Scribe Book5
Make Vs. Buy?

ทุกองค์กรต้องตัดสินใจ ว่าบริษัทนั้นควรจะพัฒนาระบบขององค์กรเอง หรือว่าซื้อ จ้าง เช่า เพื่อให้ได้ประโยชน์ที่สูงที่สุดแก่องค์กร ซึ่งก็จะมีเกณฑ์ในการตัดสินใจมากมาย ข้อดี ข้อเสียต่างๆ ที่ต้องนำมาพิจารณา

INSOURCING
คือการพัฒนาระบบโดยภายในบริษัทเอง โดยจะใช้ในสถานการณ์ดังต่อไปนี้
- เกี่ยวกับข้อมูลที่เป็นความลับ เช่น สูตรการผลิต เคล็ดลับ ข้อมูลลูกค้า การออกแบบ Design ข้อมูลทางการเงิน
- เมื่อการพัฒนาระบบเองมีต้นทุนที่ต่ำกว่าการจ้างบริษัทภายนอกทำ
- ไม่มีบริษัทภายนอกสามารถพัฒนาได้ และบริษัทเราก็มีความเชี่ยวชาญ
- เป็น Core competency ของบริษัท คือ ความสามารถหลักขององค์กร ไม่ควรให้บริษัทภายนอกทำ ซึ่งถ้าให้บริษัทภายนอกทำ จะเสียความควบคุม เช่น คุณภาพ หรือโอกาสในการพัฒนา การเรียนรู้ Core competency ของบริษัทเรา

OUTSOURCING
คือการจ้างบริษัทภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญ โดยจะใช้ในสถานการณ์ดังต่อไปนี้
- การจ้างบริษัทภายนอกมีต้นทุนต่ำกว่า เนื่องจากบริษัทภายนอกนั้นมีการรับจ้างงานในรูปแบบเดียวกันมากมาย เกิด Economy of scale ทำให้ต้นทุนต่ำ
- บริษัทภายนอกมีความชำนาญมากกว่า
- กำลังการผลิตภายในบริษัทเราไม่เพียงพอ (Greater capacity on demand)
- เมื่อบริษัทควรนำเวลาไปพิจารณา Core competency
- เมื่อบริษัทเราสามารถควบคุมคุณภาพของบริษัทที่ไปจ้าง Outsource ได้ เช่น มีมาตรฐาน ISO ต่างๆ
- เมื่อเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลง มีค่า Maintenance สูง (หากบริษัทเราเริ่มเองจะมีค่าใช้จ่างสูง)
- มี Fixed cost สูง เราควรจ้าง Outsource
- โยนความรับผิดชอบ ด้านความเสี่ยง ให้บริษัทภายนอก เช่น การขนส่งสินค้า
- การเมืองภายในบริษัท เมื่อคนภายในบริษัท เชื่อถือคนภายนอกมากกว่า
ข้อจำกัดในการ Outsource
- เราอาจไม่สามารถควบคุมความเสี่ยงบางอย่างได้ เช่น ข้อมูล ความลับรั่วไหล เพราะบริษัทที่ไปจ้าง Outsource นั้น อาจจะรับของบรัษัทคู่แข่งด้วย
- ทำให้บริษัท สูญเสียความสามารถที่จะพัฒนาตนเอง
- ใช้สร้างความสามารถในการแข่งขันไม่ได้
ข้อควรระวังในการทำ Outsource
- ไม่ควรดูราคาเพียงอย่างเดียว ควรดูคุณภาพด้วย
- บริษัทไม่ควรทำสัญญากับบริษัทใดบริษัทหนึ่งนานเกินไป เพราะเทคโนโลยีอาจเปลี่ยนแปลงไป
- การเลือกผู้ให้บริการควรหลายหลายๆ บริษัทเพราะแต่ละบริษัทนั้นจุดเด่นต่างกัน และถ้าเราเลือกเพียงบริษัทเดียว เมื่อเกิดปัญหาอาจทำให้เกิดผลเสียมากมายตามมา
- การทำสัญญาจะต้องไม่กว้างเกินไป และไม่แคบเกินไป ต้องมีความชัดเจน มีความยืดหยุ่น
- ควรเลือกจ้างบริษัทที่มีวัฒนธรรมองค์กรที่เข้ากับบริษัท และมีมาตรฐานเดียวกัน เมื่อเวลาเปลี่ยนบริษัทผู้ให้บริการจะได้เป็นรูปแบบเดียวกัน

