Knowledge Management (KM)
km.jpg

ปัจจุบันเรื่อง Knowledge Management นั้นเป็นที่นิยมมาก เพราะสินค้า กระบวนการ และกลยุทธ์ สามารถที่จะลอกเลียนแบบและไม่สามารถที่จะแข่งขันในระยะยาวได้ แต่เรื่องความรู้ในองค์กร กระบวนการเรียนรู้และการบริหารความรู้ในองค์กรนั้นเลียนแบบได้ยาก เพราะไม่ได้เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีอย่างเดียว แต่เกี่ยวกับการบริหาร รวมถึงวัฒนธรรมในองค์กร ไม่เช่นนั้น เราคงไม่เห็น Apple , Google หรือ Facebook สามารถที่จะประสบความสำเร็จในระยะยาวได้
What is Knowledge Management

Knowledge Management คือ กระบวนการสร้างความรู้ จัดเก็บความรู้ อัพเดทความรู้ การนำความรู้ไปแพร่กระจาย รวมถึงการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในองค์กรเพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ความรู้ในองค์กรจะถูกจัดเก็บในรูป Knowledge-Base หรือ Knowledge-repository คือเป็นองค์ความรู้ที่องค์กรมีการจัดเก็บ และนำข้อมูลเหล่านั้นมาแลกเปลี่ยนภายในองค์กร

Knowledge Management นั้น 80% อยู่ที่การจัดการ ส่วน 20% เป็นเรื่องของเทคโนโลยี ยกตัวอย่างองค์กรที่มีการบริหารโดยใช้ KM เช่น ปตท. SCG หรือ รพ.บำรุงราษฎ์ ในส่วนของ e-learning ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของ KM เช่น ระบบ e-learning ของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญและมหาวิทยาลัยหอการค้า

จุดประสงค์ของ Knowledge Management
Knowledge Management สร้างขึ้นเพื่อใช้จัดเก็บความรู้จากภายในองค์กร ภายนอกองค์กร รวมถึงความรู้จากบุคลากรหรือเอกสาร เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพหรือเพิ่มความสามารถให้กับองค์กร

ปัจจุบัน IT มีบทบาทอย่างมากในทุกกระบวนการของ Knowledge Management เช่น การใช้ website ในการจัดเก็บ แพร่กระจาย และเข้าถึงความรู้

Data, Information และ Knowledge

Data คือ ข้อเท็จจริง ข้อมูลดิบ
Information คือ กระบวนการที่ทำให้ Data มีความหมาย เป็นการนำ Data มาวิเคราะห์ประมวลผลให้อยู่ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง เช่น ยอดขายเฉลี่ย อายุเฉลี่ย เกรดเฉลี่ย ซึ่งสามารถที่จะนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจและวางแผนได้
Knowledge คือ การนำ Information ไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่ง เพื่อใช้แก้ปัญหา Knowledgeต้องมาคู่กับ Action เสมอ
Wisdom คือ ความสามารถส่วนบุคคลลในการประยุกต์ใช้ความรู้กับสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่ง
กระบวนการบริหารความรู้ คือ กระบวนการสร้างความรู้ให้เกิดขึ้น มีการจัดเก็บและกระจายรวมถึงการนำไปประยุกต์ใช้

ความรู้ถือเป็นทรัพย์สินที่เป็น Intangible อย่างหนึ่งขององค์กร เช่น ลิขสิทธ์ ความรู้นั้นอยู่ในหลายรูปแบบ เช่น ความรู้ที่เป็น “Know How” คือรู้ขั้นตอนการปฏิบัติเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ “Know Why” คือ สามารถที่จะอธิบายเหตุและผลได้ นอกจากนี้ยังมี “Know Who” คือ รู้ว่าใครมีความรู้ที่จะสามารถไปสอบถามได้ ซึ่งกระบวนการของ Knowledge Management นั้นจะให้ความสำคัญกับ Know Who และ Know How

