Scribe Book2

การจัดทำแผนแม่บทไอซีทีฉบับที่สาม อยู่ในกรอบ นโยบายในปี ค.ศ. 2020 ซึ่งเป็นแผนสำหรับระยะเวลาสิบปี โดยมีวัตถุประสงค์คือ
• ยุทธศาสตร์ที่ 1 สร้างโครงสร้างพื้นฐาน ICT อันทันสมัย ทั่วถึง และมั่นคงปลอดภัย
• ยุทธศาสตร์ที่ 2 : สร้างคนไทยให้มีคุณภาพ ใช้ ICT อย่างฉลาดและรู้เท่าทัน
• ยุทธศาสตร์ที่ 3: สร้างอุตสาหกรรม ICT ให้เข้มแข็ง สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและมีการพัฒนาเป็นดันดับต้นของอาเซียน
• ยุทธศาตร์ที่ 4 : พัฒนารากฐานบางอิเล็กโทรนิกส์ให้ฉลาดรอบรู้ มีการเชื่องโยง และเปิดให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม
• ยุทธศาสตร์ที่ 5: ใช้ ICT เพื่อสร้างความเข้มแข็งของภาคการผลิต
• ยุทธศาสตร์ที่ 6: สร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคมด้วย ICT
• ยุทธศาสตร์ที่ 7 : ใช้ ICT เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

โดยแผนแม่บทฉบับที่สองที่ผ่านมา เน้นถึงการสร้างการลงทุนให้เกิดขึ้นในประเทศไทย และสนับสนันให้มีการพัฒนาระบบไอที เพื่อสร้างความสามารถในการแข็งขันแก่ประเทศ
แต่อย่างไรก็ตาม แผนแม่บทไอซีทีที่สาม พยายามแก้ไขและเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้ โดยในสังคมชนบทมีราคาแพง และจะทำอย่างไรให้ครอบคลุมทั้งพื้นที่สังคมเมืองและสังคมชนบท เกิดความเข้มแข็งในสังคมชนบท สามารถใช้ประโยชน์ได้ พัฒนาระบบเศรษฐกิจได้

สถานการณ์โดยรวมอุตสาหกรรมไอซีทีในประเทศไทย
ด้านเศรษฐกิจ ในประเทศไทยอยู่ในสถานการณ์ที่ดี
ด้านอุตสหกรรมเกษตร สำหรับประเทศไทยมีความมั่นคงทางด้านอาหาร

ด้านสังคมและโครงสร้าง ซึ่งประเทศไทยมีจำนวนผู้สูงอายุจำนวนมากขึ้น และมีผู้ด้อยโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรไอทีซี ส่วนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงการขาดการบริหารจัดการที่ดี และไม่เสถียรภาพทางการเมืองของประเทศไทย

มูลค่าอุตสาหกรรม ICT
มูลค่าของอุตสาหกรรม ICT ในประเทศไทยมีด้วยกันอยู่ 3 ประเภทคือ ตลาด Hardware ตลาดสื่อสาร และตลาด Software

flickr:11526236886

จากการศึกษาพบว่าในปี พ.ศ. 2554 มีการเติบโตในอุตสาหกรรมที่ดี จนกระทั่งมีเหตุการณ์มหาอุทกภัยในปลายปี ทำให้มูลค่าของอุตสาหกรรมไม่สามารถบรรลุตามที่คาดการณ์ไว้ แต่อย่างไรก็ตาม ในปี พ.ศ. 2555 ตั้งแต่ต้นปีมีมูลค่าที่เติบโตเพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงประชาชนมีความต้องการใช้อินเทอร์เน็ต broad band เพิ่มมากขึ้น ตลอดจนทั้งทางภาครัฐบาลและเอกชนรวมกันลงทุนทางด้านไอทีเพื่อป้องกันภัยคุกคามที่อาจจะเกิดการอาชญากรรมในอัตราส่วน 11.2%

โครงสร้างพื้นฐาน
การแพร่หลายในด้านการใช้งานของโทรศัพท์ประจำที่มีจำนวนลดลง และมีสินค้าทดแทน ด้านโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งมีประโยชน์การใช้มากกว่าโทรศัพท์ประจำที่ โดยสามารถลดข้อจำกัดทั้งทางด้านสถานที่และเวลา ดังนั้นการใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านโทรษศัพท์ประจำที่จึงมีอัตราการเติบโตไม่ดีเท่าใดนัก ประชาชนจึงใช้อินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือ หรือโทรศัพท์เคลื่อนที่แทน แต่อย่างไรก็ตามประสิทธิภาพของการใช้อินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์ประจำที่ยังความจำเป็นที่ต้องพัฒนา

flickr:11526202334

อินเทอร์เน็ตผ่านทางโทรศัพท์มือถือหรือโทรศัพท์เคลื่อนที่ มีการใช้เพิ่มมากขึ้น โดยมีสาเหตุมาจากปัจจัยด้านเครื่องมือในการสื่อสาร สามารถซื้อหาง่าย และเครื่องมือมีราคาถูก ซึ่งมีการแข่งขันทางด้านราคาจากผู้ขายเครื่องมืออินเทอร์เน็ตผ่านทางโทรศัพท์มือถือ และค่าใช้จ่ายทางด้านบริการมีแนวโน้มลดต่ำลง

อัตราการใช้อินเทอร์เน็ตและการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต

flickr:11526236556

จากการศึกษาในประเทศไทยห้าปีที่ผ่านมา พบว่า มีการใช้อินเทอร์เน็ตมีอัตราต่ำลง เมื่อเทียบกับสิงคโปร์ 34% และกัมพูชามีอัตราการใช้บริการที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

จำนวนชั่วโมงของผู้ใช้ต่อสัปดาห์

flickr:11526161065

จากการศึกษาในสิบสองปีที่ผ่านมา พบว่า หนึ่งสัปดาห์มีจำนวนผู้ใช้เพิ่มมากขึ้น โดยในปัจจุบันนี้มากกว่ายี่สิบชั่วโมงต่อสัปดาห์

ตามประเภทกลุ่มอายุและประเภทอุปกรณ์ที่ใช้

flickr:11526279353

จากการศึกษาพบว่าทุกกลุ่มอายุของผู้ใช้อุปกรณ์ จะใช้คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ แต่ในทางกลับกันผู้ใช้ที่มีช่วงอายุ 20 – 40 ปี ใช้คอมพิวเตอร์พกพาจำนวนมากขึ้น เนื่องจากมีอุปกรณ์เข้าถึงที่ง่ายขึ้น และมีการใช้อินเทอร์เน็ต และไวไฟ

flickr:11526201704

จากปี พ.ศ.2555- 2556 พบว่า อุปกรณ์ Personal Computer หรือ PC ลดลง แต่อุปกรณ์อื่น ๆ เพิ่มขึ้น เนื่องจากการใช้ไวไฟ ซึ่งสามารถใช้งานได้ง่ายขึ้น

มูลค่าพาณิชย์อิเล็คโทรนิค
มูลค่าพาณิชย์อิเล็คโทรนิค โดยเก็บข้อมูลจากปี พ.ศ. 2551-2554 มีอยู่ 3 ประเภทคือ

flickr:11526279033

B2B บีทูบี ธุรกิจกับธุรกิจ
B2C บีทูซี ธุรกิจกับลูกค้า ซึ่งมีจำนวนที่ทำธุรกรรมจำนวนมาก เยอะ หลายรายการ แต่มีมูลค่าน้อยในแต่ละธุรกรรม
B2G บีทูจี ธุรกิจกับรัฐบาล มูลค่าในแต่ละรายการธุรกรรมมีมูลค่ามาก แต่ผู้ประกอบการจำนวนน้อยที่ทำการติดต่อทำการธุรกรรมทางการค้า รวมกับระบบ E – Option หรือการจัดซื้อจัดจ้างเข้าไปรวมกับมูลทางการค้าเพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงคุณสมบัติของผู้ประกอบการจะเข้าไปประมูลงานของรัฐบาลมีลักษณะที่จำกัด

ประเภทอุตสาหกรรม
จากการศึกษาพบว่า แฟชั่นและเครื่องแต่งกาย ในห้าปีที่ผ่านมามีจำนวนสินค้าและเว็บไซต์ที่ขายสินค้าเกี่ยวกับแฟชั่นและเครื่องแต่งกายเป็นอันดับหนึ่ง สินค้าดังกล่าวเป็นสินค้าแฟชั่น ซึ่งสินค้าที่ต้องเข้าไปมีประสบการณ์โดยตรง ทั้งการทดลองจากประสาทสัมผัสทั้งห้า แต่ปัจจุบันจำนวนสินค้าที่ขายมากที่สุดได้ก่สินค้าแฟชั่น เช่น เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย น้ำหอม หรือสินค้าที่มีมูลค่าสูง เช่น จิวรี เป็นต้น ซึ่งสินค้าแฟชั่นเป็นสินค้าอันดับหนึ่งแทนที่ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ในอดีตเคยเป็นอันดับหนึ่งที่ขายผ่านทางเว็บไซต์

flickr:11526201404

การขายแบบ E-commerce มีอัตราส่วนในตลาดต่างประเทศ 21.2% ส่วนตลาดในประเทศ 78.8% ทั้งนี้ลูกค้าต่างประเทศที่สั่งซื้อสินค้าหรือบริการ e-Commerce มากที่สุด 5 อันดับ คือ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย สิงคโปร์
การชำระเงินออฟไลน์ กระบวนการอื่น ๆ ไม่เสร็จสิ้นในเว็ปเบอร์เซอร์ มีเยอะเนื่องจากความไว้วางกัน มีกฎหมายรับเครดิตการด์กับนิติบุคคล ออนไลน์ ทำเสร็จในเบอร์เซอร์ เคดิตรการด์ อีแบงค์กิ้ง
จำนวนผู้ทำงานในอุตสาหกรรม ICT พบว่า แรงงานที่มีทักษะการทำงานต่ำมีจำนวนมาก เช่น ช่างเครื่อง ช่างซ่อม เป็นต้น แต่แรงงานที่มีทักษะสูงมีจำนวนน้อย เช่น ผู้ออกแบบระบบ ดูแลระบบ ICT เป็นต้น

ขีดความสามารถด้านการแข่งขัน
การคัดเลือกขีดความสามารถด้านการแข่งขัน จะคัดเลือกจากสิ่งปัจจัยแวดล้อม กฎหมาย บุคคลากร จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตแพ้เวียดนาม จำนวนของ Broadband แพ้อินโดเนียเซีย

ความสามารถการแข่งขันอุตสาหกรรมด้าน IT
จากการจัดอันดับโลกสามอันดับแรก
1. สหรัฐอเมริกา
2. ฟินแลนด์
3. สิงคโปร์
จากการจัดอันดับในอาเซียนสามอันดับแรก
1. สิงคโปร์ อันดับที่ 31 ของโลก
2. ไทย อันดับที่ 50 ของโลก
3. ฟิลิปปินส์ อันดับที่ 52 ของโลก

