Scribe Book9

Scribe book Social Media and Web 2.0

social.jpg

ในอดีตใช้ Mass Media เป็นสื่อหลักในการสื่อสารข้อมูลไปสู่ประชาชน เช่น ทีวี , วิทยุ , สื่อสิ่งพิมพ์ ข้อมูลสร้างขึ้นโดยคนกลุ่มหนึ่งและถูกควบคุมโดยคนกลุ่มหนึ่งการใช้งานจะเป็นแบบ Web 1.0 คือ ข้อมูลจะถูกสร้างและควบคุมโดยเจ้าของเว็บไซด์(Producer) ซึ่งผู้ใช้ (Consumer) จะบริโภคข้อมูลได้อย่างเดียว ไม่สามารถแก้ไขหรือสร้างข้อมูลได้

ปัจจุบันใช้ Social Media เป็นสื่อที่คนทั่วไปสามารถแสดงความคิดเห็น และสร้างเนื้อหาของตัวเองได้โดยจะใช้งานผ่าน Web 2.0 คือ เว็บที่ผู้ใช้สามารถใช้สร้าง บริหารและควบคุมข้อมูลเองได้ เช่น facebook , Youtube , wiki , Twitter , Google+ เป็นต้น ซึ่ง Social media ทำให้เกิดการสื่อสารแบบสองทาง( two way communication) , เกิดการสร้างชุมชน , เกิดการเรียนรู้ feed back จากลูกค้า , เกิดการตลาดแบบ viral marketing หรือ word of mouth ซึ่งเป็นการตลาดที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด เพราะเป็นการที่ลูกค้าพูดกันเอง จะมีความน่าเชื่อถือ

บทบาทของsocial media

- ผู้ใช้งานสร้างข้อมูลได้ง่าย ข้อมูลเชื่อมถึงกัน
- เปลี่ยนแปลงอำนาจการควบคุมข้อมูล จากเดิมเป็น mass media แต่ปัจจุบันกลายเป็น social media ที่ผู้ใช้งานทั่วไปจะสร้างเนื้อหาของตัวเองได้ ดังนั้น ทุกคนสามารถเป็นคนที่มีชื่อเสียงได้อย่างรวดเร็ว หากมีการเสนอเนื้อหาที่น่าสนใจ

การตอบรับนวัตรกรรมของ social media เร็วมากกว่านวัตรกรรมอื่นๆ ดูได้จาก

social2.jpg

ทฤษฎีที่เกี่ยวกับ Social Media และ web 2.0

Six Degree of Separation Theory
pjsix.jpg
ทุกคนมีความสัมพันธ์กันไม่เกิน 6 ช่วงความสัมพันธ์ แต่ความสัมพันธ์นั้นมองไม่เห็นในชีวิตจริง ต้องมีคนกลางในการเชื่อมโยงระหว่าง 2 คน

Network Effect
คนจะเลือกใช้อะไรเพราะเป็นสิ่งที่เป็นที่นิยมหรือมีคนใช้เยอะอยู่แล้ว เช่น การเป็นจากการใช้ Hi5 ไปเป็น Facebook

Strong Ties Vs. Weak Ties
strong.jpg
Weak Tiesคือ กลุ่มคนที่มีการติดต่อกันเป็นระยะ รู้จักแบบผิวเผินไม่ได้สนิทกันมากจะมีจำนวนมากและมีเครือข่ายที่กว้างขวาง ซึ่งจะมีประโยชน์มากในทางธุรกิจ

Strong Tiesคือ กลุ่มคนที่มีความสัมพันธ์แบบแน่นแฟ้น เจอกันทุกวัน ต้องมีการบริหารความสัมพันธ์ จากงานวิจัยพบว่าความสัมพันธ์แบบ strong Ties จะมีไม่เกิน 140 คน เช่น ความสัมพันธ์ในครอบครัว เพื่อนร่วมงาน เป็นต้น ซึ่ง Strong Ties สามารถเปลี่ยนเป็น weak Ties ได้ถ้าหากไม่มีการบริหารความสัมพันธ์

The Long Tail
1long.jpg
แนวโน้มของตลาดเริ่มย้ายจาก Hits หรือสินค้ายอดนิยม เป็นที่ต้องการของคนกลุ่มใหญ่มาเป็น Nichesหรือสินค้าซึ่งเป็นที่ต้องการของคนกลุ่มน้อย หาซื้อได้ยากซึ่งขยายยาวไปทางขวาขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเทคโนโลยีดิจิตอลในปัจจุบัน ช่วยทำให้ผู้บริโภคสามารถหาซื้อผลิตภัณฑ์ที่เป็น niches ได้ง่ายขึ้นมาก หลังจากหันมาทำการซื้อขายกันบนอินเตอร์เน็ตแทน (e-commerce) เป็นการ ย้ายจาก physical มาเป็น digital เป็น Social Networking ของผู้คน ในยุค web 2.0 ซึ่งนับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมทางสังคมและวิถีชีวิตของคนยุคใหม่

Purchasing Funnel
purchase.jpg
เป็นกระบวนการก่อนที่ลูกค้าจะซื้อสินค้า ซึ่งกระบวนการที่เกิดขึ้นภายในลูกค้า ได้แก่ รับรู้ →สนใจ → ตัดสินใจ →ซื้อสินค้า ซึ่ง social media สร้างการรับรู้ สร้างความสนใจ สร้างการตัดสินใจ จนถึงการซื้อสินค้าให้เกิดขึ้นได้ เช่น การแชร์บน facebook , twitter , ensogo , Grouponเป็นต้น

Viral Marketing
คือ การตลาดแบบปากต่อปาก ซึ่งมีความน่าเชื่อถือเพราะ ผู้ใช้จริงนำข้อมูลมานำเสนอเอง และต้องมีประโยชน์ต่อผู้พบเห็น

หมวดหมู่ของ Social Media

1. Social Networking Web เป็นเว็บที่ใช้สร้างเครือข่ายและเนื้อหาที่ตนเองสนใจ เพื่อเผยแพร่ให้คนอื่นได้รับรู้เช่น twitter , Youtube ,facebook page ,IG นอกจากนั้นยังมี
Linkedinใช้สมัครงาน โดยจะให้เขียนข้อมูลส่วนตัวไว้แล้วบริษัทจะเข้ามาเลือกดู เหมาะสำหรับผู้เชี่ยวชาญ
Cyworldเป็นของเกาหลีจะขาย online item เป็นหลัก
การทำ Social Media Marketing
1.Target Userกำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน ไม่กว้างเกินไป
2.Contentกำหนดเนื้อหา มีกิจกรรมที่ทำให้เนื้อหาน่าสนใจ มีการจัดการเนื้อหาที่ดี ควรทำให้เกิด viral marketing คือการให้ผู้ใช้งานไปเผยแพร่กันเอง ซึ่งเกิดจากเนื้อหาที่น่าสนใจ และควรทำให้ผู้ใช้งานเกิดความรู้สึกทางอารมณ์ร่วม เช่น โฆษณาที่ซาบซึ้งกินใจของทรูจากเด็กที่เป็นขโมยที่เคยช่วยไว้โตขึ้นเป็นหมอมารักษาฟรี เป็นต้น
3.Channelเครื่องมือที่จะใช้นำเสนอเนื้อหาไปยังกลุ่มเป้าหมาย เช่น twitter , Youtube ,facebook page ,IG เป็นต้น ซึ่งแต่ละช่องทางจะมีจุดเด่นที่ต่างกัน เช่น Youtubeจะเน้นไปทางวิดีโอ , การโฆษณาบน facebookเหมาะกับสินค้าที่ต้องการสร้างการรับรู้ของแบรนด์ เป็นต้น
4.Strategyกลยุทธ์ในการสร้างเครือข่าย เช่น สร้างแรงจูงใจ สร้างความสัมพันธ์ สร้างให้เกิด conversation อาจดูจากจำนวน like บน facebookหรือ จำนวน view บน youtubeเป็นต้น ซึ่งสาเหตุที่คน like คืออาจจะต้องการสนับสนุนอะไรบางอย่าง, ได้ส่วนลด , ส่วนแบ่ง , แข่งขัน เป็นต้น

2. Publishเว็บที่ผู้ใช้นิยมเผยแพร่เนื้อหาได้บน เว็บไซด์หรือเว็บเพจเช่น
Blogging เป็นการนำเสนอข้อมูลส่วนตัว, เนื้อหาที่เราสนใจ , เชี่ยวชาญ ซึ่งเพจของเราจะสามารถค้นหาได้จาก google , แก้ไขได้ , สามารถเชื่อมโยงกับ blog อื่นได้
Wiki เป็น open source software ให้ผู้ใช้สร้างเนื้อหาและผู้ใช้คนอื่นสามารถแก้ไข และ comment เนื้อหาได้ สามารถใช้ได้ฟรี และมักจะถูกใช้ในองค์กร เช่น wikidotเป็นต้น
เว็บที่นิยมเช่น Joomla.com , wordpress.com , Drupal เรียงจากความเป็นที่นิยม
Content Management System หรือcmsคือเราสามารถจัดการเนื้อหาบน web side ของเราได้

3. Photo Sharingใช้แชร์รูปภาพ เช่น facebook , IG , Flickr, Photobucket, Picasa เป็นต้น

4. Podcast
คนทั่วไปสามารถสร้างเนื้อหาอาจจะเป็นวิดีโอ , รูปภาพ , เสียง เหมือนมีสถานีวิทยุของตัวเอง เช่น iTuneจะมี Podcast ซึ่งเราสามารถsubscribe เนื้อหาที่ต้องการแล้วเนื้อหานั้นจะอัพเดทในเพจของเรา และเราสามารถสร้าง Podcast ของเราได้เช่นกัน และยังสามารถบันทึกลงใน iPadได้