มิติของความรู้
- มิติในเรื่องของ Location กล่าวคือ สิ่งที่เป็นความรู้ในที่หนึ่งอาจไม่ใช่ความรู้สำหรับอีกที่หนึ่ง สิ่งที่ทำได้ดีในสถานที่หนึ่งอาจจะไม่สามารถทำได้ดีในอีกที่หนึ่งก็ได้
- มิติด้านTime กล่าวคือ สิ่งที่เป็นความรู้ในเวลาใดเวลาหนึ่งอาจจะไม่เป็นความรู้เมื่อกาลเวลาผ่านไป

ประเภทของความรู้

tacit-vs-explicit-knowledge.png?w=479

ความรู้มี 2 ประเภท คือ
- Explicit Knowledge คือ ความรู้ที่สามารถบันทึกให้อยู่ในรูปแบบต่างๆได้ เช่น Text , Audio, vidio หรือ picture
- Tacit Knowledge คือ ความรู้ที่อยู่กับตัวบุคคล เป็นประสบการณ์ ไม่สามารถบันทึกได้ เช่น การทำกับข้าว การเล่นกอล์ฟ ที่ถึงแม้จะบันทึกวิธีการได้แต่ก็ไม่สามารถถ่ายทอดทักษะออกมาได้ทั้งหมด

Wisdom จัดว่าเป็น Tacit Knowledge เพราะถ่ายทอดออกมาได้ยาก พนักงานระดับล่างจะใช้ Explicit Knowledge ส่วนพนักงานระดับสูงจะใช้ Tacit Knowledge เพราะมีประสบการณ์ที่ยาวนาน สามารถที่จะนำมาประยุกต์ใช้ในองค์กรได้

การ Transfer Tacit Knowledge
ปัญหาในองค์กร คือ บุคคลที่มีประสบการณ์ไม่สามารถที่จะถ่ายทอดความรู้ให้องค์กรได้เมื่อออกจากองค์กรไป ดังนั้นวิธีที่จะช่วยเปลี่ยน Tacit ให้เป็น Explicit คือ การใช้ระบบพี่เลี้ยง โดยให้คนใหม่เข้าไปทำงานกับคนที่มีประสบการณ์อย่างใกล้ชิดแบบตัวต่อตัว โดยปกติ MIS จะมุ่งเน้นที่ Explicit Knowledge เพราะง่ายต่อการจัดเก็บและวิเคราะห์

Learning Organization

lms.jpg

สิ่งที่สำคัญที่สุดใน Knowledge Managment คือ ต้องสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ขององค์กร (Learning Organization) เพื่อให้องค์กรมีการเรียนรู้ มีเป้าหมายในการจัดการองค์ความรู้และมีการวัดผล

การส่งเสริมให้เกิดองค์กรแห่งการเรียนรู้ต้องประกอบด้วย5 กิจกรรมดังนี้
1. กระบวนการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ
2. วัฒนธรรมที่สามารถให้ทดลองสิ่งใหม่ๆ
3. กระบวนการเรียนรู้ข้อผิดพลาดในอดีต
4. เรียนรู้ Case Practice จากที่อื่นๆและจากคู่แข่ง
5. ถ่ายทอดความรู้ไปยังส่วนต่างๆขององค์กร

การสร้างวัฒนธรรมที่ให้คนในองค์กรแชร์ข้อมูลความรู้เป็นเรื่องยากและเป็นอุปสรรคของ Knowledge Managment ดังนั้นเป้าหมายของ Knowledge Management คือการนำเอาความรู้ที่มีอยู่มาจัดการให้คนในองค์กรสามารถเข้าถึงได้

ทฤษฎีการเกิดขึ้นของความรู้ : Nonaka Model

5730850180_d0b74a3f92.jpg

ทฤษฏี Nonaka เป็นทฤษฏีที่อธิบายการเกิดขึ้นของ Knowledge Management บอกว่าความรู้ขององค์กรสามารถเกิดขึ้นหลังจากการปฏิสัมพันธ์ของ Tacit และ Explicit Knowledge ซึ่งเป็นพื้นฐานของ Knowledge Management