OUTSOURCING ABROAD เป็นการจ้างบริษัทภายนอกต่างประเทศในการทำ Outsource
• Offshoring ปกติจะมีมาตรฐาน CMM เพื่อวัดความสามารถของบริษัทที่พัฒนา Software โดยจะมี Level 1-5 ซึ่งจะวัดจากความเสี่ยง และโอกาสที่ประสบความสำเร็จ โดย Level 1 จะต่ำที่สุด และ Level 5 สูงที่สุด โดยประเทศอินเดียนั้นเป็นประเทศที่บริษัทส่วนใหญ่จะอยู่ใน Level 5 และประเทศอินเดียได้จัดกลุ่ม Cluster ในประเทศไทยที่ควรส่งเสริม 6 อย่างคือ ด้านอาหาร ด้านสิ่งทอ ด้านยานยนต์ ด้านแฟชั่น ด้านการท่องเที่ยว และด้าน Software
แต่การทำ Outsourcing abroad ก็มีข้อจำกัดในด้านของวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน เช่นในเอเชีย การรับงานไม่ว่าจะยากง่าย ทำได้หรือไม่ ก็จะรับมาไว้ก่อน แต่ถ้าพวกฝรั่ง หากทำไม่ได้ก็จะไม่รับงานเลย หรือว่า Deadline ของงานก็จะกำหนดระยะเวลาต่างกัน
• Near shoring การจ้างบริษัทที่อยู่ในประเทศข้างเคียง เช่นประเทศไทย จ้างบริษัทที่อยู่ใน พม่า ลาว ซึ่งจะช่วยลดข้อจำกัดด้านวัฒนธรรมที่แตกต่างกันมาก หรือการเข้าไปตั้งบริษัทลูกในประเทศนั้นๆ เลยก็ได้

Model ในการ Outsource
1. Full Model คือเลือกให้บริษัทภายนอกพัฒนาให้เราทั้งระบบ
2. Selective Model คือเลือกเฉพาะบางส่วนให้บริษัทภายนอกพัฒนา และบางส่วนเราพัฒนาเอง

Vendor ในการ Outsource
1. Single Vendor ให้บริษัทภายนอกเพียงบริษัทเดียวเป็นผู้พัฒนาระบบ ข้อดีคือ ระบบสามารถทำงานร่วมกันได้แน่ๆ แต่มีข้อจำกัดคือ หากมีปัญหาเพียงที่เดียว ก็อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ทั้งระบบ
2. Multiple Vendor เลือกบริษัทที่มีความชำนาญในเรื่องนั้นๆ เป็นผู้ให้บริการไปแต่ละด้าน ข้อดีคือ ระบบมีคุณภาพ แต่ข้อเสียคือ การทำงานร่วมกันของระบบอาจมีปัญหา และเกิดการโทษกันไปมา ไม่รับผิดชอบ

BACKSOURCING
คืองานที่เคย Outsource ในอดีตแล้วกลับมาทำเองในปัจจุบัน เพราะสิ่งที่คาดหวังอาจไม่เป็นไปตามที่คิดไว้ เช่น ตอนตกลงกัน บอกว่าคุณภาพดี ต้นทุนต่ำ แต่เวลาทำจริงๆ ก็ไม่ได้อย่างที่บอกไว้ การทำ Back sourcing ใช้ในสถานการณ์ดังต่อไปนี้
- เมื่อบริษัทอาจมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กร จึงพิจารณาใหม่และมาทำเอง
- เปลี่ยนแปลงผู้บริหาร หรือการรวมธุรกิจ (Joint venture)
- เมื่อต้นทุนในการทำเองต่ำกว่า เพราะบางทีการ Outsource อาจมี Hidden cost และ ค่า Maintenance
- เมื่อการทำ Outsource ล้มเหลว
- บทบาท IT เปลี่ยนแปลงไป เช่น ในอดีต IT ไม่สำคัญสำหรับธนาคาร แต่ปัจจุบัน IT ถือเป็น Core competency ของธนาคารเลยก็ว่าได้

ASP Model เป็นการเช่า แทนที่จะซื้อ ไม่ว่าจะเป็น Hardware หรือ Software ซึ่งการเช่านั้นจะทำให้บริษัทเกิดผลประโยชน์ได้ทันที แต่ถ้าซื้อเราจะต้องลงทุนก่อนซึ่งจะไม่ได้ผลประโยชนืทันที การเช่านั้นจะใช้ในสถานการณ์ดังต่อไปนี้
- เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไป
- เมื่อต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย
- เมื่อมีหน่วยงานในแต่ละสาขามาก และเราไม่สามารถลงทุนได้ในทุกๆสาขา
- เมื่อไม่อยากดูแลรักษาระบบด้วยตนเอง