5. Videoใช้แชร์วิดีโอ เช่น youtube , Brightcove , Googlevideo

6. Microbloggingหรือ Social presence
ผู้ใช้แชร์สถานภาพไปยังเครือข่ายเป็นข้อความสั้นๆ , อัพเดทเหตุการณ์ในสถานการณ์นั้นจริงๆอย่างรวดเร็วส่วนใหญ่ไม่เกิน 140 อักษร เช่น twitterซึ่ง twitter เหมาะกับเวลาที่มีสถานการณ์ฉุกเฉินเกิดขึ้นจะกระจายข่าวได้เร็วจะมี 2 สถานะภาพ
1. เราไป followคนอื่น– tweet ของคนที่เราไป follow จะมาขึ้นในเพจเรา
2. เราถูก follow – ข้อมูลเราไปขึ้นในเพจคนอื่นที่ follow เรา
อิทธิพลของผู้ใช้ twitter จะวัดตามจำนวน follower ยิ่งมีมากแสดงว่าเนื้อหาจะแพร่กระจายไปเยอะมาก เครือข่ายจะใหญ่มาก คนที่ followเราจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเราการ forward ข้อความไปยังเครือข่ายของเรามันจะไปพร้อมกับ account ของเรา ถ้าถูก Retweetแสดงว่าน่าสนใจ ซึ่งอาจเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับการแข่งขัน เหตุการณ์ด่วน เทคนิคต่างๆ ของฟรี การสนับสนุนคนบางกลุ่ม ความช่วยเหลือ เป็นต้น จะกระจายข่าวได้เร็ว
ประโยชน์ด้านธุรกิจ จะใช้ดูแลลูกค้า ใช้ด้านการตลาด สื่อสารข้อมูลบริษัท นำเสนอสินค้าเป็นต้น
ความแตกต่างระหว่าง twitter กับ facebookคือ facebooknews feed จะขึ้นแค่บางคน ส่วน twitter จะเป็นแบบ Real time และจะปรากฏข้อมูลของทุกคนที่เรา follow ได้ tweet ซึ่งจะมีข้อมูลเยอะมาก

7. Livecastingผู้ใช้จะถ่ายทอดสดในรูปแบบวีดีโอเช่น BlogTalkRadio ,Live 365, Justin.tv เป็นต้น

8. Virtual world – เป็น community ลักษณะ 3D ต้องใช้อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง
เช่น Secondlife.com เราสามารถสร้าง avatarของตัวเอง เป็นโลกเสมือนจริงที่ไม่ใช่เกม จะมีการทำการตลาดในนี้ด้วย เช่น บริษัทรถยนต์สร้าง Prototype รถมาให้ลองขับใน secondlife , ABAC สร้างcampus ในเวบนี้ , Kbankสร้างสาขาในนี้ นอกจากนี้ยังมีสกุลเงินเป็นของตัวเอง สามารถสร้างรายได้ โดยถ้าเราต้องการสร้าง Real estate ต้องเช่า storage ของ server และจะมีคนไป developให้ และสามารถขายต่อได้

9. Gamingเราสามารถเล่นกับคนได้จริงๆ เป็น social game คนจะเสียเงินซื้อ point เพื่อแข่งกับคนอื่นเช่น World of Warcraftเป็นต้น

10. Aggregatorsเว็บที่เราสามารถผสมเนื้อหาจากเว็บเพจอื่นๆ เช่น Digg.com , igoogle , my yahoo เป็นต้น

11. Rich Site Summary or Really Simple Syndication : RSS
ใช้รวม content แต่ละเว็บไว้ในเพจเดียว เช่น igoogle , myyahoo

12. Mobileใช้แชร์สถานที่ , ข้อมูลการจราจร , poke กันได้ เช่น isquare ,Foursquare , WAZEจะมีข้อมูลในการนำทางและผู้ใช้งานสามารถแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับข้อมูลทางจราจร เช่น แชร์ว่าตรงนี้รถติด แล้วแอพนี้จะนำทางเราให้ไปใช้เส้นทางอื่นและสามารถถ่ายรูปประกอบได้ และเพื่อนจะรู้ว่าเราอยู่ไหนและไปพบเราได้

13. Interpersonalการติดต่อระหว่างบุคคล one to one เช่น Line , What app , msn , ICQ, skypeเป็นต้น
14. Peer-to-Peer Networks and Applications
สามารถแชร์ไฟล์ได้โดยตรงไม่ต้องผ่าน serverที่เป็นตัวกลาง เป็นการเชื่อมระหว่างคอมพิวเตอร์กับคอมพิวเตอร์ ข้อดีคือมีความหลากหลาย สิ่งที่ต้องระวังคือความปลอดภัยและลิขสิทธิ์

15. Crowdsourcingคือ การกระจายปัญหาไปยังกลุ่มคนเพื่อค้นหาคำตอบและวิธีการในการแก้ปัญหานั้นๆ บริษัทสามารถ broadcast คำถามหรือปัญหาที่ต้องการคำตอบไปยังกลุ่มคนขนาดใหญ่เพื่อให้ได้มาซึ่งวิธีการใหม่ๆ Crowd หรือ User ส่วนมากในการทำ Crowdsourcing เราจะหมายถึงกลุ่มชุมชน Online หรือในโลก Cyber เช่น innocentive.com

16. Taggingคือ การให้ความหมายกับข้อมูล เช่น ข้อมูลนี้เกี่ยวข้องกับใครบ้าง สถานที่ใดบ้างเป็นต้น ช่องทางที่ใช้ เช่น google earth , google map เป็นต้น การtag ภาพและวิดีโอ อาจมีปัญหาในเรื่องสิทธิส่วนบุคคล แต่ปัจจุบันก็สามารถป้องกันได้แล้ว

17. Social Bookmarkingคือ การบันทึกเว็บเพจที่เราสนใจไว้ ควรจัดหมวดหมู่ในการบันทึกเพื่อให้ค้นหาได้ง่าย ปัญหาคือเราต้องใช้ computerที่เรา bookmark ไว้ และแชร์ให้คนอื่นได้ยาก เว็บไซด์ที่แนะนำคือ www.delicious.com เราสามารถไป bookmark ไว้แล้วใช้ computer เครื่องไหนก็ได้และสามารถแชร์ให้คนอื่นได้ จะทำให้เราเข้าถึงเว็บเพจที่เราสนใจได้ในทุกสถานที่

Case study (1) 7-11 บริจาคเงิน 5 บาท ทุกครั้งที่มีการกดไลค์
Case study (2) Starbuck มีการประกวดวิดีโอใน youtube ,มีการแชร์เนื้อหารสชาติของกาแฟในเพจ
Case Study (3) เพจชาวนาวันหยุด เป็นการแชร์ข้อมูลการปลูกข้าว ,ช่องทางการขาย ซึ่งเป้าหมายคือลูกชาวที่ทำงานในกทม. ที่ทราบแล้วเอาข้อมูลไปบอกพ่อแม่

การจัดอันดับในนิตยสาร Fortune 100 company พบว่า social media ที่มี
ผู้ใช้งานมากที่สุด 1. Twitter 2. Facebook 3.Youtube
เหตุผลการใช้งานมากที่สุด 1. การตลาด 2. ประสานงาน สร้างองค์ความรู้ในองค์กร 3. บริการลูกค้า
และจากงานวิจัยยังพบอีกว่าคนที่ follow บน twitter จะมีโอกาสซื้อสินค้ามากกว่าคนที่กดไลค์บน facebook

ข้อดีของ social media ที่มีต่อธุรกิจ คือ ได้feed back , viral Marketing, ดึงเอา traffic กลับมาที่เว็บไซด์หลัก
ปัญหาของ social mediaคือ ความปลอดภัย ข้อมูลไม่เหมาะสม ข้อมูลที่ทำให้คนอื่นเสียหาย ข่าวลือ ความคิดเห็นสุดโต่ง ข้อมูลที่ส่งเสริมการทำผิดจริยธรรม การปลอมแปลงตัวตน

ความเสี่ยงของ viral Marketing คือ ข่าวไม่ดีจะแพร่กระจายไปได้อย่างรวดเร็ว เช่น หากเกิดการให้บริการที่ไม่เป็นธรรม บริการไม่ดี ดังนั้น การรีวิวจะมีผลต่อการตัดสินใจต่อลูกค้าในอนาคตได้

สำหรับธุรกิจควรจะมีหน่วยงานดูแลด้าน social media โดยเฉพะ หน้าที่คือใช้ social media ไปแก้ข่าว และ สื่อสารข้อมูลของบริษัท เช่น จ้างให้คนที่มีจำนวน follow เยอะๆสอดแทรกเนื้อหาไปด้วยเป็นต้น

CASE : TWITTER

ประวัติ
เริ่มต้นจากบริษัท Odeo ซึ่งเป็นบริษัท Podcasting เป็นเว็บไซต์กระจายข่าวสาร ต่อมาได้ว่าจ้าง Jack Dorsey ซึ่งเป็นวิศวกรเพื่อให้คิดค้นในเรื่องของวิธีการสื่อสาร โดย Jack Dorsey เขียน Open Source Software ขึ้นมาเพื่อใช้ในการส่งข้อมูล ซึ่งเป็นการส่งข้อความแบบสั้นๆ โดยในตอนแรกมีการทดลองใช้ภายในบริษัท และต่อมาในปี ค.ศ.2006 Twitter ก็เริ่มมีการใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยเริ่มใช้ทั้งในอเมริกา และยุโรป และพอปี ค.ศ.2007 ก็ได้รับรางวัล แลตอนนั้น Twitter ก็ได้แยกตัวออกมาจากบริษัท Odeo โดยมีสัญลักษณ์เป็นนกซึ่งก็มีความหมายหมายถึงการพูดต่อ (Tweet)

Business model

Customer segment
-Users เป็นกลุ่มในระดับบุคคล
-Enterprises เป็นกลุ่มระดับองค์กร
-Developers เป็นกลุ่มของนักพัฒนาโปรแกรมที่จะสร้าง Application ต่างๆ

Value proposition
-Stay connected สามารถติดต่อสื่อสารกับบุคคลอื่นได้ง่าย ทำให้ความสัมพันธ์ไม่ขาดหายจากกัน
-Targeted marketing สามารถสร้างยอดขายและใช้เป็นช่องทางการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าโดยตรง
-Twitter apps นักพัฒนาโปรแกรมสามารถเข้ามาสร้าง Application ต่างๆ ผ่านทาง Twitter API ได้

Channel
-สำหรับ Users จะมี Website , Desktop Apps , Mobile Apps , SMS
-สำหรับ Developers จะมี Twitter API (Application Programming Interface)

Relationships
-Feedback มี @Magic Recs ที่ใช้โต้ตอบกับผู้ใช้งาน และ @twitterapi ที่ใช้ติดต่อกับ Developers

Key activities
-มี Platform Development ซึ่ง Twitter ต้องพัฒนาตัวระบบให้มีความสอดคล้องกับลูกค้าอยู่ตลอดเวลา
Key resources
-มี Twitter.com Platform เป็น Platform ที่ Twitter สร้างขึ้นเพื่อให้บริการทั้ง User Enterprise และ Developer

