Propersal

ความเป็นมาหรือความสำคัญของโครงการ:
ปัจจุบันกลยุทธ์ด้านราคาเป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์ทางการตลาด ซึ่งเราเห็นกันอยู่เป็นประจำในเกือบธุรกิจทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร โรงภาพยนตร์ สายการบิน และโรงแรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะปัจจุบันที่เศรษฐกิจไม่ค่อยจะสู้ดีนัก ทำให้พฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าของผู้บริโภคต้องเน้นเรื่องความประหยัดและคุ้มค่ามากที่สุด จึงทำให้แต่ละห้างร้านต่างแข่งขันกันจัดโปรโมชั่นทั้งการลด แลก แจก แถมอย่างมากมาย และในบางครั้งผู้บริโภคไม่สามารถรับรู้ข่าวสารการลดราคาหรือการจัดโปรโมชั่นต่างๆ ได้อย่างครอบคลุม รวมถึงในปัจจุบันการสื่อสารผ่านทาง Social network เป็นเครื่องมือสำหรับค้นหาและติดต่อสื่อสารที่มีความสำคัญและมีอิทธิพลในชีวิตประจำวัน รวมทั้งมีผู้ใช้บริการกันอย่างแพร่หลายในวงกว้าง มีความสะดวก และสื่อสารกันได้อย่างรวดเร็ว จึงนำเอาประโยชน์ของ Social network มาจัดทำเป็นโครงการนี้ขึ้น เพื่อรวมรวมและสื่อการข่าวสารต่างๆให้กับผู้บริโภค ผ่านทาง Social network ที่เป็นที่นิยมอย่าง Facebook เพื่อให้ผู้บริโภคได้ติดตามโปรโมชั่น ส่วนลดต่างๆได้ครอบคลุมและมีความสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

วัตถุประสงค์:
1. เพื่อให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโปรโมชั่น ส่วนลด ของแถม และสิทธิพิเศษต่างๆ ในการซื้อสินค้าและบริการ
2. เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางการนำเสนอทางเลือกแก่ลูกค้า ในการซื้อสินค้าและบริการใหม่ๆ
3. เพื่อให้สมาชิก Page https://www.facebook.com/guruonsale ได้สามารถแลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็น พร้อมทั้งให้ข้อเสนอแนะต่างๆ เกี่ยวกับสินค้าหรือบริการที่ได้มีการนำเสนอ

ขอบเขตของโครงการ:
โครงการนี้ใช้ระยะเวลาทั้งหมด 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม – 21 พฤศจิกายน 2556 ซึ่งกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลักของโครงการ คือ กลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงาน ช่วงอายุระหว่าง 15-45 ปี โดยลักษณะของหน้า Page https://www.facebook.com/guruonsale จะนำเสนอในรูปแบบโทนสีเหลืองแดง โดยสีแดงช่วยดึงดูดลูกค้าทำให้เกิดความสนใจ กระตุ้นลูกค้าให้เกิดความกระฉับกระเฉงและมีความต้องการที่จะเข้ามาดูหน้า Page สำหรับสีเหลือง สร้างบรรยากาศอบอุ่นทำให้ลูกค้าอยากอยู่ในหน้า Page นานขึ้น มีโอกาสในการซื้อสินค้ามากขึ้น เป็นสีสัญลักษณ์ของการคิดแง่บวก ร่าเริง และสดใสอีกด้วย

flickr:9652652797

ขอบเขตของโครงการหลักๆ มีดังนี้
1. นำเสนอข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโปรโมชั่น ส่วนลด ของแถม และสิทธิพิเศษต่างๆ ในการซื้อสินค้าและบริการ
2. นำเสนอข้อมูล ข่าวสารในรูปแบบของรูปภาพและข้อความ เพื่อเป็นสื่อในสื่อสาร ทำให้ให้ง่ายต่อการรับรู้ของผู้ใช้งาน

