It Doesnt Matter Does It Matter

กลุ่ม J Case
นายปีย์ รุ่งเรืองอารี 5510211034
นายยุทธดนัย แก้วสีมรกต 5510211039
นายเพิ่มพูล โฆษิตชัยวัฒน์ 5510211045
นายภาสกร เอกบุรุษกุล 5510211048
นายชัยยุทธ หาญวิชัยกูล 5510211059
นายวรท มกรานนท์ 5510211060
นายพชร เชื้อวัชรินทร์ 5510211082

จาก The idea in Brief & The Idea in practice กล่าวไว้ในแนวทางว่า การพัฒนาในด้าน IT ของโลกในตอนนี้ อาจจะเทียบเคียงกับสภาวะการลงทุนในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและกลุ่มสาธารณูปโภคเมื่อ คือเป็นสภาวะ Over spending budget, ROI อยู่ในระดับต่ำ
เป็นช่วงเวลาที่ IT มีการพัฒนาไปมาก มากเกินกว่าระดับการใช้งานขั้นปกติของกลุ่มผู้ใช้งานทั่วไป เทียบได้กับช่วง Over spending budget ของอุตสาหกรรมอื่นที่ผ่านมาในอดีต เช่น อุตสาหกรรมรางรถไฟ อุตสาหกรรมสายโทรศัพท์
ซึ่งกลุ่มผู้ใช้งาน (IT User) ที่ลงทุนเพราะต้องการใช้ Device, Software รุ่นใหม่ล่าสุดอยู่ตลอดเวลาเพื่อต้องการจะมีความสามารถในการแข่งขันที่เหนือกว่าคู่แข่งโดยใช้ความสามารถด้าน IT จะมี Capital Expenditure ในระดับสูงอยู่ตลอด (ค่าอุปกรณ์, ค่าซอฟแวร์, ค่าเสื่อมราคา)เพราะปัจจุบันถือว่าอุปกรณ์และซอฟแวร์ต่างๆล้าสมัยในเวลาที่เร็วมาก
การเป็นผู้ใช้งานแบบ”ตามเทรนด์”จะแตกต่างกันมาก เพราะงบประมาณที่ใช้จะลดลงมาก เนื่องจากไม่ต้องใช้อุปกรณ์, ซอฟแวร์ รุ่นล่าสุด ค่าเสื่อมราคาจึงลดลงด้วยเช่นกัน ทำให้ผลกระทบต่องบกำไร-ขาดทุนไม่มากเช่นเดียวกับกิจการที่ใช้อุปกรณ์, ซอฟแวร์รุ่นล่าสุดอยู่ตลอดเวลา
ผู้ใช้งานที่ชาญฉลาดพึงเลือกวิธีการใช้งานให้เหมาะสมกับองค์กรเพื่อให้ IT สร้างประโยชน์สูงสุดจากการประยุกต์เข้ากับกระบวนการดั้งเดิมให้มีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิม ในกรอบงบประมาณอันสมควร