Key Partners
-Search Venders คือการขายข้อมูลทวิตให้กับ Google และ Microsoft ทำให้สามารถค้นหาข้อความนั้นได้
-Device Venders สามารถ Tweet จากตัว iOS ได้โตยตรง
-Media Companies เป็นพาร์ตเนอร์กับบริษัทวิจัยเกี่ยวกับสื่อในอินเตอร์เน็ตทำให้รู้ปฏิกิริยาตอบสนองต่างๆ และช่วยขยายฐานผู้ใช้ Twitter
-Mobile Operators โดย Twitter มีคู่ค้าซึ่งเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์อยู่ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ทำให้สามารถอ่านและส่ง Tweet ได้ผ่านทาง SMS

Cost Structure
-Employees เป็นของกลุ่มพนักงานต่างๆ
-Servers การรักษาซ่อมบำรุงและลงทุนใน Server

Revenue streams
-Promoted account สำหรับบริษัททำให้เป็นที่รู้จักของลูกค้า ค่าใช้จ่ายจะคิดแบบ Cost-Per-Follow
-Promoted tweet คือบริษัทต่างๆซื้อคำจาก Twitter คิดราคาแบบ Cost-Per-Engagement (CPE) คือ คิดตามจำนวนการกด click favorite retweet หรือ reply
-Promoted trend บริษัทจ่ายเงินเพื่อให้ปรากฏใน Trend list คิดค่าธรรมเนียมเป็นอัตราเดียวต่อวัน ซึ่งราคาค่อนข้างสูงมาก
-Licensing Data Streaming คือการขายข้อมูลที่อยู่ภายใน Twitter ให้กับบริษัทอื่นๆ

ความสามารถของ Twitter
Direct message และ Favourite สามารถส่งข้อความโดยตรงไปยังคนอื่นๆที่ติดตามอยู่ได้ และก็สามารถเลือกทวีตที่ตนชื่นชอบและตั้งเป็น Favourite ได้
Replies เพื่อให้ผู้ใช้คนหนึ่งสามารถตอบกลับไปยังผู้ใช้อีกคนหนึ่งได้ โดยการใช้เครื่องหมาย “@” นำหน้าชื่อของคนที่ต้องการตอบกลับ
Retweet คล้ายกับการ Forward Mail ทำให้ผู้ใช้สามารถส่งต่อข้อความ หรือรีทวีตข้อความของบุคคลอื่นไปยังคนที่ติดตาม โดยพิมพ์ “RT @Username” ด้านหน้าข้อความที่ต้องการจะส่งต่อ
Trends ทำให้ผู้ใช้สามารถเห็นรายชื่อหัวข้อที่กำลังเป็นที่นิยมซึ่งอัพเดทแบบ real-timeได้
Lists ทำให้สามารถแบ่งกลุ่มผู้ใช้ที่เราติดตามอยู่ออกเป็นหมวดหมู่ได้

Application Programming Interface

ใน ค.ศ.2006 Twitter ได้เปิดตัว Application Programming Interface (API) ที่ให้นักพัฒนาภายนอกเข้ามาใช้ข้อมูลของ Twitter ในการพัฒนาแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ

ในปี 2008 ทวิตเตอร์ได้เข้าซื้อโปรแกรม Summize ที่ทำให้ผู้ใช้สามารถค้นหาและรู้ว่าผู้คนกำลังพูดถึงอะไรกัน และใช้เครื่องหมาย # เพื่อเป็นการระบุหัวข้อ และง่ายต่อการค้นหา

ในปี 2009 ทวิตเตอร์ก็มีการ Share location เพื่อให้ผู้ใช้ระบุตำแหน่งในการทวีตได้

เปรียบเทียบ Twitter , Facebook และ Google plus ในด้านต่างๆ
twitter.jpg

การใช้งานของ Twitter ในด้านต่างๆ
-ใช้ติดตามข่าวสาร รับทราบข่าวสารต่างๆได้อย่างรวดเร็ว เช่น เหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่ในซานดิเอโก้ เมื่อเดือนตุลาคม ปี 2007 ขณะที่สื่อท้องถิ่นกำลังทำข่าวอยู่ก็มีคนเข้ามา Tweet เพื่อรายงานเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น และเข้ามาตามข่าวจากคนที่อยู่แถวนั้นว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แม้แต่สื่อใหญ่อย่าง Los Angeles Times ก็ใช้ Twitter ในการแชร์ข้อมูลที่เกิดขึ้น โดยนำ Twitter ขึ้นมาตั้งไว้เป็นหน้าแรกในเว็บไซต์ให้คนได้ตามข่าวกัน และรวมไปถึงหน่วยดับเพลิงหรือกาชาดก็ใช้ Twitter ในการแชร์และอัพเดทข่าวสารด้วยเช่นกัน
-ใช้ติดต่อกับบริษัท ผู้ผลิตต่างๆ
-ใช้เวลาต้องการความช่วยเหลือต่างๆ ก็สามารถ Tweet เพื่อขอความช่วยเหลือได้
-Promote ผลงาน เช่นดารานักร้องก็จะ Tweet เพื่อโปรโมทผลงานของตนเองให้คนที่ติดตามได้รับรู้
-ใกล้ชิดคนดัง ทำให้คนที่ชื่นชอบคนดังสามารถรับรู้เรื่องราว และการใช้ชีวิตของคนที่ตนชื่นชอบ ทำให้รู้สึกใกล้ชิดกับคนดังได้ง่ายยิ่งขึ้น
-ไม่ขาดการติดต่อกับเพื่อนฝูง ถึงไม่ได้พบปะกันก็สามารถติดต่อสื่อสารกันผ่านทาง Twitter ได้

การใช้งานที่ไม่เหมาะสม
-อาจมีการใช้ข้อความที่ไม่สุภาพหรือไม่เหมาะสม
-มีการปลอมแปลงแล้วใช้ Twitter ในการแอบอ้างได้ เนื่องจากไม่มีการระบุหรือยืนยันตัวตนได้แน่นอน

พัฒนาการของ Twitter
ในปี 2010 ได้มีการพัฒนาโปรแกรมโดยใช้ Twitter API โดยมี Application มากมาย โดยตอนแรกทำสำหรับใช้ใน Computer แต่ต่อมาก็เริ่มทำสำหรับ Smart phone มากขึ้นโดยจะมีแอปพลิเคชั่นที่มใช้ในการ Tweet จะมี Tweetie, Tweetdeck, Seesmic และ Twitterific ส่วนแอปพลิเคชั่นสำหรับการอัพโหลดรูปภาพที่ก็จะมี Twitpic กับ Yfrog โดยทั้งหมดนี้ถูกสร้างโดยนักพัฒนาภายนอกทั้งสิ้น ต่อมา Twitter ก็ดูว่า Interface ไหนที่มีความเหมาะสมจึงทำการซื้อโปรแกรมที่มีผู้นิยมใช้งานมากโดยซื้อ Tweetie ซึ่งได้รับความนิยมสูงสุดในส่วนของการใช้งาน Smart phone ก่อน และก็ซื้อ Tweetdeck ซึ่งได้รับความนิยมสูงสุดในส่วนของการใช้งาน Computer + Smart phone และล่าสุดในปี2013 Twitter ได้ออกแอปพลิเคชั่นใหม่ชื่อว่า “Vine” เพื่อมาแข่งกับ Facebook ที่ได้ซื้อ Instagram และปรับปรุงให้ Instagram สามารถอัพโหลดคลิปวิดีโอสั้นๆได้ โดยแอปพลิเคชั่น “Vine” นั้นก็มีความสามารถในการอัพโหลดคลิปวิดีโอได้ในเวลา 6 วินาที ซึ่งก็อาจเป็นจุดที่ทำให้ผู้ใช้ต้องสร้างสรรค์ว่าภายใน 6 วินาทีนั้นจะถ่ายอะไรเพื่อสื่อสารออกมาได้บ้าง

Homework
5 Social media Companies in Asia
1. GTH
flickr:11046787185

GTH เริ่มต้นใช้ Social Media มานานแล้ว เริ่มมาตั้งแต่สมัย 4-5 ปีก่อนที่ Social Network รุ่นเดอะอย่าง “Hi5″ ยังรุ่งเรือง ซึ่งในช่วงนั้นก็เป็นช่วงเดียวกับที่เริ่มทำหลายๆ ช่องทางพร้อมกันไป และทีมงานเริ่มหันมาทำ Facebook, Twitter, PodCast แต่ไม่ว่าจะมีช่องทางมากน้อยเพียงไร ก็จะยังให้ แบรนด์ “GTH” ในฐานะ Film studio ก็จะยังเป็นศูนย์กลางอยู่
บริษัท GTH ผสมผสานสื่อออนไลน์ต่างๆ โดยใช้เว็บไซต์หลักคือ www.gth. co.th ในการแจ้งข่าวสารต่างๆ สำหรับหนังที่ฉายอยู่และหนังที่กำลังจะเปิดตัว รวมถึงมีกิจกรรมต่างๆ ให้ผู้มาเยี่ยมชมเข้ามามีส่วนร่วม GTH ได้ใช้ Social Network เพื่อดูแลลูกค้าและสร้างสายสัมพันธ์กับลูกค้า (เมื่อเกิดความสนิทชิดเชื้อ ก็ไม่ยากในการนำเสนอสินค้าใหม่ๆ) ในอนาคต โดย GTH ใช้ Social Media ดังต่อไปนี้
• Facebook : facebook.com/gthchannel ที่ให้บรรดาลูกค้าเข้ามาพูดคุยกัน มีการอัพเดทข่าวในแวดวงบันเทิง ติดตามข่าวคนดังร่วมกิจกรรมกับศิลปินดารา และมีกิจกรรมอันหลากหลายให้ทุกคนได้ร่วมสนุกผ่านหน้า Fan Page ทำให้เกิดการประชาสัมพันธ์กิจกรรมหรือภาพยนตร์แบบปากต่อปากให้คนชักชวนเพื่อนมาร่วมสนุกกันได้
• Twitter : twitter.com/gthchannel GTH มีกิจกรรมทางการตลาดมากมายใน Twitter ที่คอยกระตุ้นให้เกิดการบอกต่อและขยายจำนวน Follower พร้อมกับสร้างความใกล้ชิดระหว่างแฟนหนังกับทางค่ายได้เป็นอย่างดี ขณะที่กิจการอื่นๆอาจจะมี Twitter เพียงเพื่อใช้ในการประชาสัมพันธ์ในลักษณะพูดฝ่ายเดียว หรืออาจจะการสานสัมพันธ์กับลูกค้าบ้างผ่านบทสนทนา ก่อให้เกิด Brand Awareness
• Youtube : GTH มีการแสดงหนังตัวอย่างผ่าน Youtube เพื่อสร้างความดึงดูดให้เกิดความต้องการชมในโรงภาพยนตร์
• iTune Store Thailand : GTH ได้ทำการเปิดขายภาพยนตร์บน iTunes Store Thailand อย่างเป็นทางการแล้ว หลังจากที่เปิดขายผ่านแอพ GTH Movie Store บน iOS อยู่ซักพักหนึ่ง โดยประเดิมด้วยหนังพันล้านอย่าง “พี่มาก พระโขนง“
Key Success Factor
- GTH คือศูนย์กลาง การที่ GTH เป็น Film Studio ทำให้ทางทีมงานต้องสร้างแบรนด์แม่ นั่นก็คือ GTH ก่อนที่จะพูดถึงตัวภาพยนตร์ก่อนด้วยซ้ำ
- สร้างกระแสช่วง Pre-launch ด้วยการสร้างอารมณ์ร่วมกับฐานแฟน ซึ่งเป็นการ “นำ” ให้เกิดกระแสการสนทนาเกี่ยวกับตัวภาพยนตร์
- โฟกัสที่ความรู้สึกและพฤติกรรมของแฟนหนัง แล้วจับมาทำแคมเปญ เช่น ธรรมเนียมการแข่งตั๋วยาวร่วมกิจกรรมสนุกๆ พบเจอกับนักแสดง
- CRM มากกว่า Advertising

