รูปแบบการทำงานของเว็บไซต์ Twitter

User Interface (ส่วนติดต่อกับผู้ใช้)

สำหรับการลงทะเบียนเพื่อใช้งาน Twitter ผู้ใช้จำเป็นเป็นต้องสร้าง Username ที่จะใช้แสดงสาธารณะที่ http://www.Twitter.com/username ซึ่งหน้าโปรไฟล์จะแสดงทวีตทั้งหมดของผู้ใช้ โดยด้านบนสุดจะเป็นข้อความล่าสุด แล้วข้อความถัดด้านล่างจะเป็นข้อความที่เก่าลงมาจนถึงข้อความแรกที่จะอยู่สุดท้าย นอกจากนั้นยังมีชื่อผู้ใช้งาน สถานที่ตั้ง URL ประวัติอย่างย่อ จำนวนทวีต จำนวนผู้ติดตาม (Follower) จำนวนผู้ที่เราไปติดตาม (Following) โดยค่าเริ่มต้นของหน้าโปรไฟล์จะตั้งค่าหน้าโปรไฟล์เป็นสาธารณะที่ทุกคนจะสามารถมองเห็นโปรไฟล์ของเราได้ จนกว่าเราจะไปตั้งค่าโปรไฟล์เป็นส่วนตัวซึ่งจะทำให้ผู้ที่สามารถเห็นโปรไฟล์ของเรามีเพียงผู้ที่ติดตามเราเท่านั้น ถ้าต้องการจะติดตาม (Follow) ใคร เพียงแค่คลิกที่ Follow ซึ่งข้อมูลของผู้ใช้งานนั้นยังคงความเป็นส่วนตัว (Private) จนกว่าผู้ใช้รายนั้นจะอนุญาตคำขอติดตาม
สำหรับการทวีต ผู้ใช้งานสามารถใช้พิมพ์ได้ทั้งหมด 140 ตัวอักษร ลงในกล่องด้านขวาที่มีคำถามว่า “คุณกำลังทำอะไรอยู่” (What are you doing?) ซึ่งในปี 2009 ได้เปลี่ยนเป็น “เกิดอะไรขึ้น” (What ‘s happening?) ส่วนด้านบนของโฮมเพจ William ได้ให้ความเห็นว่า “แนวคิดหลักๆ ของ Twitter คือ การให้ผู้คนแบ่งปันช่วงเวลาในชีวิตของตนเองในปัจจุบันตอนไหนก็ได้ที่เขาต้องการ อาจเป็นโอกาสพิเศษหรือโอกาสทั่วไป โดยการแบ่งปันช่วงเวลาร่วมกันนั้นจะทำให้ผู้คนรู้สึกใกล้ชิดกัน สัมผัสถึงกันได้ดี ถึงแม้ว่าระยะทางนั้นจะห่างกันมากก็ตาม นั่นคือการเริ่มต้นของผู้ใช้งาน Twitter แต่อะไรที่ทำให้ Twitter น่าสนใจ หน้าโฮมเพจยังแสดงรายการทวีตจากผู้ใช้งานที่คนคนนั้นติดตามอยู่ โดยทุกทวีตจะเรียงลำดับแบบล่าสุดอยู่บนสุดเช่นกัน และยังมีรูปภาพขนาดเล็กและชื่อผู้ใช้งานที่บอกว่าใครเป็นผู้ทวีต

คุณลักษณะของเว็บไซต์ (Website Feature)

Direct Messages และ Favorites เมื่อเวลาผ่านไป ทวิตเตอร์ได้ทำการปรับปรุงความสามรถต่างๆเพื่อเพิ่มความสะดวกในการใช้งาน ยกตัวอย่างเช่น ในเดือนพฤศจิกายน 2006 บริษัทได้เพิ่มความสามารถให้ผู้ใช้ส่งข้อความโดยตรงไปถึงผู้ใช้คนอื่นๆที่ ติดตามอยู่ได้ (Direct Messages) ข้อความเหล่านี้จะแสดงอยู่ในอีกแท๊บนึงของผู้รับแยกออกจากข้อความทวีตปกติ และไม่สามารถมองเห็นได้จากผู้ใช้คนอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีความสามารถทวีตโปรด (Favorites) ที่ให้ผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่าทวีตใดบ้างที่ชื่นชอบมากเป็นพิเศษ จำนวนทวีตโปรดทั้งหมดที่เลือกจะแสดงอยู่ในหน้าโปรไฟล์(Profile page) และผู้ใช้คนอื่นๆ สามารถกดลิ๊งค์เข้าไปดูทวีตที่แต่ละคนเลือกเป็นทวีตโปรดได้

