Social Group7_EAT FUCK GOOD

ความเป็นมาและความสำคัญ

ปัจจุบันการทำการ Online Marketing ถือเป็นปัจจัยในการสร้างแบรนด์ที่มีความสำเร็จ ที่มีความสำคัญมาก ได้มีวิธีการนำเสนอทั้ง แบรนด์ ตัวตน และ แนวคิด ผ่านทาง social network โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ใน Facebook เนื้อหาสื่อที่ได้รับการสนใจก็จะมีผู้ติดตามที่เป็นผู้รับสาร รับรู้ข่าวสาร โปรโมชั่น แนวคิด ความรู้ แนวร่วมๆต่างๆ ซึ่งมีผลไม่ว่าจะเป็นทางการค้า การศึกษาหรือการเมือง
ทางกลุ่มมีความสนใจร่วมกันในเรื่องของอาหาร และต้องการที่จะนำเสนอเรื่องราวของอาหาร ให้กับโลกออนไลน์ และเพื่อเป็นการฝึกฝนในการพัฒนาเนื้อหาที่มีความสนใจ และสร้างยอดผู้ติดตามให้ได้เยอะที่สุด ซึ่งถือเป็นเป้าหมายสำคัญในการที่จะสร้าง Network ที่สามารถจะสื่อสารข้อมูลให้กับผู้รับสารในจำนวนมากที่สุดเท่าที่สามารถจะเป็นไปได้
Eat Fuck Good กินเอามันส์ จึงเป็น Page ที่ถือกำเนิดขึ้น เพื่อตอบสนองผู้ติดตามที่สนใจในเรื่องของอาหาร และนำเสนอรูปภาพอาหาร การวิจารณ์ร้านอาหาร ซึ่งเต็มไปด้วยสำนวนการวิจารณ์ที่ดุเด็ดเผ็ดมันส์ อ่านสนุก และ สร้างความรู้สึกร่วมให้กับผู้ติดตาม

ขั้นตอนและวิธีการดำเนินโครงการ


วิธีดำเนินโครงการประกอบด้วยขั้นตอนต่าง ๆ ดังนี้
1) สรรหาข้อมูล รูปภาพ และลิงค์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับอาหาร ที่สามารถจะสร้างความสนใจให้กับผู้ติดตามทั่วไป ด้วยรูปภาพที่มีลักษณะน่ากิน หรือ เป็นการวิจารณ์ร้านอาหารที่มีตัวตนจริงๆ สามารถแนะนำ Location ให้กับ ผู้ติดตามได้
2) สร้างกิจกรรมให้กับผู้ติดตาม ด้วยการแจกของรางวัล โดยแข่งขันด้วยการ สร้างยอดถูกใจ ในคอมเม้น ของแต่ละคน

วัตถุประสงค์

1) เพื่อรีวิวอาหารทั่วราชอาณาจักรไทย
2) เพื่อให้ข้อมูลด้านอาหารหรือเกร็ดความรู้ที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ติดตาม
3) เพื่อเป็นช่องทางหนึ่งที่ผู้ติดตามสามารถรับรู้ถึงร้านอาหารหรือเมนูอาหารจำนวนมากและ
หลากหลาย

ขอบเขต

1) เพจนี้ใช้ระยะเวลาทั้งหมด 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคม – 24 พฤศจิกายน 2556
2) นำเสนอข้อมูลด้านอาหาร/ร้านอาหาร/เมนูอาหาร โดยเน้นในพื้นที่ของกรุงเทพฯ
3) นำเสนอข้อมูลในรูปแบบของรูปภาพเป็นส่วนใหญ่ โดยใช้ข้อความที่เป็นภาษาอย่างไม่เป็น
ทางการ ประกอบเป็นส่วนคำบรรยาย ซึ่งจะเป็นเพียงคำบรรยายสั้นๆ ไม่เกิน 3-4 บรรทัด

แผนดำเนินงาน

flickr:11557674744

ทฤษฎีและแนวคิดที่เกี่ยวข้อง

1. แนวคิดเกี่ยวกับพฤติกรรมเปิดรับสื่อ

ในส่วนของแนวคิดเกี่ยวกับพฤติกรรมการเปิดรับสื่อเป็นการมุ่งศึกษาถึงผู้รับ สารการที่ผู้รับสารจะใช้สื่ออะไรก็ตามในการเปิดรับข่าวสาร ผู้รับสารจะมีการเลือกสรร และการแสวงหาข่าวสารให้เป็นไปตามความต้องการหรือความคาดหวังที่แตกต่างกันไป ในแต่ละบุคคลโดยทั่วไปแล้วผู้รับสารมีกระบวนการ
เลือกสรรข่าวสารซึ่งประกอบ ด้วย 3 ขั้นตอนดังนี้
1) การเลือกเปิดรับหรือเลือกสนใจ
2) การเลือกรับรู้หรือตีความ
3) กระบวนการเลือกจดจำ