2. AirAsia
flickr:11046967253

แอร์เอเชีย จำกัด เป็นบริษัทหนึ่งที่ได้มีการใช้การสื่อสารทางการตลาดผ่านทาง Social media เพื่อโต้ตอบกันระหว่างผู้โดยสารกับบริษัทฯ ซึ่งนั้นทำให้ผู้โดยสารเกิดความเข้าใจในด้านต่างๆมากขึ้น เช่น ความผิดพลาดของการทำงาน หรือการออกโปรโมชั่นใหม่ๆ เป็นต้น และเป็นการสร้างความสัมพันธ์กับผู้โดยสารได้อีกด้วย โดย Social Media ที่ใช้มีดังนี้
• Facebook : https://www.facebook.com/AirAsia สายการบินใช้ Facebook เป็นช่องทางในการสื่อสาร มีการจัดโปรโมชั่นพิเศษ กิจกรรมต่างๆ โดยหน้าเพจแอร์เอเชียนั้น จะมีการบอกโปรโมชั่น รูปภาพของกิจกรรมต่างๆที่สายการบินจัดขึ้น มีการประกาศข้อมูลต่างๆและกิจกรรมเล่นเกมชิงรางวัล
• Twitter : https://twitter.com/AirAsia สายการบินแอร์เอเชียมีการใช้ Twitter ในลักษณะคล้ายคลึงกับFacebook คือ ทำการแจ้งข้อมูล ข่าวสารต่างๆให้กับลูกค้าได้รับทราบ โดยยอด Follower ในปัจจุบันมีประมาณ 8 แสนกว่าคน
• Blog - airasia (ในขณะอยู่ในช่วงดำเนินการปรับปรุงบล็อก) : บล็อกของสายการบิน เป็นเหมือนบริการที่ให้สมาชิกได้แบ่งปันเรื่องราว เนื้อหา ความคิดเห็นต่างๆ โดยการเขียนบันทึก นอกจากนี้ยังมีบันทึกของพนักงานสายการบิน หรือทีมงานที่อยู่เบื้องหลัง มาบอกเล่าการทำงาน หรือเรื่องสนุกๆที่เจอระหว่างงาน สามารถใช้งานได้โดยการสมัครเป็นสมาชิกเพื่อทำการโพสท์บันทึกลงในบล็อกได้ทันที
• Youtube : http://www.youtube.com/airasia เป็นส่วนที่รวบรวมภาพยนตร์โฆษณา คลิปวีดีโอภาพข่าวต่างๆ หรือมีบทบรรณาธิการผ่านทาง Youtube
• Instargram : http://instagram.com/AirAsia เป็นส่วนที่รวบรวมรูปภาพของกิจกรรมต่างๆที่ AirAsia ได้ทำ
นอกจากนี้ AirAsia ยังใช้ Social Media อื่นๆเป็นตัวกลางในการประชาสัมพันธ์ สื่อสารกับลูกค้าอีก เช่น Koolred, Weibo, Plurk, Flickr, Pinterest
Key Success Factor
- มีการอัพเดตข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทางต่างๆ ใน Social Media หลายช่องทาง ทำให้ลูกค้าใกล้ชิดกับ
บริษัท และเข้าถึงข้อมูลได้ทุกที่ ทุกเวลา นอกจากนี้ผู้ใช้บริการ Air Asia ส่วนมากทำการจองตั๋วที่นั่งผ่าน Website ทำให้ช่องทาง Social Media เป็นช่องทางที่สะดวกที่สุดที่ใช้ในการติดต่อกับลูกค้า
- มีช่องทางที่ให้เข้าถึงสำหรับการพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของผู้ที่เข้ารับบริการและร้องเรียนเรื่อง
ต่างๆใน Social Media ได้สะดวก ทำให้ลูกค้ารายใหม่ๆ สารถตรวจสอบข้อมูล และสร้างความเชื่อมั่นในการใช้บริการ

3. อิชิตัน

อิชิตันส่วนใหญ่ทำการตลาดผ่าน Social Media นั่นคือ Facebook โดย Facebook FanPage ของ Ichitan เปิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 เดือน 9 ปี 2009 ในช่วงเริ่มต้น Brand Awareness ของ Page นี้ยังค่อนข้างต่ำ แต่เพจของคุณ ตัน ภาสกรนที กลับมียอดไลค์ทะลุล้านตั้งแต่ช่วงวิกฤตน้ำท่วมปี 2554 จุดพลิกผันของเพจนี้เกิดจากที่คุณตันเริ่มดันแบรนด์นี้ผ่านหน้าแฟนเพจของตัวเอง ค่อยๆ ผ่านถ่ายจากคนสู่แบรนด์ ทำไปเรื่อยๆ จากหลักหมื่นจนกลายเป็นหลักแสนและแตะล้านได้ในที่สุดกับแคมเปญ 60 วัน 60 ล้าน ถือเป็นปรากฎการณ์ที่ทำให้คนไทยเริ่มหันมาดื่มชาเขียวอิชิตันแทนการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล ที่เพจนี้ดังได้คงเป็นเรื่องของ กิเลสมาร์เกตติ้ง คือการทำทุกวิถีทางให้คนคลิก คนไลค์ คนแชร์ และช่วยกันเผยแพร่โดยมีสิ่งจูงใจเป็นข้อแลกเปลี่ยน
ความต่อเนื่องและความสม่ำเสมอที่ถูกนำเสนอผ่าน Social Media ในรูปแบบต่างๆ ถูกตอกย้ำและสร้างการติดตามจากคนทั่วไปอยู่ตลอดเวลา เรียกว่ามีการบริหารจัดการรักษาความสัมพันธ์กับ (Engagement) กลุ่มเป้าหมายอยู่ตลอดเวลา ทำให้เกิดเป็นความภัคดี (Loyalty)กับแบรนด์ เป็นการรักษาฐานลูกค้าไปพร้อมๆ กับสร้างความเชื่อมั่นกับทุกกิจกรรมว่า นี่ไม่ใช่การสร้างภาพ เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวของการต่อสู้ของเขา เล่าเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ทำให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่าย เพราะเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวและเป็นธรรมชาติ จึงไม่รู้สึกต่อต้านมากเท่าแบรนด์ที่พูดเพื่อขายของ
ในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา พบว่าอิชิตันมีส่วนแบ่งในตลาดนี้ 42.8% มากกว่าโออิชิผู้นำในตลาดอันดับ 2 ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดในเดือนดังกล่าวราว 40% ซึ่งสาเหตุหนึ่งั้มีส่วนในการเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้น คือ การใช้ Social Media ในการทำโปรโมชั่นส่งเสริมการขายส่งรหัสใต้ฝามาลุ้นรางวัลทองคำ โทรศัพท์ไอโฟน 5 แคมเปญ อิชิตัน แจก 60 วัน 60 ล้าน
flickr:11046783105
กลยุทธ์ “กิเลสมาร์เก็ตติ้ง” กับอิชิตัน (ภาพจาก facebook Ichitan)

Zocilarank หน่วยงานและเว็บไซต์รวบรวมสถิติต่างๆ เกี่ยวกับโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คในประเทศไทย ได้เก็บข้อมูลพฤติกรรมการใช้งานโซเชี่ยลมีเดียของผู้บริโภคในประเทศต่างๆ ที่อยู่ใน ASEAN พบว่า อิชิตันเป็นอันดับ 7 ใน ASEAN Brand ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในโซเชี่ยลมีเดีย (ที่มา : http://www.positioningmag.com/magazine/details.aspx?id=96088)
Key Success Factor
- มีการจุดประเด็นสร้างความสนใจ รวมทั้งการโฆษณาประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารต่างๆ อยู่ตลอดเวลา
- มีการจัดโปรโมชั่นลุ้นรับของรางวัลที่น่าสนใจต่างๆมากมาย และโปรโมทผ่าน Social Media ช่องทาง
ต่างๆ ทำให้คนที่อยากลุ้นของรางวัล ไม่ได้อยากซื้อผลิตภัณฑ์เพราะตัวรสชาติของสินค้า แต่ซื้อเพราะอยากส่งชิงโชค
- มีการ Share ภาพเหตุการณ์ของผู้ที่โชคดี ทำให้ลูกค้ารายอื่นรู้สึกเหมือนเป็นเรื่องใกล้ตัว และมีการ
กระจายข่าวไปในวงกว้างได้ง่าย
Note: คุณตัน »> นักสร้างแบรนด์ตัวจริง ที่ควบตำแหน่ง CEO และผู้สื่อข่าวในคนๆ เดียวกัน (ในปีนี้คุณตันคว้าไป 2 รางวัลจากงาน Zocial Award นั่นคือรางวัลบุคคลสุดยอด Social Network แห่งประเทศไทย รางวัลบุคคลที่มียอดไลค์มากที่สุดในประเทศไทย และนักธุรกิจยอดเยี่ยมบน Social Network)
4. Everland
flickr:11046965043