การบริการออนไลน์ ด้านโครงสร้างพื้นฐานไอซีที และด้านบุคลากร
จากการจัดอันดับโลกสามอันดับแรก
1. เกาหลี
2. เนเธอร์แลนด์
3. สหราชอาณาจักร
จากการจัดอันดับในอาเซียนสี่อันดับแรก
1. สิงคโปร์ อันดับที่ 10 ของโลก
2. มาเลเซีย อันดับที่ 40 ของโลก
3. บรูไน อันดับที่ 54 ของโลก
4. ไทย อันดับที่ 92 ของโลก

Asia Cloud Computing Readiness
ญี่ปุ่น อันดับที่ 1
เกาหลี อันดับที่ 2
เขตปกครองพิเศษฮ่องกง อันดับที่ 3
ไทย อันดับที่ 13

Networked Readiness Index (NRI)
Environment sub-index
1. Political and regulatory environment
2. Business and innovation environment
Readiness sub-index
3. Infrastructure and digital content
4. Affordability
5. Skills
Usage sub-index
6. Individual usage
7. Business usage
8. Government usage
Impact sub-index
9. Economic impacts
10. Social impacts
จากเกณฑ์ดังกล่าวข้างต้นสามารถจัดลำดับได้ดังต่อไปนี้
1. สวีเดน
2. สิงคโปร์
3. ฟินแลนด์
4. ไทย

จุดสังเกต
ระบบสารสนเทศในประเทศไทย เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัดด้านไอซีที ภาษาอังกฤษ ความไม่มั่นคงทางการเมือง ซึ่งเป็นปัญหาทางอ้อม ส่วนปัญหาทางตรงส่วนใหญ่คือความเลี่ยมล้ำในการเข้าถึง โอกาสในด้านการเข้าถึงทรัพยากร เช่น ประชาชนที่อาศัยอยู่ในชนบทใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อให้สังคมรู้ว่ามี รวมไปถึงโครงสร้างพื้นฐานไม่มี นำไปสู่ความไม่เท่าเทียมกันในสังคม จึงไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากร
เราให้ความสำคัญกับการทำวิจัย การพัฒนาน้อย เว็บไซต์ต่าง ๆ ในประเทศไทยใช้ของต่างประเทศ ไม่มีเว็บไซต์ที่เป็นของตนเอง แรงงานทักษะสูงมีจำนวนน้อยลง ซึ่งเสียเปรียบ เวียดนาม อินเดีย จีน หากเป็ดสมาคมอาเซียนอาจจะมีปัญหาในบางอาชีพ
การผลิตอุปกรณ์ Electronic ประเทศไทยผลิตให้บริษัทต่างชาติ แต่ไม่มีบริษัทใดที่ผลิตนวัตกรรม เพียงแต่บริษัทที่ประเทศไทยจะรับผลิตนวัตกรรมของบริษัทต่างประเทศเท่านั้น แต่ไม่ได้มีการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ
กฎหมาย ไทยได้ 3G ช้ากว่า เนื่องจาก การเมือง ข้อมูลจาก กสทช. จำนวนหมายเลขโทรศัพท์มากกว่าจำนวนประชากร แต่ประเทศได้ล้าหลังมากที่สุดที่เอาสามจีมาใช้

ปัญหาแผนแม่บทของประเทศไทย
มีตัวชี้วัดมากเกินไป และไม่สามารถที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ได้ในแต่ละตัวชีวัด หากเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วพบว่า ประเทศที่พัฒนาแล้วมีตัวชีวัดจำนวนน้อยและสามารถบรรลุตามวัตถุประสงค์ในแต่ละตัวชี้วัดได้

IT Impact and Strategy
วัตถุประสงคการเรียนรู้
1. เพื่อเข้าใจผลกระทบของ IT
2. เพื่ออธิบายเกี่ยวกับ Porter’s competitive for ในการช่วยพัฒนาการแข่งขันขององค์กร
3. อธิบายเกี่ยวกับ Value chain models เพื่อช่วยบ่งชี้โอกาสสำหรับ strategic information system
4. เข้าใจกลยุทธ์ IT

เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาเปลี่ยนแปลงองค์กรได้อย่างไร
เทคโนโลยีสารสนเทศสามารถเข้ามาเปลี่ยนแปลงได้ในสองมิติดังต่อไปนี้
1. Economics of E-Business
Profits = Costs – Prices จากสมการดังกล่าวนี้ สามารถพิจารณาเกี่ยวกับการเพิ่มกำไรให้กับองค์กร โดยองค์กรพยายามลดต้นทุนเกี่ยกวกับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ภายในองค์กร หรือทางด้านราคาสามารถเพิ่มคุณค่าให้กับสินค้าและบริการขององค์กร
โดยต้นทุนค่าใช้จ่ายขององค์กร หากนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้ในองค์กรสามารถลดต้นทุนได้ดังต่อไปนี้

1. Transaction cost theory
องค์กรสามารถลดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทำธุรกรรมการซื้อขายกัน โดยปกติแล้วองค์กรขนาดเล็กหากต้องการขยายกิจการของตนเองจะใช้วิธีการดั่งเดิม เช่น การควบรวมกิจการ การจ้างพนักงานมากขึ้น การซื้อบริษัทของผู้ส่งวัตถุดิบ เป็นต้น แต่เมื่อนำ IT เข้ามาใช้ในองค์กรขนาดเล็ก ทำให้ไม่ต้องขยายองค์กรให้มีขนาดใหญ่ขึ้นในเชิงกายภาพแต่ ทำให้การทำธุรกรรมต่าง ๆ ขององค์กรสามารถทำได้อย่างง่าย สะดวก มีค่าใช้จ่ายต่ำลง ลดค่าใช้จ่ายในการสื่อสาร การค้นหาข้อมูล ค่าใช้จ่ายในการตัดสินใจ การเปรียบเทียบราคาของสินค้าและบริการต่าง ๆ และยังสามารถ outsourcing ให้กับองค์กรภายนอกได้ จึงทำให้องค์กรเล็กมีความสามารถเทียบเท่ากับองค์กรขนาดใหญ่ และมีความยืดหยุ่น
2. Agency cost
เป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับองค์กร เช่น การจ้างพนักงาน การควบคุม การจัดการเกี่ยวกับพฤติกรรมของพนักงาน ซึ่งหากองค์กรไม่มีการควบคุมการทำงานของพนักงานในองค์กร พนักงานเหล่านั้นอาจจะใช้เวลาของบริษัททำกิจกรรมส่วนตัว ซึ่งส่งผลเสียต่อองค์กร โดยปกติวิธีการควบคุมขององค์กรหากไม่นำเอาเทคโนโลยีมาใช้มีความจำเป็นต้องจ้าง พนังการเพื่อทำหน้าที่ในการควบคุมการปฏิบัติการของพนักงานในองค์กรจำนวนมาก แต่ถ้าหากนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ องค์กรสามารถควบคุมการปฏิบัติงานของพนักงานได้โดยไม่ต้องจ้างพนังงานเพื่อควบคุมการทำงานของบุคลากรในองค์กร เช่น การนำเครื่องสแกนนิ้วมือเพื่อให้พนักงานสแกนเมื่อเข้าและออกจากสถานที่ทำงาน

2. Behavior
เทคโนโลยีสารสนเทศสามารถทำงานแทนผู้บริหารระดับกลางได้ ทำให้โครงสร้างองค์กรเป็นลักษณะแบนราบ ซึ่งส่งผลให้การสื่อสารภายในองค์กรมีความสะดวก รวดเร็วเพิ่มมากขึ้น และยังส่งผลให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากการลดลำดับขั้นของการสื่อสารภายในองค์การลง ทำให้ข้อความที่ต้องการสื่อสารมีความแม่นตรง และไม่ถูกบิดเบือน

flickr:11526235496

Organizational Resistance and the Mutually Adjusting Relationship between Technology and the Organization

Leavitt model of organization changes ประกอบไปด้วยเทคโนโลยี โครงสร้างองค์กร กระบวนการทำงาน และคน โดยทั้งสี่ปัจจัยจะต้องมีการนำไปใช้และเปลี่ยนแปลงทุกปัจจัยให้สอดคล้องกัน หากมีการเปลี่ยนแปลงส่วนใดส่วนหนึ่งส่วนอื่น ๆ จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงด้วย ซึ่งในความเป็นจริงมีบางองค์กรที่มีเทคโนโลยีในองค์กรที่ดีแต่ไม่มีการนำไปใช้ในองค์กร อีกทั้งยังได้รับการต่อต้าน จากบุคคลในองค์กร เนื่องจากธรรมชาติของมนุษย์ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นการใช้ประโยชน์ของเทคโนโลยีจึงต้องมีการปรับตัวของระบบโครงสร้างองค์กร กระบวนการทำงาน และคนเพื่อให้มีความสอดคล้องกับเทคโนโลยี

Technology Acceptance Model [TAM]
ทฤษฎี TAM ได้อธิบายว่า การยอมรับใช้เทคโนโลยี (Actual System Use) เกิดจากความตั้งใจที่ต้องการใช้ (Behavioral Intention of Use) ซึ่งมาจากทัศนคติที่ดีต่อการใช้ (Attitude Towards Using) ซึ่งทัศนคติที่ดีต่อการใช้เกิดจาก ความเข้าใจในตัวประโยชน์ของเทคโนโลยี (Perceived Usefulness) และความเข้าใจว่าเทคโนโลยีสามารถใช้งานได้ง่าย (Perceived Ease of Use) ซึ่งเกิดจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ เช่น การฝึกอบรมพนักงานในองค์กร การให้ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีภายในองค์กร ระบบการบริหารงานขององค์กร นโยบายการใช้เทคโนโลยี
หากองค์กรสามารถนำเทคโนโลยีมาปฏิบัติใช้ได้จริงจะช่วยส่งผลให้องค์กรสามารถสร้างกำไรเพิ่มมากขึ้นและ เทคโนโลยีสารสนเทศส่งผลต่ออำนาจของค์กร สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการนำเทคโนโลยีมาใช้จริงภายในองค์กร สิ่งที่ต้องพิจารณาอีกปัจจัยหนึ่งคือ การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้อาจจะก่อให้เกิดการเสียผลประโยชน์และการได้ประโยชน์ของกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่งภายในองค์กร

flickr:11526278573

Network Economic
Network Effect อธิบายว่า คุณค่าของระบบขึ้นอยู่กับจำนวนของผู้ใช้ในระบบ ซึ่งในตลาดเทคโนโลยีสารสนเทศผู้ชนะในอุตสาหกรรม คือ องค์กรที่สามารถสร้าง Network Effect ได้ โดยมีอยู่สองประเภทดังต่อไปนี้
1. One side Network Effect
เกิดขึ้นเมื่อลูกค้าเลือกใช้สินค้าหรือบริการ หากจำนวนผู้ใช้สินค้าหรือบริการนั้น ๆ มีจำนวนมากนำไปสู่คุณค่าและประโยชน์ของสินค้าและบริการมีมากขึ้น ตัวอย่างเช่น การใช้โทรศัพท์มือถือในระบบเดียวกันเพียงจำนวนสองคน จะมีประโยชน์ในการติดต่อสื่อสารกันเพียงสองคนเท่านั้น แต่ถ้าจำนวนผู้ใช้มีจำนวนห้าคน ประโยชน์ที่ได้คือ ทำให้บุคคลจำนวนห้าคนสามารถติดต่อสื่อสารได้ ซึ่งมีประโยชน์มากกว่าผู้ใช้เพียงสองคน
นอกจากนั้นองค์การใด หรือระบบสารสนเทศใดที่สามารถสร้าง Network Effect ได้ก่อนองค์กรอื่น จะส่งผลสามารถสร้างมาตรฐานของอุตสาหกรรมนั้นได้ นอกจากนั้นระบบที่มีผู้ใช้จำนวนมากยังส่งผลให้เกิด Switching Cost ที่สูงหากลูกค้าหรือผู้ใช้ไปใช้บริการระบบอื่น ๆ ซึ่งเป็นการป้องการคู่แข่งขันรายใหม่ และเป็นการสร้างประสิทธิภาพ ส่งผลต่อกำไรในระยะยาว

