Scribe Book7

E-commerce

- E-Commerce คืออะไร? คือการซื้อและการขายผ่านทางอินเตอร์เน็ต เกิดขึ้นมาก่อนมีเน็ตแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในรูปแบบ B2B ในระบบ EDI (อิเล็กทรอนิก ดาต้า อินเตอร์แช้ง) ปัจจุบันได่รับความนิยมสูงเพราะตั้งอยู่บนพิ้นฐานของอินเตอร์เน็ต

- ข้อแตกต่างระหว่างE-commerce กับ E-business ?

- E- businessเป็นการจัดการภายในองค์กร โดยผ่านทางระบบดิจิตอล เช่น CRP, ERM ในการติดต่อสื่อสาร และบริหารระบบภายในองค์กรณ์ / ส่วน E-commerce คือ กระบวนการซื้อขายระหว่างองค์กรณ์ เติบโตในปี 1994- 1995พร้อม เว็บบราวเซอร์ ไปสู่โลกออนไลน์มากขึ้น

- ข้อได้เปรียบของ E-commerce

- เข้าถึงลูกค้าโดยไม่มีข้อจำกัดในแง่ของพื้นที่หรือระยะเวลา ลูกค้าไม่ต้องมาหน้าร้าน ลูกค้าคือคนที่ใช้อินเตอร์เนตได้เป็น Global Customer ซึ่งอยู่บนมาตรฐานของอินเตอร์เน็ตซึ่งเป็นมาตรฐานเหมือนกันทั่วโลกการเข้าถึงตลาดได้ง่าย นำเสนอข้อมูลในรูปของ text รูปภาพ audio ต่างๆในปริมาณที่มากในเวลาเดียวกันเป็นช่องทางในการติดต่อ 2 ทิศทาง

-customization คือความสามารถของลูกค้าแต่ละคน ที่จะเลือกระบุความต้องการซื้อ เช่น Dell ลูกค้าสามารถเลือกเสปคสินค้าที่เหมาะกับตัวเองได้จะตรงข้ามกับคำว่า Mass Production คือการผลิตจำนวนมาก เพื่อลดต้นทุน ลูกค้าไม่มีทางเลือกซึ่งทั้งสองคำนี้ไปด้วยกันไม่ได้ แต่ปัจจุมี Mass customization ทำได้แล้วโดยใช้ E-commerce

- personization คือการที่ร้านค้านำเสนอสินค้าไปยังความต้องการของลูกค้าแต่ละคน นำเสนอสินค้าที่แตกต่างกันไปยังลูกที่แตกต่างกัน เช่น Netflix

- customer review คือการมีส่วนที่จะตัดสินใจซื้อสินค้านั้น เป็นปัจจัยหลักเลย

-ในอดีตบริษัทถ้าต้องเลือกในจำนวนลูกค้าที่เข้าถึง (reach) ต้องเลือกพวก mass media แต่มีข้อจำกัดในรายละเอียดข้อมูล แต่เข้าถึงจำนวนคนได้มาก, ถ้า focus ใน Richness รายละเอียดเยอะ ไม่สามารถทำให้เข้าถึงคนในปริมาณมากได้ ปัจจุบัน IE นำเสนอรายละเอียดไปยังลูกค้าได้ลดความไม่เท่าเทียมกันในการเข้าถึงข้อมูล(information asymestry) ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมีการทำธุรกรรมมากกว่าอีกฝ่ายหนึ่งทำให้เกิดความได้เปรียบและเสียเปรียบกันเช่น ศูนย์รับรถมาด้วยต้นทุนเท่าไร เราไม่สามารถรู้ได้

- E-commerce ช่วยให้เกิดความเท่าเทียมกันในการรู้ข้อมูล ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการหาข้อมูล ค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงตลาด ค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าที่สูง(menu cost) อีกอันคือเกิด Price Discremination

- ที่สำคัญคือ ในอดีตเราไม่สามรถเข้าถึงลูกค้าได้โดยตรงโดยตัดตัวกลางออกไป ต้นทุนลดลง นำไปสู่ราคาที่ลดลง ลูกค้าได้สินค้ารวดเร็วมากขึ้น นอกจากนี้ E-commerce ยังนำเสนอสินค้าในรูปของ ดิจิตอลได้ทำให้ค่าใช้จ่ายในการผลิตเพิ่มแทบจะเป็น 0 logistic cost ก็ไม่มี inventory cost ก็ต่ำ

- ประเภทของ E-commerce มี 3 ประเภท ?