ทฤษฎีและกรอบแนวคิดที่เกี่ยวข้อง:
พฤติกรรมการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์มีความสัมพันธ์กับเพศ อายุ อาชีพ ระดับการศึกษา และรายได้อย่างมีนัยสำคัญ แสดงให้เห็นว่า ความก้าวหน้าของระบบอินเทอร์เน็ต คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีการสื่อสารก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ทางสังคมคือ เครือข่ายสังคมใหม่ที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายว่า “สังคมออนไลน์” (Online Community) หรือ “สังคมเสมือน” (Virtual Community) หรือ “เครือข่ายสังคมออนไลน์” (Social Network) โดยเครือข่ายสังคมออนไลน์นี้เป็นพื้นที่สาธารณะที่สมาชิก ซึ่งก็คือคนทุกเพศทุกวัย ทุกเชื้อชาติและศาสนา ทุกระดับการศึกษา ทุกสาขาอาชีพ และทุกกลุ่มสังคมย่อยจากทั่วโลก เป็นผู้สื่อสารหรือเขียนเล่าเนื้อหาเรื่องราว ประสบการณ์ บทความ รูปภาพ และวิดีโอ ที่สมาชิกเขียนและทำขึ้นเอง หรือพบเจอจากสื่ออื่นๆ แล้วนำมาแบ่งปันให้กับผู้อื่นที่อยู่ในเครือข่ายของตน ผ่านทางระบบอินเทอร์เน็ตและสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) เครือข่ายสังคมออนไลน์เติบโตอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ก่อให้เกิดวิวัฒนาการด้านเทคโนโลยีของสื่อสังคมออนไลน์หลากหลายประเภท (วิยะดา ฐิติมัชฌิมา, 2552)

ทฤษฎีเกี่ยวกับการเปิดรับข่าวสาร (Media exposure)
การสื่อสารนั้นจัดได้ว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญปัจจัยหนึ่งในชีวิตของมนุษย์ นอกเหนือจากปัจจัย 4 ที่มีความจำเป็นต่อความอยู่รอดของมนุษย์ ซึ่งได้แก่ อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่มและยารักษาโรค แม้ว่าการสื่อสารจะไม่ได้มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับความเป็นความตายของมนุษย์เหมือนกับปัจจัย 4 แต่การที่จะให้ได้มาซึ่งปัจจัย 4 เหล่านั้น ย่อมต้องอาศัยการสื่อสารเป็นเครื่องมืออย่างแน่นอน มนุษย์ต้องอาศัยการสื่อสารเป็นเครื่องมือเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการดำเนินกิจกรรมใดๆ ของตน และเพื่ออยู่ร่วมกับคนอื่นๆ ในสังคม การสื่อสารเป็นพื้นฐานของการติดต่อของกระบวนการสังคม ยิ่งสังคมมีความสลับซับซ้อนมาก และประกอบด้วยคนจำนวนมากขึ้นเท่าใด การสื่อสารก็ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นเท่านั้น ทั้งนี้เพราะการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และสังคมจะนำมาซึ่งความสลับซับซ้อน หรือความสับสนต่างๆ จนอาจก่อให้เกิดความไม่เข้าใจและไม่แน่ใจแก่สมาชิกของสังคม ดังนั้น จึงต้องอาศัยการสื่อสารเป็นเครื่องมือเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว (ยุพดี ฐิติกุลเจริญ, 2537:3)
ข่าวสารจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ใช้ประกอบการตัดสินใจในกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ ความต้องการข่าวสารจะเพิ่มมากขึ้น เมื่อบุคคลนั้นต้องการข้อมูลในการตัดสินใจหรือไม่แน่ใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง นอกจากนั้นข่าวสารยังเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้เปิดรับมีความทันสมัย สามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ของโลกปัจจุบันได้ดียิ่งขึ้น ดังที่ ชาร์ลส์ เค อัทคิน (Charles k. Atkin, 1973:208) ได้กล่าวว่า บุคคลที่เปิดรับข่าวสารมาก ย่อมมีหูตากว้างไกล มีความรู้ความเข้าใจในสภาพแวดล้อมและเป็นคนทันสมัยทันเหตุการณ์กว่าบุคคลที่เปิดรับข่าวสารน้อย
อย่างไรก็ตาม บุคคลจะไม่รับข่าวสารทุกอย่างที่ผ่านมาสู่ตนทั้งหมด แต่จะเลือกรับรู้เพียงบางส่วนที่คิดว่ามีประโยชน์ต่อตน ดังนั้นข่าวสารที่หลั่งไหลผ่านเข้ามาไปยังบุคคลจากช่องทางต่างๆ นั้น มักจะถูกคัดเลือกตลอดเวลา ข่าวสารที่น่าสนใจ มีประโยชน์และเหมาะสมตามความนึกคิดของผู้รับสาร จะเป็นข่าวสารที่ก่อให้เกิดความสำเร็จในการสื่อสาร (กิติมา สุรสนธิ, 2533: 46-47)
ส่วน แม็คคอมบ์ และ เบคเกอร์ (McCombs and Becker, 1979: 51-52) ได้ให้แนวคิดว่า โดยทั่วไปบุคคลแต่ละคนมีการเปิดรับข่าวสารหรือการเปิดรับสื่อเพื่อตอบสนองความต้องการ 4 ประการคือ
1. เพื่อให้เรียนรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์ (Surveillance) บุคคลสามารถติดตามความเคลื่อนไหวและสังเกตเหตุการณ์ต่างๆ รอบตัวจากการเปิดรับข่าวสาร ทำให้คนเป็นที่ทันเหตุการณ์ ทันสมัย
2. เพื่อการตัดสินใจ (Decision) การเปิดรับข่าวสารทำให้บุคคลสามารถกำหนดความเห็นของตนต่อสภาวะ หรือเหตุการณ์ต่างๆ รอบตัว เพื่อการตัดสินใจโดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวข้องชีวิตประจำวัน
3. เพื่อพูดคุยสนทนา (Discussion) บุคคลสามารถนำข้อมูลข่าวสารที่ได้รับไปใช้ในการพูดคุยกับผู้อื่นได้ เพื่อการมีส่วนร่วม (Participation) เพื่อรับรู้และมีส่วนร่วมในเหตุการณ์ความเป็นไปต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมรอบๆ ตัว

