMS อย่างไรก็ตามเราจะจ้างพวกเขาในปีหน้า เราจะไม่ทำการอบรมพนักงานภายในองค์กร จะเป็นการให้เรียนรู้ขณะปฏิบัติจริง
6. ในการดำเนินโครงการ E-learning นี้ จะทำให้เป็นแบบ เป็นเพียงส่วนหนึ่งในการประกอบกับการเรียนการสอน หรือเป็นแบบ Full E-learning
จากมุมมองทางด้านนโยบาย ตอนนี้ต้องเรียนว่า เราไม่ได้มีการวางนโยบายไว้เป็นแบบ Full E-Learning อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าจะอาจจะมีในอนาคต
จากมุมมองทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เราได้เตรียมการในเรื่อง อุปกรณ์ต่างๆที่สนับสนุน Full E-learning ในอนาคต
7. เราควรจะพัฒนาความเร็ว ของ Intranet เพื่อที่จะสนับสนุน โครงการ E-learning หรือไม่ แล้วนักศึกษาต้องมีการเตรียมการในเรื่อง Hardware เพื่อรองรับการใช้ E-learning หรือไม่
อันที่จริงแล้ว เราก็ได้พัฒนากันมาอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ได้พัฒนาเพื่อ E-learning แต่เพื่อการใช้ทั่วไป ซึ่งมีความเร็วประมาณ 50MGPS แต่เมื่อดำเนินการโครงการ E-learning อย่างเต็มรูปแบบ อาจจะมีผลกระทบกับความเร็วของ Intranet ซึ่ง ณ เวลานั้น เราควรจะต้องพัฒนาความเร็วกันอย่างจริงจัง สำหรับการใช้ภายในบ้าน เราไม่ได้กังวล เพราะเราสามารถให้ download โปรแกรม Flash Video ซึ่งนักศึกษาสามารถที่จะดูวีดีโอการเรียนการสอนได้ อย่างไรก็ตาม ถ้ามีการเรียนการสอนแบบ Virtual Classroom นักศึกษาอาจจะต้องซื้อ Webcam
8. ใครจะรับผิดชอบในการติดตามและประเมินผล
สำหรับการติดตามและประเมินผลนั้น LMS มีจุดเด่นในการสนับสนุนการประเมินผลรวมไปถึงการประเมินตัวเนื้อหา การประเมินเว็บไซต์ และการประเมินอาจารย์ ซึ่งจะเป็นการใช้แบบสอบถามทางออนไลน์ โดยอาจารย์ผู้สอนจะเป็นผู้รับผิดชอบในการประเมินการสอน ในขณะที่การประเมินโดยรวมจะเป็นการประเมินโดยผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง
9. จะมีความปลอดภัยอย่างไรในการเข้าถึงเนื้อหาสำหรับ E-learning
ในเบื้องต้น จะมีการตั้ง Password แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าอาจารย์ว่าอยากให้คนอื่นเห็นเนื้อหาของตนหรือไม่
10. มันจะมีความเชื่อมโยงกันระหว่าง e-program เช่น e-registration หรือไม่
ยังไม่แน่ใจในส่วนนี้ เพราะขึ้นอยู่กับกฎด้วย ซึ่งถ้าเราทำตรงนี้จะต้องใช้เวลาและต้องการเจ้าหน้าที่เพิ่มขึ้น แต่ในขณะนี้ เราก็ได้ลองทำเนื้อหาต่างๆดูบ้างแล้ว
11. มีอุปสรรคในการทำ E-learning บ้างหรือได้ ในส่วนของสถาบัน, อาจารย์ และนักศึกษา
สำหรับนิด้าเอง ยังมีงบประมารที่ไม่เพียงพอที่จะทำโครงการทั้งหมด ในส่วนของอาจารย์ ยังคงต้องการเนื้อหาเพื่อมาสนับสนุน เนื่องจากอาจารย์ที่เข้าร่วมต้องการเวลาพอสมควรที่จะเตรียมเนื้อหาสำหรับการผลิตวีดีโอ โดยอาจารย์จะแบ่งออกเป็นสามกลุ่ม กลุ่มแรก คือกลุ่มที่ต่อต้านที่จะเข้าร่วม กลุ่มที่สองคือกลุ่มอาจารย์ที่มีความสนใจอยากจะเข้าร่วมแต่ยังไม่มีเวลาที่จะเข้ามาทำ ส่วนกลุ่มสุดท้ายคือกลุ่มอาจารย์ที่เข้าร่วม
ในสองกลุ่มแรกนั้นมีอาจารย์อยู่ประมาณ 70-80 % ซึ่งเรามีแผนการที่จะเริ่มจากสองกลุ่มแรกนี้ ปัญหาก็คือจะทำอย่างไรให้อาจารย์สองกลุ่มแรกนี้ยอมรับกิจกรรม
สำหรับนักศึกษาปัญหาก็คือ ถ้าไม่บังคับใช้ นักศึกษาจะเข้าร่วมหรือไม่ ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามีการจัดหาหัวข้อต่างๆเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ แต่นักศึกษาไม่ได้ใช้แลกเปลี่ยนกับนักศึกษาคนอื่นเลย หรือนักศึกษามีความรู้สึกว่าอยากจะพูดคุยต่อหน้าหรือทางโทรศัพท์มากกว่า
12. อายุของอาจารย์มีความเกี่ยวข้องกับการใช้ E-learning หรือไม่
อันนี้ก็แล้วแต่ตัวอาจารย์ด้วย อาจารย์บางท่านอาจจะกลัวการใช้เทคโนโลยี แต่บางท่านก็สนับสนุนที่จะใช้
13. ในภาคส่วนไหนที่รับผิดชอบในการประสานงานกับอาจารย์เพื่อทำโครงการนี้
ในขณะนี้ การรับผิดชอบเป็นหน้าที่ของเลขาของรองคณบดี ผู้ที่จะทำการติดต่อกับอาจารย์ที่เข้าร่วมโครงการ ตอนนี้ยังไม่มีรูปแบบที่แน่นอน แต่ในอนาคตจะมีคนที่มารับผิดชอบตรงนี้โดยเฉพาะ

แหล่งอ้างอิง
ศุภชัย สุขะนินทร์. เปิดโลก E-Learning การเรียนการสอนบนอินเทอร์เน็ต. กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยูเคชั่น, 2545
http://ncourse.buu.ac.th/mod/resource/view.php?id=50173
http://watperfect.blogspot.com/2010/09/e-learning.html
http://ncourse.buu.ac.th/
http://en.wikipedia.org/wiki/E-learning
http://www.thai2learn.com/
http://www.kroobannok.com/1585
http://saranya4979.blogspot.com/2012/12/lms.html
.

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License