Crowdsourcing เป็นการใช้ความสามารถของบุคคลทั่วไป บุคคลที่เป็นสาธารณะ เข้ามาช่วยในการพัฒนาระบบ หรือแก้ไขปัญหาขององค์กร

ข้อสอบ สถานการณ์ใดบ้างที่ควรใช้ในการพัฒนาระบบ เราควรเลือกแบบไหน มีข้อดี ข้อเสียอย่างไร

Crowdsourcing
Using the Crowd as an Innovation Partner

Crowdsourcing คือ การกระจายปัญหาไปยังกลุ่มคนเพื่อค้นหาคำตอบและวิธีการในการแก้ปัญหาทางธุรกิจนั้นๆ บริษัทสามารถ broadcast คำถามหรือปัญหาที่ต้องการคำตอบไปยังกลุ่มคนขนาดใหญ่เพื่อให้ได้มาซึ่งวิธีการใหม่ๆ โดยกลุ่มคนส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มคนในโลกออนไลน์
Crowdsourcing แบ่งเป็น 4 ประเภท

1. Crowd contests คือ การจัดการประกวดขึ้นเพื่อให้ผู้คนภายนอกนำเสนอความคิด หนทางแก้ไขปัญหาต่างๆ เข้ามา และบริษัทก็จะนำเอาผลงานของผู้ที่ชนะการประกวดไปใช้ต่อไป ตัวอย่างเช่น
-บริษัท Colgate Palmolive จัดให้บุคคลภายนอกเข้ามาแข่งขันการออกไอเดียทำภาพยนตร์โฆษณาของผลิตภัณฑ์ “Speed Stick” โดยมี slogan ว่า “Handle it”
-โครงการล้านคลิกพลิกโลกของสำนักพิมพ์มติชน
-Nasa : future missions to Mars

2. Crowd Collaborative Communities คือ การรวมเอาผลงานหรือองค์ความรู้ต่างๆ ที่หลากหลาย จากบุคคลภายนอกเข้ามาเก็บรวบรวมเอาไว้ด้วยกัน ตัวอย่างเช่น
- Wikipedia ที่เปิดโอกาสให้คนภามนอกเข้ามาทำการแก้ไขหรืออัพเดทข้อมูลต่างๆได้

3. Crowd complementor เป็นการเปิดโอกาสให้กลุ่ม crowd เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาสินค้าและบริการ ตัวอย่างเช่น
- iTune ซึ่งเป็น media library application ซึ่งเปิดโอกาสให้ crowds ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา applications สำหรับใช้กับ iTune ซึ่งส่งผลให้แอปเปิ้ลได้ประโยชน์คือ ทุกครั้งที่ผู้ใช้ผลิตภัณฑ์หลัก (iPhone, iPad, iPod) ทำการดาวน์โหลด applications ไป แอปเปิ้ลก็จะได้ส่วนแบ่งจากรายได้นั้นด้วย นอกจากนี้การที่มี applications น่าสนใจเกิดขึ้นส่งผลต่อเนื่องให้ผลิตภัณฑ์หลักสามารถขายได้มากขึ้นด้วย
- API , SDK คือเครื่องมือในการพัฒนา Software มีการพัฒนาต่างกัน เปรียบเทียบโดยให้
API คือ คู่มือการทำเค้ก หาส่วนผสมด้วยตัวเอง วางระบบด้วยตัวเอง
SDK คือ เค้กที่ได้รับการผสมมาแล้ว ใช้ง่ายกว่า สะดวกกว่า
SDK จะเป็น Open source คือเปิดให้ผู้พัฒนาสามารถปรับเปลี่ยนโครงการตามที่เราต้องการได้
Develop Revenue เช่น app store, play store มีพื้นที่ให้นักพัฒนาสร้าง app เมื่อ app ขายได้ นักพัฒนาจะได้รายได้ 70% และอีก 30% จ่ายให้ store นั้นๆ