1. Socialization เป็นการแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้จาก Tacit Knowledge สู่ Tacit Knowledge คือจากคนไปสู่คน โดยผ่านการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ตรงของผู้สื่อสารระหว่างกัน เช่น การพูดคุยกันอย่างไม่เป็นทางการ การประชุมพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ วิธีแก้ปัญหาในงาน การสอนงานระหว่างหัวหน้ากับลูกน้อง ซึ่งทำให้เกิดความรู้ Tacit ใหม่ที่ได้จาก Tacit เดิม
2. Externalization เป็นการดึงความรู้จาก Tacit Knowledge ออกมาเป็น Explicit Knowledge คือดึงความรู้จากภายในบุคคลถ่ายทอดออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร เช่น ตำรา คู่มือปฏิบัติงาน ข้อดีของ Explicit Knowledge คือสามารถแลกเปลี่ยนให้กับคนจำนวนมากได้ เช่น การเล่น Twitter เมื่อเราทำการ Tweet จะเป็น Externalization
3. Combination เป็นการรวบรวมความรู้ที่ได้จาก Explicit Knowledge ออกมาเป็น Explicit Knowledge คือ รวบรวมความรู้จากหนังสือ ตำรา Explicit Knowledge มาสร้างเป็นความรู้ประเภท Explicit Knowledge ใหม่ๆ เช่น เวลามีเพื่อนในกลุ่มมาต่อยอดเม้นใน Twitter เรื่อยๆจะเป็น Combination
4. Internalization เป็นการนำความรู้จาก Explicit Knowledge กลับเข้าไปเป็นความรู้ Tacit Knowledge คือ การนำความรู้ที่เรียนรู้มาไปปฏิบัติจริง เช่นหัวหน้างานเขียนคู่มือการปฏิบัติงาน และลูกน้องอ่านแล้วสามารถทำงานได้ จะเกิดเป็นความรู้ประสบการณ์อยู่ในตัวลูกน้อง
บทบาทของ IT ต่อการเกิดขึ้นของความรู้
It สามารถช่วยในการสนับสนุนเรื่องการสื่อสาร การทำงาน การจัดเก็บความรู้ การเข้าถึงความรู้
knowledge management value chain คือ กระบวนการสร้างองค์ความรู้ให้เกิดขึ้น โดยระบบ IT สามารถใช้ในการสร้างความรู้ให้เกิดขึ้น ช่วยในการจัดเก็บข้อมูลให้อยู่ในรูป website หรือ Database นอกจากนี้ยังใช้ในการแพร่กระจายความรู้ไปยังส่วนต่างๆผ่านทาง website, Push-Mail, Social Networking และ Search Engine นอกจากนี้ IT ยังใช้ในการประยุกต์ใช้ผ่านทางกระบวนการปฏิบัติในองค์กร รวมไปถึงระบบการจัดการภายในองค์กร

ตัวอย่าง IT ที่ใช้ใน knowledge management เช่น

- Structured Knowledge System หรือ Content Management System (CMS) เป็นระบบที่ใช้ในการจัดเก็บเอกสารความรู้ที่เป็นทางการ โดยจะถูกนำไปจัดเก็บในรูปแบบของ Database ที่สามารถทำให้คนในองค์กรเข้าถึงหรือค้นหาเอกสารในรูปแบบต่างๆ ได้ง่ายขึ้น

5730298887_dd48bc6190.jpg

- Semistructured Knowledge System หรือ Digital Access Management System เป็นการจัดเก็บเอกสารความรู้ที่ไม่เป็นทางการ เช่น E-Mail หรือ Message ซึ่งเป็นความรู้หรือเอกสารที่ไม่เป็นทางการ
- Knowledge Network System หรือ Expert Location System เป็นระบบที่ช่วยในการเชื่อมโยงพนักงานที่พบปัญหาไปยังผู้เชี่ยวชาญ

5730850716_bf69dca9e1.jpg

ระบบนี้สามารถนำ Social Network ไปปรับใช้ได้ โดยการสร้าง Directory ของผู้เชี่ยวชาญในองค์กร เมื่อเกิดปัญหาก็สามารถทำการสืบค้นได้ว่าใครคือผู้เชี่ยวในด้านนั้นๆ ระบบนี้จะช่วยแก้ปัญหาที่เคยเกิดขึ้นแล้วเพื่อที่จะไม่ให้เกิดการแก้ไขปัญหาซ้ำซ้อน (Corrective Ignorance)