2. Two side Network Effect
เกิดขึ้นเมื่อมีผู้ใช้กลุ่มหนึ่งในระบบใด ๆ และนำไปสู่การเข้ามาใช้ของบุคคลอีกกลุ่มหนึ่ง เช่น Google ในระยะแรกคือให้ผู้ใช้บริการทั่วไปสามารถเข้ามาค้นหาข้อมูล ซึ่งเป็น Web Engine เมื่อมีผู้ใช้บริการการค้นหาเป็นจำนวนมากทำให้ บุคคลอีกกลุ่มหนึ่งคือบริษัทหรือองค์กร รวมไปถึงนักโฆษณาเข้ามาติดต่อเพื่อขอโฆษณาไว้ใน Google หรือระบบปฏิบัติการ iso เมื่อมีจำนวนบุคคคลทั่วไปใช้บริการจำนวนมาก ส่งผลให้มี Application เข้ามาขายในระบบปฏิบัติการดังกล่าวเป็นจำนวนมากขึ้น หรืออีกตัวอย่างหนึ่งคือ ซึ่งเป็น ที่ให้บุคคลทั่วไปเข้ามาใช้บริการได้อย่างกว้างขวาง เมื่อมีจำนวนผู้ใช้ทั่วไปจำนวนมาก นำไปสู่การเข้ามาใช้ของบุคคลอีกกลุ่มหนึ่งคือ บริษัทหรือองค์กรเข้ามาโฆษณาเกี่ยวกับสินค้าและบริการ
ซึ่งกลยุทธิ์ที่สามารถก่อให้เกิด Network Effect คือ
1. การแจกสินค้าหรือบริการฟรี เช่น Google, Yahoo, Twitter, Youtube, Line เป็นต้น เพื่อให้บุคคลได้เรียนรู้เกี่ยวกับระบบ (นักศึกษา)
2. การให้ผู้มีชื่อเสียงใช้สินค้าหรือบริการก่อน เพื่อก่อให้เกิดการเลียนแบบทางสังคม และเป็นการสร้าง worth-of-mouth และ worth-of-keyboard (นักศึกษา)
3. การควบรวมสินค้าหรือบริการในรูปแบบ Package เช่น Microsoft Office ขายโปรแกรมเป็น package ในชุดเดียวกัน ซึ่งทำให้ผู้ใช้ยิการในระบบได้ทดองใช้โปรแกรมต่าง ๆ เมื่อมีผู้ใช้จำนวนมากขึ้นทำให้ กลายเป็นมาตรฐาน (เพิ่มเติมจากหนังสือ)

สินค้าดิจิตอล (Digital Product)
สินค้าปัจจุบันมีสองประเภท ดังต่อไปนี้
1. Physical Product
สินค้าที่สามารถจับต้องได้ เช่น คอมพิวเตอร์ โต๊ะ เก้าอี้ เป็นต้น
2. Digital product
สินค้าที่ไม่สามารถจับต้องได้ ซึ่งสามารถทำเป็นสินค้าประให้อยู่ในรูปของ Digital File ได้ เช่น เพลง เกมส์ ภาพยนตร์ E-Book เป็นต้น

คุณลักษณะของ Digital product
1. Low Reproduction Costs
การที่จะสร้างสินค้าประเภท Digital product แม้ว่าจะมีต้นทุน การวิจัยและการพัฒนา ออกแบบระบบใหม่หรือการพัฒนาต่อยอดที่สูง แต่อย่างไรก็ตาม ต้นทุนในการผลิตซ้ำจะต่ำมากหรือมีต้นทุนเกือบเป็นศูนย์

2. Low Distribution Costs
Digital product มีค่าใช้จ่ายในการกระจายสินค้นที่ต่ำกว่าสินค้าที่สามารถจับต้องได้ เนื่องจากสามารถที่จะลดหรือตัดค่าใช้จ่ายในการขนส่งหรือ Logistic ได้ เช่น E-Book หากมีการสั่งซื้อ E-Book สามารถที่จะสั่งซื้อและจัดส่งในระบบอินเทอร์เน็ตได้อย่างง่าย สะดวกและรวดเร็ว นอกจากนั้นยังสามารถลดค่าใช้จ่ายในการพิมพ์ กระดาษที่ใช้พิมพ์หนังสือ
3. Durability
Digital product เป็นสินค้าที่มีความคงทนถาวร เพราะข้อมูลสามารถถูกจัดเก็บในรูปแบบ Digital File ซึ่งไม่สึกหรอเหมือนกับสินค้าที่สามารถจับต้องได้
4. Ease of sharing
Digital product เป็นสินค้าที่ง่าย สะดวกและรวดเร็วต่อการแบ่งปัน

การเกิดขึ้นของเทคโนโลยีสารสนเทศใหม่ ๆ รวมไปถึงสินค้า Digital product ส่งผลให้เกิดบริษัทหรือองค์กรที่มีรูปแบบ New Business Model และต้องปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับเทคโนโลยี นอกจากนั้นบริษัทหรือองค์กรที่มีรูปแบบ Old Business Model อาจจะศูนย์เสียโอกาสทางธุรกิจและอาจจะต้องออกจากอุตสาหกรรมนั้นไปหากไม่มีการปรับตัวให้สอดคล้องกับเทคโนโลยี

The Three D Effect of E-Business
1. Disintermediation / Reintermediation
ระบบ Supply Chain จะมีตัวกลางในระบบจากผู้ผลิตจนไปถึงผู้ใช้สินค้าหรือบริการ โดย Disintermediation คือการกำจัดตัวกลางออกไปซึ่งหากนำ E-Business มาใช้สามารถกำจัดตัวกลางในระบบ Supply Chain ได้ โดยไม่ผ่านตัวกลางต่าง ๆ เช่น Distribution และ Retailer ซึ่งมีข้อดี คือลูกค้าและผู้ผลิตสามารถติดต่อสื่อสาร และทำธุกรรมต่าง ๆ ได้โดยตรง และสามารถเข้าถึงลูกค้าได้ง่าย จำนวนมากและมีการนำเสนอที่หลากหลาย
ส่วน Reintermediation คือการกลับมาเป็นตัวกลางอีกครั้ง โดยการนำ IT และอินเทอร์เน็ตมาประยุกต์ใช้ ตัวอย่างเช่น Amazon หรือ E-Bay ซึ่งเป็นตัวกลางที่ให้ผู้ซื้อและผู้ขายเข้ามาทำธุรกรรมในระบบ

2. Disaggregation
รูปแบบการทำงานภายในบริษัทไม่จำเป็นต้องอยู่ในบริษัทเดียวกัน ซึ่งสามารถลดข้อจำกัดในด้านสถานที่และเวลาได้ นอกจากนั้นสามารถ Outsource ให้บริษัทอื่น ๆ เข้ามาทำได้โดยผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ต โดยมีบางบริษัทที่ใช้ระบบการทำงานแบบ Follow the Sun ซึ่งบริษัทสามรถทำงานได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง เช่น เมื่อบริษัทที่ตั้งอยู่ในอินเดียพระอาทิตย์ตกดินสามารถส่งงานทางอินเทอร์เน็ตไปยังทวีปยุโรปได้ เมื่อพระอาทิตย์ตกดินที่ยุโรปก็จะส่งงานไปทำต่อที่อเมริกาได้

3. Digital convergence
คือการหลอมรวมดิจิตอล ซึ่งมี 3 รูปแบบ ดังต่อไปนี้ (เพิ่มเติมจากหนังสือ)
3.1 Device convergence
คือการหลอมรวมของอุปกรณ์ต่าง ๆ ซึ่งในอดีตอุปกรณ์มีหน้าที่การใช้งานค่อนข้างจำกัด และถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานได้ด้านใดด้านหนึ่ง แต่ในปัจจุบันอุปกรณ์ต่าง ๆ สามารถใช้งานได้หลากหลายหน้าที่มากขึ้น เช่น โทรศัพท์มือถือสามารถโทรศัพท์สื่อสารระหว่างบุคคล ดูโทรทัศน์ ฟังวิทยุ เข้าใช้งานอินเทอร์เน็ต ถ่ายรูปได้ เป็นต้น ซึ่งอุปกรณ์เดียวสามารถใช้งานได้หลากหลายหน้าที่
การหลอมรวมของอุปกรณ์นี้ยังส่งผลให้เกิดการแข่งขันกันข้ามอุตสาหกรรม (Cross-Industry) ซึ่งทำให้เกิดการแข่งขันกันมากขึ้น
3.2 Data convergence
คือการหลอมรวมของข้อมูล โดยในปัจจุบันนี้สามารถรวมข้อมูลที่เป็นตัวอักษร เสียง ภาพ วิดีโอได้ โดยมีความแตกต่างจากอดีต เนื่องจากมีการจำกัดรูปแบบของการนำเสนอ โดยการหลอมรวมของข้อมูลส่งผลให้เกิดการพัฒนาสินค้าและบริการให้อยู่ในรูปแบบดิจิตอลมากขึ้น ซึ่งสามารถสร้างให้อยู่ในรูปแบบ Multimedia
3.3 Network convergence
คือการหลอมรวมระบบเครือข่าย โดยเป็นการรวมกันของระบบไร้สายและมีสาย ซึ่งสามารถติดต่อสื่อสารเชื่อมโยงได้เป็นระบบเดียวกัน การติดต่อสื่อสารสามารถทำข้ามเครือข่ายได้ ส่งผลให้ข้อมูลเดียวกันสามารถใช้ข้ามเครือข่ายได้

ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในเชิงกลยุท์เพื่อสร้างความสามารถ
1. Competitive Forces Model
Performance ในด้านเศรษฐกิจของบริษัทจะต้องพิจารณาสองประการคือ
1. โครงสร้างของอุตสาหกรรม
กฎเกณฑ์ของการแข่งขัน ในอุตสาหกรรมที่ทำธุรกิจ
2. ความสำพันธ์ของตำแหน่งในอุตสาหกรรม
พิจารณาถึงทั้งตำแหน่งของบริษัทและคู่แข่งในอุตสาหกรรม
Porter Competitive Forces Model สามารถวิเคราะห์ความสามารถในการแข่งขันขององค์กร โดยมีปัจจัยห้าปัจจัยดังต่อไปนี้

flickr:11526159735

หากนำ IT เข้ามาใช้ในองค์กรจะส่งผลต่อการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงไป

flickr:11526278343

คำถาม มีอุตสาหกรรมอะไรที่มีด้านความรุนแรงในอุตสาหกรรมอย่างมาก (เป็นปัจจัยลบในทุก ๆ ด้าน)
คำตอบ จากนักศึกษา คือ อุตสาหกรรมเกษตร ซึ่งมีเหตุผลดังตารางต่อไปนี้

flickr:11526200644

คำถาม อุตสาหกรรม PC เป็นอย่างไร
คำตอบ จากนักศึกษาคืออุตสาหกรรม PC ซึ่งมีรายละเอียดดังตารางต่อไปนี้

flickr:11526159325

Generic strategies
กลยุทธ์ในการแข่งขันของอุตสาหกรรม มีสามชนิดดังต่อไปนี้

1. Low-Cost leadership
การที่องค์กรเน้นการเป็นผู้นำด้านต้นทุน โดยให้มีต้นทุนต่าง ๆ ต่ำที่สุดในอุตสาหกรรมเพื่อสร้างความได้เปรียบการแข่งขันในอุตสาหกรรม เช่น wal-mart และ Dell
2. Product differentiation
การที่องค์กรเน้นสร้างความแตกต่างในสินค้าหรือบริการขององค์กร ซึ่งเป็นการเพิ่มคุณค่าให้กับสินค้าหรือบริการขององค์กร ซึ่งส่งผลให้องค์กรหรือบริษัทสามารถขายสินค้าหรือบริการในราคาสูงกว่าสินค้าหรือบริการที่ไม่มีความแตกต่าง เช่น Google, Nike, Apple เป็นต้น
3. Focus on market niche
การที่องค์กรเน้นการกำหนดเป้าหมายเพื่อนำเสนอสินค้าหรือบริการแก่ลูกค้าเฉพาะกลุ่ม ซึ่งสามารถแบ่งได้สองลักษณะ คือ การมุ่งเน้นลดต้นทุน (Cost Focus) และการมุ่งเน้นความแตกต่างของสินค้าหรือบริการ (Differentiation Focus)

The Value chain

flickr:11526200554

เป็นการวิเคราะห์กระบวนการภายในบริษัทหรือองค์กร โดยแบ่งกิจกรรมหลัก (Primary Activity) และกิจกรรมมสนับสนุน (Support Activity) โดยกิจกรรมหลักสามารถแบ่งเป็นห้ากระบวนการภายในองค์กร ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เพิ่มคุณค่าในแต่ละกิจกรรมดังต่อไปนี้
1. Inbound logistics : กระบวนการนำวัตถุดิบเข้าสู่องค์กร เพื่อใช้ผลิตเป็นสินค้าหรือ
บริการ
2. Operations : กระบวนการเปลี่ยนแปลงวัตถุดิบให้เป็นสินค้าหรือบริการ
3. Outbound logistics : กระบวนการนำส่งสินค้าหรือบริการไปสู่ลูกค้า
4. Marketing and sales : กระบวนการส่งเสริมการขายและการตลาด
5. Service : กระบวนการบริการหลังการขาย

ส่วนกิจกรรมสนับสนุน (Support Activity) เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมการสร้างคุณค่าให้กับกิจกรรมหลัก
ซึ่งประกอบด้วยโครงสร้างของบริษัท ดังต่อไปนี้
1. Firm infrastructure : กิจกรรมทางด้านการเงิน การลงทุน การวางแผน
2. Human Resource Management : กิจกรรมทางด้านการคัดเลือกบุคคลเข้าทำงานในองค์กร
การฝึกอบรมพนักงาน ระบบการให้ผลตอบแทน
3. Technology Development : กิจกรรมทางด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ การทดสอบ การ
ออกแบบกระบวนการทำงาน การวิจัยทางเทคโนโลยี การ
วิจัยการตลาด
4. Procurement : กิจกรรมทางด้านการโฆษณา การประชาสัมพันธ์ การ
บริการ

ตัวอย่าง หากเปรียบเทียบนิด้ากับกิจกรรมหลักของกระบวนการภายในองค์กร จะเปรียบเทียบกิจกรรมในแต่ละกระบวนการดังต่อไปนี้
1. Inbound logistics : กระบวนการรับนักศึกษา การประกาศรับสมัคร การสอบเข้า
2. Operations : กระบวนการเรียนและการสอนที่มีการรับรองของ AACSB
3. Outbound logistics : กระบวนการรับปริญญา
4. Marketing and sales : การที่มหาวิทยาลัยมีการรับรองของ AACSB และการมีระบบ
สมาคมนักศึกษาเก่า
5. Service : การให้คำปรึกษาของอาจารย์หากนักศึกษามีปัญหาหลังจากจบ
การศึกษาแล้ว

The Diamond Model

flickr:11526234706

The Diamond Model เป็น Model ที่ใช้วัดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและของอุตสาหกรรมในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง ซึ่งประกอบไปด้วยสี่ปัจจัยดังต่อไปนี้
1. Factor conditions
คือปัจจัยดด้านทรัพยากรที่สามารถเป็นวัตถุดิบในการเสริมสร้างให้กับอุตสาหกรรมนั้น นอกจากนั้นยังรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เช่น
- Human resources
- Capital resource
- Physical resource
- Information infrastructure
- Scientific and technological Infrastructure
- National resources
2. Demand conditions
คือความอุปสงค์ภายในประเทศ คือความต้องการที่จะบริโภคของอุตสากรรมต่าง ๆ ภายในประเทศ รวมไปถึงศักยภาพของผู้บริโภคและความคาดหวังของผู้บริโภคทางด้านสินค้าหรือบริการ
3. Context for firm Strategy and Rivalry
คือสภาพแวดล้อมในการแข่งขันในอุตสาหกรรม มีความรุนแรงมากน้อยเพียงใด มีการแทรกแซงจากองค์กรภาครัฐบาลหรือภาคองค์กรเอกชนหรือไม่ มีกฎข้อบังคับจากกฎหมายในอุตสาหกรรมอย่างไร
4. Related and Supporting Industries
คืออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง มีการร่วมมือมากน้องเพียงใดในอุตสาหกรรม รวมไปถึงการส่งเสริมของอุตสาหกรรมที่เกื้อกูลช่วยเหลือกัน
หากบริษัทหรือองค์กรต้องการเป็นผู้นำด้านต้นทุน คือมีต้นทุนต่ำ บริษัทหรือองค์กรต้องพยายามลดต้นทุนในแต่ละกิจกรรมต่าง ๆ ของบริษัทหรือองค์กร
ถ้าบริษัทมีความต้องการเป็นผ้นำด้านการสร้างความแตกต่าง บริษัทจะต้องสร้างความแตกต่างของสินค้าหรือบริการ โดยอาจจะสร้างความแตกต่างในแต่ละกระบวนการ เพื่อออกแบบกระบวนการให้มีความสอดคล้องกับกลยุทธ์ของบริษัทเพื่อสร้างความแตกต่างในตัวสินค้าหรือบริการ

Clusters and Competitiveness
คือการจัดอุตสาหกรรมเป็นกลุ่ม Clusters ในแต่ละอุตสาหกรรม โดย กลุ่ม Clusters สารมารถส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันอื่น ๆ ได้ และการแข่งขันอื่น ๆ สามารถนำไปสู่การแบ่ง Clusters
ตัวอย่างเช่น
Enhancing Cluster Development Tourism Cluster in Cairns, Australia

flickr:11526159245

กลุ่มของอุตสาหกรรมต้องมีความสามารถที่แข่งขันได้ และกลุ่มธุรกิจในกลุ่ม Cluster จะต้องยกระดับความสามารถในการแข่งขันเพื่อการเติบโตของอุตสาหกรรม ซึ่งนำไปสู่การยกระดับทั้งกลุ่ม Cluster เช่น กลุ่มการท่องเที่ยว จะต้องมีการร่วมมือกันของร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว การบริการสารณสุข โรงแรมที่พัก และในแต่ละกลุ่มธุรกิจจำเป็นที่จะต้องมี Supplier ที่ดีด้วย ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับทั้งกลุ่ม Cluster ของการท่องเที่ยว

Innovation
หมายถึง สิ่งใหม่ ๆ และการทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยวิธีการใหม่ ๆ ซึ่งรวมถึงการเปลี่ยนแปลงทางความคิด กระบวนการผลิต และเทคโนโลยี ทั้งในรูปแบบการเปลี่ยนแปลงแบบปฏิวัติแนวนคิด หรือการเปลี่ยนแปลงแบบต่อยอด โดยแสดงให้เห็นถึงความแปลกใหม่อย่างชัดเจน และสามารถสร้างคุณค่าต่อสินค้าและบริการเพื่อก่อให้เกิดความสามารถในการแข่งขันขององค์กร

ความยากของการประสบความสำเร็จในนวัตกรรม
1. Innovation is often fleeting
บ่อยครั้งนวัตกรรมได้รับประโยชน์ในระยะสั้น
2. Innovation is often risky
บางครั้งมีความเสี่ยงในการออกนวัตกรรมใหม่
3. Innovation choices are often difficult
บางครั้งองค์กรอาจจะเลือกนวัตกรรมที่ผิด ส่งผลให้ไม่ประสบความสำเร็จ

สิ่งที่องค์กรต้องการนวัตกรรม
1. Process requirements : ความต้องการด้านกระบวนการ
2. Resource requirements : ความต้องการด้านทรัพยากร เช่น ทรัพยากรมนุษย์
3. Risk tolerance requirements : ความต้องการกล้าเสี่ยง

Diffusion of Innovation

flickr:11526159175

Everette M.Rogers อธิบายการเกิดขึ้นของนวัตกรรมแต่ละอย่างมัความแตกต่างในสองมิติคือ
1. กลุ่มคนที่ตอบรับนวัตกรรม
2. ระยะเวลาที่นวัตกรรมแพร่กระจายไปยังผู้ใช้