สวนสนุกที่ขึ้นชื่อว่าเป็น Disney Land ของประเทศเกาหลี โดยมีเจ้าของคือบริษัท ซัมซุงเอเวอร์แลนด์ ใช้ช่องทางใน Social ชวยในการกระจายข่าวสาร ประชาสัมพันธ์ต่างๆ และจัดกิจกรรมเพื่อให้ลูกค้า หรือผู้สนใจได้ใกล้ชิด และมีส่วนร่วมในกิจกรรมนอกเหนือจากสวนสนุกที่ทางบริษัทได้จัดทำขึ้น โดยใช้ Facebook และ Twitter เป็นตัวช่วยกระจายข่าวสารไปสู่ลูกค้ากลุ่มต่างๆ ทั้งในและนอกประเทศ เช่นใน Facebook ได้มีการจัดกิจกรรมตอบคำถามทายชื่อสัตว์ ซึ่งผู้ที่ตอบถูกก็ได้บัตรเข้าสวนสนุก 2 ใบ ส่วนใน Twitter นั้นจะใช้เพื่อช่วยในการประชาสัมพันธ์ มีจัดกิจกรรมบ้าง แต่ไม่ได้เยอะและหลากหลายเท่าใน Facebook โดย Follower ส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้า คนที่เคยเข้าไปสอบถาม หรือเคยรีทวิต ใน Twitter จะเน้นการพูดคุย และตอบคำถามลูกค้ามากกว่า และทั้ง Facebook และ Twitter ของ Everland จะเน้นในการทำ CRM มากกว่าเน้นการขาย หากเปรียบเทียบกับสวนสนุก Lotte world ซึ่งเป็นคู่แข่งนั้น Lotte world มียอดการกด Like ใน Facebook เพียง 715k และ Twitter มียอด Follower เพียง 2 แสนกว่าๆ
Key Success Factors
- มีกิจกรรมร่วมสนุกต่างๆ เช่น ในรูปที่2 ทางเพจจัดกิจกรรม ไลค์เพจแล้วลุ้นรับบัตรเข้าสวนสนุก โดย
ให้ทายว่าเป็นสัตว์อะไร คนที่ตอบถูก จะได้บัตรเข้าสวนสนุก 2 ใบ โดยจะสุ่มคนที่ตอบถูก 1 คน แจกแบบนี้ทุกสัปดาห์
- มีการพูดคุย ตอบคำถาม หรือแม้กระทั่งบอกเล่าเรื่องราวในวันสำคัญต่าง เช่น มีการโพสต์ให้กำลังใจ
ลูกค้ากลุ่มวันรุ่นซึ่งอยู่ในช่วงระหว่างการสอบเข้ามหาวิทยาลัย เพื่อให้มีความรู้สึกใกล้ชิดกัน
- จัดกิจกรรมประกวดให้คนในเพจมีส่วนร่วมในภาพ Cover Page เช่น การส่งรูปถ่ายเข้าประกวด โดย
ทางเพจได้จัดกิจกรรมให้ส่งรูปที่ถ่ายที่สวนสนุกแห่งนี้เข้าไป แล้วก็จะมีการโหวต คนชนะก็จะได้รางวัล แล้วก็ได้ขึ้นรูปตรงส่วนเพจโคฟเวอร์ ทำให้ลูกค้าร้สึกว่าสวนสนุกแห่งนี้เป็นสถานที่แห่งความสุข สถานที่แห่งความประทับใจที่มาแล้วก็อยากจะถ่ายรูปเก็บไว้ในความทรงจำและอยากนำมาโชว์
5. Toyota
โตโยต้ามีการใช้โซเชียลมีเดียในการโปรโมทสินค้า โฆษณา โครงการช่วยเหลือสังคม โดยจะเน้นที่ความต้องการที่จะสร้างความผูกพันที่แน่นแฟ้นกับลูกค้า สื่อสังคมออนไลน์หลักที่ใช้คือ Facebook Twitter และ Youtube ดังนี้
- Facebook : เพจ Toyota USA มีจำนวนไลค์ถึง 1,743,642 ไลค์ และเป็นเพจที่มีแฟนเพจคอยเข้ามาโพสอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยส่วนมากมักเป็นข้อความในเชิงชื่นชมหรือแม้แต่ติชม ก็จะได้รับคอมเม้นต์ตอบจาก Toyota มาคอยขอบคุณคำชื่นชม จากจุดนี้เอง จึงทำให้การทำ Social Network marketing ของ Toyota ประสบความสำเร็จ ผู้คนกล้าเข้ามาติและชมบนเพจโดยที่รู้ว่าจะได้รับการตอบสนองและรับฟังจากแบรนด์
ในช่วง มกราคม ปี 2010 มีการส่งคืนรถจำนวนมหาศาล ทำให้ชื่อเสียงของโตโยต้าย่ำแย่ และสามารถรอดพ้นวิกฤตมาได้เพราะใช้เฟสบุคในการแก้ปัญหา โดยตั้งพนักงานจำนวน 6-8 คนที่จะคอยอยู่ควบคุมหน้าเพจในเฟซบุ้คไว้ และจะคอยตอบคำถามอย่างใส่ใจทันทีที่มีแฟนเพจเข้ามาถามคำถาม รวมถึงการทำให้เพจดูมีการเคลื่อนไหวอยู่อย่างสม่ำเสมอ และสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ Toyota ให้ความสำคัญมากกว่าบริษัทอื่นๆที่มองว่า Facebook ก็เป็นแค่ช่องทางหนึ่งทางการตลาดที่ไม่ได้สำคัญมาก แต่เป็นสิ่งที่ Toyota ใส่ใจก็คือ “การรับฟัง” ปัญหาของผู้บริโภคที่คอยเข้ามาโพสบนวอลอยู่อย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ โตโยต้ายังสร้างเพจ csr บน Facebook คือ CSR Society with Toyota เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมต่อเครือข่าย CSR ผ่านสังคมออนไลน์ เพื่อส่งเสริมให้คนในสังคมได้มีส่วนร่วมในการทำความดีและเป็นประโยชน์แก่สังคม ในเพจจะสื่อสารเรื่องราวเกี่ยวกับการใช้รถอย่างปลอดภัย การตรวจสอบรถยนต์ รวมถึงโครงการการกุศลต่างๆ
สำหรับ Facebook usa ได้มีโครงการ “100 Cars for Good” เป็นกิจกรรมการกุศลที่ให้รถยนต์ 100 คัน 100 วัน 100 แก่องค์กรไม่แสวงหากำไร ที่มีการโปรโมทบนเฟสบุคและสื่ออื่นๆ โดยให้แฟนเพจได้มีส่วนร่วมในการโหวตว่าองค์กรไม่แสวงหากำไรใดควรจะได้รับรถยนต์ ทำให้แฟนเพจได้รู้สึกว่าตัวเองมีส่วนร่วมในการทำบุญกับโตโยต้าและเกิดความผูกพันกันมากขึ้น
สิ่งเหล่านี้ที่ Toyota ทำนั้น จริงๆแล้วก็เป็นเรื่องของของการทำ “CRM” (Customer Relationship Management) คือการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภคให้คงอยู่ไว้อย่างมั่นคงนั้นก็ไม่ต่างจากเพื่อนสนิทที่เรารัก ซึ่งมีความสำคัญต่อความมั่นคงของแบรนด์ ในสังคมออนไลน์เราอาจจะมีเพื่อนเยอะแต่เพื่อนที่สนิทจะมีอยู่ไม่กี่คน เช่นเดียวกับหลักการตลาดมีแบรนด์ต่างๆมากมายบนโลกใบนี้ที่ผู้บริโภครู้จัก (และกดไลค์) แต่การจะผลักตัวเองให้กลายไปเป็นหนึ่งในไม่กี่แบรนด์ที่อยู่ในหัวใจที่ผู้บริโภคจะนึกถึงเป็นอันดับแรกๆได้ (Top-of-mind brand) นั้นถือว่าเป็นการต่อแต้มให้ชนะอีกแบรนด์ได้เลยทีเดียว ทีนี้ก็ไม่เกี่ยวกับคุณภาพของสินค้าแล้ว กลายมาเป็นเรื่องของ “ความสัมพันธ์” ล้วนๆ คุณภาพอาจทำให้ทัดเทียมกันได้ แต่ความรัก ความไว้ใจเป็นการส่วนตัว จะต้องมีชั้นเชิงและใส่ใจกันให้มากๆ
- YouTube : http://www.youtube.com/user/ToyotaUSA จะมีการจัดประเภทรถเป็นรุ่นๆให้ดูง่าย มีการโฆษณา มีวิธีการใช้งานที่ถูกต้องและมีการสื่อสารเรื่องราวต่างๆ เช่น ประสบการณ์การขับรถ โครงการการกุศล เป็นต้น มีวิดีโอจำนวนมากและมีผู้ชมมากกว่า 57 ล้านครั้ง ผู้ติดตาม 38,951 ราย (subscribe )
- Twitter : https://twitter.com/Toyota มีคน follow 209,395 คน ใช้ในการโปรโมทรถรุ่นใหม่ บอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสถานที่ต่างๆ เช่น การได้รับรางวัลจากการแข่งรถ การเฉลิมฉลองยอดขายทะลุเป้า วันครบรอบ retweet จากบริษัทคู่ค้าต่างๆ เป็นต้น และ ลูกค้ายังสามารถtweet รูปภาพ และบอกเล่าความประทับใจที่มีต่อการไปเที่ยวโดยใช้รถของโตโยต้าได้อีกด้วย
- Instragram : http://instagram.com/toyotausa มี 25,762 followers จะใช้สื่อสารความประทับใจผ่านรูปภาพที่สวยงาม
นอกจากนี้ยังมี สื่อสังคมออนไลน์อื่นๆอีก เช่น pinterest ,google+ เป็นต้น และในทุกๆช่องทางจะมี link เพื่อเชื่อมต่อไปยังwebsiteหลักของโตโยต้าอีกด้วย
Key success factors
- ใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการสร้างความผู้พันอันแน่นแฟ้นกับแฟนเพจ โดยจะมีการโต้ตอบกับแฟนเพจอยู่เสมอไม่ว่าจะเป็นคำชม คำถาม หรือปัญหาที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้ที่ถามรู้สึกว่าโตโยต้ามีความรับผิดชอบและ เอาใจใส่ จะเกิดความรู้สึกผูกพันกับแบรนด์มากขึ้น
- ให้ความรู้เกี่ยวกับรถยนต์ เช่น การบำรุงรักษาเครื่องยนต์ การตรวจสอบความพร้อมของรถยนต์ เทคนิคการใช้อุปกรณ์ต่างๆในรถ และอื่นๆ
- มีกิจกรรมให้ลูกค้ามีส่วนร่วม เช่น โครงการ 100 Cars for Good.