flickr:10701065944

Replies ต่อมาบริษัทก็ได้แนะนำให้รู้จักกับความสามารถตอบกลับ (Replies) เพื่อให้ผู้ใช้คนหนึ่งสามารถตอบกลับไปยังผู้ใช้อีกคนหนึ่งได้ โดยการใช้เครื่องหมาย “@” นำหน้าและตามด้วยชื่อผู้ใช้ของคนที่ต้องการกล่าวถึง เมื่อข้อความทวีตออกไป เครื่องหมาย “@” นี้ก็จะเป็นลิงค์ไปยังหน้าโปรไฟล์ของผู้ใช้ที่ถูกกล่าวถึงได้ (ยกตัวอย่างเช่นการทวีตว่า “@ev Twitter is great!” ตรงคำว่า @ev ก็จะกลายเป็นลิงค์ไปยังหน้าโปรไฟล์ของWilliams)
ในเดือนพฤษภาคม 2007 ทวิตเตอร์ได้เพิ่มลิงค์ในหน้าโปรไฟล์เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเข้าไปดูข้อความที่มีคนอื่นส่งมาให้ Williams ได้อธิบายว่าการพัฒนานี้เกิดขึ้นได้อย่างไรว่า “ทวิตเตอร์แต่แรกถูกออกแบบมาให้เป็นเครื่องมือสื่อ คุณส่งข้อความของคุณออกไปถึงทุกคน และคุณได้รับในข้อความที่คุณสนใจ” สิ่งที่ผู้ใช้ต้องการมากขึ้นคือการตอบกลับไปยังผู้ใช้บางคนแบบเจาะจง เครื่องหมาย @ นี้คิดค้นขึ้นมาจากผู้ใช้ และทางทวิตเตอร์ได้รวมให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบเมื่อมันถูกใช้อย่างแพร่หลาย
ในเดือนมีนาคม 2009 Replies tab ได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น @Mentions ผู้ใช้สามารถอ้างถึงผู้ใช้คนอื่นที่ตำแหน่งใดก็ได้ของข้อความ ไม่ใช้แค่ในตำแหน่งแรก
Retweet มีลักษณะคล้ายคลึงกับคำใช้คำสั่ง Forward Mail เป็นการเพิ่มจากคุณลักษณะจาก Replies ที่ทำให้ผู้ใช้สามารถส่งต่อข้อความ หรือรีทวีตข้อความของบุคคลอื่นไปยังคนที่ติดตามเขา โดยพิมพ์ “RT @Username” ด้านหน้าข้อความที่ต้องการจะส่งต่อ หรือบางคนอาจจะพิมพ์ “HT @Username” (HT หมายถึง ได้ยินมาจาก) เพื่อแสดงว่าเป็นการรีทวีตจากผู้อื่น ในการตอบรับถึงพฤติกรรมของผู้ใช้ปี 2009 Twitter จึงเพิ่มปุ่ม Retweet ด้านล่างของข้อความสำหรับช่วยเพิ่มความสะดวกสบายแก่ผู้ใช้งาน ในข้อความส่วนที่รีทวีต จะปรากฏชื่อผู้โพส คนแรกและชื่อผู้ที่รีทวีต ตามด้วยข้อความที่บอกว่า “รีทวีตโดย [username ของผู้ที่รีทวีต] William กล่าวในหน้าบล็อกที่อธิบายการเปลี่ยนแปลงว่า “การออกแบบอย่างง่ายและเร็ว เพราะแค่ 2 คลิกก็จะส่งไปยังผู้ติดตามแล้ว คุณไม่ต้องแก้ไขข้อความหรือไม่ต้องกังวลว่าผู้ที่ติดตามคุณอาจเคยเห็นข้อความนี้มาก่อนแล้ว ดังนั้นปุ่มรีทวีตจะสนับสนุนให้มีการ รีทวีตกันมากขึ้น