โดยแบ่งกลุ่มบุคคลที่ตอบรับนวัตกรรมในแต่ละช่วงเวลาออกเป็นห้ากลุ่มคือ
1. Innovator
มีจำนวนประมาณ 2.5% โดยกลุ่มบุคคลดังกล่าวมีลักษณะที่กล้าเสี่ยง มีกำลังทรัพย์ มากเพราะสามารถซื้อเทคโนโลยีที่มีราคาสูง ชอบติดตามเทคโนโลยี นวัตกรรมใหม่ ๆ และเป็นบุคคลที่มีความรู้ โดยบุคคลดังกล่าวมักจะเป็นนักวิจัย นักวิทยาศาสตร์
2. Early adopters
มีจำนวนประมาณ 13.5% โดยกลุ่มบุคคลนี้มักมีลักษณะที่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง มีฐานะทางการเงินที่ดี และบุคคลในกลุ่มดังกล่าวประกอบอาชีพคือ นักร้อง นักแสดง หรือผู้นำทางสังคม ซึ่งกลุ่ม Early adopters มีความสำคัญต่อการอยู่รอดของนวัตกรรมเนื่องจากกระตุ้นให้คนส่วนใหญ่ในสังคมได้รู้จักนวัตกรรมในสังคม
3. Early majority
มีจำนวนประมาณ 34% โดยเป็นบุคคลที่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงในสังคม แต่จะใช้นวัตกรรมหรือเทคโนโลยี ก็ต่อเมื่อถูกใช้อย่างประสบความสำเร็จจาก Early adoptersโดยกลุ่มบุคคลดังกล่าวเป็น นักศึกษา นักเรียน บุคคลทำงาน วัยรุ่น
4. Late majority
มีจำนวนประมาณ 34% โดยเป็นบุคคลที่ไม่ยอมรับอะไรง่าย ๆ จนกระทั่งจะมองเห็นประโยชน์และถูกใช้จากคนส่วนใหญ่ในสังคม มีลักษณะหัวโบราณ ช่างสงสัย ซึ่งกลุ่มนี้มักจะมีข้อจำกัดทางด้านการศึกษาและทางเศรษฐกิจ
5. Laggards
มีจำนวนประมาณ 16% โดยเป็นบุคคลที่จะใช้นวัตกรรม หรือเทคโนโลยีเมื่อเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต หรือเป็นสิ่งที่เป็นมาตรฐานในสังคมถูกใช้โดยคนส่วนใหญ่ของสังคม เช่น ชาวนา เกษตรกร เป็นต้น

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการแพร่กระจายของนวัตกรรม
1. Relative advantage
การรับรู้ถึงประโยชน์ของนวัตกรรม
2. Compatibility with existing values and practices
นวัตกรรมเข้ากับสามารถเข้ากับสังคมได้
3. Simplicity and ease of use
นวัตกรรมมีความง่ายต่อการใช้งาน
4. Trialability
ลูกค้ามีการทดลองใช้นวัตกรรม
5. Observable results
ผู้ใช้รับรู้ประโยชน์อย่างเป็นรูปประธรรม

Disruptive innovation
Disruptive Technologies
Disruptive Technology หรือ Disruptive Innovation คือ นวตกรรมใหม่ทางเทคโนโลย หรือสินค้า หรือบริการที่สามารถจะทดแทนเทคโนโลยี สินค้าหรือบริการที่มีอยู่เดิม เช่น การที่โทรเลขถูกทดแทนโดยโทรศัพท์ หรือเทปบันทึกเสียงถูกแทนที่ด้วยซีดี

The innovator’s Solution
Disruptive growth engine องค์กรจะต้องช่วยตอบสนองต่อ Disruptive innovations อย่างมีประสิทธิภาพดังต่อไปนี้
1. Start early
เป็น first mover สำหรับนวัตกรรม
2. Executive leadership
มีทีมผู้บริหารมีวิสัยทัศน์
3. Build a team of expert innovators
สร้างทีมสำหรับนวัตกรรม
4. Educate the organization
มีการให้การอบรบพนักงานในองคืกรเกี่ยวกับนวัตกรรม

Implementing the Innovation Process
E-Business innovation Cycle
1. Choosing
เลือกนวัตกรรมที่จะนำมาใช้ในองค์กร
2. Matching
จับคู่นวัตกรรมกับโอกาสขององค์กร
3. Executing
นำไปใช้โดยผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์
4. Assessing
ประเมิน ผลจากการนำไปใช้ และประเมินคุณค่าของนวัตกรรม

3 Ways to Think about Investment in Disruptive Innovations with Steve Jobs
1. Put technology ahead of strategy
เทคโนโลยีมีความสำคัญในการประสบความสำเร็จขององค์กร ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาก่อนกลยุทธ์
2. Put technology ahead of marketing
องค์กรไม่ควรถามลูกค้าว่าต้องการสิ่งใด แต่ควรพิจารณาถึงเทคโนโลยีก่อนการทำการตลาด
3. Innovation is continuous
นวัตกรรมใหม่ ๆ ต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

Amazon.com
ก่อตั้งโดย เจฟฟ์ เบซอส ในปี 1984 และเริ่มเปิดให้บริการออนไลน์ในปี 1985 โดยเริ่มต้นจากการขายหนังสือออนไลน์
Q: ทำไม Amazon ถึงเริ่มต้นด้วยการขายหนังสือ แทนที่จะขายสินค้าประเภทอื่นๆ
A: หนังสือเป็นสินค้าที่มีความหลากหลายสูง ต้องการพื้นที่ขนาดใหญ่ ร้านหนังสือทั่วไปไม่สามารถนำเสนอทุกๆความต้องการให้แก่ลูกค้าได้ เบซอสจึงมองเห็นช่องว่างนี้ที่ว่า e-commerce ไม่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่
Business model
Segment การแบ่งกลุ่มลูกค้าของ Amazon มีอยู่ 2 ประเภทหลักๆ ได้แก่ ลูกค้าทั่วๆไป (Mass Market) ที่เข้าไปซื้อสินค้า และลูกค้าที่เช่าบริการ cloud computing (web services) นอกจากนี้ Amazon ยังเป็นผู้ให้บริการ cloud computing ที่มีขนาดใหญ่ติด 1 ใน 3
Value มีความน่าเชื่อถือ มีมาตรฐานระดับโลก มีความง่ายในการค้นหาสินค้าแต่ละหมวดหมู่ มีความหลากหลายของสินค้า มีส่วนลดและราคาที่ถูกกว่าบางร้านที่เป็น offline shop มีความเป็น one-stop shopping และการเป็น e-retailer ก็ยังเหมาะกับสินค้าที่เป็น Niche product เพราะลูกค้ากลุ่มนี้มีการกระจายอยู่ในแต่ละพื่นที่ๆต่างกัน
Channel นอกจากหน้าเวปไซส์ ปัจจุบันได้พัฒนาในรูปแบบ Mobile device (ผู้ค้าร่วม)
Customer Relationship มีคอนเซ็ป co-creation คือการที่ลูกค้ากลับมาให้ feedback ของสินค้าที่ซื้อไป
Revenue มาจากสามแหล่งหลักๆ ได้แก่ Sale margin จากขายพวกหนังสือ CD ประมาณ 39 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือจะเป็น General merchandise ซึงทำกำไรได้เยอะกว่า
Key Resources การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน IT และบุคคากรซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ ความน่าเชื่อถือขององค์กรก็เป็นทรัพยากรด้วย
Key Activities เช่นการพัฒนา Kindle การให้ร้านค้าปลีกอื่นๆมาร่วมค้าด้วย
Cost Structure มีการลงทุนด้านโลติสติกส์ที่เยอะ เพื่อทำให้คู่แข่งรายอื่นๆตามไม่ทันในเรื่องความรวดเร็วในการขนส่ง

Google Inc.
กูเกิลก่อตั้งโดย แลร์รี เพจ และ เซอร์เกย์ บริน ในปี 1998 มีรายได้หลักจากการโฆษณาออนไลน์ที่ปรากฏในเสิร์ชเอนจินของกูเกิล อีเมล แผนที่ออนไลน์ ซอฟต์แวร์จัดการด้านสำนักงาน เครือข่ายออนไลน์ และวิดีโอออนไลน์ รวมถึงการขายอุปกรณ์ช่วยในการค้นหา มีคติพจน์ประจำบริษัทคือ Don't be evil ซึ่งหมายความว่าไม่ว่าคุณจะมีเงินแค่ไหน ก็ไม่สามารถซื้อ Ranking ได้
Ranking (Page rank) เมื่อก่อนทำโดยการใช้ Keyword แต่ปัจจุบัน Rank ตามจำนวน (Quality score 1-10) และคุณภาพ จำนวน คือ เวปไซส์ที่มีคนเข้าใช้งาน เช่น Facebook, Hotmail ส่วนคุณภาพคือ เว็ปไซส์ที่มีความสำคัญ เช่น เว็ปไซส์ขององค์กรณ์ภาครัฐ เป็นต้น
Spider กูเกิ้ลจะมี Spider สายสั้น คอยดูว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปในเวปไซต์ และ Spider สายยาวไว้คอยดูว่ามีเวปไซส์อะไรใหม่ๆเกิดขึ้นมาแล้วนำมาเก็บเป็น data
Ads โฆษณาทางด้านขวาของ Google คิดตามราคา cost per click (CPC) และถ้ามีคนซื้อ Ads แบบนี้หลายๆคน ก็จะใช้กฎ Page rank และปัจจุบันเกิดภัยคุกคาม Click Fraud เป็นหนึ่งในรูปแบบหลักของอาชญากรรมออนไลน์ โดยมีหน้าที่ดึงผู้ใช้ไปยังโฆษณาและเนื้อหาอื่นๆ ที่ผู้ใช้ไม่ได้ต้องการดูตามจุดประสงค์ โดยทั่วไปมักทำจากเพจของคู่แข่งที่ต้องการให้คู่แข่งเสียรายได้ และมีต้นทุนที่สูงขึ้น
Adsense การเข้าให้เจ้าของเพจมีส่วนร่วมแล้ว Google ลง Ads ตัวเองในนั้น เรียกว่าการโฆษณาใน 3rd party website หากมีคนเข้าไปดู รายได้จะถูกแบ่งให้เจ้าของเวปและ Google
Search Engine Optimization หรือ SEO คือการที่ปรับปรุงเวปเพจให้ Quality score สูงขึ้นทำให้ผลการค้นหาสูงขึ้นและขึ้นมาอยู่อันดับต้นๆ เพราะมีการวิจัยว่าผู้ใช้จะดูข้อมูลใน 3 หน้าแรก
Business Model
Segment แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ไม่สร้างรายได้ เป็นกลุ่มผู้ใช้งานอินเทอร์เนต (Internet Users) ทั่วไปที่เข้ามาใช้งานฟรีเพื่อดึงเข้ามาสร้างรายได้ จากอีกกลุ่มซึ่งทำรายได้เป็นหลักถึง 90 เปอร์เซ็น คือ Advertisers ซึ่งเป็นกลุ่มสร้างรายได้จากการโฆษณา (AdWords และ AdSense)
Value เนื่องจาก Google เปิดให้ใช้บริการฟรี มีคนใช้จำนวนมาก จึงเป็นที่สนใจของคนที่จะทำ Ads
Channel หน้าเวปไซส์ และ Sale team support
Customer Relationship กูเกิ้ลใช้ทีมขาย support ลูกค้าอยู่เสมอ ซึ่งเป็นสิ่งที่ Yahoo สู้ไม่ได้
Revenue มาจากการทำ Ads เป็นหลัก (AdWords และ AdSense) ส่วนอีก 10 เปอร์เซ็นนั้นเกิดจากการขาย License ในแง่ Search engine ให้ Yahoo, AOL และการขาย Subscriptions เช่น storage และรายได้อื่นๆ เกิดการที่เข้าไปซื้อ Motorola เมื่อปี 2011
Key Resources Google มี Sales support data center ทั่วโลก 8 แห่ง
Key Activities เป็นบริษัททำ R&D อยู่เสมอ เช่น การเข้าซื้อ Motorola เมื่อปี 2011
Key Partners ได้แก่ Motorola, AOL, Yahoo, OUL, IBM, China mobile (ทำ Ads ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่)
Cost Structure การทำ R&D, Sales & Marketing administration
Q: Google เริ่มจาก search engine มี product หลากหลายเช่น mobile VDO sharing google glass ทำไมขยายฐานธุรกิจ ทั่งที่บางอย่างขาดทุน คิดว่า Google ควร โฟกัสที่ Search engine อย่างเดียวไหม
A: การได้ข้อมูลที่ลึกขึ้น ได้เอา Ads ยัดไปในทุกช่องทางที่เข้าไป เช่น youtube หรือ ที่อื่นๆที่ใช้ฟรี คือทุกๆ product ยังเป็นการโฆษณา เพราะการทำธุรกิจไม่จำเป็นต้องได้กำไรทุกช่องทาง เช่นบางทีลงทุนโครงสร้างพื้นฐานให้ฟรี เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้งาน