การเปลี่ยนผ่านสู่โทรทัศน์ระบบดิจิตอล
กิจการโทรทัศน์นั้นถือได้ว่าเป็นกิจการที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจและสังคมโดยรวมของประเทศเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นสื่อที่มีอิทธิพลต่อประชาชนในหลายด้าน อาทิ ความคิด ความเชื่อ พฤติกรรม และการใช้ชีวิต การเปลี่ยนไปสู่โทรทัศน์ระบบดิจิตอลจึงส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน จากความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่หลายหลายมากยิ่งขึ้น ทำให้เกิดการพัฒนาทางด้านความเป็นอยู่ ความคิด ความเข้าใจต่อสังคมภายนอก และมีโอกาสที่จะเลือกในสิ่งที่ตรงกับความต้องการของตนเองมากยิ่งขึ้น

แต่เดิมจนถึงปัจจุบันประเทศไทยมีการส่งสัญญาณโทรทัศน์แบบภาคพื้นดิน หรือ Terrestrial Broadcasting ระบบแอนะล็อก (Analog) โดยส่งคลื่นความถี่ผ่านอากาศ ไปยังเสาหนวดกุ้งหรือก้างปลาตามที่อยู่อาศัยของประชาชน ในกิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดินนั้น สามารถแบ่งออกเป็น 3 ยุค (Generation) คือ ยุคที่ 1 ยุคโทรทัศน์ขาว-ดำ (พ.ศ. 2490 – 2510) ยุคที่ 2 ยุคโทรทัศน์สี (พ.ศ.2510 – 2555) และยุคที่ 3 คือ ยุคโทรทัศน์ระบบดิจิตอล ซึ่งในยุคกิจการโทรทัศน์ระบบดิจิตอล หรือ ยุคที่ 3 นี้ได้มีการเปลี่ยนโครงสร้างการประกอบกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ โดยจะมีการประกอบกิจการที่แยกออกจากกันระหว่างผู้ผลิตรายการ ผู้ให้บริการโทรทัศน์ (ช่องรายการ) ผู้ให้บริการโครงข่าย ผู้ให้บริการลูกค้า และสิ่งอำนวยความสะดวก แตกต่างจากยุคที่ 1 และ 2 ซึ่งมีเพียงผู้ผลิตรายการ และผู้แพร่เสียงแพร่ภาพไปยังผู้ชมผ่านทางสถานีโทรทัศน์ เท่านั้น
flickr:11046778905

โทรทัศน์ระบบดิจิตอล หรือดิจิตอลทีวี คืออะไร
การส่งสัญญาณโทรทัศน์แบบภาคพื้นดิน ระบบแอนะล็อก ของไทยทุกวันนี้ มีการออกอากาศอยู่เพียง 6 ช่องรายการ ได้แก่ สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 สถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (สทท./NBT) และสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส (TPBS) เนื่องจากการส่งสัญญาณโทรทัศน์หนึ่งช่อง ต้องใช้ช่วงคลื่นกว้าง แต่หากใช้เทคโนโลยีโทรทัศน์ระบบดิจิตอลนั้น จะมีการบีบอัดสัญญาณ (Digital Compression) ทำให้ใน 1 ช่องความถี่ (8 MHZ) ตามแบบแอนะล็อกเดิม จะใช้ออกอากาศได้ถึง 10-15 ช่องในระบบดิจิตอลในความคมชัดปกติ นับว่าเป็นการใช้คลื่นความถี่วิทยุมาอย่างมีประสิทธิภาพขึ้นมาก เมื่อเทียบกับระบบแอนะล็อก อีกทั้งโทรทัศน์ระบบดิจิตอล ยังมีคุณภาพของสัญญาณที่ดีขึ้น ภาพจะคมชัดเสมอ อัตราการถูกรบกวนน้อย ไม่มีคลื่นแทรก หรือการสะท้อน รวมไปถึงการรับชมที่ชัดเจนแม้ขณะอยู่ในพาหนะเคลื่อนที่ก็ตาม แต่กรณีที่เป็นจุดอับสัญญาณจะไม่สามารถรับภาพใดๆ ได้เลย ซึ่งแตกต่างจากระบบแอนะล็อก ที่จะเกิดภาพหิมะตกหรือภาพทับซ้อนในจุดที่สัญญาณอ่อน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของโครงข่ายในกิจการโทรทัศน์ระบบดิจิตอล ดังนั้น กสทช. จึงได้ผลักดันให้มีการขยายโครงข่ายให้ครอบคลุมเพียงพอสำหรับการให้บริการ เพื่อขจัดปัญหาการมีจุดอับสัญญาณดังกล่าว
จุดด้อยของระบบการส่งสัญญาณแบบเดิม (อะนาล็อก)
1. หากอยู่ใกล้อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือแม่เหล็ก จะส่งผลให้ภาพไม่คมชัด โดยเฉพาะช่องต่ํา
2. หากมีสัญญาณอื่นที่ส่งมาจากสถานีวิทยุหรือโทรทัศน์มารบกวน จะทําให้การรับสัญญาณไม่คมชัด
3. หาก โทรทัศน์ที่รับสัญญาณอยู่ในพื้นที่ที่มีสิ่งปลูกสร้างอย่างตึก หรือภูเขาบังการรับสัญญาณโทรทัศน์
ทําให้ให้เครื่องรับไม่สามารถรับสัญญาณได้ดี
4. แบบอะนาล็อกไม่สามารถบีบอัดสัญญาณได้ ทําให้ต้องใช้ความถี่มากในการส่ง ทําให้มีสถานีน้อย
5. การส่งสัญญาณอื่นๆ ไปร่วมกันสัญญาณแบบอะนาล็อกทําได้โดยยาก เพราะจะมีผลต่อการรบกวน
คลื่นสัญญาณ
6. ช่องสัญญาณน้อย ไม่พอการใช้งานที่มีการเติบโตขึ้นเรื่อยๆ
จุดเด่นของระบบการส่งสัญญาณแบบใหม่ (ดิจิตอล)
1. ระบบ ดิจิตอลมีระบบการบีบอัดสัญญาณ ( Digital Compression ) ทําให้สามารถส่งรายการต่อช่อง
ได้มากขึ้น จากเดิม 1 ช่องส่งได้ 1 รายการ แต่ระบบดิจิตอล 1 ช่อง จะสามารถส่งได้ถึง 4-6 รายการ
ทางภาคพื้นดิน และ 8-10 รายการทางดาวเทียม
2. สามารถให้บริการเสริมอื่นๆ ได้ (ในกรณีที่กฎหมายอนุญาต)
3. สามารถรับชมขณะอยู่ในพาหนะเคลื่อนที่ได้ เช่น รับโทรทัศน์บนรถยนต์ได้
4. สามารถให้บริการฟรี ( Free to Air ) หรือบริการเก็บค่าสมาชิกได้
5. เนื่องจากเครื่องส่ง 1 เครื่อง สามารถส่งได้หลายรายการ ทําให้ค่าใช้จ่ายต่อรายการลดลง(จากเดิม 1
ช่องส่งได้ 1 รายการ)

มาตรฐานโทรทัศน์ระบบดิจิตอลที่ประเทศไทยเลือกใช้
หนึ่งในประเด็นสำคัญของการเปลี่ยนผ่านระบบโทรทัศน์จากแอนะล็อกสู่ระบบดิจิตอล คือการเลือกใช้มาตรฐานเทคโนโลยี ที่ปัจจุบันในโลกมีมาตรฐานเทคโนโลยีโทรทัศน์หลักถึง 4 มาตรฐาน แต่ละมาตรฐานต่างมีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันไป ดังนั้นการพิจารณาเลือกมาตรฐานเทคโนโลยีโทรทัศน์ระบบดิจิตอลของไทยในครั้งนี้จึงเป็นประเด็นที่ต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบและถี่ถ้วน ทั้งประเด็นเชิงประสิทธิภาพทางเทคโนโลยี เชิงประสิทธิภาพทางเศรษฐศาสตร์ และที่สำคัญที่สุดคือความสอดคล้องกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน ทั้งนี้ จากการพิจารณาและคัดเลือกโดย กสทช. มาตรฐานกิจการโทรทัศน์ระบบดิจิตอลของประเทศไทยที่ได้รับการเลือกใช้ คือ มาตรฐาน DVB-T2 (Second Generation Digital Terrestrial Television Broadcasting System) โดยคัดเลือกจากการพิจารณาในสามประเด็นหลัก ดังนี้
1.ประสิทธิภาพเชิงเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งมาตรฐาน DVB-T2 ได้รับการพัฒนาจากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมจากทวีปยุโรป ดังนั้นมาตรฐาน DVB-T2 จึงเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าเป็นมาตรฐานที่จะมีประสิทธิภาพสูงสุดในอนาคตอีกยาวนาน และทำให้ทรัพยากรคลื่นความถี่ที่มีอยู่จำกัดสามารถที่จะรองรับจำนวนผู้ประกอบการได้มากขึ้น จากที่คลื่นความถี่วิทยุเดิมสามารถส่งได้เพียงหนึ่งช่องรายการเท่านั้นสามารถนำมาใช้ส่งได้มากถึง 10-15 ช่องรายการด้วยคุณภาพที่ดีขึ้นอีกด้วย
2. ประสิทธิภาพทางเศรษฐศาสตร์ หากประชาชนจำเป็นที่จะต้องรับภาระในการจัดหาอุปกรณ์ภาครับโทรทัศน์ระบบดิจิตอล ในฐานะภาครัฐที่มีอำนาจในการเลือกมาตรฐานจึงควรเลือกมาตรฐานที่ประชาชนมีภาระน้อยที่สุด ดังนั้น การเลือกมาตรฐานที่ประชากรส่วนใหญ่ของโลกเลือกใช้จะส่งผลให้เกิดการผลิตอุปกรณ์เป็นจำนวนมากซึ่งจะทำให้เกิดความประหยัดเชิงขนาด (Economy of Scale) และทำให้ราคาอุปกรณ์ของมาตรฐานนั้นๆ มีราคาลดลง ซึ่งจากการพิจารณาข้อมูลที่เกี่ยวข้องพบว่ามาตรฐาน DVB-T2 เป็นมาตรฐานที่จำนวนประเทศประกาศรับรองมากที่สุด อาทิ ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศอินเดีย และประเทศรัสเซีย เป็นต้น
3. ความสอดคล้องกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าการเปลี่ยนผ่านกิจการโทรทัศน์ไปสู่ระบบดิจิตอลเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้นประเทศต่างๆในภูมิภาคอาเซียนต่างมีความจำเป็นที่จะต้องมีการเปลี่ยนผ่านเช่นกัน และประเทศต่างๆเหล่านั้นต่างก็มีความจำเป็นที่จะต้องพิจารณาเลือกมาตรฐานโทรทัศน์เช่นเดียวกับประเทศไทย ดังนั้นรัฐบาลของประเทศต่างๆจึงมีแนวคิดที่ร่วมกันพิจารณาให้ประเทศต่างๆภายในภูมิภาคอาเซียนเลือกใช้มาตรฐานเดียวกัน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพทางเศรษฐศาสตร์ตามที่กล่าวมาในข้างต้น นอกจากนั้นแล้วยังเป็นการสนับสนุนการค้าภายในภูมิภาคอีกด้วย ดังนั้นที่ประชุมรัฐมนตรีสารนิเทศอาเซียน (ASEAN Ministers Responsible for Information : AMRI) ในปี 2555 มีความเห็นร่วมกันให้ใช้มาตรฐาน DVB-T2 เป็นมาตรฐานโทรทัศน์ระบบดิจิตอลของภูมิภาคอาเซียน ร่วมกัน
มาตรฐานโทรทัศน์ระบบดิจิตอลดังกล่าวได้ถูกเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2555 รับทราบมติคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ในการประชุม ครั้งที่ 16/2555 เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2555 เกี่ยวกับการรับรองมาตรฐาน DVB-T2 เป็นมาตรฐานโทรทัศน์ระบบดิจิตอลภาคพื้นดินของไทย