2. แนวคิดเกี่ยวกับเว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์(Social Network sites : SNS) และประวัติของเฟสบุค (Facebook)

การเชื่อมต่อของผู้ที่เกี่ยวข้องไม่จำเป็นจะต้องจำกัดอยู่ที่การพบปะเพื่อนใหม่เท่านั้น แต่พวกเขายังสามารถสื่อสารกับผู้ที่มีความสัมพันธ์เชื่อมต่อกันในเครือข่ายสังคมปกติอยู่แล้วได้เช่นกัน
เว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์มีการพัฒนาลักษณะหน้าในหลายรูปแบบ แต่สิ่งที่เป็นแก่นหลักประกอบด้วย ข้อมูลส่วนตัวที่สามารถมองเห็นได้ ที่แสดงการเชื่อมต่อรายการของเพื่อนที่เป็นผู้ใช้งานของระบบเดียวกัน ข้อมูลส่วนตัวจะเป็นหน้าที่แยกออกมาชัดเจนที่ทำให้บุคคลสามารถกรอกข้อมูล สถานะของตนเองได้และเมื่อเชื่อมต่อกับเครือข่ายสังคมออนไลน์ในแต่ละบุคคลจะ ถูกขอให้กรอกข้อมูลที่ประกอบไปด้วยชุดของคำถาม เช่น อายุ ที่อยู่ ความสนใจ และสิ่งต่างๆที่เกี่ยวข้องกับตัวเขาและหลายๆเว็บไซต์ยังให้ผู้ใช้ที่สามารถ ที่จะนำรูปส่วนตัวแสดงบนหน้าเว็บได้ บางเว็บไซต์อาจจะให้ผู้ใช้เพิ่มเนื้อหาที่เป็นมัลติมีเดีย หรือปรับแต่งหน้าตาหน้าที่แสดงข้อมูลส่วนตัวได้ตามใจชอบและอื่นๆ เช่น เฟสบุค(Facebook) ได้มีการทำแอพพลิเคชั่นพิเศษมากมาย เพื่อให้ผู้ใช้เพิ่มเติมในหน้าข้อมูลส่วนตัวได้ เป็นต้น