Vanishing Advantage
นักวิจารณ์หลายคนได้เปรียบเทียบระหว่างการขยายตัวของ IT โดยเฉพาะอินเทอร์เนต และสิ่งที่ได้ออกมาเกี่ยวกับเทคโนโลยีก่อนหน้านี้ แม้ว่าการเปรียบเทียบส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับทั้งรูปแบบของการลงทุนเพื่อการเริ่มต้นใช้เทคโนโลยีต่างๆ หรือวัฏจักรขึ้น-ลง (Boom-to-bust Cycle) หรือเปรียบเทียบด้วยบทบาทในการเปลี่ยนแปลงทั้งอุตสาหกรรม น้อยคนจะกล่าวถึงหรือเปรียบเทียบผลหรือวิธีที่เทคโนโลยีเหล่านี้มีอิทธิพลหรือล้มเหลวในการสร้างอิทธิพลต่อการแข่งขันกันในระดับบริษัท ประวัติศาสตร์จึงเป็นบทเรียนที่สำคัญมาก
เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องมีการแยกแยะระหว่างเทคโนโลยีที่มีกรรมสิทธิ์และเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีที่มีกรรมสิทธิ์สามารถถูกเป็นเจ้าของได้โดยบริษัทใดบริษัทหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น บริษัทเวชภัณฑ์แห่งหนึ่งอาจจะถือครองสิทธิบัตรเกี่ยวกับส่วนผสมเฉพาะสำหรับยาที่ใช้ในยาหลายตัว หรือผู้ผลิตในอุตสาหกรรมอาจพบวิธีใหม่ในการใช้กระบวนการเทคโนโลยีที่คู่แข่งยากที่จะทำซ้ำได้ หรือบริษัทที่ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคอาจได้รับสิทธิพิเศษในการใช้วัสดุสำหรับการบรรจุภัณฑ์ใหม่ๆ ที่จะช่วยให้ผลิตภัณฑ์ของตนมีอายุการเก็บรักษาได้นานกว่าแบรนด์คู่แข่ง เป็นต้น ตราบเท่าที่ยังปกป้องเทคโนโลยีเหล่านี้จากคู่แข่งได้ เทคโนโลยีที่มีกรรมสิทธิ์ก็จะสามารถเป็นฐานสำหรับความได้เปรียบทางด้านยุทธศาสตร์ในระยะยาวได้ ซึ่งช่วยให้บริษัทสามารถเก็บเกี่ยวผลกำไรที่สูงกว่าคู่แข่งของพวกเขาได้
เมื่อเริ่มมีการสร้างมาตรฐาน สิ่งที่ตามมาคือ ข้อปฏิบัติที่ดีที่สุด (best practice) จึงเป็นที่รู้กันแล้วและการเลียนแบบใช้กันทั่วไป ซึ่งในความเป็นจริง ข้อปฏิบัติการใช้งานเทคโนโลยีที่ดีที่สุดมักจะฝังอยู่ในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานอยู่แล้ว ยกตัวอย่างเช่น หลังจากมีการใช้กระแสไฟฟ้า โรงงานใหม่ทั้งหมดจะถูกก่อสร้างขึ้นพร้อมกับปลั๊กไฟที่กระจายกันอยู่อย่างมาก ดังนั้น ทั้งเทคโนโลยีและโหมดการใช้งานของมันก็จะกลายเป็นสิ่งที่ทุกๆคนใช้ได้เหมือนๆกัน ซึ่งความได้เปรียบที่สำคัญอย่างเดียวที่บริษัทส่วนใหญ่สามารถหวังได้จากเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานหลังจากการก่อสร้าง คือ ความได้เปรียบทางด้านต้นทุน แม้ความได้เปรียบนี้จะมีแนวโน้มว่าจะถูกรักษาไว้ได้ยากก็ตาม
นี่ไม่ใช่สิ่งที่จะกล่าวว่า เทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานไม่มีอิทธิพลอย่างต่อเนื่องกับการแข่งขัน สิ่งเหล่านี้ยังคงมีอยู่ เพียงแต่ว่าอิทธิพลมีแนวโน้มที่จะรู้สึกได้ในระดับเศรษฐกิจมหภาค ไม่ใช่เพียงแต่ในระดับบริษัทเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น สำหรับประเทศใดก็ตามที่ยังไม่มีการติดตั้งเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นโครงข่ายของทางรถไฟ โรงไฟฟ้าและพลังงานไฟฟ้า หรือโครงสร้างพื้นฐานทางด้านการสื่อสาร อุตสาหกรรมภายในประเทศนั้นก็จะต้องประสบปัญหาอย่างหนัก
ทำนองเดียวกัน ถ้าอุตสาหกรรมไดไม่ได้ควบคุมหรือเก็บความสามารถของเทคโนโลยีไว้ ก็อาจจะเป็นอุตสาหกรรมที่อ่อนแอที่อาจจะถูกทดแทนได้ อีกทั้ง ชะตากรรมของบริษัทก็ยังขึ้นอยู่กับอำนาจที่กว้างขวางกว่าที่มีผลกระทบต่อภูมิภาคและอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม ประเด็นคือ ศักยภาพของเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานในการสร้างความแตกต่างให้กับบริษัทแห่งหนึ่งจากบริษัทในกลุ่มเดียวกัน หรือศักยภาพเชิงยุทธศาสตร์ของมัน ได้ถดถอยลงแบบหยุดไม่ได้เมื่อเทคโนโลยีดังกล่าวได้กลายเป็นสิ่งที่ทุกๆ คนสามารถเข้าถึงได้ และสามารถหาซื้อได้ง่าย
The Commoditization of IT
- IT เปรียบเสมือนขบวนรถไฟที่ส่งข้อมูล, พลังงาน หรือสิ่งที่สำคัญๆที่มาจากการทำงานเชื่อมต่อกัน โดยเริ่มเชื่อมต่อกันจากจุดเล็กๆตั้งแต่ ระดับองค์กรณ์ท้องถิ่น→ Ethernet→ Internet (ทั่วโลก)
- โปรแกรมแบบเฉพาะๆของระดับองค์กรมักมีต้นทุนที่ค่อนข้างสูง ดังนั้นจึงเกิดการใช้โปรแกรมสำเร็จรูปที่ใช้ได้สะดวกและมีต้นทุนที่ต่ำกว่า
- Internet ทำให้ IT เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเรามักจะเลือกซื้อโปรแกรม IT จากผู้ผลิตรายใหญ่อย่าง Microsoft หรือ IBM (ซึ่งบริษัทเหล่านี้ก็มีการนำเสนอสินค้าของตนที่ดูโดดเด่นและพยายามแสดงจุดยืนว่าเป็นอันดับ 1 ใน ด้าน IT)
- Gordon Moore ได้วิเคราะห์ว่าเครื่องประมวลผล (Computer) จะมีมูลค่าที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 2 ปี แต่ในขณะเดียวกันราคาของอุปกรณ์ต่างๆของเครื่องประมวลผล (Computer) นั้นกลับมีราคาที่ตกลงไปในทุกๆปี เนื่องจากอุปกรณ์ IT สามารถหาซื้อและเข้าถึงได้ง่ายและรวดเร็วมากยิ่งขึ้นส่วนในด้านปริมาณการใช้พบว่ามีปริมาณที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆในช่วงที่ผ่านมาดังนี้
1.Microprocessor เพิ่มขึ้น 66,000 เท่า ภายในเวลา 12 ปี
2.Computer ที่ใช้เชื่อมต่อ Internet มีปริมาณเพิ่มขึ้นมากกว่า 125 ล้านเครื่อง
ถึงแม้ว่าจากกรณีข้างต้น IT จะดูเป็นสิ่งที่ดีในการลงทุนแต่ทว่า IT มันไม่ได้อยู่ในช่วงการเริ่มต้นแล้ว แต่มันคือกำลังใกล้ถึงจุดจบมากกว่า เพราะ ความสามารถของ IT อาจมากเกินความต้องการ ในขณะที่ราคากลับตกเรื่อยๆและใครๆก็เข้าถึงได้มากและง่ายขึ้น
มีหลายสัญญาณที่บ่งบอกว่าการสร้าง IT จะใกล้ถึงจุดจบมากกว่าเป็นการเริ่มต้น
1.อำนาจของ IT กำลังก้าวล้ำเกินกว่าที่จะสนองความจำเป็นของธุรกิจส่วนใหญ่
2.ราคาของการทำงาน IT ที่จำเป็นได้ลดลงจนถึงจุดที่ใครๆก็สามารถซื้อได้
3.ความสามารถของ Internet สนองทันความต้องการแล้ว ในความเป็นจริงเรามีกำลังการผลิตของใยแก้วนำแสงเกินความจำเป็นไปมาก
4.ผู้ประกอบการ IT ทั้งหลายต่างแย่งกันเป็นผู้นำของผู้จัดจำหน่ายสินค้าหรือแม้กระทั่งเป็นระบบสาธารณูประโภค
5.การลงทุนมากทำให้เกิดภาวะฟองสบู่ ในอดีตได้มีการบ่งบอกอย่างชัดเจนได้ว่าเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานกำลังจะถึงจุดจบของการสร้าง มีเพียงไม่กี่บริษัทที่สามารถฉกฉวยประโยชน์จากโปรแกรมพิเศษที่ไม่ได้นำเสนอสิ่งที่จูงใจทางเศรษฐกิจสำหรับการผลิต
From Offense to Defense
ความเสี่ยงในการปฏิบัติการที่เกี่ยวกับ IT มีมากมาย เช่น บกพร่องทางเทคนิค, ความล้าสมัย, กรณีบริการขัดข้อง, ผู้ขายหรือหุ้นส่วนไม่น่าเชื่อถือ, การละเมิดความปลอดภัย, การก่อการร้ายและปัญหาจะยิ่งแย่ขึ้นไปอีกเมื่อบริษัทบางส่วนที่ได้เปลี่ยนจากระบบที่เป็นกรรมสิทธ์เป็นระบบเปิด เมือ IT เกิดการชะงักจะทำให้ความสามารถที่จะผลิตสินค้า ส่งมอบบริการ และ การติดต่อกับลูกค้านั้นเกิดปัญหา อย่างไรก็ตามแทบจะไม่มีบริษัทไหนที่จะสามารถระบุและแก้ปัญหาได้ ปัญหาเหล่านี้เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง แต่มันเป็นงานที่จำเป็นมากในตอนนี้
New rule for IT management
Spend less
ในการลงทุนทาง IT ยากที่จะทำให้ธุรกิจเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันแต่มันจะเป็นการเพิ่มต้นทุนอีกด้วย
Follow, don’t lead
Moore’s Law รับประกันว่าการรอซื้อ IT ในภายหลังจะช่วยประหยัดเงินได้มากอีกทั้งเป็นการลดความเสี่ยงที่จะซื้อเทคโนโลยีที่มีข้อบกพร่องหรือถึงวาระที่จะต้องล้าสมัย
Focus on vulnerabilities, not opportunities
บริษัทที่มีความสามารถในการแข่งขันจะโดดเด่นด้านเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐาน แม้ความพร้อมของเทคโนโลยีจะสูงแต่ถ้าชะงักในระยะสั้นก็อาจจะทำให้เกิดความเสียหายได้มาก องค์กรที่ยังคงยกการควบคุมการใช้งานและเครือข่าย IT ให้กับผู้ขายและThird party ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาการแพร่หลาย พวกเขาจำเป็นจะต้องเตรียมตัวกับข้อผิดพลาดพางเทคนิค การหยุดทำงาน และการละเมิดความปลอดภัย ซึ่งจะต้องเปลี่ยนความสนใจจากโอกาสไปปิดช่องโหว่