ระยะเวลาการเริ่มโทรทัศน์ระบบดิจิตอลในประเทศไทย
แผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ พ.ศ. 2555 ได้กำหนดให้มีการเริ่มต้นการรับส่งสัญญาณวิทยุโทรทัศน์ในระบบดิจิตอลภายใน 4 ปี นับแต่วันที่แผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ใช้บังคับเมื่อวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2555 และตามแผนแม่บทกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ ฉบับที่ 1 ซึ่งมีกรอบการดำเนินงานอยู่ในช่วงระหว่างปี 2555-2559 ยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การรับส่งสัญญาณวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล ได้มีการกำหนดระยะเวลาในการดำเนินงาน อาทิ ให้มีการเริ่มรับส่งสัญญาณวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล ภายใน 4 ปี มีมาตรการส่งเสริมสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาการผลิตอุปกรณ์รับสัญญาณวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ภายใน 3 ปี มีมาตรการส่งเสริมสนับสนุนอุปกรณ์รับสัญญาณวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ในระบบดิจิตอลสำหรับผู้มีรายได้น้อยภายใน 3 ปี และมีจำนวนครัวเรือนในเมืองใหญ่ที่สามารถรับสัญญาณวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ในระบบดิจิตอลได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ภายใน 5 ปี

กระบวนการเปลี่ยนผ่านไปสู่โทรทัศน์ระบบดิจิตอล
ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา กสทช. ได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่การศึกษาวิจัยเพื่อเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม และการวางแผนการใช้คลื่นความถี่อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดต่อประเทศ และได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบของใบอนุญาตผู้ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ที่รองรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบดิจิตอล โดยได้จัดทำประกาศ กสทช. เรื่อง กำหนดลักษณะและประเภทของกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ เพื่อใช้เป็นกรอบในการพิจารณาอนุญาตการประกอบกิจการ รวมถึงการดำเนินการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จากกรอบแนวทางลักษณะและประเภทกิจการจึงสามารถนำไปสู่กระบวนการจัดการด้านการออกใบอนุญาตกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ได้ ซึ่งในประกาศดังกล่าวได้กำหนดลักษณะของการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ เป็น 4 ลักษณะ ได้แก่ การให้บริการโครงข่าย การให้บริการสิ่งอำนวยความสะดวก การให้บริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ และการให้บริการแบบประยุกต์ แสดงได้ดังแผนภาพ
flickr:11046778955
กระบวนการเปลี่ยนผ่านไปสู่โทรทัศน์ระบบดิจิตอล แบ่งออกได้เป็น 3 ช่วง ได้แก่ ช่วงก่อนการเปลี่ยนผ่าน ช่วงเปลี่ยนผ่าน และช่วงหลังการเปลี่ยนผ่าน สามารถสรุปได้ดังแผนภาพ
flickr:11046904914

ทั้งนี้ กสทช. ได้กำหนดกรอบนโยบาย แนวทาง ในการเปลี่ยนผ่านไปสู่การรับส่งสัญญาณวิทยุโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล โดยได้ประกาศการเริ่มการเปลี่ยนผ่านระบบการรับส่งสัญญาณวิทยุโทรทัศน์เป็นระบบดิจิตอลของประเทศไทยแก่สาธารณะไปแล้วเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2555 เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องและประชาชนทั่วไปรับทราบถึงทิศทางและแนวทางการดำเนินการ เพื่อให้ทุกฝ่ายได้เตรียมความพร้อม

การยุติการรับส่งสัญญาณวิทยุโทรทัศน์ในระบบแอนะล็อก
ในปี พ.ศ. 2558 กสทช. จะเริ่มพิจารณาจัดทำแผนการยุติการรับส่งสัญญาณวิทยุโทรทัศน์ในระบบแอนะล็อก (Analogue Switch-Off : ASO) พร้อมทั้งการใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่ที่ได้คืนจากการยุติระบบแอนะล็อก (Digital Dividend) โดยการพิจารณาจัดทำแผนการยุติฯ นั้น จะคำนึงถึงความพร้อมของประชาชน ผู้ประกอบกิจการ และประเทศโดยรวม รวมถึงกรอบระยะเวลาในการยุติของกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน ที่ได้กำหนดช่วงเวลายุติการออกอากาศโทรทัศน์ในระบบแอนะล็อก อยู่ภายในช่วงระหว่างปี 2558-2563
การออกประกาศ มาตรการ หลักเกณฑ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านไปสู่โทรทัศน์ระบบดิจิตอล ของ กสทช. ที่ได้ดำเนินการแล้ว
1.กำหนดกรอบนโยบาย แนวทาง ในการเปลี่ยนผ่านไปสู่การรับส่งสัญญาณวิทยุโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล
การออกประกาศ กสทช. เรื่อง แผนการเปลี่ยนระบบการรับส่งสัญญาณวิทยุโทรทัศน์เป็นระบบดิจิตอล ซึ่งเป็นการกำหนดนโยบายและกรอบเวลาสำหรับใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการเปลี่ยนระบบการรับส่งสัญญาณวิทยุโทรทัศน์จากระบบแอนะล็อกไปสู่ระบบดิจิตอล
2.จัดเตรียมความถี่วิทยุสำหรับกิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล
เพื่อให้ความถี่วิทยุสำหรับกิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอลมีการใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ ปราศจากการรบกวนซึ่งกันและกัน อันจะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคและอุตสาหกรรมโทรทัศน์ กสทช. ได้ออกประกาศ กสทช. เรื่อง แผนความถี่วิทยุสำหรับกิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอลโดยมีการกำหนดช่วงการรับส่งสัญญาณวิทยุโทรทัศน์ในระบบดิจิตอลและระบบแอนะล็อกแบบคู่ขนาน (Simulcast) ให้สอดคล้องกับแผนความถี่วิทยุโทรทัศน์ของประเทศ พ.ศ. 2539 ซึ่งเป็นแผนความถี่วิทยุสำหรับกิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบแอนะล็อกเดิม
3.การจัดทำหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตการประกอบกิจการที่เกี่ยวข้อง
ที่ผ่านมา กสทช. ได้จัดทำประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตการประกอบกิจการ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่โทรทัศน์ระบบดิจิตอล โดยสามารถสรุปหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาต ได้ดังแผนภาพ
flickr:11046904474
ในส่วนของการอนุญาตให้บริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ ได้มีการออกประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตการให้บริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ โดยสำหรับกิจการที่ใช้คลื่นความถี่ได้มีการออกประกาศเพิ่มเติมคือ ประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับการให้บริการโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ที่ได้กำหนดคุณสมบัติของผู้ขอรับใบอนุญาต วิธีการขอรับใบอนุญาต หลักเกณฑ์ในการออกใบอนุญาต เอกสารหลักฐาน หรือข้อมูลที่จำเป็นต้องใช้ในการอนุญาต วิธีการพิจารณาในการออกใบอนุญาต ระยะเวลาการพิจารณาอนุญาตและขอบเขตการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ดังกล่าว รวมทั้งเงื่อนไขอื่นที่จำเป็นสำหรับการใช้คลื่นความถี่ อีกทั้ง การออกประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกให้ใช้คลื่นความถี่ในกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์เพื่อประกอบกิจการทางธุรกิจ เพื่อให้ผู้ประสงค์จะขอรับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อให้บริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ประเภทบริการทางธุรกิจ ได้ทราบล่วงหน้าเกี่ยวกับคลื่นความถี่ที่จะอนุญาตให้ใช้ หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกให้ใช้คลื่นความถี่ ตลอดจนเงื่อนไขอื่นที่จำเป็น รวมถึงการจัดทำประกาศหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการประมูลคลื่นความถี่เพื่อให้บริการโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล ประเภทบริการทางธุรกิจระดับชาติ สำหรับการอนุญาตให้บริการโครงข่ายนั้น มีประกาศหลักที่เกี่ยวข้อง ซึ่งบังคับใช้แล้วจำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ ประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้บริการโครงข่ายกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ ซึ่งได้กำหนดขึ้นเพื่อให้ผู้ประสงค์จะประกอบกิจการได้ทราบล่วงหน้าเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้ขอรับใบอนุญาต วิธีการขอรับใบอนุญาต หลักเกณฑ์ในการออกใบอนุญาต เอกสารหลักฐานหรือข้อมูลที่จำเป็นต้องใช้ในการอนุญาต วิธีการพิจารณาในการออกใบอนุญาต ระยะเวลา การพิจารณาอนุญาตและขอบเขตการอนุญาตให้ประกอบกิจการดังกล่าว รวมทั้งเงื่อนไขอื่นที่จำเป็นสำหรับการประกอบกิจการให้บริการโครงข่ายกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ และประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตเพิ่มเติมในส่วนการให้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ประเภทที่ใช้คลื่นความถี่ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล ที่กำหนดวิธีการพิจารณาอนุญาตและสิทธิหน้าที่ของผู้รับใบอนุญาตให้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ประเภทที่ใช้คลื่นความถี่ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล โดยต้องขยายโครงข่ายให้สามารถครอบคลุมครัวเรือนทั้งประเทศนับจากวันที่ได้รับใบอนุญาตอย่างน้อย ดังนี้
ครอบคลุมครัวเรือน (ร้อยละ) ภายในระยะเวลา (ปี)
50 1
80 2
90 3
95 4
นอกจากนี้ ยังต้องจัดให้มีการแพร่สัญญาณเพื่อให้ผู้ใช้บริการในเขตเทศบาลเมืองขึ้นไปสามารถรับสัญญาณได้ในลักษณะการรับสัญญาณแบบพกพาภายในอาคาร (Portable Indoor Reception) ด้วย
ในส่วนการดำเนินงานที่เกี่ยวกับการให้บริการโครงข่ายโทรทัศน์นั้น ที่ประชุม กสท. ครั้งที่ 23/2556 เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2556 มีมติเห็นชอบผลการวิเคราะห์ความเหมาะสมของการประกอบกิจการโทรทัศน์สำหรับการให้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ ประเภทที่ใช้คลื่นความถี่ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอลของกองทัพบก บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) กรมประชาสัมพันธ์ และองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) และเพื่อประโยชน์ในการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบการรับส่งสัญญาณวิทยุโทรทัศน์ในระบบดิจิตอลของประเทศไทย และประโยชน์สาธารณะอื่นที่เกี่ยวข้อง จึงเห็นควรอนุญาตให้หน่วยงานดังกล่าวได้รับใบอนุญาตให้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ ประเภทที่ใช้คลื่นความถี่ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล เป็นระยะเวลา 15 ปี นับตั้งแต่วันที่ กสท. มีมติ โดยได้กำหนดรายละเอียดและเงื่อนไขในการอนุญาตเพิ่มเติมเฉพาะรายของผู้ได้รับอนุญาต