4. Labor market คือการจับคู่ระหว่างความสามารถของคนเข้ากับงาน ตัวอย่างเช่น
- Paypal ทำให้การจ่ายเงินของคนต่างๆง่ายขึ้น
- เนชันนัล จีโอกราฟฟิก (National geographic) ได้ทำการจ้างฝูงชนจำนวน 28,000 คน เพื่อค้นหาภาพถ่ายดาวเทียม เพื่อค้นหาหลุมฝังศพของจักรพรรดิเจงกีสข่าน
- Flitto เป็นApplicationที่เปิดโอกาสให้ crowd เข้ามาร่วมกันแปลภาษาต่างๆ เพื่อลดกำแพงทางด้านภาษา

Assignment :ตัวอย่าง Crowdsourcing ในประเทศไทย [http://www.upload-thai.com/download.php?id=33e2a8b22310bc25c9cc053d48181a3e]

การจัดอันดับประเทศ AEC + 4 ประเทศ (14 ประเทศ)
- ประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขัน
อันดับ 1 สิงคโปร์
อันดับ 2 ญี่ปุ่น
อันดับ 7 ไทย
- ประเทศที่อินเตอร์เน็ตสามารถเข้าถึงในโรงเรียน
อันดับ 1 สิงคโปร์
อันดับ 2 เกาหลีใต้
อันดับ 9 ไทย
- ผู้ที่ลงทะเบียนบริษัทเคลื่อนที่
อันดับ 1 สิงคโปร์
อันดับ 2 เวียดนาม
อันดับ 7 มาเลเซีย
อันดับ 14 พม่า
- ผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ต
อันดับ 1 เกาหลีใต้
อันดับ 2 ญี่ปุ่น
อันดับ 3 สิงคโปร์
ไทยมีประมาณ 26.8% หรือประมาณ 18 ล้านคนที่ใช้งานอินเตอร์เน็ต จาก 76 ล้านคน
- E-government development Index 2012 ดัชนีการให้บริการออนไลน์ โครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร 2003-2012
อันดับ 1 เกาหลีใต้
อันดับ 2 สิงคโปร์ และญี่ปุ่น
อันดับ 3 มาเลเซีย
อันดับ 4 ไทย ตกต่ำลง
- IT Industry Company 66 ประเทศ ไทยอยู่ลำดับที่ 50
- Facebook users in 2012
อันดับ 1 อินเดีย
อันดับ 2 ฟิลิปปินส์
อันดับ 3 ไทย
ปัญหาของจีน มีกฎหมาย ISP เจ้าของ Website ต้องเปิดเผยข้อมูลของผู้ใช้
- Internet using Thailand (E-commerce มีแนวโน้มการเติบโตที่ดี) B2B เติบโตช้าสุด
- จำนวนผู้ใช้ Internet ในไทยมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่เก็บ 2010-2012
2013 ไทย 23 ล้านคน หลายที่ไม่เท่ากันแต่ไม่มีที่ไหนเกิน 25 ล้าน
- จำนวนชั่วโมงการใช้อินเตอร์เน็ตต่อสัปดาห์ (ปี 2544-2556) มากกว่า 20 ชั่วโมง / สัปดาห์
- การใช้อินเตอร์เน็ตตามชั่วโมง ช่วงเวลาที่ใช้ 20.00-24.00 น.
- สถานที่ใช้ : บ้าน และที่ทำงาน
- อุปกรณ์ที่ใช้ในการเข้าถึง Internet
อันดับ 1 PC – ผู้สูงอายุใช้ PC มาก
อันดับ 2 Notebook
อันดับ 3 Smart Phone
อันดับ 4 แท็บแล๊ต
- ประสบการณ์ และความพอใจ ในการใช้ Free Wi-Fi ส่วนใหญ่พอใจ
- การเปรียบเทียบกิจกรรมการใช้อินเตอร์เน็ต
อันดับ 1 E-Mail
อันดับ 2 ค้นหาข้อมูล
อันดับ 3 Social Media การติดตามข่าวสาร
- ปัญหาที่พบ
อันดับ 1 ความล่าช้าในการสื่อสาร
อันดับ 2 ค่าใช้จ่าย
อันดับ 3 บริการ Internet ไม่ทั่วถึง
- ประสบการณ์การใช้อินเตอร์เน็ต มี 90% เข้าถึงอินเตอร์เน็ต
- Social media ที่ใช้บริการเป็นประจำ
อันดับ 1 Facebook

Group 2: MARA (R70)
5510211002 Jirapha Visitsakvasin
5510211005 Pasakorn Wangvivatchareon
5510211023 Sudarath Yayong
5510211030 Siriwut Pitipornprakarn
5510211037 Pakorn Yiengsakulpaisal
5510211043 Boossarapun Sirirungreaung
5510211066 Pharawee Doonyapinyo

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License