5730299597_2cb005b858.jpg

- Expert System คือ การนำเอาความรู้ของผู้เชี่ยวชาญมาจัดการให้อยู่ในรูปของ algorithm ซึ่งเป็นกระบวนการแก้ปัญหาโดยมีการเรียงลำดับวิธีการในการแก้ปัญหาเป็นขั้นเป็นตอนอย่างชัดเจน เราจะสามารถรู้ได้ว่าถ้ามีปัญหาแบบนี้เกิดขึ้นจะต้องทำอย่างไรบ้าง เช่น ฟังค์ชั่น Help ใน MS.Office ระบบ Expert System นี้จะใช้เยอะกลุ่มประกันภัย
- Case Based Reasoning คือ กระบวนการจัดเก็บ Database ของทุก Case ซึ่งในแต่ละ Case จะระบุถึงปัญหาและวิธีการแก้ไข ในระบบ CBR นี้พนักงานสามารถสืบค้นได้ว่าเคยมีปัญหานี้เกิดขึ้นแล้วหรือไม่ ถ้ามีแล้วมีวิธีแก้ใดบ้าง จากนั้นจึงนำเอาวิธีแก้ไขนั้นมาปรับใช้กับปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และถ้ามีวิธีแก้ไขใหม่ๆที่สามารถแก้ไขปัญหาได้ วิธีการเหล่านั้นก็จะถูกจัดเก็บไว้ใน Database ระบบ CBR นี้ถูกนำมาใช้ใน Call Center เพื่อป้องกันการเสียเวลาในการแก้ไขปัญหาดิมๆ
- Knowledge Work System คือ ระบบที่ช่วยเอื้ออำนวยให้ Knowledge Worker หรือคนที่สร้างความรู้ในองค์กรสามารถที่จะสร้างความรู้ในองค์กรได้ เช่น CAD, Investment workstation, Virtual Reality

Learning Management System (LMS) เป็นระบบที่ทำการนำเสนอองค์ความรู้ เช่นE-learning ถือเป็นส่วนหนึ่งของ LMS ที่ทำหน้าที่ให้ความรู้ หรือใช้ในการฝึกอบรมพนักงาน
Portal เป็น website ที่ช่วยแพร่กระจายความรู้
Wiki เป็นการจัดทำ Knowledge Management ในองค์กร เช่น NECTEC PEDIA
Epac เป็นการใช้ sms ให้ชาวนาแชร์ความรู้ ซึ่งข้อมูลจะถูกจัดเก็บใน website
Chief Knowledge Officer (CKO) เป็นผู้ที่ทำหน้าที่สร้างกลยุทธ์ในการจัดเก็บและจัดการความรู้ขององค์กร

Community of Practice คือ ชุมชนของผู้ที่ทำงานใกล้เคียงกันมาแชร์หรือแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน Community of Practice เป็นเครือข่ายความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นทางการ เกิดจากความใกล้ชิด ความพอใจ และพื้นฐานที่ใกล้เคียงกัน ลักษณะที่ไม่เป็นทางการจะเอื้อต่อการเรียนรู้ และการสร้างความรู้ใหม่ๆ มากกว่าโครงสร้างที่เป็นทางการ คำว่า ปฏิบัติ หรือ Practice ชี้จุดเน้นที่การเรียนรู้ซึ่งได้รับจากการทำงานเป็นหลัก เป็นแง่มุมเชิงปฏิบัติ ปัญหาประจำวัน เครื่องมือใหม่ๆ พัฒนาการในเรื่องงาน วิธีการทำงานที่ได้ผลและไม่ได้ผล การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ทำให้เกิดการถ่ายทอดแลกเปลี่ยนความรู้ฝังลึก สร้างความรู้ และความเข้าใจได้มากกว่าการเรียนรู้จากหนังสือหรือการฝึกอบรมตามปกติ เครือข่ายที่ไม่เป็นทางการ ซึ่งมีสมาชิกจากต่างหน่วยงาน ช่วยให้องค์กรประสบความสำเร็จได้ดีกว่าการสื่อสารตามโครงสร้างที่เป็นทางการ