การจัดการต้นทุนในระดับสูง
Problem
บริษัทจะซื้อ PCs เป็นจำนวน 100 ล้านเครื่องในทุกๆปี โดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการซื้อมาแทนเครื่องเก่า แต่คนงานส่วนใหญ่แล้วใช้ PCs แค่ 2-3 โปรแกรมพื้นฐานเช่น Word, Excel, e-mail และ Web browsing พวกเขาต้องการเพียงแค่เศษส่วนของการให้พลังงานของคอมพิวเตอร์แต่อย่างไรก็ตามบริษัทก็ยังเดินหน้าที่จะพัฒนาทั้ง Hardware และ Software
Solution
จำเป็นต้องมีความเข้มงวดมากขึ้นในการประเมินผลตอบแทนที่คาดหวังจากการลงทุนในระบบ คิดสร้างสรรค์มากขึ้นในการหาทางเลือกที่ง่ายและถูกกว่า เปิดโอกาศให้มีการ Outsource และ Partnership และที่สำคัญจะต้องประหยัดโดยการตัดสิ่งไม่จำเป็นออก

ค่าใช้จ่ายจำนวนมากยังคงถูกขับเคลื่อนโดยกลยุทธของผู้ค้า
Problem
ผู้จัดจำหน่าย Hardware และ Software ขนาดใหญ่กลายมาเป็นผู้ที่เก่งในด้านการออกคุณลักษณะใหม่และมีความสามารถในการบังคับให้บริษัทซื้อคอมพิวเตอร์ โปรแกรม และเครือข่ายใหม่ ซึ่งบ่อยเกินความจำเป็น
Solution
ผู้ซื้อ IT จะต้องต่อรองสัญญาที่มีประโยชน์ในการลงทุนระยะยาวและกำหนดค่าใช้จ่ายในการอับเกรด หาก Supplier ไม่ตกลงเราก็ควรจะหาทางเลือกอื่นที่มีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่า หากบริษัทอยากทราบว่าสามารถประหยัดได้มากเพียงใดให้ไปดูที่กำไรขั้นต้นของ Microsoft

ค่าใช้จ่าที่เกินความจำเป็น
Problem
ค่าใช้จ่ายที่เกินความจำเป็นในระบบ IT ของบริษัท ที่มาจากการใช้ในส่วนของการเก็บข้อมูลนั้นคิดเป็นค่าใช้จ่ายมากกว่าครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายในด้าน IT มีข้อมูลที่เก็บไว้สำหรับผลิตสินค้าและบริการลูกค้าเพียงน้อยนิดซึ่งจะเป็นพวก E-mail และ ไฟล์งานต่างๆ แต่มีการเก็บข้อมูลที่เป็น Spam จำนวนมากซึ่งจะเป็นพวก MP3และ Video Clip
Solution
อาจจะต้องมีมาตรการที่เข้มงวดในการป้องกันการเก็บข้อมูลที่ไม่จำเป็นและจัดซื้อ PCs ที่มีหน่วยความจำไว้เพียงสำหรับจัดเก็บข้อมูลที่จำเป็นเท่านั้น

รีบลงทุนใน IT เพื่อหวังเป็น First Mover
Problem
ในปี 1990 บริษัทจำนวนมากได้มีการรีบลงทุนใน IT เพื่อหวังประโยชน์จากการเป็น First Mover หรืออาจกลัวว่าคู่แข่งจะแซงหน้าไปก่อน ซึ่งจะทำให้เกิดความเสี่ยงด้านความบกพร่องและการตกรุ่นอย่างรวดเร็ว
Solution
ชะลอการลงทุนด้าน IT โดย Dell และ Wal-Mart เป็นตัวอย่างบริษัทที่ใช้เทคโนโลยีได้อย่างชาญฉลาดมากที่สุด โดยการรอซื้อจนกว่าจะได้มาตรฐานและมีแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดโดยให้คู่แข่งรีบซื้อกันไปก่อน จากนั้นพวกเขาก็ซื้อในราคาที่ถูกกว่าและมีประสิทธิภาพมากกว่า

การตัดสินใจ 6 อย่างที่ผู้ใช้ IT ไม่ควรทำ
Strategy decision
1.จะต้องจ่ายไปกับ IT เท่าไร? กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนแล้วตั้งงบลงทุนIT ที่แน่นอนเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
2.กระบวนการธุรกิจไหนที่สมควรจะได้รับงบประมาณ IT? ให้ทุนแค่เพียงผู้คิดริเริ่ม IT ที่จะส่งเสริมกลยุทธของบริษัท
3.ความสามารถIT ไดที่จะใช้ในวงกว้าง? Trade off ระหว่าง การประหยัดเงินโดยการใช้ความสามารถใน IT เป็นศูนย์กลางและสูญเสียความยืดหยุ่น
Execution decision
4.การบริการ IT ของเราจะดีอย่างไร? อย่าให้ผู้จัดการฝ่ายไอทีมีความต้องการบริการ "Cadillac" เมื่อ "Buick" จะทำ
5.อะไรคือความปลอดภัยและความเสี่ยงเฉพาะตัวที่เราจะรับได้? เลือกระหว่างความเป็นส่วนตัวและความสะดวก
6.จะโทษใครเมื่อการริเริ่มในด้าน IT ไม่ประสบผลสำเร็จ? ผู้จัดการ IT รับผิดชอบในด้านการส่งมอบระบบที่ทันเวลาและอยู่ภายใต้งบประมาณ
งานหลักนั้นเราจะต้องเปลี่ยนแปลงองค์กรเพื่อที่จะสร้างมูลค่าทางธุรกิจจากระบบเหล่านั้น

Does IT matter? An HBR Debate
Introduction by Thomas A. Stewart
ผู้ที่อ่าน HBR นั้นจะเป็นกลุ่มที่มีความรู้และไฝ่รู้เป็นพิเศษ บางครั้งผู้อ่านอาจจะเป็น CEO ที่เก่งกาจก็ได้ จึงทำเหมือนว่าผู้อ่านในอุดมคตินั้นจ้างให้จัดเตรียมเอกสารฉบับย่อทุกเดือน ในการประชุมจึงได้ข้อสรุปว่าควรจะมีประเด็นสำคัญอยู่ 3 ด้านด้วยกัน
1.ผู้อ่านอยากให้นำเสนอแนวคิดใหม่ๆที่สำคัญ งานวิจัย และข้อมูลเชิงลึก
2. อยากให้นำเสนอข้อเท็จจริง และการค้นพบใหม่ๆ รวมถึงกระตุ้นความจำในเรื่องสำคัญๆ
3. อยากให้นำเสนอประเด็นสำคัญๆที่เป็นที่ถกเถียงกัน
Nicolas G. Carr ตีพิมพ์บทความชื่อ IT doesn’t matter ในนิตยสาร HBR ฉบับเดือนพฤษภาคมปี 2003 บทความนี้เกิดข้อโต้เถียงกันมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญและเร่งด่วนสำหรับผู้นำทางธุรกิจ ซึ่งCarr เถียงว่าการลงทุนใน IT ไม่ได้เป็นการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันสำหรับบริษัทเอกชน โดยได้กล่าวไว้ว่า “IT สร้างความแตกต่างให้กับบริษัทเราและทำให้ศักยภาพเหนือกว่าคู่แข่ง แต่ในที่สุดแล้วคู่แข่งก็ตามทันอยู่ดี”อีกทั้งยังให้ความเห็นอีกว่า “บริษัทควรจะใช้เงินทุนในเชิงรับมากกว่าเชิงรุก” เช่น ใช้จ่ายในการควบคุมต้นทุน และในการหลีกเลี่ยงความเสี่ยง มากกว่า ในบทความ IT doesn’t matter. มีคนไม่เห็นด้วยเป็นจำนวนมาก ผู้อ่านของเรามีทั้งเป็นผู้ให้ และเป็นผู้รับ ทั้งผู้โต้แย้งและผู้สนับสนุน เมื่อเขาไม่เห็นด้วยกับบทความเขามักจะเขียนจดหมายถึงเรา โดยมีบางคนที่โต้แย้งแต่เข้าใจผิด (ในกรณีนี้ ความเข้าใจผิดของบทความนี้ คือ เข้าใจว่าบทความ IT นี้ตายไปแล้ว และไม่มีประสิทธิภาพอีกต่อไป แต่จริงๆแล้ว บทความนี้บอกว่า ข้อได้เปรียบของไอทีจะเกิดขึ้นกับทุกๆอุตสาหกรรมทั้งหมด มากกว่าที่จะเป็นคู่แข่งรายใดรายหนึ่ง)
HBR ได้รับจดหมายจำนวนมาก แล้วนำจดหมายเหล่านั้นมาตีพิมพ์พร้อมคำตอบของ Carr ซึ่งเสมือนกับว่า HBR นำเสนอพื้นที่นิตยสารซึ่งเป็นเสมือนกระบอกเสียงสำหรับผู้อ่านทุกท่าน ทำให้ผู้อ่านได้รับความรู้ใหม่ๆ ประเด็นถกเถียงต่างๆ และสุดท้ายคือ สิ่งที่เกิดขึ้นแท้จริงคืออะไร