ประวัติเฟสบุค (Facebook)
เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2548 Mark Zuckerburgได้เปิดตัวเว็บไซต์ Facebook ซึ่งเป็นเว็บประเภท social network ที่ตอนนั้น เปิดให้เข้าใช้เฉพาะนักศึกษาของมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดเท่านั้น และเว็บนี้ก็ดังขึ้นมาในชั่วพริบตา เพราะแค่เพียงเปิดตัวได้สองสัปดาห์ ครึ่งหนึ่งของนักศึกษาที่เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด ก็สมัครเป็นสมาชิก Facebook เพื่อเข้าใช้งานกันอย่างล้นหลาม และเมื่อทราบข่าวนี้ มหาวิทยาลัยอื่น ๆ ในเขตบอสตั้นก็เริ่มมีความต้องการ และอยากขอเข้าใช้งาน Facebook บ้างเหมือนกัน มาร์คจึงได้ชักชวนเพื่อนของเค้าที่ชื่อ Dustin Moskowitzและ Christ Hughes เพื่อช่วยกันสร้าง Facebook และเพียงระยะเวลา 4 เดือนหลังจากนั้น Facebook จึงได้เพิ่มรายชื่อและสมาชิกของมหาวิทยาลัยอีก 30 กว่าแห่ง
ไอเดียเริ่มแรกในการตั้งชื่อ Facebookนั้นมาจากโรงเรียนเก่าในระดับมัธยมปลายของมาร์ค ที่ชื่อฟิลิปส์เอ็กเซเตอร์อะคาเดมี่ โดยที่โรงเรียนนี้ จะมีหนังสืออยู่หนึ่งเล่มที่ชื่อว่า The Exeter Face Book ซึ่งจะส่งต่อ ๆ กันไปให้นักเรียนคนอื่น ๆ ได้รู้จักเพื่อน ๆ ในชั้นเรียน ซึ่ง Facebook นี้จริง ๆ แล้วก็เป็นหนังสือเล่มหนึ่งเท่านั้น จนเมื่อวันหนึ่ง มาร์คได้เปลี่ยนแปลงและนำมันเข้าสู่โลกของอินเทอร์เน็ต
เมื่อประสบความสำเร็จขนาดนี้ ทั้งมาร์ค ดัสติน และ ฮิวจ์ ได้ย้ายออกไปที่ Palo Alto ในช่วงฤดูร้อนและไปขอแบ่งเช่าอพาร์ทเมนท์ แห่งหนึ่ง หลังจากนั้นสองสัปดาห์ มาร์คได้เข้าไปคุยกับ ชอน ปาร์คเกอร์ (Sean Parker) หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Napster จากนั้นไม่นาน ปาร์คเกอร์ก็ย้ายเข้ามาร่วมทำงานกับมาร์คในอพาร์ตเมนท์ โดยปาร์คเกอร์ได้ช่วยแนะนำให้รู้จักกับนักลงทุนรายแรก ซึ่งก็คือ ปีเตอร์ ธีล (Peter Thiel) หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Paypal และผู้บริหารของ The Founders Fund โดยปีเตอร์ได้ลงทุนใน Facebookเป็นจำนวนเงิน 500,000 เหรียญสหรัฐฯ
ด้วยจำนวนสมาชิกหลายล้านคน ทำให้บริษัทหลายแห่งสนใจในตัว Facebook โดย friendsterพยายามที่จะขอซื้อ Facebook เป็นเงิน 10 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในกลางปีพ.ศ. 2548 แต่ Facebookปฏิเสธข้อเสนอไป และได้รับเงินทุนเพิ่มเติมจาก Accel Partners เป็นจำนวนอีก 12.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในตอนนั้น Facebookมีมูลค่าจากการประเมินอยู่ที่ประมาณ 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
Facebook ยังเติบโตต่อไป จนถึงเดือนกันยายนปี พ.ศ.2549 ก็ได้เปิดในโรงเรียนในระดับมัธยมปลาย เข้าร่วมใช้งานได้ และในเดือนถัดมา Facebook ได้เพิ่มฟังค์ชั่นใหม่ โดยสามารถให้สมาชิก เอารูปภาพมาแบ่งปันกันได้ ซึ่งฟังชั่นนี้ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ในฤดูใบไม้ผลิ Facebookได้รับเงินจากการลงทุนเพิ่มอีกของ Greylock Partners, Meritech Capital พร้อมกับนักลงทุนชุดแรกคือ Accel Partners และ ปีเตอร์ ธีล เป็นจำนวนเงินถึง 25 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมูลค่าการประเมินมูลค่าในตอนนั้นเป็น 525 ล้านเหรียญ หลังจากนั้น Facebook ได้เปิดให้องค์กรธุรกิจหรือบริษัทต่าง ๆ ให้สามารถเข้าใช้งาน Facebook และสร้าง network ต่างๆ ได้ ซึ่งในที่สุดก็องค์กรธุรกิจกว่า 20,000 แห่งได้เข้ามาใช้งาน และสุดท้ายในปีพ.ศ. 2550 Facebook ก็ได้เปิดให้ทุกคนที่มีอีเมล์ ได้เข้าใช้งาน ซึ่งเป็นยุคที่คนทั่วไป ไม่ว่าเป็นใครก็สามารถเข้าไปใช้งาน Facebook ได้เพียงแค่คุณมีอีเมล์เท่านั้น