ทฤษฎีแรงจูงใจและการโน้มน้าวใจ
Kotler and Armstrong (2002) รายงานว่า พฤติกรรมของมนุษย์เกิดขึ้นต้องมีสิ่งจูงใจ (Motive) หรือแรงขับดัน (Drive) เป็นความต้องการที่กดดันจนมากพอที่จะจูงใจให้บุคคลเกิดพฤติกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง ซึ่งความต้องการของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ความต้องการบางอย่างเป็นความต้องการทางชีววิทยา (Biological) เกิดขึ้นจากสภาวะตึงเครียด เช่น ความหิวกระหายหรือความลำบาก บางอย่างเป็นความต้องการทางจิตวิทยา (Psychological) เกิดจากความต้องการการยอมรับ (Recognition) การยกย่อง (Esteem) หรือการเป็นเจ้าของทรัพย์สิน (Belonging) ความต้องการส่วนใหญ่อาจไม่มากพอที่จะจูงใจให้บุคคลกระทำในช่วงเวลานั้น ความต้องการกลายเป็นสิ่งจูงใจ เมื่อได้รับการกระตุ้นอย่างเพียงพอจนเกิดความตึงเครียด
มัลลิกา ผลอนันต์ (2552) ได้กล่าวถึง แรงจูงใจและการโน้มน้าวใจ ไว้ดังนี้ ทฤษฎีที่ว่าด้วยการชักจูงใจ การโน้มน้าวใจ (Theory of persuasion) เป็นทฤษฎีหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มทฤษฎีโครงสร้างในสมอง ทฤษฎีนี้มีความเชื่อว่าการที่จะชักจูงใจบุคคลใดบุคคลหนึ่งนั้นเหมือนกันการกระตุ้น บุคคลนั้น เพื่อให้เกิดการตอบสนองในสิ่งที่เราต้องการให้เป็น และในกระบวนการสื่อสารจะมีช่องว่างหรือตัวกลางระหว่างการกระตุ้นและการตอบสนองซึ่งเรียกว่าพื้นเพเดิมของบุคคล ซึ่งถือว่าเป็นตัวกลางที่สำคัญมากในการสื่อสาร ดังนั้นในการจูงใจบุคคลหรือจะสื่อสารสิ่งใดนั้น เราจะต้องศึกษาถึงพื้นเพเดิมของบุคคลคนนั้นก่อน นั่นคือศึกษาถึงองค์ประกอบต่างๆ เช่น ทัศนคติ ค่านิยม ความเชื่อ ระดับการศึกษา ความแน่นแฟ้นของครอบครัว เป็นต้น

ทฤษฎีการเรียนรู้ของสกินเนอร์
บี เอฟ สกินเนอร์ (B.F. Skinner, 1904 - 1990) ผู้คิดค้นและพัฒนาทฤษฎีการเรียนรู้แบบการวางเงื่อนไขแบบโอเปอแรนท์ (Operant Conditioning Theory) หรือทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบการกระทำ สกินเนอร์ได้อธิบายไว้ว่า มนุษย์เรียนรู้พฤติกรรมต่างๆ โดยผ่านประสบการณ์ที่ให้ผลกรรมเชิงบวกและเชิงลบ ให้ผลเป็นที่พอใจหรือไม่เป็นที่พอใจ เขายังเชื่ออีกว่าพฤติกรรมใดที่มีผลต่อเนื่องเป็นบวก พฤติกรรมนั้นย่อมเกิดขึ้นซ้ำบ่อยครั้ง ในขณะที่พฤติกรรมซึ่งเป็นผลลบจะมีแนวโน้มที่จะไม่เกิดขึ้นต่อไป ซึ่งกรอบความคิดในเรื่องนี้ของสกินเนอร์จะมี 3 องค์ประกอบ ดังนี้