จดหมายจาก John Seely Brown กับ John Hagel III
ทั้งสองให้ความเห็นว่า มุมมองของ Carr ไม่สอดคล้องกับมุมมองที่ว่าไอทีเป็นตัวเร่งที่สำคัญเพื่อการสร้างกลยุทธ์ในการสร้างความแตกต่าง (Differentiation)
ตัวไอทีเองไม่ได้เป็นตัวสร้างความแตกต่างเอง แต่มันสร้างความแตกต่างทางอ้อมด้วยการสร้างทางเลือกและความเป็นไปได้ที่ไม่มีเคยมีมาก่อน

จากประสบการณ์ของทั้งสองคน มีบทเรียนเกี่ยวกับไอที 3 ข้อ ได้แก่
1. การดึงมูลค่าจากไอทีต้องอาศัยนวัตกรรมในการดำเนินธุรกิจ (Extracting value from IT requires innovations in business practices)
ธุรกิจที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงวิธีการดำเนินงาน ใช้ไอทีไปก็ไม่ได้ทำให้ผลลัพท์ทางการเงินดีขึ้น และการมองไอทีเป็นโภคภัณฑ์ (commodity) นั้นไม่ได้เพราะมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ของ IT ไม่ได้เกิดจากต้นทุนที่ถูกลง
2. ผลกระทบทางเศรษฐศาสตร์ของ IT เกิดจากการเพิ่มขึ้นของนวัตกรรมหลายๆอย่าง ไม่ได้เกิดจากนวัตกรรมพลิกโลกครั้งเดียว (IT’s economic impact comes from incremental innovations rather than “big bang” initiatives)
“ถ้าเราได้เรียนรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่งจากยุค 1990 แล้วล่ะก็สิ่งงนั้นก็คือ นวัตกรรมพลิกโลกยากนักที่จะสร้างผลตอบแทนตามคาด”
3. ผลกระทบทางกลยุทธ์ระยะยาวของการลงทุนด้านไอทีเกิดจากการสะสมผลลัพท์ของการริเริ่มนวัตกรรมในการดำเนินธุรกิจระยะสั้นที่ทำแล้วประสบความสำเร็จ (ยั่งยืน) (The strategic impact of IT investments comes from the cumulative effect of sustained initiatives to innovate business practices in the near term)
IT ไม่ได้เหมือนเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆที่ถึงจุดหนึ่งก็เริ่มให้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่า (diminishing return) เพราะการพัฒนาด้านไอที (processing power, storage capacity, bandwidth) นอกจากทำให้สิ่งที่ฉลาดฉลาดขึ้นอยู่แล้ว ยังทำให้สิ่งโง่ๆฉลาดขึ้นอีกด้วย

ในการสร้างความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ (strategic advantage) องค์กรควรมองระยะยาวว่าต้องการให้องค์กรของตัวเองเป็นแบบไหนในอนาคต จะได้จัดลำดับความสำคัญในการสร้างนวัตกรรมต่างๆในระยะสั้นได้ และสิ่งที่ผู้จัดจำหน่ายควรทำก็คือ นำเสนอว่า IT เป็นแค่เครื่องมือ ไม่ใช่บอกว่า “ซื้อเทคโนโลยีนี้สิ แล้วปัญหาทั้งหมดจะหายไป”

จดหมายจาก F.WarrenMcFarlanกับ Richard L. Nolan
ทั้งสองไม่เห็นด้วยกับ Carr
40 ปี รถไฟอาจจะวิ่งเร็วขึ้นจาก 15 ไมล์ต่อชั่วโมงเป็น 80 ไมล์ต่อชั่วโมงได้ แต่นั้นเทียบไอทีไม่ได้เลยที่ประมวลผลเร็วขึ้น 10 ล้านเท่า
ในมุมมองของพวกเขา ไอทีสร้างความเป็นไปได้ในการสร้างสินค้าและบริการที่ในอดีตทำไม่ได้มากกว่า อาทิ ลดค่าธรรมเนียมการทำรายการของธนาคาร จากดอลลาร์เป็นเซนต์
การวิจัยของทั้งสองสรุปว่า ผู้เล่นคนแรกแม้จะมีความเสี่ยงสูงและมีความได้เปรียบชั่วคราว แต่ผู้ตามมีความเสี่ยงต่ำแต่ก็ต้องฟื้นตัวเองจากการเป็นผู้แพ้ในสนาม พวกเขาแนะนำให้ผู้บริหารมองไอทีในหลายๆด้าน มุมหนึ่งให้มองในด้านการประหยัดต้นทุนและความมีประสิทธิภาพ อีกมุมหนึ่งให้มองด้านการพัฒนาองค์กร สินค้า บริการ และการใช้ไอทีในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับลูกค้า
ให้ความสำคัญในการปรับปรุงเรื่องอื่นๆเพิ่มเติม ได้แก่ โครงสร้างองค์กร ผลิตภัณฑ์ บริการ และยังต้องโฟกัส ไปที่การสร้างกลยุทธ์ความได้เปรียบ จนไปถึงการขยายขอบเขตของการแข่งขัน พาร์ทเนอร์ การเปลี่ยนแปลงของสภาพการแข่งขัน และการจัดหาการบริการ IT พื้นฐานใหม่ เพื่อขยาย คุณค่าที่นำเสนอให้กับลูกค้า
การประเมินโอกาสพร้อมกันกับแนวคิด ที่ว่าสิ่งเกี่ยวของและเวลาที่เหมาะสม นั้น เป็นงานที่น่าสนใจ การมีเทคโนโลยีใหม่เป็นการนำไปสู่สิ่งใหม่ เช่น ความถี่คลื่นวิทยุที่มาเป็นเครื่องมือในร้านขายของชำ สมาทการ์ด ระบบการสั่งงานของแพทย์ ทั้งหมดนี้เป็นเป้าหมายของกระบวนการในเวลาอันใกล้ ในอนาคตข้างหน้าน่าจะมีการพัฒนาในเรื่องฐานข้อมูลเชิงลึกและรวดเร็วในการสืบค้นของการใช้ยาและการรักษาโรค การเข้าใจในเรื่องศักยภาพและการตัดสินใจ เมื่อถึงเวลาที่จะยึดฉวยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ซึงจะไม่ทำให้ซ้ำซากและรู้สึกเบื่อสำหรับ CEO และ CIO
การจัดจ้างคนภายนอกเกี่ยวกับสินค้าโครงสร้างพื้นฐาน เป็นข้อดีที่จะควบคุมต้นทุน สร้างความสามารถในการแข่งขัน และทรัพยากรเรายังไม่ถูกใช้ อย่างเช่น Server farms , help desk และ network operation จะต้องให้คนภายนอกที่น่าเชื่อถือทำ โดยความสามารถในหลายๆด้านของโปรแกรมคอมพิวเตอร์เป็นที่ต้องการขององค์กรที่มีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วสำหรับการแข่งขัน
“หน้าที่ของ CTO และ CIO จะมีความสำคัญที่แยกจากกันในอนาคต ”