- B2B = เช่น บริษัทกับ suplier มีมูลค่าตลาดสูงสุด

- B2C เช่น บริษัทกับลูกค้า

- C2C เกิดขึ้นหลังจากมีอินเตอร์เนต เช่น E bay

- เพิ่มเติม B2C2C เช่น amazon

- E government คือการที่รัฐบาลเอา E-commerce ไปใช้เช่น G2G G2B

- m-commerce เป็นการใช้อุปกรณ์เคลื่อนที่ ไม่ว่าจะเป็น smart phone tablet ในการทำธุรกรรม

- brick and mortar เป็นรูปแบบที่เก่าแก่ที่สุด คือการใช้ web site แบบง่าย ให้รายละเอียด แต่สั่งซื้อของไม่ได้ ลูกค้ายังต้องเดินทางมาที่หน้าร้านได้

- click only —> cost ต่ำ เข้าถึงลูกค้าได้ทั่วโลก แต่ไม่มีพนังงานขายในการให้รายละเอียด มีดีเลย์ในการชำระเงินกับระยะเวลาในการรับสินค้า ในไทยนิยมซื้อสินค้าพวกเสื้อผ้า, พระเครื่อง, jewer.com อาจจะเป็นเพราะว่ามีราคาถูกกว่าและมีความหลากหลายมากกว่า

- click and mortar คือ มีทั้งช่องทางหน้าร้านกับช่องทางทางอินเตอร์เนต เช่น walmart เป็นการเพิ่มช่องทางในการจำหน่ายสินค้า หรือใช้ทั้งสองช่องทางให้มีประสิทธิภาพเช่น เทสโก้ แต่บางครั้งก็เกิดปัญหาคือ Chanel conflict เช่น ราคาบนเว็บถูกกว่าช่องทางปกติ หรือ ค่าคอมมิสชั่นของพนักงานขายหายไป จึงมีการต่อต้าน เช่น จุฬาบุค เคเอฟซี

- รายได้ของ E-commerce
1.โฆษณาบนเว็บไซต์เช่น kapok pantip manager
2. การขายสินค้าหรือบริการ
3.การเก็บค่าคอมมิสชั่นเช่น Paypal lulu
4.ค่าสมาชิก เกมออนไลน์ ไอเทม netflix
5.มาจากการอ้างอิง review linkไปยังผู้ขาย เช่น google access

- E tailer = E-commerce ที่ขายสินค้า physical

- market creater คือการสร้างตลาดออนไลน์ มาร์เกต นำเอาผู้ซื้อกับผู้ขายมาเจอกัน เช่น tarad.com

- amazon มีหลากหลายรูปแบบรวมอยู่ด้วยกัน

- content provider คือการนำเสนอ content ที่น่าสนใจที่เป็นประโยชน์ รายได้มาจากค่าสมาชิกและโฆษณา

- service provider เป็น E-commerce ในการบริการแอพเซอวิส หรือ ดาต้าสตอเรจในการเก็บข้อมูล รายได้มาจากการโฆษณา

- portal website เป็นเว็บที่ดึงดูดคนให้มาที่เว็บนี้ มีช่องทางไปเว็บอื่นๆเช่น MSN YAHOO รายได้จากการโฆษณาเป็นหลัก

- information broker เป็นการเปรียบเทียบราคาสินค้าต่างๆให้กับลูกค้า รายได้จากการโฆษณาหรืออ้างอิง

- transaction broker เป็นการสร้างระบบ payment ให้กับลูกค้า รายได้มาจากค่าคอมมิสชั่น เช่น Paypal

- freemium คือมีกลุ่มที่ใช้ฟรีและเสียตัง ผู้ใช้ฟรีเพิ่มขึ้น ทำให้มีผู้เสียตังเพิ่มขึ้นเช่น สติ้กเกอร์ไลน์

- Elasic mall = amazon , E option ในเรื่องของการประมูล, Eclassify เป็นเว็บที่ประกาศซื้อประกาศขาย

- travel service, real estrate, TALAD.com

- trend มีการเอา sociall media มาใช้ในการตลาด

- B2B เริ่มต้นจากการอาข้อมูลไปอยู่บนหน้าเว็บแต่ลูกค้ายังต้องเดินทางมาซื้อของที่หน้าร้าน จากนั้นพัฒนาเป็น E intregation เป็นการเอา database มาใช้เช่น ในการอัพเดทแคทตาลอกสินค้าเช่น E banking พัฒนาต่อเป็น E transaction สามารถทำได้เบ็ดเสร็จบนเว็บ บราวส์เซอร์ ลูกค้าไม่จำเป็นต้องเดินไปหน้าร้าน