ในช่วงฤดูร้อนปี 2550 ครั้งนั้น Yahoo พยายามที่จะขอซื้อ Facebook ด้วยวงเงินจำนวน 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมีรายงานว่ามาร์คได้ทำการตกลงกันด้วยวาจาไปแล้วด้วยว่า จะยอมขาย Facebookให้กับ Yahoo และเพียงแค่สองสามวันถัดมา หุ้นของ Yahoo ก็ได้พุ่งขึ้นสูงเลยทีเดียว แต่ว่าข้อเสนอซื้อได้ถูกต่อรองเหลือเพียงแค่ 800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทำให้มาร์คปฏิเสธข้อเสนอนั้นทันที ภายหลังต่อมา ทาง Yahoo ได้ลองเสนอขึ้นไปที่ 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ อีกครั้ง คราวนี้มาร์คปฏิเสธYahoo ทันที และได้รับชื่อเสียงในทางไม่ดีว่า ทำธุรกิจเป็นเด็กฯ ไปในทันที นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มาร์คปฏิเสธขอเสนอซื้อบริษัท เพราะเคยมีบริษัท Viacom ได้เคยลองเสนอซื้อ Facebook ด้วยวงเงิน 750 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และถูกปฏิเสธไปแล้วในเดือนมีนาคมปี 2550
มีข่าวอีกกระแสหนึ่งที่ไม่ค่อยดีสำหรับ Facebook ที่ได้มีการโต้เถียงกันอย่างหนัก กับ Social Network ที่ชื่อ ConnectU โดยผู้ก่อตั้ง ConnectU ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนกับมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์กที่ฮาเวิร์ด ได้กล่าวหาว่ามาร์คได้ขโมยตัว source code สำหรับ Facebook ไปจากตน โดยกรณีนี้ได้มีเรื่องมีราวไปถึงชั้นศาล และตอนนี้ได้แก้ไขข้อพิพาทกันไปเรียบร้อยแล้ว
ถึงแม้ว่าจะมีข้อพิพาทอย่างนี้เกิดขึ้น การเติบโตของ Facebook ก็ยังขับเคลื่อนต่อไป ในฤดูใบไม่ร่วงปี 2551 Facebook มีสมาชิกที่มาสมัครใหม่มากกว่า 1 ล้านคนต่อสัปดาห์ โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่วันละ 200,000 คน ซึ่งรวมกันแล้วทำให้ Facebookมีสมาชิกมากถึง 50 ล้านคน โดย Facebook มียอดผู้เข้าชมเฉลี่ยอยู่ที่ 40,000 ล้านเพจวิวต่อเดือน จากวันแรกที่ Facebook เป็น social network ของนักศึกษามหาวิทยาลัย จนวันนี้ สมาชิกของ Facebook 11% มีอายุมากกว่า 35 ปี และสมาชิกที่มีอายุมากกว่า 30 ปีก็เข้ามาสมัครใช้ Facebookกันเยอะมาก นอกเหนือจากนี้ Facebook ยังเติบโตอย่างยิ่งใหญ่ในตลาดต่างประเทศอีกด้วย โดย 15% ของสมาชิก เป็นคนที่อยู่ในประเทศแคนาดา ซึ่งมีรายงานออกมาด้วยว่า ค่าเฉลี่ยของสมาชิกที่มาใช้งาน Facebook นั้นอยู่ที่ 19 นาทีต่อวันต่อคน โดย Facebook ถือได้ว่าเป็นเว็บไซต์ที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดเป็นอันดับ 6 ของสหรัฐอเมริกาและเป็นเว็บไซต์ที่มีผู้อัพโหลดรูปภาพสูงที่สุดด้วยจำนวน 4 หมื่นหนึ่งพันล้านรูป
จากจำนวนสถิติเหล่านี้ ไมโครซอฟต์ได้ร่วมลงทุนใน Facebook เป็นจำนวนเงิน 240 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อแลกกับหุ้นจำนวน 1.6 % ในเดือนตุลาคม 2551 ทำให้มูลค่ารวมของ Facebook มีมากกว่า 15,000 ล้านบาท และทำให้ Facebook เป็นบริษัทอินเทอร์เน็ตที่มีมูลค่าสูงเป็นอันดับ 5 ในหมู่บริษัทอินเทอร์เน็ตในสหรัฐอเมริกา ด้วยมูลค่ารายรับต่อปีเพียงแค่ 150 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หลายฝ่ายได้อธิบายว่า การตัดสินใจของไมโครซอฟต์ในครั้งนี้ทำเพียงเพื่อที่จะเอาชนะ Google ซึ่งเป็นคู่แข่งขันที่จะขอซื้อ Facebook ในครั้งเดียวกันนั้น