จดหมายจาก Jason Hitterman
Jason เห็นด้วยอย่างมากกับบทความของ Nicholos G. Carr ในด้านความสามารถในการจัดหา IT เปรียบได้เช่นเดียวกับสินค้าทั่วๆไป ซึ่งการได้มาซึ่ง IT ควรจัดการและประเมินความเสี่ยงของต้นทุนที่อาจเกิดขึ้นเป็นเป้าหมายพื้นฐาน โดยให้ความสำคัญกับเรื่องระบบและกระบวนการ มากกว่าเทคโนโลยี Jason เชื่อว่าการนำ ITมาใช้ในธุรกิจอย่างถูกต้องจะช่วยสนับสนุนการดำเนินธุรกิจให้เติบโตขึ้นได้

จดหมายจาก Paul A.Strassman
Carr กล่าวว่ากลยุทธ์ทางเทคโนโลยีสารสนเทศไม่มีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจและ ให้คำแนะนำต่อไปนี้
• ตัดงบประมาณทางด้าน IT
• ไม่ต้องลงทุนในนวัตกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ
• ให้ลงทุนหลังจากเมื่อมีคนอื่นทำสำเร็จ (ให้เป็นผู้ตาม, อย่าเป็นผู้นำ)
• เลื่อนการลงทุนทางด้าน IT ออกไปเพราะราคาของมันจะถูกลงกว่าเดิมเมื่อเวลาผ่านไป
โดยเปลี่ยนจากการหาโอกาสในการจัดการช่องโหว่และความเสี่ยง และการชะลอนวัตกรรมเป็นวิธีที่ต้องการสำหรับการตัดค่าใช้จ่ายไอที ข้อแนะนำเหล่านี้เป็นเส้นทางจากนโยบายที่ได้รับการติดตามที่ผ่านมา 50 ปี ซึ่งแต่ละข้อช่วยยืนยันข้อสนับสนุนของคาร์
ข้อยืนยันข้อแรก : IT ได้สูญเสียคุณค่าทางกลยุทธ์ Carr ได้บอกว่า IT ไม่มีความเป็นกลยุทธ์อีกต่อไป เพราะต้นทุนส่วนเพิ่มของสินค้าข้อมูลโดยเฉพาะอย่างยิ่งซอฟต์แวร์ ซึ่งขณะนี้สำหรับค่าใช้จ่ายด้าน IT ไม่ได้ขึ้นกับขนาดที่เพิ่มขึ้น มันมีราคาลดลงจนเกือบจะเป็นศูนย์ บริษัทที่สามารถลดต้นทุนได้อย่างคงที่โดยการปรับใช้ไอที สามารถทำให้การลงทุนทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศมีกำไรได้อย่างมหาศาลและสามารถสร้างคุณค่าเชิงกลยุทธ์ให้เพิ่มขึ้นได้

ข้อยืนยันข้อที่สอง : IT เป็นสินค้าทั่วไปที่ไม่ได้มีความแตกต่างในการแข่งขันและดังนั้นจึงไม่ก่อให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขัน เห็นได้จาก Microsoft Desktop ความได้เปรียบในการแข่งขันไม่ได้เป็นผลมาจากเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล มันเป็นผลมาจากการบริหารที่มีประสิทธิภาพโดยคนที่มีความสามารถ โดยบริษัทที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมือนกันและการใช้จ่ายจำนวนที่เทียบเท่ากันแสดงผลออกมามีความแปรปรวนอย่างมากในการทำกำไร ซึ่งได้แสดงให้เห็นว่าการใช้จ่ายด้านไอทีและผลกำไรจะไม่มีความเกี่ยวข้องกัน แม้ว่าเทคโนโลยีที่ได้นำมาใช้เหมือนกัน
ข้อยืนยันข้อที่สาม : IT เป็นเทคโนโลยีขั้นพื้นฐานซึ่งเป็นสิ่งที่ง่ายต่อการได้รับและลอกเลียนแบบ มันไม่สามารถที่จะสร้างความได้เปรียบ การเข้าถึงอย่างไม่ยากของเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสิ่งที่ทำให้มีคุณค่ามากขึ้น E-mail, โทรสาร และโทรศัพท์มือถือได้เปลี่ยนเป็นสาธารณูปโภคอย่างแพร่หลาย และพร้อมที่จะทำให้ทุกคน สามารถเพิ่มมาตรฐานการครองชีพผ่านการสื่อสารได้ ง่ายขึ้นและมีต้นทุนที่ต่ำในการทำธุรกรรมทางธุรกิจ ด้วยความแพร่หลายนี้สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ
ข้อยืนยันข้อที่สี่ : อิทธิพลของ IT ต่อจากนี้ไปจะเป็นเศรษฐกิจมหภาคและไม่ได้หมายถึงการสร้างความแตกต่างในการ แข่งขัน IT จะไหลไปยังผู้บริโภคและไม่ก่อให้เกิดแก่บริษัทเป็นความขัดแย้ง ผลกำไรที่ยั่งยืนจะมีกำไรที่จะถูกส่งไปยังเรื่องของสุขภาพ การศึกษา ความบันเทิง บริการทางธุรกิจ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาล
ข้อยืนยันข้อที่ห้า : IT จะเป็นหลักเหมือนเทคโนโลยีการขนส่ง และเพราะมันสามารถเข้าถึงให้กับทุกคน IT ไม่ได้ยื่นประโยชน์ให้ IT เพิ่มมูลค่าด้วยการปรับปรุงการจัดการของความฉลาดทางข้อมูลและความร่วมมือในหมู่ผู้ใช้งาน กลุ่มคนและองค์กร ฟังก์ชั่นกาส่งผ่านข้อมูลจึงเป็นสิ่งจำเป็น แต่ความสำคัญมันเป็นเป็นเพียงสื่อกลางที่สามเท่านั้น คุณค่าที่แท้จริงอยู่ในตัวข้อความที่ส่ง ช่วยให้บริษัทจัดการการรวบรวมผลงานที่กระจัดกระจาย ทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์ งานวิจัย ลูกค้า วิศวกรรม สินทรัพย์และทรัพย์สินทางปัญญาได้ คอมพิวเตอร์เป็นที่เก็บของข้อมูลลับเกี่ยวกับลูกค้า ซัพพลายเออร์และผลิตภัณฑ์
ข้อยืนยันข้อที่หก : ฟังก์ชั่น IT จะหดหายไปและการประยุกต์ใช้ที่เป็นกรรมสิทธิ์จะหมดสิ้นไป โปรแกรมพื้นฐาน อย่างเช่น Microsoft Office สามารถใช้งานร่วมกับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์อย่างไม่มีขอบเขต ซึ่งจะไม่มีบริษัทไหนสามารถที่จะมีความได้เปรียบเหนือคู่แข่งขัน ท้ายที่สุดพนักงานจะมีสมาธิกับสิ่งที่เป็นจริงที่สามารถเพิ่มคุณค่าสำหรับ องค์กร
ข้อยืนยันข้อที่เจ็ด : บริษัทจะทิ้ง Application ที่ได้สร้างขึ้น กระบวนการทางธุรกิจจะเหมือนกันและไม่มีใครได้เปรียบบริษัทจะติดตั้งโซลูชั่นขององค์กรที่มีความครอบคลุมกว่าแทน
ข้อยืนยันข้อที่แปด : ความสามารถทาง IT ที่มีอยู่ส่วนใหญ่จะเพียงพอสำหรับความต้องการขององค์กร บริษัทต้องพบกับความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการดำเนินงานของธุรกิจ สภาพแวดล้อมขององค์กรที่ซับซ้อนต้องใช้การประสานงานมากขึ้นกว่าเดิมและมีเวลาน้อยสำหรับการแก้ไข ควรใช้ ITด้วยรูปแบบที่คงที่
ข้อยืนยันข้อที่เก้า : การยอมรับอย่างกว้างขวางของซอฟต์แวร์ที่ดีที่สุด ทำให้ข้อได้เปรียบพื้นฐานหายไปสำหรับทุกคน การเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการชุดปฏิบัติการณ์ที่ดีที่สุดทางธุรกิจ โดยทุกคนมีการเข้าถึงด้วยวิธีเดียวกัน
ข้อยืนยันข้อที่สิบ : ไอทีกำลังจะถึงตอนท้ายสุดของรอบการเจริญเติบโตและใกล้จะถึงจุดอิ่มตัว หลังจาก 50 ปีของการเจริญเติบโตของวัฏจักร ซอฟต์แวร์สามารถใช้งานร่วมกับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่มีความหลากหลายอย่างไม่จำกัด คุณสมบัติและฟังก์ชั่น ความสามารถของซอฟแวร์ที่เต็มไปด้วยเครือข่ายทั่วโลกนั้นไร้ขอบเขต
ข้อยืนยันข้อที่สิบเอ็ด : ไอทีในขณะนี้มีความเสี่ยงเกินความได้เปรียบ ต้องเปลี่ยนแปลงความสนใจของผู้บริหาร สิ่งน่าสนใจมากที่สุดในการจัดการทางการเงิน ที่มีความเสี่ยงที่สุดที่มีอยู่คือการเปลี่ยนระบบ แทนที่จะเป็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานทางด้าน IT ที่มีราคาแพงมากขึ้น และการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นกับการบำรุงรักษาซอฟต์แวร์ บริษัทควรจะลงทุนในรอบใหม่ของวงจร IT เพื่อแทนที่ ระบบเก่า
การยืนยันและคำแนะนำของคาร์จะเป็นวิธีการที่สามารถยับยั้ง ความคิดสร้างสรรค์และสร้างมูลค่าเพิ่มสำหรับผล ประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับองค์กรและลูกค้า เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสิ่งสำคัญเกินไปที่จะได้รับการประกาศว่าไม่มีความสัมพันธ์