Apple Inc.
ก่อตั้งเมื่อปี 1987 บุคคลสำคัญของบริษัท Apple คือSteve Wozniak, Steve Jobs และTim cook (CEO ในปัจจุบัน)
History
Steve Jobs มีแม่ที่เป็นวัยรุ่นจึงต้องอาศัยอยู่กับครอบครัวที่เป็นวิศวะโดยครอบครัวและสถานที่อยู่อาศัยอยู่ทางตอนใต้ของซานฟรานซิสโกซึ่งเป็นเมืองที่มีการกระจุกตัวของเทคโนโลยีหลังจากนั้นได้เข้าทำงานในบริษัทฮาตาริและเปิดบริษัทที่ใต้ถุนบ้านของตนเองและได้ออก Apple1 ซึ่งสร้างด้วยไม้หลังจากนั้นออก Apple 2 เป็นPC ที่ประสบความสำเร็จโดยมีส่วนแบ่งทางการตลาด 80% ต่อจากนั้นได้นำแนวคิดจากบริษัทซีรอกแล้วมาสร้างเมาท์
Business model
Segment Apple ผลิตเพื่อตลาด Mass ไม่ได้เจาะจงกลุ่มใดเป็นพิเศษ

Value สินค้าของ Apple มีความสะดวกในการใช้งานสามารถใช้ได้อย่างง่ายโดยมีการออกแบบให้สินค้ามีลักษณะปุ่มเดียวเช่น Iphone, Ipod, Ipad เป็นต้น (Convenience and Usability) และHardware กับSoftware ของ Apple ซึ่งยังเป็นระบบค่อนข้างปิดกล่าวคือหากต้องการใช้ระบบปฏิบัติการ iOS ลูกค้าจำเป็นต้องซื้ออุปกรณ์ของ Apple จึงสามารถใช้ระบบปฏิบัติการดังกล่าวได้
Channels ในขณะนั้นร้านคอมพิวเตอร์ต่างๆมีแนวคิดที่จะไม่เปิดหน้าร้านของตนเองแต่ให้ลูกค้าสามารถติดต่อสื่อสารกับร้านได้ทางช่องทางอินเทอร์เน็ตและพยามยามสร้างชุมชนในอินเทอร์เน็ตแต่อย่างไรก็ตามบริษัทได้มีความคิดตรงข้ามกับบริษัทอื่นๆโดย Apple จะเปิดหน้าร้านซึ่งมี Location ที่ดีซึ่งทำให้ลูกค้าผู้ใช้สินค้า (Final customer) ตลอดจนบุคคลทั่วไปได้มีการทดลองสินค้าและบริการภายในร้านของ Apple ที่มีการออกแบบร้านที่แตกต่างจากร้านอื่นๆเมื่อมีหน้าร้านที่น่าสนใจทำให้ลูกค้าได้เข้ามามีประสบการณ์ตรงกับสินค้าและบริการของApple ส่งผลให้เกิด Halo Effect กล่าวคือเมื่อลูกค้ามีความประทับใจในสินค้าหรือบริการชนิดใดชนิดหนึ่งนำไปสู่ให้ลูกค้ามีทัศนคติที่ดีต่อสินค้าหรือบริการอื่นๆที่ดีซึ่งเป็นการเหมารวมสินค้าหรือบริการอื่นๆของ Apple
นอกจากนั้นลูกค้ายังสามารถเลือกสินค้าอื่นๆจากทางร้านค้าได้เช่นอุปกรณ์ตกแต่งอุปกรณ์เสริมส่งผลให้ยอดขายสินค้าประเภทอุปกรณ์ตกแต่งหรืออุปกรณ์เสริมเพิ่มขึ้น
Customer Relationship สำหรับความสัมพันธ์กับลูกค้าทางร้านจะมีพนักงานขาย (Personal Assistance) ที่ให้คำแนะนำในการใช้สินค้าในแต่ละประเภทของทางร้านซึ่งพนักงานขายจะมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสินค้าเป็นอย่างดีนอกจากพนักงานขายในร้านให้คำแนะนำสินค้าแต่ละประเภทแล้วยังเป็นการสร้างประสบการณ์ตรงต่อสินค้าแก่ลูกค้าที่เข้ามาทดลองใช้สินค้าภายในร้านตลอดจนเป็นการรักษาลูกค้า (Customer Retention) เนื่องจากสินค้าของ Apple เป็นสินค้าที่มีวิธีการใช้เป็นของตนเองพนักงานขายมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้นำแนะนำในการใช้งานอย่างถูกวธีในแต่ละสินค้าซึ่งทำให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจต่อสินค้าจากทางร้าน นอกจากนั้นการออกแบบร้านลูกค้ายังสามารถให้บริการตนเองในการทดลองสินค้าต่างๆด้วยตนเอง(Self – service) แต่เมื่อไม่สามารถใช้งานได้หรือไม่เข้าใจในคำสั่งของระบบปฏิบัติการจะมีเจ้าหน้าที่คอยให้นำแนะนำหรือสามารถสอบถามพนักงานขายได้ทุกคนที่ให้บริการภายในร้าน
Revenue พบว่ารายได้หลักมาจาก Iphone รองลงมารายได้จาก Ipad และอุปกรณ์ตกแต่งหรืออุปกรณ์เสริม
Key Resources ทรัพยากรที่สำคัญของApple คือทรัพยากรมนุษย์ (Human Capital) ทั้งในระดับของการคิดการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่หรือการพัฒนาปรับปรุงระบบการทำงานตลอดจนทรัพยากรในระดับปฏิบัติการ

Key Activities กิจกรรมที่สำคัญของ Apple คือการผลิต (Production) การควบคุมคุณภาพ (Quality Control) การพัฒนาSoftware และHardware และการตลาด ( Marketing) ในรูปแบบ Ecosystem
Cost Structure โครงสร้างของต้นทุนได้แก่Marketing, Advertising, Cost driver รวมไปถึงการประหยัดในขนาด (Economics of scale) และSupply chain management
Key Partnership Microsoft, Foxconn, AT&T, Samsung, Intel, Yahoo, TPK, Wintek, Quanta และ Catcher จากKey Partnership พบว่าความสัมพันธ์กับ Samsung เป็นความสัมพันธ์ที่น่าสนใจกล่าวคือบริษัทยังมีความต้องการเป็นPartnership กับ Samsung ซึ่งยังต้องมีการพึ่งพาซึ่งกันและกัน แต่ในความสัมพันธ์ดังกล่าวก็ยังมีข้อพิพาทที่ฟ้องร้องกันทางธุรกิจ
Q&A
Q: ทำไม Apple จึงสูญเสียความสามารถในการแข่งขันของคอมพิวเตอร์ให้กับบริษัทอื่น ๆ แม้ว่าตนเองเป็น First Mover
A: เนื่องจากในอุตสาหกรรม PC มีบริษัทจำนวนน้อยมากที่จะต้องการควบคุมทุกอย่างเป็นระบบปิด ซึ่ง Apple เป็นบริษัทที่มีการควบคุมทั้งด้าน Hardware และ Software ทั้งหมด ซึ่งแตกต่างจากบริษัท IBM อนุญาตให้ผู้ผลิต Hardware อื่น ๆ สามารถลงระบบปฏิบัติการของ IBM ได้ แต่อย่างไรก็ตาม Apple ในปัจจุบันมีความเป็นระบบเปิดมากขึ้น แต่ก็ยังมีความเป็นระบบปิดอยู่ กล่าวคือ Apple ได้มีความยืดหยุ่นเพิ่มมากขึ้นในการลงระบบปฏิบัติการอื่น ๆ ในเครื่องของตน แต่ก็ยังไม่สามารถใช้ระบบปฏิบัติการของ Apple ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของบริษัทอื่น ๆ นอกจากนั้นบริษัทยังเห็นว่าตลาด PC เริ่มถึงจุดอิ่มตัว ดังนั้น Apple จึงให้ความสนใจอุตสาหกรรม Non-PC มากขึ้น
Q: ทำไม Apple จึงมีความได้เปรียบทางการแข่งขันในด้านธุรกิจอื่น ๆ เช่น อุตสาหกรรมเพลง เครื่องมือสื่อสาร ในขณะที่ไม่ได้เป็น First Mover
A: บริษัท Apple ให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมNon-PC มากขึ้น ซึ่งสามารถเติบโตขึ้นได้อีก โดยบริษัท Apple ได้ลงทุนระบบ Ituneเพื่อใช้กับ IPhone, IPod, IPad โดยได้มีการติดต่อกับค่ายเพลงในสังกัดต่าง ๆ เพื่อนำเพลงมาใช้อย่างถูกกฎหมายรายแรก ซึ่งเป็นการลงทุนที่เสียเปรียบกับค่ายเพลงต่าง ๆ แต่อย่างไรก็ตามบริษัทยอมขาดทุนในการขายเพลงผ่าน Itune แต่บริษัทสามารถสร้างกำไรจากการขายอุปกรณ์ที่ต้องใช้กับ Itune ได้ นอกจากนั้นรายได้ของบริษัทยังมาจากเปอร์เซนต์ที่มีบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์เสริมหรือตกแต่งเกี่ยวกับสินค้าของ Apple เช่น Case for IPhone