ปัจจัยที่ทำให้กระบวนการ Knowledge Management ไม่ประสบความสำเร็จ
1. มีข้อมูลที่มากเกินไปและยากต่อการค้นหาข้อมูล
2. มีข้อมูลที่ไม่เพียงพอหรือมีข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์
3. การขาดความสามารถในการเก็บข้อมูล การจัดหมวดหมู่ของความรู้ และการจัดการกระบวนการจัดการความรู้
4. ขาดความรับผิดชอบ ในการดำเนินงาน
5. ไม่มีการจัดเตรียม Incentive ให้กับคนที่ใช้ระบบ
6. ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีมากเกินไปทำให้มีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย
7. ขาดความร่วมมือหรือสนับสนุนจากผู้บริหาร
8. ขาดความเข้าใจในผลประโยชน์ของการจัดการความรู้
9. ขาดบุคลลากรและทรัพยากรในการสนับสนุนงาน Knowledge Management
10. มีขอบเขตของ Knowledge Management ที่กว้างเกินไป

ปัจจัยที่ทำให้กระบวนการของ Knowledge Management ประสบความสำเร็จ
1. ได้รับความร่วมมือจากผู้บริหารที่ให้ความสำคัญกับ Knowledge Management
2. มีโครงสร้างพื้นฐานของเทคโนโลยีที่เพียงพอ
3..สร้างวัฒนธรรมที่ทำให้พนักงานต้องการแชร์ความรู้
4. สร้างแรงจูงใจในการแชร์ความรู้
5.มีระบบที่ใช้งานได้ง่าย
6.พนักงานเข้าใจถึงประโยชน์ของ Knowledge Management

Implementation of E-Learning at NIDA

link_image-20101127-120242.jpg

E- Learning ย่อมาจาก Electronic Learning เป็นการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต หรืออินทราเน็ต จะเป็นการเรียนรู้ด้วยตัวเองโดยใช้ร่วมกับเนื้อหาที่เป็นสื่อผสมต่างๆร่วมกับระบบการจัดการเรียนการสอนหรือ LMS โดยเนื้อหาซึ่งประกอบไปด้วยข้อความรูปภาพ เสียง วีดิโอต่างๆ หรือมัลติมีเดียอื่นๆซึ่งถูกส่งไปยัง Web Browser โดยผู้เรียน ผู้สอน ผู้ร่วมชั้นสามารถที่จะมีปฏิสัมพันธ์ในการเรียนกันได้โดยผ่านเครื่องมือการติดต่อสื่อสารที่ทันสมัย เช่น Web-board E-mail หรือ Wikidot

E-Learning มีสองรูปแบบ คือสื่อหลักและสื่อเสริม รูปแบบที่เป็นสื่อหลักใช้แทนการสอนในห้องเรียน ในกรณีนี้นักศึกษาไม่ต้องเข้าชั้นเรียน สามารถจะเรียนที่ไหนก็ได้ สื่อเสริมคือ นักศึกษาต้องเข้าห้องเรียนแต่มีการใช้ระบบไอทีในการเสริมเรื่องประสิทธิภาพการเรียนในห้องเรียน คล้ายๆกับที่เราใช้ห้องเรียนอย่างในกรณี Wikidot หรือ Cross Networking ยกตัวอย่าง E-Learning ที่เป็นแบบสื่อหลักที่มีในไทยเช่น ที่ ABAC มีทั้งหลักสูตรปริญญาโทและปริญญาเอก

E-Learning แบ่งออกเป็นประเภทหลักๆได้สามแบบ ได้แก่

1. Video conference classroom เป็นแบบ face to face มีการจำกัดขอบเขตพื้นที่ของคนที่เข้ามาร่วม

education-video-conferencing.jpg

2. Group discussion spaces learning teams ในกรุ๊ปมีการล็อคอินเข้าไป เช่น Wikidot
3. Online Communities เป็นพื้นที่เปิดที่ทุกคนสามารถเข้าไปดูข้อมูลต่างๆในนั้นได้