จดหมายจาก Marianne Broadbent
Mark McDonald,and Richard Hunter Executive Programs,Gartner
ทั้งสามท่านได้แสดงความคิดเห็นจากบทความของ Nicholas G.Carr ที่กล่าวว่า การลงทุนใน IT ที่สูงสุดไม่ได้นำมาซึ่งความสำเร็จทางธุรกิจที่ดีที่สุด โดยเน้นที่การควบคุมต้นทุนและบริหารความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น โดยทั้งสามท่านเห็นด้วยกับการควบคุมงบประมาณการลงทุนใน IT เนื่องจากส่วนนี้นั้นไม่ได้สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันธุรกิจที่แท้จริง ระบบ IT (Hardware, Software, Network) นั้นเป็นเพียงส่วนที่ช่วยให้เกิดการทำงานที่รวดเร็ว เพิ่มปริมาณผลผลิตที่มากขึ้นด้วยการควบคุมต้นทุนให้ต่ำที่สุด แต่ส่วนที่สร้างความแตกต่างนั้นคือ ข้อมูล ,กระบวนการทางธุรกิจ และ โปรแกรม ซึ่งที่ช่วยเพิ่มคุณค่าในตัวผลิตภัณฑ์ให้กับผู้บริโภค เช่น Walmart, Dell ที่นำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในองค์กรอย่างต่อเนื่องจนประสบความสำเร็จ

จดหมายจาก Bruce Skaistis
Bruce Skaistis President, eGlobal CIO, Tulsa, Oklahoma
จากที่ Nicholas G.Carr ได้กล่าวว่าบริษัทควรจะรู้ว่า IT สามารถทำอะไรให้ได้และไม่ได้ เช่น ระบบwireless ไม่สามารถที่จะสร้างความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ที่ยั่งยืนได้ การลงทุนในธุรกิจ e-business ในความพยายามที่จะบรรลุข้อได้เปรียบในการแข่งขันและกลยุทธ์ ไม่ได้แสดงให้เห็นผลกำไรที่ควรจะได้ การลดความเสี่ยงด้านITเป็นเรื่องสำคัญสำหรับทุกบริษัท เช่น การถูกโจรกรรมข้อมูลหรือเว็บไซต์ของตนโดนโจมตี ทุกบริษัทควรมีบุคคลากรที่มีความสามารถในการเฝ้าระวังเกี่ยวกับการวางแผนในการจัดการระบบ IT การจ้างบริษัทจากภายนอก ป้องกันเครือข่าย ระบบ และข้อมูล และบรรเทาความเสี่ยงทางด้าน IT
สำหรับ Bruce มองว่า เราควรที่จะใช้ IT ในการช่วยให้ธุรกิจบรรลุเป้าหมายตามวัตถุประสงค์ โดยใช้ IT เพิ่มประสิทธิภาพ ปรับปรุงกระบวนการทางธุรกิจ ใช้ช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพปัจจัยต่างๆ ในปัจจุบัน มุ่งเน้นการลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของทรัพยากรด้าน IT เพื่อเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับการดำเนินงาน ลูกค้า คู่แข่ง และSupplier จัดสรรแหล่งทรัพยากรและการตรวจสอบประสิทธิภาพ

จดหมายจาก Vladimir Zwass
Vladimir Zwass , Distinguished Professor of Computer Science and MIS, Fairleigh Dickinson University, Teaneck, New Jersey, ude.udf|ssawz#ude.udf|ssawz
Vladimir Zwassกล่าวว่าส่วนประกอบ Hardware , Software โครงสร้างพื้นฐานในการจัดเก็บข้อมูล การติดต่อสื่อสาร และการประมวลผลเป็นพื้นฐานของ IT ระบบข้อมูลที่สามารถฝังตัวอยู่ในกระบวนการขององค์กรและระหว่างองค์กรของบริษัท และรวมอยู่อย่างมีความสัมพันธ์กับระบบอื่นๆ จะสามารถสร้างประสิทธิภาพที่เหนือกว่าได้ เช่น กระบวนการประมวลผลคำสั่งของ Dell การจัดการความสัมพันธ์ของSupplier กับ Wal-martเป็นต้น