3. ทฤษฎีเทคโนโลยีเป็นตัวกำหนด

จากแนวคิดของกลุ่มทฤษฎีดังกล่าว อาจอธิบายความสัมพันธ์ของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารกับสังคมและวัฒนธรรมได้เป็นแสดงทิศทางหลักๆตามแนวคิดของกลุ่มนักคิดเด่นๆ จากทั้งสอง ทฤษฎีซึ่งก็มีบทบาทเชื่อมโยงเกี่ยวข้องในฐานะของความเป็นนักวิชาการด้านการ สื่อสารด้วย โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวกับสัมพันธภาพระหว่างการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับ ความเป็นปัจเจกบุคคลทั้งในเรื่องของเวลา สถานที่ ที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินชีวิตประจำวันของมนุษย์ในสังคม ปัจจุบันไป ทั้งนี้กลุ่มนักทฤษฎีเชื่อว่า เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารสามารถที่จะช่วยกำหนดหรือชี้นำสังคม ตลอดจนวัฒนธรรมต่างๆ ในสังคมหนึ่งๆ ได้

4. ทฤษฎีความคาดหวังจากสื่อ

ทฤษฎีความคาดหวังจากสื่อเป็นทฤษฎีที่พัฒนามาจากแนวทฤษฎีพฤติกรรมและแรงจูงใจ โดยใช้แนวทางการอธิบายพฤติกรรมผู้รับสารด้วยหลักการเดียวกันคือเน้นการใช้ สื่อว่าเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นอย่างมีเป้าหมายและมีเหตุผลตามหลักการที่ว่า พฤติกรรมของมนุษย์ล้วนแล้วแต่เป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นโดยตั้งใจก่อนที่ มนุษย์จะลงมือทำสิ่งใดนั้นจะต้องวาดภาพไว้ในใจก่อนแล้วว่านี่คือสิ่งที่ตน เองต้องการจะทำ นักวิชาการสื่อสารจึงได้นำแนวทฤษฎีมาใช้กับพฤติกรรมการเปิดรับสารของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่การใช้สื่อมีลักษณะการเกิดขึ้นอย่างมีเป้า หมายและผู้รับสารสามารถอธิบายทางเลือกของเขาได้

ทฤษฎีพฤติกรรมและแรงจูงใจมีพื้นฐานหลักอยู่ 3 ประการ คือ
1) พฤติกรรมของมนุษย์นั้นเป็นอิสระไม่เพียงแต่อิสระที่จะเลือกแสดงพฤติกรรมต่างๆได้เท่านั้น หากแต่ยังมีอิสระที่จะให้ความหมายส่วนตัวกับพฤติกรรมและประสบการณ์ต่างๆได้กล่าวคือไม่จำเป็นต้องมีความคิดเห็นเหมือนกับคนอื่นๆ
2) แม้ว่าจะมีแรงจูงใจบางอย่างอยู่ภายในแต่ควรเลือกศึกษาเฉพาะพฤติกรรมที่ผู้รับสารสามารถอธิบายวัตถุประสงค์ที่แสดงพฤติกรรมนั้นๆออกมา
3) สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับแนวทฤษฎีนี้คือ อนาคตที่ผู้รับสารสามารถมองเห็น นั่นคือผู้รับสารสามารถคาดการณ์ได้ว่าหากพฤติกรรมเช่นนี้เกิดขึ้นจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นตามมา

5. ทฤษฎีการใช้สื่อเพื่อประโยชน์และความพึงพอใจ

ความพึงพอใจ (Satisfaction) ได้มีผู้ให้ความหมายของความพึงพอใจไว้หลายความหมาย ดังนี้พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน (2542) ได้ให้ความหมายของความพึงพอใจไว้ว่า พึงพอใจ หมายถึง รัก ชอบใจ และพึงใจ หมายถึง พอใจ ชอบใจ@ จากการตรวจเอกสารข้างต้นสรุปได้ว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกที่ดีหรือทัศนคติที่ดีของบุคคล ซึ่งมักเกิดจากการได้รับการตอบสนองตามที่ตนต้องการ ก็จะเกิดความรู้สึกที่ดีต่อสิ่งนั้น ตรงกันข้ามหากความต้องการของตนไม่ได้รับการตอบสนองความไม่พึงพอใจก็จะเกิดขึ้น@@

6. ทฤษฎีเกี่ยวกับความพึงพอใจ

Kotler and Armstrong (2002) รายงานว่า พฤติกรรมของมนุษย์เกิดขึ้นต้องมีสิ่งจูงใจ (motive) หรือแรงขับดัน (drive) เป็นความต้องการที่กดดันจนมากพอที่จะจูงใจให้บุคคลเกิดพฤติกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง ซึ่งความต้องการของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ความต้องการบางอย่างเป็นความต้องการทางชีววิทยา(biological) เกิดขึ้นจากสภาวะตึงเครียด เช่น ความหิวกระหายหรือความลำบากบางอย่าง เป็นความต้องการทางจิตวิทยา (psychological) เกิดจากความต้องการการยอมรับ (recognition) การยกย่อง (esteem) หรือการเป็นเจ้าของทรัพย์สิน (belonging) ความต้องการส่วนใหญ่อาจไม่มากพอที่จะจูงใจให้บุคคลกระทำในช่วงเวลานั้น ความต้องการกลายเป็นสิ่งจูงใจ เมื่อได้รับการกระตุ้นอย่างเพียงพอจนเกิดความตึงเครียด โดยทฤษฎีที่ได้รับความนิยมมากที่สุด มี 2 ทฤษฎี คือ ทฤษฎีของอับราฮัม มาสโลว์ และทฤษฎีของซิกมันด์ฟรอยด์