องค์ประกอบหลักของ E-Learning มีสองตัวคือ LMS และ Content

1. Learning Management System (LMS)
LMS เป็น software เป็นระบบจัดการเรียนการสอน ประกอบไปด้วยโครงสร้างเนื้อหา หลักสูตร ข้อสอบ การติดตามความก้าวหน้าและประเมินผลผู้เรียน รวมไปถึงจัดการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน ผู้สอนสามารถสร้างรายวิชา โดยบรรจุเนื้อหา สร้างแบบทดสอบ สื่อการสอน จัดการสภาพแวดล้อมทางการเรียน และจัดเก็บบันทึกข้อมูลการเรียนของผู้เรียนด้วยตนเอง เพื่อที่ผู้สอนจะสามารถนําไปวิเคราะห์เพื่อติดตามและประเมินผลได้ ผู้เรียนสามารถศึกษาเนื้อหา และทํากิจกรรมต่างๆ ตามที่ผู้สอนสร้างไว้
2. Content
Content เป็นรูปแบบของ electronic เช่น Powerpoint ไฟล์ video ต่างๆ ซึ่งขั้นตอนในการทำ contentใช้เวลาในส่วนนี้มากถึง 70-80% ของกระบวนการทั้งหมด
Software LMS ที่ใช้ในการจัดการเรียนการสอนในหลายมหาวิทยาลัย หลักๆคือ Blackboard WebCT Moodle ซึ่งเป็น Open Source สามารถดาวน์โหลดมาใช้ได้ฟรี ส่วน Cross Networking เป็นตัวใหม่ล่าสุดที่ผนวก Social Media ร่วมด้วยได้ แต่มีข้อจำกัดในเรื่องการจัดการเนื้อหาที่ยังกระจัดกระจาย หลักๆ LMS มีฟังก์ชั่น เช่น นักศึกษาสามารถจะเข้าไปทดลองทำแบบฝึกหัด มีลักษณะของเว็บบอร์ด ในกรณีของ Blackboard และ WebCT อาจารย์สามารถออกข้อสอบออนไลน์ได้

E-Learningได้เริ่มต้นประกาศใช้งานเมื่อปลายปี 2550 รศ.ดร. ประดิษฐ์ วรรณรัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ (ในเวลานั้น) เป็นผู้ที่ผู้รับผิดชอบในโครงการ E-learningและยังเป็นผู้คิดริเริ่มโครงการนี้ด้วย ทางด้านอธิการบดีของ NIDA ในเวลานั้น ได้มองว่าโครงการนี้จะเป็นทางหลักที่จะก้าวไปข้างหน้า เปลี่ยนแปลงคุณภาพการสอนและการเรียนรู้ อีกทั้งยังดึงดูดให้มีนักศึกษาในหลักสูตรออนไลน์มากขึ้นด้วย ดร.ประดิษฐ์ ได้หยุดการใช้งบประมาณชั่วคราวหลังจากเปิดใช้มาหนึ่งปี ทั้งนี้ยังพบปัญหาที่ยังคงค้างอยู่หลายเรื่องรวมไปถึงสิ่งที่ต้องดำเนินการที่จะทำให้ระบบ E-Learning ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น

ที่มาของโครงการเกิดจากการที่จำนวนนักศึกษาที่เข้ามาศึกษาลดลงเรื่อยๆทั้งภาคปกติและภาคพิเศษ มีการคาดคะเนว่าที่มาของการลดลงของนักศึกษามีอยู่สองอย่าง
ประการแรกคือ มีการเปิดสอนหลักสูตรทางไกลของมหาวิทยาลัยต่างๆมากขึ้น ซึ่งสามารถรองรับนักศึกษาที่ทำงานเป็นเวลาได้ด้วย
ประการที่สองคือ สภาพเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างสูง และมีการจ้างงานในตำแหน่งงานที่ดีๆ ทำให้นักศึกษาตัดสินใจเลื่อนที่จะศึกษาและทำงานมากกว่า

จุดประสงค์หลักของโครงการคือใช้เป็นส่วนเสริมในห้องเรียนในภาคปกติ สำหรับให้นักศึกษาทบทวนก่อนสอบ ส่วนที่จะทำแบบเต็มรูปแบบคือโครงการในอนาคตต่อไป