จดหมายจาก Mark S.
Lewis Mark S.Lewis, Executive Vice President of New Ventures, Chief Technology officer, EMC Corporation, Hopkinton, Massachusetts
Lewis เห็นด้วยกับ Nicholas G. Carr ในส่วนที่ว่าความได้เปรียบในการแข่งขันที่ผ่านมาแล้วในอดีตไม่ได้มาจากการมีระบบสารสนเทศและคนอื่นไม่มี มันสืบเนื่องมาจากวิธีการที่ใช้ เพื่อกระบวนการทางธุรกิจที่เป็นนวัตกรรมใหม่และรูปแบบที่ถูกสร้างขึ้น ความแตกต่างทางกลยุทธ์ใดๆ มีข้อโต้แย้งที่ว่ามันเป็นเหมือนสิ่งอื่น ๆ เทคโนโลยีจะเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้และราคาก็จะไม่แพง Nicholas G.Carr ได้ยกตัวอย่าง เครื่องจักรไอน้ำ ทางรถไฟ ไฟฟ้า โทรศัพท์ ว่ามีขอบเขตที่แคบในการใช้งาน พลังงานไฟฟ้าอาจถูกแทนที่โดยแหล่งที่มาของพลังงานอื่น สิ่งที่สำคัญสำหรับ IT คือคนที่คิดค้นเทคโนโลยีสารสนเทศและการที่ปรับใช้เทคโนโลยีได้ และในด้านความได้เปรียบทางการแข่งขันนั้นมาจากการประยุกต์ใช้ IT มากกว่า Lewis มองว่าการปรับปรุงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในทางเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นเมื่อลูกค้า ผู้ให้บริการและผู้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพ ตอบสนองความต้องการของระบบ IT ที่จะใช้เป็นสถานะผูกขาด ยกระดับผลกำไรและบีบอัดนวัตกรรมให้เกิดกับองค์กรของตน ส่งผลให้ผู้บริหารมีความต้องการทางเลือกที่มากขึ้น เกิดความยืดหยุ่นมากขึ้น และความก้าวหน้าที่มากขึ้น โดยธุรกิจจะได้รับผลประโยชน์จากวิธีการที่พวกเขาใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่เฉพาะเจาะจงเพิ่มมากขึ้น

Letter from Tom Pisello
Tom Pisello, CEO and Founder, Alinean Corporation, Orlando, Florida
เห็นด้วยที่ว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในการลงทุนทางด้าน IT คือ ต้องตระหนักถึงปริมาณการลงทุนทางด้าน IT ไม่มีความสัมพันธ์กับปริมาณของผลกำไรของธุรกิจ ธุรกิจที่มีการลงทุนทางด้าน IT มากกว่า ไม่จำเป็นที่จะได้รับผลกำไรมากกว่า ธุรกิจที่มีการลงทุนทางด้าน IT น้อยกว่าเสมอไป เนื่องจาก การลงทุนทางด้าน IT จะมีประสิทธิภาพ คุ้มค่ากับการลงทุนมากเพียงใดขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการนำ IT ไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจหลักให้เกิดประโยชน์ ผลผลิต และผลกำไรสูงสุด จึงจะเป็นการวัดความคุ้มค่าที่เกิดจากการลงทุนทางด้าน IT อย่างแท้จริง โดยการเลือกการลงทุนและการเลือกใช้เทคโนโลยีทางด้าน IT ต่างๆ แต่ละองค์กรมีความต้องการไม่เหมือนกัน มีความเฉพาะเจาะจง ตามลักษณะการดำเนินงานทางธุรกิจขององค์กรนั้นๆ แต่ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเลือกการลงทุนและเลือกใช้เทคโนโลยีทางด้าน IT ใด สิ่งที่ต้องพิจารณา คือ เลือก Software และ Hardware ที่ได้มาตรฐานและมีราคาถูก

จดหมายจาก Roy L. Pike
Roy L. Pike, Vice President of Information Technology and CIO, Millennium Chemicals, Hunt Valley, Marylan
ไม่เห็นด้วย เพราะคิดว่า การลงทุนและเลือกใช้เทคโนโลยีทางด้าน IT คือ ยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการดำเนินงานของธุรกิจ ในอีก 10 ปีข้างหน้า เนื่องจาก ในปี ค.ศ.1980-1990 นอกจากการปรับปรุงผลผลิตของแรงงานแต่ละคนแล้ว การลงทุนทางด้าน IT ในระบบจัดเก็บ ระบบส่งข้อมูล และระบบประมวลผล จะมีส่วนช่วยในการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตอย่างมาก โดยการเปลี่ยนวิธีการทำงานให้แต่ละบุคคลเข้าถึงโดยตรงไปยังข้อมูล และกำจัดข้อมูลและตัวกลางที่ไม่เพิ่มคุณค่าใดๆ แก่ธุรกิจ และในปีต่อๆ มานั้น ยุทธศาสตร์ใหม่ สำหรับการลงทุนทางด้าน IT คือ การสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจระหว่างผู้ผลิต และผู้ซื้อ ให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลคลังสินค้า ระบบการผลิต ได้อีกด้วย

จดหมายจาก Vijay Gurbaxani
เห็นด้วยกับ Carr ในเรื่องของการเปลี่ยนระบบ IT ให้มีโครงสร้างพื้นฐานที่เหมือนกันนั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ลดโอกาสของความได้เปรียบต่อคู่แข่งขัน แต่กลับเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอีกด้วย ซึ่งบางครั้งเราไม่จำเป็นจะต้องลงทุนพัฒนาขีดความสามารถทางด้าน IT ของตนเองมาก แต่สามารถซื้อ computing services อื่นที่มีความพร้อมในด้านต่าง ๆ มาใช้แทน และเรียนรู้และเข้าใจถึงความซับซ้อนของ software นั้น ๆ เพื่อนำประโยชน์จากsoftware นั้นมาใช้งานให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะแม้ software เดียวกัน แต่หากองค์กรใดสามารถดึงประโยชน์ของ software ได้มากกว่า จะได้เปรียบต่อคู่แข่งทางด้านธุรกิจอื่น

จดหมายจาก Steven Alter
ไม่เห็นด้วยที่ว่า ระบบ IT ไม่มีความจำเป็นหรือไม่สำคัญ โดยให้คำจำกัดความว่า ระบบ IT คล้ายไต ซึ่งแท้จริงแล้วไตเป็นส่วนประกอบพื้นฐานของร่างกาย ซึ่งจำเป็นต้องมี โดยตามธรรมชาติไตจะมีสองข้าง หากเหลือข้างเดียว ก็ยังสามารถอยู่ได้แต่ไตจะทำงานหนัก หรือหากมีมากไปก็คงเกินความจำเป็น เฉกเช่นเดียวกับระบบ IT ที่การดำเนินงานทางธุรกิจนั้น จะทำไม่ได้หากปราศจากระบบ IT และควรให้ความสำคัญอย่างเหมาะสม

จดหมายจาก Cathy Hyatt
ไม่เห็นด้วยในประเด็นที่ว่าปัญหาหลักของการจัดการ IT คือค่าใช้จ่ายที่มากเกินไป ซึ่งก็คือ การเลือก การดูแลรักษา ปรับปรุง และการปรับใช้ IT เหล่านั้น โดยมีความเห็นว่า Software และ Hardware นั้นมีความเกี่ยวข้องกัน แต่หากนำผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ ๆ เข้ามาใช้เพิ่มเติม มักพบปัญหาความเข้ากันไม่ได้ของ Software หรือ Hardware เก่า เนื่องจากระบบเก่าไม่ได้มีการบริการตลอดอายุการใช้งาน จึงทำให้ระบบต่าง ๆของกระบวนการอื่น ๆ มีปัญหาตามไปด้วย ทำให้บริษัทอาจเสียความได้เปรียบทางกลยุทธไป ซึ่งทำให้ค่าใช้จ่ายในการจัดการระบบ IT มีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก หากแต่ผู้บริหารมีการร่วมมือกันเพื่อสร้างแรงกดดันต่อผู้ผลิตหรือให้บริการด้าน IT ของตนเอง ปัญหาเหล่านี้จะสามารถควบคุมได้ง่ายขึ้น เนื่องจากระบบ IT นั้นมีความสำคัญต่อบริษัท ทำให้การจัดการระบบ IT นั้นกลายเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญสำหรับผู้บริหารที่จะต้องตัดสินใจในการเลือกระบบ IT ให้เหมาะสม และสามารถดึงประสิทธิภาพของระบบ IT นั้น ๆ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