- การชำระเงินมี 2 รูปแบบคือ online payment คือการชำระเงินทุกอย่างเบ็ดเสร็จบนเว็บ บราวส์เซอร์ เช่น การชำระเงินผ่านเครดิต การ์ด ชำระผ่าน E banking ชำระผ่านตัวกลางในการชำระเงิน paypal กับ offline payment คือการชำระเงินผ่านช่องทางปกติ ไม่สามารถทำบนเว็บ บราวส์เซอร์ได้ได้โดยตรง เช่น การโอนเงินผ่านทางเอทีเอม ชำระเงินผ่านเคาท์เตอร์เซอร์วิส ธนานัต นัดพบระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย COD เป็นการนำของไปส่งถึงมือลูกค้าเลย

- e tailing คือการขายโดยตรงไปยังลูกค้า มีความหลากหลายของสินค้ามากกว่า ลูกค้าอยู่ที่ไหนก็ซื้อได้ เกิด price benefit คือมีต้นทุนที่ต่ำกว่า ค่าจ้างพนักงาน

- ข้อจำกัดของ B2C คือ การชำระเงินดีเลย์ ลูกค้าขาดประสบการในการชำระเงิน

-ในการทำธุรกิจแบบ B2C อย่างแรกเราควรจะ offer สินค้าที่แตกต่างจากช่องทางปกติ ต้องมั่นใจว่าราคาต้องเป้นต่อ

- สินค้าขายดีบน E commerce ได้แก่
1.ของหายากในช่องทางปกติ
2.สินค้าที่มีเรื่องราว-ของใช้ดารา
3.สินค้าขนาดเล็ก น้ำหนักเบา ไทยมี logistic cost 20 เปอร์เซ็นต์ สิงคโปร์ 3 เปอร์เซ็นต์
4.ลูกค้าเข้าใจ รู้วิธีการใช้
5.ราคาเป็นต่อ
6.สินค้าที่คนส่วนใหญ่ไม่ต้องเผชิญหน้ากับ cashier

- กฎของการทำ website ต้องกะทัดรัด รูปแบบควรเป็นทิศทางเดียวกัน มีความเร็วในการดาวโหลด ลงโฆษณาที่เป็น Click only ผ่านทาง Search engine หรือ อีเมลล์, social media, mobile marketing

- forward auction คือการประมูลสินค้า E bay ประมูลเพื่อขาย

- reverse auction คือการประมูลสินค้าให้ราคาต่ำสุด ประมูลเพื่อซื้อ

- B2Bมีมาก่อน อินเตอร์เนต แบ่งเป็น technology กับ business model

Case Groupon

- เหตุผลที่คนใช้ เอนโซโก้ก็เพราะเรื่องของราคา, ช่วงเวลาที่เราเลือกใช้ได้, แต่มีกำหนดอายุการใช้งาน

- อ.ใช้เอนโซโก้ ก็เพราะเรื่องของราคา เกิดการไปใช้บริการซ้ำอีกเช่น บริการสปา คนยอมจ่ายแพง ร้านค้ายอมขายในราคาต่ำกว่าต้นทุน

- อ.ถามว่า อะไรคือความสามารถในการแข่งขันของgroupon ทำไมร้านค้า โรงแรม สปาถึงต้องขายผ่านทาง groupon ในราคาขายที่ต่ำกว่าราคาทุนมากผ่านทาง groupon? ทำไมลูกค้าถึงใช้ groupon? Business models ของ groupon ยั่งยืนหรือเปล่า?

- เมื่อ 5 ปีที่แล้ว groupon มียอดขาย 500 ล้าน us เติบโตเร็วสุดๆ จน google เข้ามาประมุลซื้อด้วยมูลค่า 6000 ล้านเหรียญ us แต่เขาไม่ขาย

- คนที่มาซื้อสินค้าจาก groupon จะได้ส่วนลดมากกว่า 50 เปอร์เซนต์ มี facebook twitter เป็นการบอกปากต่อปาก ต้องดูเงื่อนไขในการใช้ด้วย

- บางครั้งขายขาดทุนเพราะ ถือว่าเป็นการโปรโมตตัวเอง ซึ่งการโฆษณามีต้นทุนสูง ส่วนที่ลดไปคือค่าใช้จ่ายในการโฆษณา และต้องซื้อตามเวลาที่กำหนด

- groupon ใน USA มี 2 ประเด็นคือ 1.มีเวลากำหนด 2.ทำให้คนซื้อเพิ่ม (social commerce) เพื่อให้เป็นตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ ทำให้ต้องหาคนมาเพิ่มเพื่อให้ได้ deal (collective buying power)