7. ทฤษฎีแรงจูงใจของมาสโลว์ (Maslow’s theory motivation)

อับราฮัม มาสโลว์ (A.H.Maslow) ค้น หาวิธีที่จะอธิบายว่าทำไมคนจึงถูกผลักดันโดยความต้องการบางอย่าง ณ เวลาหนึ่ง ทำไมคนหนึ่งจึงทุ่มเทเวลาและพลังงานอย่างมากเพื่อให้ได้มาซึ่งความปลอดภัย ของตนเองแต่อีกคนหนึ่งกลับทำสิ่งเหล่านั้น เพื่อให้ได้รับการยกย่องนับถือจากผู้อื่น คำตอบของมาสโลว์ คือ ความต้องการของมนุษย์จะถูกเรียงตามลำดับจากสิ่งที่กดดันมากที่สุดไปถึงน้อยที่สุด

ทฤษฎีของมาสโลว์ได้จัดลำดับความต้องการตามความสำคัญ คือ
1. ความต้องการทางกาย (physiological needs) เป็นความต้องการพื้นฐาน คือ อาหาร ที่พัก อากาศ ยารักษาโรค
2. ความต้องการความปลอดภัย (safety needs) เป็นความต้องการที่เหนือกว่า ความต้องการเพื่อความอยู่รอด เป็นความต้องการในด้านความปลอดภัยจากอันตราย
3. ความต้องการทางสังคม (social needs) เป็นการต้องการการยอมรับจากเพื่อน
4. ความต้องการการยกย่อง (esteem needs) เป็นความต้องการการยกย่องส่วนตัว ความนับถือ และสถานะทางสังคม
5. ความต้องการให้ตนประสบความสำเร็จ (self – actualization needs) เป็นความต้องการสูงสุดของแต่ละบุคคล ความต้องการทำทุกสิ่งทุกอย่างได้สำเร็จ

บุคคลพยายามที่สร้างความพึงพอใจให้กับความต้องการที่สำคัญที่สุดเป็นอันดับแรกก่อนเมื่อความต้องการนั้นได้รับความพึงพอใจ ความต้องการนั้นก็จะหมดลงและเป็นตัวกระตุ้นให้บุคคลพยายามสร้างความพึงพอใจให้กับความต้องการที่สำคัญที่สุดลำดับต่อไป ตัวอย่าง เช่น คนที่อดอยาก (ความต้องการทางกาย) จะไม่สนใจต่องานศิลปะชิ้นล่าสุด (ความต้องการสูงสุด) หรือไม่ต้องการยกย่องจากผู้อื่น หรือไม่ต้องการแม้แต่อากาศที่บริสุทธิ์ (ความปลอดภัย) แต่เมื่อความต้องการแต่ละขั้นได้รับความพึงพอใจแล้วก็จะมีความต้องการในขั้นลำดับต่อไป

วิธีการขยายกลุ่ม Fan Page

A. มีการสร้างแบรนด์ และ LOGO ของ Page เอง เพื่อให้ผู้ติดตาม มีการตระหนักรู้ ในแบรนด์ของเพจ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการสื่อถึงของกินที่อร่อย และ ยังสื่อถึงความเร้าใจ เพื่อตอบสนองความต้องการของวัยรุ่น ซึ่งก็ถือเป็นกลุ่มเป้าหมายกลุ่มหนึ่งของทางกลุ่มด้วย

flickr:11557674664

B. มีการสร้างยอดLike ผ่านทางการแชร์ลิงค์ ไปยังหน้า Timeline ของ Admin และเพื่อนๆ ใน Facebook ซึ่งสามารถเรียกยอดLikeได้ดีเช่นกัน
C. มีการติดต่อกับร้านค้า กินลม ชมสะพาน เพื่อขอ Gift vouchers เพื่อแจกรางวัลให้กับผู้เข้าร่วมสนุก
D. มีการโฆษณาร้านอาหาร ใน Page ซึ่งทางร้านที่ทางกลุ่มโฆษณาให้นั้น จะนำลิงค์ของเรา ไปแชร์ในเพจของเขาเช่นเดียวกัน