flickr:9652779509

สำหรับทฤษฎีการเสริมแรงในส่วนของการสร้างกำลังใจ คือ การคงไว้ซึ่งการปฏิบัติหรือพฤติกรรมที่ต้องการไว้นานๆ หรือทำให้บุคคลปฏิบัติในแนวทางที่จะได้ผลกรรมเป็นรางวัล เช่น เมื่อปฏิบัติได้ตรงตามเงื่อนไขที่บริษัทตั้งไว้ ก็จะได้รับโบนัสหรือของรางวัลเพื่อเป็นการสร้างกำลังใจให้บุคคลนั้น โดยสกินเนอร์มองว่าพฤติกรรมของจะคงอยู่ตลอดไปจำเป็นต้องมีการเสริมแรง ซึ่งการเสริมแรงนี้มีทั้งการเสริมแรง ทางบวก (Positive Reinforcement) และการเสริมแรงทางลบ (Negative Reinforcement) ซึ่งสามารถสรุปเป็นลักษณะของทฤษฎีการเรียนรู้ของทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบโอเปอแรนท์หรือทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบการกระทำได้ดังนี้

ทฤษฎีการเรียนรู้
1. การกระทำใด ๆ ถ้าได้รับการเสริมแรง จะมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นอีก ส่วนการกระทำที่ไม่มีการเสริมแรง แนวโน้มที่ความถี่ของการกระทำนั้นจะลดลงและหายไปในที่สุด
2. การเสริมแรงที่แปรเปลี่ยนทำให้การตอบสนองคงทนกว่าการเสริมแรงที่ตายตัว
3. การลงโทษทำให้เรียนรู้ได้เร็วและลืมเร็ว
4. การให้แรงเสริมหรือให้รางวัลเมื่อผู้เรียนกระทำพฤติกรรมที่ต้องการ สามารถช่วยปรับหรือปลูกฝังนิสัยที่ต้องการได้

ขั้นตอนและวิธีการดำเนินโครงการ:
วิธีดำเนินโครงการประกอบด้วยขั้นตอนต่าง ๆ ดังนี้
1. ให้ข้อมูลและข่าวสารแก่สมาชิก Page https://www.facebook.com/guruonsale อย่างต่อเนื่อง โดยเป็นเรื่องเกี่ยวกับโปรโมชั่น ส่วนลด ของแถม และสิทธิพิเศษต่างๆ ในการซื้อสินค้าและบริการ รวมทั้งนำเสนอทางเลือกแก่ลูกค้า ในการซื้อสินค้าและบริการใหม่ๆ โดยมีวิธีการในการสร้างเนื้อหาของหน้า Page https://www.facebook.com/guruonsale ดังนี้
* ค้นหาโปรโมชั่น ส่วนลด ของแถม และสิทธิพิเศษต่างๆ ที่น่าสนใจเพื่อสามารถดึงดูดความสนใจของกลุ่มเป้าหมายได้
* จัดกิจกรรมและแจกของรางวัลจากการเข้าร่วมกิจกรรมของสมาชิก Page
และสำหรับวิธีการในการสร้างเครือข่าย ก็คือ การสร้างสโลแกนในทุกๆ การโพส โดยใช้สโลแกนว่า "เรื่องดีๆแบบนี้ ไม่บอกต่อไม่ได้น๊าาา" เพื่อให้เป็นคำพูดติดปากของกลุ่มเป้าหมาย และเป็นการกระตุ้นให้เกิดการ Like และ Share ต่อไปยังกลุ่มเพื่อนๆ เป็นการสร้างเครือข่ายให้กว้างมากขึ้น
2. ประเมินผลการดำเนินงาน โดยใช้วิธีการวิเคราะห์ Feedback ด้วยวิธี Facebook Insight เพื่อช่วยวิเคราะห์กลุ่ม Fan page และ Content ของหน้า Page https://www.facebook.com/guruonsale ให้ดียิ่งขึ้น เช่น กลุ่ม Fan page ที่มาคลิก Like กับเรานั้น เป็นกลุ่มเดียวกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของเราหรือไม่ ฯลฯ

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ:
1. ทำให้สมาชิก Page https://www.facebook.com/guruonsale ได้รับประโยชน์จากการรับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโปรโมชั่น ส่วนลด ของแถม และสิทธิพิเศษต่างๆ ในการซื้อสินค้าและบริการ
2. ทำให้สมาชิก Page https://www.facebook.com/guruonsale สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารซึ่งกันและกันได้
3. ทำให้สมาชิก Page https://www.facebook.com/guruonsale สามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการใช้สินค้าหรือบริการนั้นๆได้

แผนดำเนินงาน:

flickr:9653079099
Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License