-ไอเดียของ NIDA E-Learning คือมีการอัดวิดีโอ lecture และในแต่ละสไลด์มีการอธิบายประกอบสไลด์
-E-Learning ไม่ใช่แค่ในมหาลัยที่จะพัฒนาขึ้นมาเท่านั้น องค์กรรัฐบาลหรือเอกชนก็สามารถทำขึ้นมาเพื่อใช้พัฒนาบุคลากรของ หน่วยงานนั้นๆได้เช่นกัน
ในการผลิต E-Learning มีทางเลือกสี่ทางคือ Outsourcing using open source buying software package และ in-house development นิด้าตัดสินใจใช้แบบ using open source เพราะว่าไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม สามารถสร้างเว็บบอร์ดได้และสามารถอภิปรายกันได้ภายในกลุ่ม

ปัจจัยที่ต้องพิจารณาในการดำเนินการ E-Learning

1. Factors Predictive of e-learning Acceptance by Faculty Personnel การปรับและการเตรียมความพร้อมของ E-Learning ต้องมีการฝึกอบรมการใช้ E-Learning ก่อน เพื่อให้ผู้เข้ามาใช้มีความมั่นใจการใช้
2. Critical Success Factors Pertaining to Commonly Used Web-Based Technologies ในส่วนของอุปสรรคสำคัญต่อการใช้ Web-Based Learning อุปสรรคในการใช้อาจจะเกิดจากผู้ใช้ขาดความรู้ ขาดการฝึกอบรม ขาดการสนับสนุนทางเทคนิค
3. Age-Related Determinants of Usage of Computers in Teaching คนที่มีอายุมากจะมีความสนใจและการพัฒนาตัวเองเพื่อใช้ยากกว่าคนที่มีอายุน้อย ต้องมีการฝึกอบรมคนให้มีความมั่นใจในการใช้มากขึ้น
4. Primary Modality of e-learning programs in Thailand and the most critical นิยมใช้ E-Learning ในการเสริมการเรียนการสอนมากกว่าใช้เป็นการทดแทนการสอน
*อาจารย์บางท่านไม่เห็นด้วยกับการใช้ E-Learning เพราะเห็นว่าสื่อที่ใช้ในปัจจุบันดีอยู่แล้ว สามารถดู feedback ของนักศึกษาได้เลย
*หลายครั้งวัฒนธรรมองค์กรเป็นอุปสรรคในเรื่องของการตอบรับการเอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้
5. กฎสิบประการที่มีผลต่อ e-learning มีดังนี้

1) การมีวิสัยทัศน์ร่วมกันในการเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้
2) กระบวนการออกแบบหลักสูตร
3) การแนะนำการใช้งาน e-learning ที่เหมาะสม
4) กลยุทธ์การทำงานเป็นกลุ่ม
5) สิ่งอำนวยความสะดวกที่มีประสิทธิภาพ
6) การอบรมและการสนับสนุนของคณะ
7) กรอบที่คาดไว้ เช่น แฟ้ม outline ของหลักสูตร
8) Feedback ของนักศึกษา
9) คณะกรรมการต้องพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่อง
10) การตรวจสอบและการประเมินผลของการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

6. Experienced Strengths and Weaknesses of E-Learning
จุดแข็ง การประหยัดเวลา การมีอิสระทางด้านความคิด
จุดอ่อน บางคนขาดวินัย ไม่มีทักษะพอ บางคนชอบเรียนกับอาจารย์มากกว่า
ข้อดี ทำให้นักศึกษาสามารถติดต่อกันเองและติดต่อกับอาจารย์ง่ายขึ้น อาจารย์มอบหมายงานได้ เกิดการยืดหยุ่นในการเรียนรู้
ข้อเสีย ถ้าหลักสูตรออกแบบไม่ดี อาจจะทำให้ผู้เรียนไม่เกิดความสนใจในการเรียน ต้นทุนการทำ E-Learning จะสูง บางครั้งถูกขโมยความคิด บางครั้งอาจารย์อาจพูดในเรื่องอ่อนไหว และเกิดการบันทึกไป

—ข้อมูลเชิงลึกที่รวบรวมก่อนดำเนินงาน จะเป็นในส่วนของการทดสอบเทคนิค ตัวอย่างเช่น ดร. ประดิษฐ์ วรรณรัตน์ ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกโครงการ ได้เชิญชวนชวนเจ้าหน้าที่คณะ 22 คน รวมถึงอาจารย์จากคณะสถิติประยุกต์ ซึ่งก็คือ ดร.ระวีวรรณ เอื้อพันธ์วิริยะกุล และ ดร. สุรพงค์ เอื้อวัฒนามงคล เข้ามาช่วย