Facebook
เปิดให้บุคคลทั่วไปใช้งานตั้งแต่ปี 2004 ในปัจจุบันมีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และผู้ใช้ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนอายุระหว่าง 18-34 ปี
ในปัจจุบันการใช้ Social media เพื่อวัตถุประสงค์ด้านการติดต่อสื่อสารส่วนบุคคลแล้ว วัตถุประสงค์ทางด้านการตลาดก็กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่นักการตลาด และหนึ่งในประเภท Social media ประเภท Social Networking ที่ได้รับความนิยมออย่างสูงในไทยคือ Facebook ซึ่งปัจจุบันมีคนไทยใช้ 17 ล้านคน จาก 24 ล้านคน โดย คิดเป็น 80ของผู้ใช้อินเตอร์เนตทั้งหมดในประเทศไทย
Business model
Segment แบ่งเป็น 1.Internet Users (ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วไป) 2. Advertisers & Marketers คือผู้ที่ใช้ facebook นำเสนอข้อมูล สินค้า และบริการขององค์กรนั้นๆผ่านทาง facebook 3.Developer นักพัฒนาที่เขียนโปรแกรม แอปพลิเคชั่นต่างๆ เพื่อเชื่อมต่อกับ facebook
Value ด้านคุณค่าที่นำเสนอให้แก่ผู้ใช้ (Value Proposition) ไม่ว่าจะเป็นการได้และแชร์ข้อมูลข่าวสารของเพื่อนๆในเฟรนลิสต์ สำหรับนักการตลาดสามารถนำสินค้ามานำเสนอแก่กลุ่มเป้าหมาย และนักพัฒนาก็สามารถนำแอปพลิเคชั่น เกมส์ โปรแกรมต่างๆมาใช้ร่วมกันได้ มานำเสนอแก่ผู้ใช้ จึงเกิดรายได้แก่ facebook และผู้พัฒนา(Developers)
Channel
- Mobile Apps เช่น massenger
- Facebook Ads การลง Ads โดยสามารถเลือกกลุ่มเป้าหมาย ที่ต้องการให้หน้า page เราไปปรากฎให้เห็นด้านขวามือ
- Pages เป็นนำเสนอเรื่องราวต่อคนอื่นๆ องค์กร เป็นเวทีที่เปิดให้ทำการตลาดได้
- API เพื่อให้นักพัฒนาเชื่อมโยง Apps หรือโปรแกรมอื่นๆกับ Facebook ได้
Customer communication Facebook มีหน้าเพจตัวเองเพื่อประชาสัมพันธ์ข่าวสารและกิจกรรมต่างๆ ประชาสัมพันตัวเอง
มี Facebook for business เพื่อให้ข้อมูล ความเข้าใจแก่ สร้างความสะดวกนักการตลาด นักพัฒนา
Revenue รายได้หลักมาจากการโฆษณา และ Facebook payment ซึ่งรายได้มีแนวโน้มที่สูงขึ้นเรื่อยๆ แม้จะไม่ใช่รายได้หลัก
Resource การที่ Facebook เป็น Platform และมี It infrastructure ไว้เพื่อกระจายข้อมูล
Key Partners หรือคู่ค้าหลัก ได้แก่นักพํฒนาโปรแกรม อื่นๆ ที่นำมาใช้ร่วมกับ Facebook
Key Activities การพัฒนา platform ต่างๆให้น่าสนใจ อย่างเช่น Facebook connect (ชื่อเรียกทางการคือ Facebook for website) คือการที่ผู้ใช้ๆข้อมูลที่มีเข้าถึงเวปไซส์ที่เป็น 3rd party โดยที่เราไม่ต้องกรอกข้อมูลลงทะเบียนเพื่อเข้าใช้งานอีก)
และกิจกรรมอีกอยางคือการบริหาร Data center operation
Cost Structure ค่าใช้จ่ายการพัฒนาให้ Facebook ใช้ร่วมกับ iOs, Android ได้ ค่าใช้จ่ายด้านการตลาด
ค่าบำรุงรักษา Data center ค่าใช้จ่ายด้านบุคคลากร
Q&A
Q: ทำไม Ads บน Facebook ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควรเมื่อเปรียบเทียบการโฆษณาผ่าน Search Engine
A: เนื่องจากแนวโน้มการใช้ FB ในปัจจุบันเข้าถึงผ่าน mobile device จึงเข้าไม่ถึง Ads สองสิ่งนี้จึงไปด้วยกันยาก
Q: ทำไมคนถึงนิยมใช้ Facebook
A: เพราะการทำบางสิ่งที่อยากทำ แต่ไม่สามารถทำได้ในชิวิตจริง นี่จึงเป็นช่องทางหนึ่งที่สามารถทำได้และเป็นช่องทางที่ทำให้คนสามารถ รับ-ส่งสาร แสดงข้อมูลให้เห็นข้อเท็จจริง เรื่องราวในชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Q: มีปัจจัยใดที่ทำให้ Facebook เป็นผู้นำ ทั้งที่ไม่ใช่ First mover แต่ทำไมปัจจุบันสามารถเป็นเจ้าของ Platform ที่มีผู้ใช้นิยมสูง
A: จุดเริ่มต้นที่ต่างจากคนอื่น จาก นศ.กลุ่มที่เป็นชั้นนำของอเมริกา ผู้ที่ใช้งานต้องมีตัวตนจริง สร้างความน่าเชื่อถือแก่ตัวผู้ใช้ ต่างจาก social network อื่นๆ สร้างสภาพแวดล้อมที่เรียกว่า Trust คือเกิดความน่าเชื่อถือ มีความปลอดภัยในการเปิดเผยข้อมูล คนที่เข้าถึงข้อมูลเราต้องป็นเพื่อนเรา ส่วนเรื่อง App pages เป็นสิ่งที่ตามมาภายหลัง
Q: Platform คืออะไร
A: รูปแบบหรือมาตรฐานในการเปิดให้ผู้อื่น เช่นนักพัฒนาหรือคนทั่วไปใช้ app ต่างๆ run บน flatform นั้นๆได้ ได้เช่น iTune, windows ,iOs, Intel, e-bay, amazon.com

Assignment of Scribe book
Summarize and Analyze
1. Global Competitiveness Report (Technology) Ranking 2013
2. Global Information Technology Report 2013
3. Network Readiness Index 2013
ASEAN + 4 (China, Japan, South-Korea and India)
1. Global Competitiveness Index 2012-2013
World Economic Forum: WEF ได้เผยแพร่รายงานการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ต่างๆ ประจำปี 2012-2013 ในรายงานที่เรียกว่า The Global Competitiveness Report ในปีนี้ WEF ได้จัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศรวม 144 ประเทศ
วิธีการจัดอันดับโดย
เกณฑ์ที่ใช้ในการจัดอันดับ ประกอบด้วย 3 ปัจจัยใหญ่ ซึ่งประกอบด้วยปัจจัยย่อยอีก 12 ปัจจัย โดยมีรายละเอียดดังนี้
1. ปัจจัยพื้นฐาน (Basic requirements) ประกอบด้วย 4 ปัจจัยย่อย ได้แก่ ปัจจัยเกี่ยวกับสถาบัน (Institutions), โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure), สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomic environment) และสุขภาพและการศึกษาขัน พื้นฐาน (Health and primary education)
2. ปัจจัยยกระดับประสิทธิภาพ (Efficiency enhancers) ประกอบด้วย 6 ปัจจัยย่อย ได้แก่ การฝึกอบรมและการศึกษาขั้นสูง (Higher education and training), ประสิทธิภาพของตลาดสินค้า (Goods market efficiency), ประสิทธิภาพของตลาดแรงงาน (Labor market efficiency), พัฒนาการของตลาดการเงิน (Financial market development), ความพร้อมด้านเทคโนโลยี (Technological readiness) และขนาดของตลาด (Market size)
3. ปัจจัยนวัตกรรมและศักยภาพทางธุรกิจ (Innovation and sophistication factors) ประกอบด้วย 2 ปัจจัยย่อย ได้แก่ ศักยภาพทางธุรกิจ (Business sophistication) และนวัตกรรม (Innovation)

flickr:11526234576

ลำดับโลก
สำหรับประเทศที่ได้อันดับ 1 ของโลก ในปีนี้ คือ ประเทศ สวิสเซอร์แลนด์ โดยเมื่อพิจารณาในโซนเอเชีย ประเทศที่ติดอันดับ top 10 มี 3 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ (ที่ 2), ฮ่องกง (ที่ 9) และ ญี่ปุ่น (ที่ 10) สำหรับประเทศไทยล่าสุดอยู่ในลำดับที่ 38
ปัจจัยความพร้อมด้านเทคโนโลยี : Technological Readiness (ปัจจัยที่ 9)
มีเกณฑ์ในการพิจารณา 7 เกณฑ์ ได้แก่
1. Availability of latest technologies : การมีเทคโนโลยีใหม่เพื่อใช้งาน
2. Firm-level technology absorption : ความสามารในการเรียนรู้เทคโนโลยีของภาคธุรกิจ
3. FDI and technology transfer : การลงทุนทางตรงของต่างประเทศและการถ่ายทอดเทคโนโลยี
4. Individuals using Internet : สัดส่วนการใช้อินเทอร์เน็ตของประชากร
5. Broadband Internet subscriptions : การสมัครสมาชิกอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงต่อ pop 100 คน
(Fixed broadband Internet subscriptions per 100 population | 2011 or most recent year available)
6. Int’l Internet bandwidth : สัดส่วน bandwith อินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศต่อจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ต
7. Mobile broadband subscriptions : จำนวนการจดทะเบียนเชื่อมต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ตแบบเคลื่อนที่ต่อประชากร 100 คน

ตารางแสดงอันดับของทั้ง 7 ปัจจัยของประเทศกลุ่มอาเซียน +4 (จีน, เกาหลีใต้, ญี่ปุ่น และอินเดีย) ซึ่งการจัดอันดับของ WEF นั้น ไม่ได้รวมข้อมูลของ ประเทศ ลาว และ พม่า จึงไม่แสดงลำดับในตาราง

1. Availability of latest technologies : To what extent are the latest technologies available in your country?
[1 = not available; 7 = widely available] | 2011–12 weighted average)

flickr:11526277733

2. Firm-level technology absorption : To what extent do businesses in your country absorb new technology?
[1 = not at all; 7 = aggressively absorb] | 2011–12 weighted average)

flickr:11526277753

3. FDI and technology transfer : To what extent does foreign direct investment (FDI) bring new technology into your country? [1 = not at all; 7 = FDI is a key source of new technology)

flickr:11526158985

4. Individuals using Internet (Percentage of individuals using the Internet | 2011 or most recent year available)

flickr:11526277523

5. Broadband Internet subscriptions (Fixed broadband Internet subscriptions per 100 population | 2011 or most recent year available)

flickr:11526200024

6. Int’l Internet bandwidth : (International Internet bandwidth (kb/s) per Internet user | 2011 or most recent year available)

flickr:11526234156

7. Mobile broadband subscriptions : (Mobile broadband subscriptions per 100 population | 2011 or 2010)

flickr:11526277373

จาการศึกษาข้อมูลพบว่า มีส่วนที่ประเทศไทยยังอยู่ในอันดับที่ไม่ดีนัก ได้แก่ ปัจจัยที่ 4, 6 และ 7
• ปัจจัยที่ 4 สัดส่วนการใช้อินเทอร์เน็ตของประชากร ประเทศไทยมีผู้ใช้ร้อยละ 23.7 (อันดับที่ 94) ขณะที่ประเทศไอซ์แลนด์ซึ่งเป็นอันดับที่ 1 มีผู้ใช้สูงถึงร้อยละ 95.02
• ปัจจัยที่ 6 สัดส่วน bandwith อินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศต่อจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ประเทศไทยมีสัดส่วน 10.62 kb/s per user (อันดับที่ 84) ขณะที่ประเทศฮ่องกงซึ่งเป็นลำดับที่ 1 มีสัดส่วนถึง 964.62 kb/s per user
• ปัจจัยที่ 7 จำนวนการจดทะเบียนเชื่อมต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ตแบบเคลื่อนที่ต่อประชากร 100 คน ซึ่งประเทศไทยมีสัดส่วนไม่ถึง 1 ต่อประชากร 100 คน (อันดับที่ 128) ขณะที่ประเทศสิงคโปร์ซึ่งเป็นลำดับที่ 1 มีสัดส่วนถึง 111 ต่อ ประชากร 100 คน)