flickr:10701061635

Trends ในเดือนเมษายน ปี 2009 Twitter ได้แนะนำหัวข้อ Trending ที่หน้าโฮมเพจ ผู้ใช้สามารถเห็นรายชื่อหัวข้อที่กำลังเป็นที่นิยมซึ่งอัพเดทแบบ real-time ซึ่งแต่ละหัวข้อนั้นเราสามารถคลิกเข้าไปดูว่า พวกเขากำลังพูดถึงอย่างไรและพูดอยู่ตรงส่วนไหนของโลก Stone ได้เขียนอธิบายไว้ว่า “ตราบที่ทวีตสาธารณะมีทั่วโลก เราก็วิเคราะห์มันเพื่อกรองว่าคำหรือประโยคไหนที่มีการพูดถึงบ่อยๆ
Lists อีกความสามารถทีถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ เมื่อเดือนสิงหาคม 2009 ทวิตเตอร์ได้อนุญาตให้มีการแบ่งกลุ่มผู้ใช้ที่เราติดตามอยู่ออกเป็นหมวดหมู่ ผู้ใช้สามารถจัดผู้ใช้รายอื่นๆไว้เป็นกลุ่มๆที่เกี่ยวเนื่องกัน และตั้งชื่อกลุ่มเหล่านั้นได้ กลุ่มที่ถูกจัดจะถูกแสดงอยู่บนหน้าโปรไฟล์ของผู้ใช้ ซึ่งโดยปกติจะถูกเปิดให้เป็นสาธารณะสามารถมองเห็นได้จากบุคคลภายนอก (public) แต่ก็สามารถตั้งให้มองไม่เห็นได้ (private) ยกตัวอย่างเช่น คุณสามารถสร้างกลุ่มเป็น ทวีตสุดฮา ธุรกิจ เพื่อน เป็นต้น
Lists ยังช่วยให้การติดตามง่ายขึ้น กล่าวคือหาก Lists ถูกเปิดให้เป็นสาธารณะ ผู้ใช้อื่นๆจะสามารถกดfollow ทั้ง Lists ได้นั่นเอง

flickr:10701152094

Application Programming Interface

flickr:10692132485

ในเวลาเดียวกับที่ Twitter กำลังพัฒนาคุณสมบัติของเว็บไซต์ Twitterก็ได้มีการลงทุนในหลากหลายช่องทางอย่างมากผ่านช่องทางอื่นๆ ซึ่งการทำงานเริ่มแรกคือ การรับและส่ง Twitter ทางข้อความซึ่งสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว ผู้ใช้สามารถสมัครรับการอัพเดทจาก Twitter ได้ผ่านทางระบบ Really Simple Syndication (RSS) ซึ่งเกี่ยวข้องกับหน่วยแสดงผลบนเว็บไซต์ส่วนบุคคลที่แสดงผ่านทวีตของแต่ละคน
ในเดือนกันยายน 2006 Twitter ได้เปิดตัว Application Programming Interface (API) ที่อนุญาตให้นักพัฒนาภายนอกเข้ามาใช้ข้อมูลของ Twitter ในการพัฒนาแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ โปรแกรมในระยะแรกที่ใช้ API เช่น Twitter Peak ซึ่งเป็นโปรแกรมที่แสดง Twitter อัพเดทในจอขนาดเล็กลง และ Twapp ที่เป็นโปรแกรมที่ส่งอัพเดทของ Twitter เข้าสู่ Taskbar ของคอมพิวเตอร์ เมื่อสิ้นปี 2009 นักพัฒนาภายนอกได้พัฒนามากกว่า 2,000 โปรแกรมโดยใช้ Twitter API เช่น TwitterFon และ Twitterrific ที่ถูกสร้างขึ้นสำหรับ iPhone iOS ซึ่งมีรายได้ผ่านทางร้านต่างๆ เช่น Apple’s App Store
ในปี 2008 ทวิตเตอร์ได้เข้าซื้อโปรแกรมจากนักพัฒนาภายนอก ชื่อโปรแกรม Summize ซึ่งใช้ API ในการสร้างระบบค้นหาจากข้อความในทวิตเตอร์ Summize กลายเป็นส่วนหนึ่งของทวิตเตอร์ ผู้ใช้สามารถเข้าไปยัง http://search.twitter.com และค้นหาว่าผู้คนกำลังพูดคุยกันถึงเรื่องอะไรได้อย่างเรียลไทม์ ผู้ใช้ยังได้มีการพัฒนาเครื่องหมาย # เพื่อให้เป็นการระบุหัวข้อ และง่ายต่อการค้นหามากขึ้น เช่น “It’s sunny #Boston today #weather” นอกจากนี้ยังได้มีเครื่องหมายอื่นๆเช่น $ เพื่อบอกถึงข้อมูลของหุ้น เช่น “$APPL revenue is through the roof”
ในปี 2009 ทวิตเตอร์ยังได้เพิ่มระบบระบุพิกัดลงไป เพื่อให้ผู้ใช้ระบุตำแหน่งในการทวีตได้ ทำให้ผู้ใช้กลุ่มที่ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่สามารถใช้ประโยชน์จากทวิตเตอร์ได้มากขึ้น Stone ได้กล่าวถึงการประยุกต์ใช้การให้บริการนี้ใน blog ของเค้าว่า “คุณสามารถเปลี่ยนที่จะอ่านทวีตจากคนที่คุณติดตามอยู่ไปเป็น ทวีตจากเพื่อนบ้านหรือทวีตจากเมืองของคุณ แม้ว่าคุณจะไม่ได้ติดตามคนเหล่านั้นอยู่ นอกจากนี้ยังสามารถมองเห็นภาพของเหตุการณ์ต่างๆอาทิคอนเสริตหรือแผ่นดินไหวได้”

flickr:10701255124
Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License