จดหมายจาก Chris Schlueter Langdon
ไม่เห็นด้วยในบทสรุปของ Carr เนื่องจาก Langdon คิดว่า ระบบ IT และ Software มีความแตกต่างกัน แต่สามารถที่จะปรับปรุงเพื่อใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในปัจจุบันและ อนาคต แม้ว่าในปัจจุบัน Software อาจจะยังมีปัญหาบ้าง แต่ในอนาคตมันจะถูกปรับปรุงและแก้ไขให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยพบว่าสินค้าในอดีตนั้นบริษัทต่าง ๆ ที่สร้างสินค้าที่เป็นระบบจักรกล และการปฏิบัติงาน ต่าง ๆ ค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนตามกาลเวลา เป็นระบบ Software มากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นยุคของSoftwarizationยกตัวอย่างเช่น การใช้ระบบ CRM software , ERP , Credit card , Calling card , Airline ticketing และ ในปัจจุบันการสร้างมูลค่าเพิ่มของระบบโทรศัพท์ผ่านทาง internet โดยโปรแกรม Tango ก็กำลังเป็นที่นิยม เป็นต้น

Reply from Nicholas G. Carr
จากการถกปัญหาในเรื่องราวของ IT จาก Letter ที่ส่งมานั้น แสดงถึงความคิดเห็นที่หลากหลาย ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ทำให้สามารถสรุปได้ว่า IT นั้นก็คือการประมวณผล การจัดเก็บและส่งผ่านข้อมูล สิ่งนี้เป็นโครงสร้างพื้นฐานซึ่งนำมาสู่ความแตกต่างและได้เปรียบต่อคู่แข่งทางด้านธุรกิจ ซึ่งแนวโน้มของการใช้ IT ยังมีแนวโน้มมากขึ้น โดยทุกๆ บริษัทควรที่จะมีการจัดการระบบ IT ที่ชาญฉลาด โดยสามารถสร้างความสำเร็จทางด้านการแข่งขันจากระบบ IT ได้และในขณะเดียวกันสามารถรักษาระดับต้นทุน ราคาและความเสี่ยงต่ำที่สุดได้ โดย Carr เข้าใจและยอมรับว่า ระบบ IT นั้นเป็นสิ่งที่สร้างหรือทำให้บริษัทมีความสามารถที่เหนือหรือแตกต่างจากคู่แข่ง เพียงแต่ต้องการจะอธิบายว่าเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่มีการพัฒนาและเติบโตอย่างรวดเร็ว จนยากนักที่จะตามได้ทัน อีกทั้งยังง่ายและรวดเร็วต่อการลอกเลียนแบบ เพราะฉะนั้นการใช้จ่ายและการจัดการเกี่ยวกับระบบ IT จึงถือเป็นกลยุทธหนึ่งที่ยากและสำคัญในหลายบริษัท

การวิเคราะห์กรณีศึกษา

What are the strategies/theories/concepts involved?
การวางแผนการลงทุนทางด้าน IT ควรวางแผนค่าใช้จ่าย โดยควบคุมงบประมาณให้มีเหมาะสมและสอดคล้องกับธุรกิจหลักที่บริษัททำอยู่ เพราะค่าจ่ายด้าน IT ขององค์กรที่มากขึ้นนั้นไม่ได้แปรเปลี่ยนไปถึงผลลัพธ์ทางด้านการเงิน นอกจากนี้แล้วบริษัทก็ควรมีการวางแผนและเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในอนาคต

What is the role of IT?
บทบาท IT จะเป็นสนับสนุนธุรกิจหลักของบริษัทมีส่วนช่วยทำให้การทำงานรวดเร็ว ถูกต้อง และแม่นยำ เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพ ปรับปรุงกระบวนการทางธุรกิจ เช่น ใช้ในระบบฝากถอนเงิน และระบบจองตั๋วเครื่องบิน ทำให้การบริการกว้างขวางขึ้น เมื่อมีการพัฒนาระบบเก็บและใช้ข้อมูล เช่น ระบบทะเบียนราษฎร์ ระบบเวชระเบียนในโรงพยาบาล และระบบการจัดเก็บข้อมูลภาษี

Who are the stakeholders?
ผู้บริหารซึ่งเป็นผู้ตัดสินใจในการลงทุนจะต้องมีความเข้าใจและความสามารถนำ IT ไปใช้ประโยชน์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและสร้างคุณค่าทางธุรกิจ โดยที่มุ่งเน้นไปที่กระบวนการที่ใช้ IT ในการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับองค์กร เพื่อให้เกิดกำไรสูงสุด

What seem to be the issues?
-การลงทุนทางด้าน IT ต้องพิจารณาการลงทุนให้เหมาะสมกับประเภทของธุรกิจ
-ควบคุมค่าใช้จ่ายให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม เพราะ IT มีความเสี่ยงต่อการล้าสมัยได้เร็ว
-ควรจะพัฒนาบุคคลากรให้มีความรู้ทางด้าน IT และสามารถใช้งาน IT ที่บริษัทลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพได้

What are the problems?
ประเด็นปัญหาในด้านความคุ้มค่าทางธุรกิจ ด้านการพัฒนาบุคคลากร ด้านความล้าสมัยของเทคโนโลยี ด้านการมีนวัตกรรมใหม่ๆมาแทนที่

What are the tradeoffs?
ก่อนการลงทุนด้าน IT ควรมีศึกษาถึงความเสี่ยงที่จะได้รับจากการลงทุนเพราะการลงทุนนี้มีโอกาสที่เครื่องมือที่ลงทุนไปนั้นจะล้าสมัยได้ง่าย และควรประเมินถึงความคุ้มค่าที่จะได้รับ รวมถึงมองถึงทิศทางของเทคโนโลยีในอนาคตเพื่อใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจ

What are the solutions?
การเกิดปัญหาความล้าสมัยของเทคโนโลยี สามารถปรับปรุงแก้ไขได้โดยการใช้อุปกรณ์เสริมเพื่อปรับปรุงเทคโนโลยีที่เรามีอยู่ หรืออาศัยการการสร้างและปรับแก้กลยุทธ์ขององค์กรให้มีความโดดเด่นกว่าคู่แข่งเสมอ

What are the lessons learned from the case?
How do you evaluate the case?
การลงทุนทางด้าน IT เราควรจะลงทุนด้วยงบประมาณที่เหมาะสม เพราะการลงทุนที่มากขึ้นในด้าน IT นี้นั้นไม่ได้แปรผันไปเป็นกำไรของบริษัท เราจึงควรมีการบริหารความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น เนื่องจากการลงทุนในด้าน IT นั้นมีความเสี่ยงต่อการล้าสมัย และนอกจากนี้การลงทุนทางด้าน IT จำเป็นต้องใช้งบประมาณที่สูงในการได้มาซึ่งนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งผลกำไรและผลผลิตที่สูง ดังนั้นเราควรที่จะหาวิธีการประยุกต์ใช้ IT ให้เหมาะสมกับการดำเนินงานในธุรกิจหลักขององค์กร ซึ่งมีความต่างกันออกไปในแต่ละบริษัทและ ธุรกิจ ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นปัจจัยหลักที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าของเรา และสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันให้กับบริษัทมากกว่า

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License