- group buying คือการที่มีจำนวนคนซื้อมากเพื่อมีอำนาจต่อรองด้านราคา

- ไม่ใช่ทุกธุรกิจที่เหมาะสมกับ groupon แต่ควรเป็นสินค้าที่มีการซื้อซ้ำ ทำอย่างไรให้คนซื้อมีอำนาจการต่อรองกับร้านค้า

- Andrew Mansion จบดนตรีแต่ไม่จบ ป.โท

- ลูกค้าสามารถร่วมกับ groupon ได้ 3 วิธี 1.Get it ต้องสมัครสมาชิกเขาถึงจะส่ง deal ให้เรา 2.Share it ทำการ share แล้ว groupon ให้ 10 เหรียญ US 3.Print it ปริ้นสิทธิจาก groupon

- ธุรกิจที่เหมาะสมคือ
1.ธุรกิจที่มีการซื้อซ้ำ
2.ธุรกิจที่มีต้นทุนสูง
3.ต้นทุนในการโฆษณาสูง
4.ธุรกิจที่มี Season

- ธุรกิจยอมขายสินค้าที่ต่ำกว่าทุนเพราะ
1.ได้โฆษณาฟรี
2.ได้นิดหน่อยก็ยังดี กำขี้ดีกว่ากำตด

- ความเสี่ยงของร้านค้า
1.คนก็จะรอแต่ของลดราคา มีกลุ่มลูกค้ากลุ่มหนึ่งที่ไม่ยอมใช้สินค้าจนกว่าจะลดราคา
2.perception คนมองสินค้าในด้านคุณภาพที่ด้อยกว่า
3.ลูกค้าที่จ่ายในราคาปกติ ต้องต่อคิวยาวเพราะลูกค้าที่ใช้สิทธิลดราคา ทำให้บริการลูกค้าไม่ดีเท่าที่ควร สูญเสียลูกค้าปกติ
4.เราไม่รู้ว่าลูกค้าจะมาวันไหน

- ทำไมลูกค้าต้องการใช้
1.ความเสี่ยงในการลองผลิตภัณฑ์ใหม่
2.เห็นจำนวนคนซื้อเยอะจึงคิดว่าน่าสนใจ
3.เร่งให้รีบตัดสินใจ ซื้อไว้ก่อนแล้ว จนมันหมดอายุ

- บางครั้งคนใช้ groupon แต่พบว่า โปรโมชั่นของทางโรงแรมถูกกว่าของ groupon เสียอีก

- คู่แข่งของ groupon คือ Google Offer, amaxon, facebook, living social

- สร้างแอพ มี deal พิเศษของร้านบริเวณใกล้เคียง

- groupon จาก web และ app

- key success ไม่จำเป็นต้องมีสต๊อกสินค้า, content มีนักเขียนในเนื้อหาที่ดีม มีส่วนลด ความคาดหมายของลูกค้า, A focus on local, A deal of day

- กลุ่มลูกค้าเป็นผู้หญิงโสด เป้นสินค้าที่ cover brand

- Value = ลูกค้าได้ส่วนลด, แชร์แล้วได้ตังค์, ร้านค้ามีรายได้มากขึ้น

- customer relationship = ยินดีคืนเงิน, viral, เกิดความมเชื่อใจ, ได้คำปรึกษา, การโฆษณามีประสิทธิภาพใช้ social network เป็น partner แต่ปัจจุบันเป็นคู่แข่งแล้ว
- บริษัทต้องไปหาร้านค้าที่จะทำ promotion ทำ schedule

- มีฐานข้อมูลลูกค้าในอีเมลล์ มี creative ในการโฆษณา ขาย soft ware ให้กับร้านค้า

- groupon มีความเสี่ยงสูงเพราะถูกลอกลเยนแบบได้ง่าย ลูกค้าจะไม่มี swtching cost ธุรกิจสามารถทำโปรโมชั่นกับลูกค้าได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่าน groupon

- เกิด network effect = ยิ่งจำนวน merchant มาก คนใช้ก็จะมากขึ้น

- ถ้าเราเป็น groupon ป้องกันโดยการทำสัญญากับร้านค้า

รายชื่อสมาชิก กลุ่ม 5

5410211053 นาย กิตติธัช ชินฉลองพร
5510211010 นาย มงคล ปาริชัยยนต์
5510211017 นาย เฉลิมรัฐ ทองรุ่งโรจน์
5510211018 นาย กฤษณ์ ชุ่มวิจิตร
5510211032 นาย นฤภัทร อักษรศาสตร์
5510211041 นาย นิธิ ว่องรัตนไพศาล
5510211057 นาย วีรวัฒน์ จูทะพันธ์

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License