จากทั้ง 7 ปัจจัย สามารถสรุปได้เป็นอันดับของ The Global Competitiveness Index (Technological Readiness) ได้ดังนี้

flickr:11526158605

2. Global Information Technology Report (GITR)
Global Information Technology Report (GITR) คือ การจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันระดับโลก
ทางด้าน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยองค์กร เวทีเศรษฐกิจโลก หรือที่รู้จักในนาม World Economic Forum ซึ่งได้จัดทำรายงาน ตั้งแต่ในปี 2001 อย่างไรก็ตามในปี ค.ศ. 2002 WEF ได้ร่วมมือกับ INSEAD เพื่อพัฒนารูปแบบใหม่ของการจัดอันดับโดยใช้ NRI ในการวิเคราะห์ข้อมูลและจัดอันดับ ซึ่งถือเป็นรูปแบบที่ใช้จนกระทั่งปัจจุบัน โดย NRI เป็นการจัดอันดับที่จะประเมินความพร้อมและความสามารถในการใช้และได้ประโยชน์จาก ICT จุดเด่นประการหนึ่งของ NRI คือ มีการใช้ตัวแปรจำนวนมากมาคำนวณเป็น composite index ซึ่งตัวแปรเหล่านี้มีทั้งที่เกี่ยวข้องกับ ICT โดยตรงและที่เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อม การใช้ ICT และความพร้อมด้าน ICT อย่างไรก็ตาม NRI ไม่มีรายงานเกี่ยวกับแหล่งข้อมูลและวิธีการที่ใช้ในการเก็บข้อมูล (raw data) ที่ชัดเจนทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือ และตัวแปรบางตัวที่ใช้ก็ไม่มีความสัมพันธ์โดยตรงหรือมีสัมพันธ์น้อยกับสภาพแวดล้อม ต่อการใช้ ICT เช่น จำนวนอนุสิทธิบัตร และความเป็นอิสระของสื่อ เป็นต้น
สำหรับรายงาน Global Information Technology Report (GITR) ในปี 2013 นี้ ถือเป็นรายงานฉบับที่ 12 โดยได้รับความร่วมมือจาก Booz & Company และ CISCO ซึ่งการศึกษาในครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่ "การเจริญเติบโตและจ้างงานของโลกที่ไร้พรมแดน ” ด้วยการสำรวจเศรษฐกิจ 144 ประเทศทั่วโลก รายงานฉบับนี้ได้ประเมินถึง ระบบ Digital ecosystem ของแต่ประเทศ (Digital ecosystem หมายถึง การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานของมนุษย์ให้ทำงานร่วมกันเป็นทีมหรือเป็นกลุ่มและมีการเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารและสารสนเทศระหว่างกลุ่ม) ทั้งในประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา โดยการจัดอันดับของแต่ละประเทศโดยใช้ดัชนีความพร้อมด้านเครือข่าย (NRI) เพราะจะทำให้เห็นถึงความก้าวหน้าในเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ทั้งในด้านการผลักดัน การผลิตและการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมของในแต่ละประเทศ โดยการวิเคราะห์นี้จะให้ความสำคัญกับการศึกษาปัจจัยในด้านต่างๆ ,โครงสร้างพื้นฐานของเครือข่าย,ความสามารถในการรองรับการไหลของข้อมูลที่มีอยู่ในอนาคตให้ได้มากที่สุดภายในต้นทุนการเงินหรืองบประมาณที่มีอยู่ รวมถึงทักษะอันเกี่ยวข้องกับความรู้ทางด้าน IT
จากรายงานการศึกษาทางด้าน IT ในปีนี้ คณะผู้วิจัยพบข้อสังเกตบางประการ ดังนี้
1. ประเทศกำลังพัฒนาบางประเทศล้มเหลวในการลงทุนในการลงทุนไอซีที
2. ประเทศในแถบยุโรปยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายทางด้าน ICT อันเกิดจากการแข่งขันทางนวัตกรรมระหว่างกัน และความสามารถในการจ้างงาน
3. ความแตกต่างทางด้าน Divide Digital (Divide Digital หมายถึง ความเหลื่อมล้ำในสังคมที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากการมี และการไม่มี ICT ในการใช้งาน หรือ ความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร (Information) ,ความรู้ (Knowledge) ทางด้าน ICT ผ่านเครือข่ายการสื่อสารและคอมพิวเตอร์ ซึ่งความเหลื่อมล้ำดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม) ซึ่งทำให้เกิดความพยายามที่จะแก้ไขความเหลื่อมล้ำดังกล่าวด้วยการจับคู่การลงทุนทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีการลงทุนทั้งทางด้านทักษะความชำนาญ ทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมซึ่งจะช่วยให้ได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนเพิ่มขึ้น

โดยในรายงานยังได้มีการสรุปถึงสาเหตุหลักที่ทำให้ประเทศฟินแลนด์ประสบความสำเร็จทางด้านไอซีทีนั้น ทางผู้ประเมินได้สรุปสาเหตุไว้ 2 เรื่องใหญ่ คือ เรื่องที่ประเทศฟินแลนด์สามารถจัดระบบการศึกษาได้อย่างดีและทำให้กลายเป็นศูนย์กลางของความสำเร็จในการพัฒนานวัตกรรมทางด้านดิจิตอล โดยสะท้อนความสำเร็จนี้ผ่านทางยอดการจดสิทธิบัตรทางด้านไอซีทีซึ่งประเทศฟินแลนด์มียอดต่อหัวประชากรสูงที่สุดในโลก
อีกเรื่องคือการมีปัจจัยต่างๆ ที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ (อาทิเช่น ประชากรจำนวนมากมีความพร้อมในการทำงานที่ต้องใช้ทักษะสูง, มีการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเอาไว้เป็นอย่างดี เป็นต้น) โดยนอกจากประเทศฟินแลนด์แล้ว ทางผู้ประเมินยังได้ยกย่องเรื่องนี้แก่ประเทศอื่นๆ ในกลุ่ม Nordic และกลุ่ม Asian Tigers อีกด้วย (ประเทศในกลุ่ม Asian Tigers ได้แก่ ประเทศสิงคโปร์, ประเทศไต้หวัน, ประเทศเกาหลีใต้ และเมืองฮ่องกง)
นอกจากรายละเอียดการประเมินและจัดอันดับประเทศต่างๆ แล้ว ในรายงานฉบับนี้ยังมีเนื้อหาเชิงวิเคราะห์และกรณีศึกษาเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ทางด้านไอซีทีอยู่ด้วย อาทิเช่น เรื่อง Digital Gap, เรื่อง e-Doctor, เรื่อง Digital Farmers และเรื่อง e-government

3.Network Readiness Index 2013
ด้วยความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่มีผลโดยตรงต่อศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ องค์การ World Economic Forum หรือ WEF จึงได้จัดอันดับความพร้อมด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ Network Readiness Index (NRI) ของประเทศสมาชิกทั้งหมด 144 ประเทศทั่วโลก (ในที่นี้ไม่นับรวม 2 ประเทศในกลุ่มอาเซียนคือประเทศลาวและประเทศพม่า
ในการพิจารณาอันดับ NRI นั้นมีการพิจารณาจากปัจจัยบ่งชี้สามปัจจัยได้แก่
1. ปัจจัยความพร้อมด้านสิ่งแวดล้อม (Environment Component)
2. ปัจจัยความพร้อมในการใช้งานด้าน ICT (Readiness Component)
3. ปัจจัยด้านการใช้งาน ICT (Usage Component)
จากตารางเปรียบเทียบความสามารถในการแข่งขันของประเทศในกลุ่มอาเซียนและรวมอีก 4 ประเทศ คือ ประเทศจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอินเดีย (Asean+4)

flickr:11526199894

ในส่วนของการวิเคราะห์การจัดลำดับจากตารางยกตัวอย่างบางประเทศดังนี้
1. Singapore : ในประเทศสิงค์โปร์มีอัตราการลงทะเบียนในระดับปริญญาโทและปริญญาเอกในอัตราที่สูงมาก อีกทั้ง Singapore มีการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาและมีการแข่งขันในประเทศในอัตราที่สูงเลยทีเดียว
2. China : ในปัจจุบัน Software กว่า 80% ของจีนถูกละเมิดลิขสิทธิ์ อีกทั้งประเทศจีนเป็นประเทศที่มีอาณาเขตโดยรวมค่อนข้างใหญ่มาก ดังนั้นพื้นที่บริเวณนอกเขตเมือง ระบบโครงสร้างของ Internet ก็ยังด้อยอยู่มาก
3. India : แม้ว่าประเทศอินเดียจะมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีการลงทุนและการแข่งขันในประเทศอยู่ในอัตราที่ค่อนข้างสูง รวมทั้งคุณภาพของมหาวิทยาลัยในประเทศก็เป็นมหาวิทยาลัยที่มีคุณภาพแต่การนำ ICT มาประยุกต์ใช้ยังอยู่ในอัตราที่ต่ำ

ทำไมถึงต้องนำความสามารถทาง ICT เป็นส่วนหนึ่งของการวัดขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ตอบ เนื่องมาจากระบบ ICT เปรียบเสมือนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ทางรถไฟ สายไฟฟ้า น้ำประปา เป็นต้น ซึ่งครัวเรือนหรือบริษัทมีความจำเป็นต้องใช้โครงสร้างพื้นฐานดังกล่าว เพื่อประกอบการในธุรกิจหรืกิจกรรมในครัวเรือน นอกจากนั้นแล้วยังสามารถประหยัดต้นทุนต่าง ๆ ในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ จึงต้องมีการนำปัจจัยความสามารถทาง ICT เป็นส่วนหนึ่งของการวัดขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

References :
http://www3.weforum.org/docs/WEF_GlobalCompetitivenessReport_2012-13.pdf
http://www.insead.edu/media_relations/press_release/2013_global-information-technology-report.cfm
http://www.blognone.com/node/43107
http://reports.weforum.org/global-information-technology-report-2013/
• บทวิเคราะห์ของคุณ ณกฤช เศวตนันทน์ (นักกฎหมาย-โทรคมนาคม)
http://tdri.or.th/wp-content/uploads/2012/09/s53.pdf

รายชื่อกลุ่ม
1. น.ส. ยุวนิตย์ เจียรสุทธากุล 5510211015
2. น.ส. สุภาพร พลายแก้ว 5510211025
3. น.ส. ศศิวัช ตั้งจีรวงษ์ 5510211040
4. น.ส. อรนลิน บูรณะคุณาภรณ์ 5510211051
5. น.ส. นาตยา เข็มทอง 5510211050
6. น.ส. อโรชา อิ่มกลับ 5510211027
7. นาย ชานนท์ วัฒนอุตมเสถียร 5510211052

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License