—ข้อมูลเชิงลึกในคณะถึงการเข้าใจในอุปสรรคของ E-Learning อุปสรรคของ E-Learning ไม่ได้อยู่ที่กระบวนการในการผลิตเนื้อหา แต่อยู่ที่ข้อจำกัดของการจัดทำ เพื่อขจัดปัญหาเหล่านั้น ดร.ระวีวรรณ เอื้อพันธ์วิริยะกุล มีความเห็นว่า นิด้าควรต้องจัดตั้งทีมขึ้นมาในการทำหลักสูตร E-Learning

—ข้อมูลเชิงลึกในคณะในความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาลิขสิทธิ์ ในส่วนนี้ ดร. สุรพงค์ เอื้อวัฒนามงคล แนะว่า ในช่วงแรกควรจะป้องกันลิขสิทธิ์ในเนื้อหาของ e-Learning โดยนำมาใช้แค่ในระบบ Intranet เพื่อจำกัดสิทธิ์ในการใช้เฉพาะนักศึกษานิด้าเท่านั้น
Seriousness of the problems

—ดร. ประดิษฐ์มองว่าหาก E-Learningไม่มีการร่วมมือกันระหว่างอาจารย์ นักศึกษา ก็จะยากต่อการพัฒนา เมื่อไม่พัฒนาก็จะกระทบต่อการแข่งขันกับมหาวิทยาลัยอื่นที่อาจมีความพร้อมในส่วนนี้มากกว่า และอาจทำให้จำนวนนักศึกษาน้อยลง ดร.ประดิษฐ์ จึงพยายามคิดนำร่องและค่อยๆเริ่มทดลองใช้

ปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จ

++อาจารย์ ต้องเตรียมความพร้อมและอุทิศเวลา
++นักศึกษา ต้องใส่ใจ สนใจเรียนรู้
++ทรัพยากร ในนิด้าข้อมูลยังไม่เพียงพอ ต้องเร่งพัฒนา อาจจะต้อง outsource อาจจะทำให้การทำ E-Learning มีต้นทุนที่สูงขึ้น

ทำไมไม่ประสบความสำเร็จ
++งบประมาณอาจจะไม่เพียงพอ
++ปัญหาเรื่องการพัฒนาทักษะความสามารถของผู้ใช้ ความไม่พร้อมที่จะเรียนรู้
++ความกลัวการเปลี่ยนแปลง

Can We Get There From Here?”

นิด้าหาช่องทางให้ E-Learning เป็นที่ยอมรับ โดยมีการฝึกอบรมที่เหมาะสม หาโครงสร้าง กระตุ้นการทำงาน ที่สำคัญคือต้องมีการพัฒนาให้เกิดความแตกต่างจากมหาวิทยาลัยอื่น

*โดยสรุปคือ E-Learning ที่นิด้าไม่ประสบความสำเร็จทั้งๆที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่ออาจารย์
*ล่าสุดเราเปลี่ยนมาใช้ Cross Networking ซึ่งยังเป็นช่วงของการทดลอง เป็นระบบของอเมริกา เป็น package ต้องซื้อลิขสิทธิ์ ข้อดีคือสามารถผนวกรวมกับ social network สามารถแชร์ร่วมกันได้ ข้อเสียคือเรื่องของการจัดการเอกสาร เนื้อหาต่างๆ ที่ยังกระจัดกระจาย

รายชื่อสมาชิกกลุ่ม 1
-นาย ศิรพงศ์ คงแถวทอง 5510211007
-นางสาว ตริตาภรณ์ มั่นศุข 5510211033
-นาย ธนันท์ เอื้อศิรินุเคราะห์ 5510211046
-นาย เจษฎา เวสสานนท์ 5510211049
-นางสาว ณัฐณิชา สามิตะสิน 5510211064
-นางสาว ปรานทิพย์ นราวัฒนเศรษฐ์ 5510211074

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License