การกำหนดจำนวนและประเภทช่องรายการโทรทัศน์ระบบดิจิตอล
ในเบื้องต้น ได้กำหนดช่องรายการโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล ทั้งหมด 48 ช่อง โดยแบ่งเป็น ช่องรายการบริการชุมชน 12 ช่อง (แต่ละเขตบริการ) ช่องรายการบริการสาธารณะ 12 ช่อง (ระดับชาติ) โดยช่องรายการทั้ง 2 ประเภทจะเป็นการให้ใบอนุญาตแบบใช้วิธีการคัดเลือก (Beauty Contest) และช่องรายการบริการทางธุรกิจ 24 ช่อง (ระดับชาติ) จะใช้วิธีคัดเลือกโดยวิธีการประมูลคลื่นความถี่ (Auction)ตามที่พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 ได้กำหนดไว้ ทั้งนี้ ได้มีการแบ่งช่องรายการบริการทางธุรกิจออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ ช่องรายการเด็ก เยาวชน และครอบครัว 3 ช่อง ช่องรายการข่าวสารและสาระ 7 ช่อง ช่องรายการทั่วไปแบบความคมชัดปกติ (Standard Definition : SD) 7 ช่อง และช่องรายการทั่วไปแบบความคมชัดสูง (High Definition : HD) 7 ช่อง
flickr:11046960553

ประโยชน์ของโทรทัศน์ระบบดิจิตอล
การปรับเปลี่ยนเข้าสู่ระบบโทรทัศน์ระบบดิจิตอล จะทำให้ประชาชนได้รับชมโทรทัศน์ด้วยคุณภาพสัญญาณที่ดีขึ้นทั้งในระบบ SD และ สามารถพัฒนาให้แพร่ภาพได้ในระบบความคมชัดสูง HD ปราศจากสัญญาณรบกวน ได้รับชมโทรทัศน์ด้วยอัตราส่วนภาพแบบ Widescreen คือสามารถรับชมภาพได้เต็มจอทีวีตามต้นฉบับ
flickr:11046904064
อีกทั้งการมีจำนวนช่องที่มากขึ้น และบริการที่หลากหลาย จะเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับประชาชน จากที่มีเพียง 6 ช่อง เพิ่มมากขึ้นเป็น 48 ช่อง ซึ่งจะสามารถตอบสนองกับชีวิตสังคมสมัยใหม่ ที่มีความสัมพันธ์กับเทคโนโลยี และสื่อสังคม (Social Media) มากขึ้นเรื่อยๆ
โทรทัศน์ระบบดิจิตอลยังสามารถรองรับบริการมัลติมีเดียใหม่ๆ ประชาชนจะสามารถรับบริการที่หลากหลายมากขึ้น เช่น บริการเสริมลักษณะโต้ตอบ (Interactive) เช่น VDO-on-Demand, ทีวีเคลื่อนที่ (Mobile TV), Smart TV และ Internet TV เป็นต้น ยิ่งไปกว่านั้น ประชาชนจะมีโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้มากขึ้น สะดวกรวดเร็วขึ้นจากบริการใหม่ๆ อาทิ Data broadcasting, Emergency warnings ฯลฯ นอกจากนี้ จากการที่มีช่องรายการใหม่ๆ เพิ่มขึ้น จะก่อให้เกิดการแข่งขันสร้างรายการที่มีเนื้อหารายการที่น่าสนใจ เป็นประโยชน์ เป็นรายการที่มีคุณภาพ นำมาซึ่งการพัฒนาคุณภาพชีวิต และสังคมโดยรวมอีกด้วย
ในด้านเศรษฐกิจ การปรับเปลี่ยนโทรทัศน์สู่ระบบดิจิตอล สามารถช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศได้โดยตรง โดยจะนำไปสู่การลงทุนโครงข่ายระบบดิจิตอล การผลิตอุปกรณ์เครื่องรับ และการพัฒนาอุตสาหกรรมและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น เนื้อหารายการ (Content) และบริการแบบใหม่ๆ (Interactive services) นำมาซึ่งการยอมรับจากต่างชาติ และความน่าสนใจในการลงทุนจากต่างประเทศ
นอกจากนี้ โทรทัศน์ระบบดิจิตอลยังช่วยในการประหยัดพลังงานของประเทศ เนื่องจากเครื่องส่งและเครื่องรับโทรทัศน์ระบบดิจิตอลจะใช้พลังงานไฟฟ้าน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการส่งในระบบแอนะล็อก เดิม อีกทั้งยังเป็นการนำเอาทรัพยากรคลื่นความถี่ที่มีอยู่อย่างจำกัดไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นด้วย

การเตรียมความพร้อมของประชาชนในยุคโทรทัศน์ระบบดิจิตอล
เมื่อมีการเริ่มใช้การส่งสัญญาณวิทยุโทรทัศน์ระบบดิจิตอลแล้ว ประชาชนสามารถรับรายการต่างๆได้โดยไม่ต้องทำการเปลี่ยนโทรทัศน์ใหม่ เพียงใช้การติดตั้งกล่องรับสัญญาณโทรทัศน์ระบบดิจิตอล/อุปกรณ์แปลงสัญญาณระบบดิจิตอล (Set-Top Box) เป็นอุปกรณ์เสริมเชื่อมต่อกับโทรทัศน์ที่มีอยู่เดิมก็จะทำให้สามารถรับสัญญาณวิทยุโทรทัศน์ระบบดิจิตอลได้ หรืออาจเปลี่ยนไปใช้โทรทัศน์ที่สามารถรับสัญญาณวิทยุโทรทัศน์ระบบดิจิตอลแบบ DVB-T2 ในตัวก็ได้
ทั้งนี้ กสทช. ได้มีแนวทางการสนับสนุนประชาชนในการเปลี่ยนผ่านไปสู่การรับชมโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอลอย่างทั่วถึงในรูปแบบการแจกจ่ายคูปองส่วนลดให้กับประชาชน โดยใช้เงินที่ได้จากการประมูลคลื่นความถี่เพื่ออนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ในการประกอบกิจการทางธุรกิจ และสนับสนุนให้มีการแจกจ่ายให้กับทุกครัวเรือนโดยเท่าเทียมกัน นอกจากนี้ เพื่อให้เกิดความคล่องตัว ประชาชนสามารถเลือกใช้คูปองที่ได้รับการแจกจ่ายเป็นส่วนลดในการจัดหาทั้งเครื่องรับโทรทัศน์ที่สามารถรับสัญญาณระบบดิจิตอล และอุปกรณ์แปลงสัญญาณระบบดิจิตอลเพื่อให้เครื่องรับโทรทัศน์แอนะล็อกเดิมสามารถรับสัญญาณได้
บทสรุป
การดำเนินการเปลี่ยนผ่านไปสู่โทรทัศน์ระบบดิจิตอลในครั้งนี้ กสทช. ได้คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ โดยทรัพยากรสื่อสารของชาติจะได้รับการจัดสรรอย่างโปร่งใส เป็นธรรมและมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังคำนึงถึงการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม และให้มีการกระจายการใช้ประโยชน์โดยทั่วถึงในกิจการด้านต่างๆ ทั้งในด้านการศึกษา วัฒนธรรม ความมั่นคงของรัฐ ประโยชน์สาธารณะอื่น อันจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อทั้งผู้ประกอบการ ประชาชน และภาคส่วนต่างๆ มีการวางแผนนโยบายและกรอบระยะเวลาการดำเนินงานอย่างรอบคอบ โดยส่งกระทบต่อประชาชนในช่วงการเปลี่ยนผ่านให้น้อยที่สุด เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในกิจการโทรทัศน์ของประเทศในครั้งนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย สำเร็จลุล่วงตามแผนการดำเนินการที่ได้วางเอาไว้ และจะนำไปสู่การพัฒนาในกิจการโทรทัศน์ของประเทศ เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถสื่อสารและเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่หลากหลาย มีคุณภาพ อย่างเท่าเทียมและรู้เท่าทันมากยิ่งขึ้น

Reference
http://interbrand-toyota.blogspot.com/
https://www.facebook.com/ToyotaCSR
http://cujrnewmedia.wordpress.com/2012/02/20/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%A3/

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License