ผลการดำเนินงาน

flickr:11557779713

ช่วงระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคม จนถึง 24 พฤศจิกายน 2556 พบว่ามียอดLikeรวมทั้งสิ้น 2,730 คน

flickr:11557647115

ผู้ที่กดถูกใจเพจส่วนใหญ่แล้ว อยู่ในช่วงอายุ 18-24 ปี รองลงมาคือ 25-34 ปี ละ 13-17 ปี โดยที่มีจำนวนผู้หญิง 80% และผู้ชาย 20%

flickr:11557780223

ส่วนใหญ่แล้วคนที่กดถูกใจจะเป็นคนกรุงเทพส่วนใหญ่ เนื่องจาก page ของเรานั้นรีวิวอาหารในกรุงเทพ รวมถึงจังหวัดเชียงใหม่ด้วย เนื่องจาก 1 ใน admin ของ page เป็นคนเชียงใหม่ จึงได้มีการรีวิวร้านอาหารเชียงใหม่ในบางวัน

flickr:11557780243

ที่มาของคนที่มากด Like เพจ มาจากการถูกใจ Post ของที่ร้านเอง รองลงมาคือมาจากมือถือ และ ต่อมาคือการกดถูกใจจากโพสต์ของคุณ คือ การเห็นโพสต์จากใน Page ของสมาชิกและมีบุคคลอื่นตามเข้ามากด Like ในหน้า Page

โพสและกิจกรรมที่น่าสนใจ

flickr:11557783686

ยอดคนชมสูงสุดถึง 25,529 คนในภายใน 1 วันเนื่องจากทาง page เราได้ทำการโพสข้อความที่น่าสนใจ จึงทำให้คนกดแชร์กันเองและกดถูกใจ page เราจำนวนมากขึ้น

1) การโพสรูป ส่งโค้กให้… ได้มีคนเข้ามากดถูกใจแค่ post นั้นจำนวน 386 คน และมีการ share เกิดขึ้น 412 ครั้ง ทำให้ภายในวันที่ 28 กันยายน ได้มีคนมากดLike page เพิ่มจำนวน 300 คนภายใน 1 วัน

flickr:11557649215


2) กิจกรรมแจกของฟรี ตุ๊กตา Eeyore ราคาต้นทุนที่ซื้อมาคือ 50 บาท โดยที่เราได้จำนวนคนกดถูกใจเพิ่มขึ้นในวันนั้นถึง 200 คน โดยมีกติกาการร่วมสนุกดังนี้

flickr:11557650705

และสุดท้าย ก็มีผู้โชคดี 1 ท่าน

flickr:11557786456

หลังจากที่คุณ Chamchuree Sangna ได้รับรางวัลไป ก็ได้ถ่ายรูปส่งมาให้ทาง page ว่าได้รับสินค้าจริงๆ

flickr:11557679894


3) ทาง page ได้ค้นพบว่า post ที่มีคนกดถูกใจเยอะนั้น เป็น post ที่เกี่ยวกับข้อมูลที่มีประโยชน์ด้วยเช่นกัน อย่างเช่นในโพสนี้

ทาง page ได้ทำการแชร์รูปการทำไข่ให้เป็นไข่ยางมะตูม มีคนสนใจถึง 46 คนและมีจำนวน share ถึง 16 คน

flickr:11557786693


4) การ post ข้อความให้ระลึกถึงอดีต ก็เรียกจำนวนคนกดถูกใจได้มากเช่นกัน สูงถึง 96 likes ใน 1 รูป

flickr:11557789926


ข้อมูลของการกดถูกใจ

flickr:11558018756

โดยส่วนใหญ่แล้ว ผู้เข้าชม Page ส่วนใหญ่จะกดเข้ามาดู timeline ลองลงมาคือ photo album

flickr:11558018716

หลังจากที่เราทราบว่า คนส่วนใหญ่เข้ามาชม Page ในเวลา 2 ทุ่ม เราก็ได้ทำการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์โดยการที่โพสรูปที่น่าสนใจหลายๆรูปในช่วงเวลานั้น ทำให้ page ของเรามีจำนวนคนเข้ามากดถูกใจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมากขึ้น

สิ่งที่ได้รับจากการทำ

1. ได้เรียนรู้วิธีการตั้งเพจ ทำเพจ ซึ่งเป็นช่องทางในการทำตลาด หรือการสื่อสารให้ผู้บริโภครับรู้ในอีกทางหนึ่ง ซึ่งเป็นช่องทางการสื่อสารที่ปัจจุบันมีความสำคัญมาก เนื่องจาก เป็นการสื่อสารแบบ 2 ทาง ผู้ประกอบธุรกิจ/ผู้ตั้งเพจ สามารถแจ้งข้อมูลให้ผู้ติดตาม/ลูกค้า รับทราบข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์ อีกทั้ง ผู้ติดตาม/ลูกค้า สามารถแสดงความคิดเห็นหรือตอบสนองต่อผู้ตั้งเพจได้อย่างสะดวก รวดเร็ว เช่น Comment การกดLike และ การส่งความมายัง Inbox ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถนำมาปรับใช้ได้กับการทำธุรกิจในอนาคตได้เป็นอย่างดี
2. ได้เรียนรู้การติดต่อสื่อสารหรือการร่วมประชาสัมพันธ์กับผู้ประกอบธุรกิจอื่นๆในสายการผลิตด้านอาหาร
3. ได้รับทราบว่าผู้บริโภคปัจจุบันเป็นผู้บริโภคที่คำนึงถึงด้านลิขสิทธิ์ ผู้ดูแลเพจจึงต้องระมัดระวังในการนำรูปภาพหรือข้อความต่างๆในการออกสื่อ โดยการมีการอ้างอิงอย่างถูกต้อง

flickr:11558014143

4. ได้เรียนรู้ว่า การทำเพจต้องมีจุดประสงค์ของการทำเพจที่ชัดเจน และผู้ติดตามสามารถรับรู้ได้ทันทีว่ารูปภาพที่ปรากฎออกไปจากเพจมาจากเพจของทางกลุ่มโดยทันที ทั้งนี้ทางกลุ่มใช้ โลโก้รูปที่สื่อถึงเพจของอาหารอย่างชัดเจน สามารถทำให้ผู้ติดตามเกิดความซึมซับและรับรู้ได้โดยทันที

flickr:11557910344


อุปสรรค

อุปสรรคด้านการสื่อสาร
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาษาที่ใช้พรรณนาประกอบรูปภาพ เนื่องจากในช่วงแรกผู้ติดตามส่วนใหญ่ ประกอบไปด้วย เพื่อน/คนรู้จัก ที่มาจากการ Invited โดยสมาชิกในกลุ่มรวม 7 คน ดังนั้น จะใช้ภาษาอย่างไม่เป็นทางการและสื่ออารมณ์เข้าไปในภาษาที่ใช้ ดังนั้น จึงเกิดภาษาที่ไม่สุภาพ แต่ยังไม่เป็นอุปสรรคต่อผู้ติดตามในช่วงนั้น ลำดับต่อมา เมื่อเพจได้ถูกแชร์ และกระจายออกไปในวงกว้าง ทำให้มีผู้ติดตามที่มีความหลากหลายมากขึ้น ซึ่งผู้ติดตามรายใหม่บางราย ได้ให้คำติมาถึง ภาษาที่ทางเพจใช้ว่าไม่สุภาพ ควรมีการปรับ ส่งผลให้ทางเพจปรับเปลี่ยนภาษาการพรรณนาที่ใช้ ให้กลุ่มคนที่มีความหลากหลายเหล่านี้ ยังคงติดตามเพจของเราต่อไป และร่วมแชร์หรือกระจายเพจออกไปในวงกว้างมากขึ้น

อุปสรรคด้านการติดต่อกับผู้ประกอบการร้านอาหาร
เมื่อมีผู้ติดตามเพจจำนวนมากขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว ทำให้มีร้านอาหารต้องการให้ทางเพจช่วยประชาสัมพันธ์ (เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2556) โดยมีข้อตกลงร่วมกันคือ ทางเพจจะช่วยประชาสัมพันธ์โดยการนำลิ้งเพจ Facebook ของทางร้านมาประชาสัมพันธ์ให้ แลกกับ Give voucher จำนวน 20 ใบจากทางร้าน เพื่อนำมาให้ผู้ติดตามร่วมเล่นกิจกรรมและเพิ่มจำนวนผู้ติดตาม แต่เป็นความผิดพลาดของทางกลุ่มที่มิได้ติดตามหรือเร่งรัดให้ทางร้านอาหารส่ง Give voucher นั้นๆมาอย่างโดยเร็ว จนเมื่อ 23 พฤศจิกายน 2556 ทางร้านอาหารเพิ่งจะติดต่อกลับมา จึงทำให้ไม่ทันการต่อการนำมาร่วมกิจกรรม ทางกลุ่มจึงต้องปฏิเสธไปอย่างน่าเสียดาย

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License