Guru on SALE

propersal
ความเป็นมาหรือความสำคัญของโครงการ:
ปัจจุบันกลยุทธ์ด้านราคาเป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์ทางการตลาด ซึ่งเราเห็นกันอยู่เป็นประจำในเกือบธุรกิจทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร โรงภาพยนตร์ สายการบิน และโรงแรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะปัจจุบันที่เศรษฐกิจไม่ค่อยจะสู้ดีนัก ทำให้พฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าของผู้บริโภคต้องเน้นเรื่องความประหยัดและคุ้มค่ามากที่สุด จึงทำให้แต่ละห้างร้านต่างแข่งขันกันจัดโปรโมชั่นทั้งการลด แลก แจก แถมอย่างมากมาย และในบางครั้งผู้บริโภคไม่สามารถรับรู้ข่าวสารการลดราคาหรือการจัดโปรโมชั่นต่างๆ ได้อย่างครอบคลุม รวมถึงในปัจจุบันการสื่อสารผ่านทาง Social network เป็นเครื่องมือสำหรับค้นหาและติดต่อสื่อสารที่มีความสำคัญและมีอิทธิพลในชีวิตประจำวัน รวมทั้งมีผู้ใช้บริการกันอย่างแพร่หลายในวงกว้าง มีความสะดวก และสื่อสารกันได้อย่างรวดเร็ว จึงนำเอาประโยชน์ของ Social network มาจัดทำเป็นโครงการนี้ขึ้น เพื่อรวมรวมและสื่อการข่าวสารต่างๆให้กับผู้บริโภค ผ่านทาง Social network ที่เป็นที่นิยมอย่าง Facebook เพื่อให้ผู้บริโภคได้ติดตามโปรโมชั่น ส่วนลดต่างๆได้ครอบคลุมและมีความสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

วัตถุประสงค์:
1. เพื่อให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโปรโมชั่น ส่วนลด ของแถม และสิทธิพิเศษต่างๆ ในการซื้อสินค้าและบริการ
2. เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางการนำเสนอทางเลือกแก่ลูกค้า ในการซื้อสินค้าและบริการใหม่ๆ
3. เพื่อให้สมาชิก Page https://www.facebook.com/guruonsale ได้สามารถแลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็น พร้อมทั้งให้ข้อเสนอแนะต่างๆ เกี่ยวกับสินค้าหรือบริการที่ได้มีการนำเสนอ

ขอบเขตของโครงการ:
โครงการนี้ใช้ระยะเวลาทั้งหมด 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม – 21 พฤศจิกายน 2556 ซึ่งกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลักของโครงการ คือ กลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงาน ช่วงอายุระหว่าง 15-45 ปี โดยลักษณะของหน้า Page https://www.facebook.com/guruonsale จะนำเสนอในรูปแบบโทนสีเหลืองแดง โดยสีแดงช่วยดึงดูดลูกค้าทำให้เกิดความสนใจ กระตุ้นลูกค้าให้เกิดความกระฉับกระเฉงและมีความต้องการที่จะเข้ามาดูหน้า Page สำหรับสีเหลือง สร้างบรรยากาศอบอุ่นทำให้ลูกค้าอยากอยู่ในหน้า Page นานขึ้น มีโอกาสในการซื้อสินค้ามากขึ้น เป็นสีสัญลักษณ์ของการคิดแง่บวก ร่าเริง และสดใสอีกด้วย

ขอบเขตของโครงการหลักๆ มีดังนี้
1. นำเสนอข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโปรโมชั่น ส่วนลด ของแถม และสิทธิพิเศษต่างๆ ในการซื้อสินค้าและบริการ
2. นำเสนอข้อมูล ข่าวสารในรูปแบบของรูปภาพและข้อความ เพื่อเป็นสื่อในสื่อสาร ทำให้ให้ง่ายต่อการรับรู้ของผู้ใช้งาน

ทฤษฎีและกรอบแนวคิดที่เกี่ยวข้อง:
พฤติกรรมการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์มีความสัมพันธ์กับเพศ อายุ อาชีพ ระดับการศึกษา และรายได้อย่างมีนัยสำคัญ แสดงให้เห็นว่า ความก้าวหน้าของระบบอินเทอร์เน็ต คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีการสื่อสารก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ทางสังคมคือ เครือข่ายสังคมใหม่ที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายว่า “สังคมออนไลน์” (Online Community) หรือ “สังคมเสมือน” (Virtual Community) หรือ “เครือข่ายสังคมออนไลน์” (Social Network) โดยเครือข่ายสังคมออนไลน์นี้เป็นพื้นที่สาธารณะที่สมาชิก ซึ่งก็คือคนทุกเพศทุกวัย ทุกเชื้อชาติและศาสนา ทุกระดับการศึกษา ทุกสาขาอาชีพ และทุกกลุ่มสังคมย่อยจากทั่วโลก เป็นผู้สื่อสารหรือเขียนเล่าเนื้อหาเรื่องราว ประสบการณ์ บทความ รูปภาพ และวิดีโอ ที่สมาชิกเขียนและทำขึ้นเอง หรือพบเจอจากสื่ออื่นๆ แล้วนำมาแบ่งปันให้กับผู้อื่นที่อยู่ในเครือข่ายของตน ผ่านทางระบบอินเทอร์เน็ตและสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) เครือข่ายสังคมออนไลน์เติบโตอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ก่อให้เกิดวิวัฒนาการด้านเทคโนโลยีของสื่อสังคมออนไลน์หลากหลายประเภท (วิยะดา ฐิติมัชฌิมา, 2552)

ทฤษฎีเกี่ยวกับการเปิดรับข่าวสาร (Media exposure)
การสื่อสารนั้นจัดได้ว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญปัจจัยหนึ่งในชีวิตของมนุษย์ นอกเหนือจากปัจจัย 4 ที่มีความจำเป็นต่อความอยู่รอดของมนุษย์ ซึ่งได้แก่ อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่มและยารักษาโรค แม้ว่าการสื่อสารจะไม่ได้มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับความเป็นความตายของมนุษย์เหมือนกับปัจจัย 4 แต่การที่จะให้ได้มาซึ่งปัจจัย 4 เหล่านั้น ย่อมต้องอาศัยการสื่อสารเป็นเครื่องมืออย่างแน่นอน มนุษย์ต้องอาศัยการสื่อสารเป็นเครื่องมือเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการดำเนินกิจกรรมใดๆ ของตน และเพื่ออยู่ร่วมกับคนอื่นๆ ในสังคม การสื่อสารเป็นพื้นฐานของการติดต่อของกระบวนการสังคม ยิ่งสังคมมีความสลับซับซ้อนมาก และประกอบด้วยคนจำนวนมากขึ้นเท่าใด การสื่อสารก็ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นเท่านั้น ทั้งนี้เพราะการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และสังคมจะนำมาซึ่งความสลับซับซ้อน หรือความสับสนต่างๆ จนอาจก่อให้เกิดความไม่เข้าใจและไม่แน่ใจแก่สมาชิกของสังคม ดังนั้น จึงต้องอาศัยการสื่อสารเป็นเครื่องมือเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว (ยุพดี ฐิติกุลเจริญ, 2537:3)
ข่าวสารจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ใช้ประกอบการตัดสินใจในกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ ความต้องการข่าวสารจะเพิ่มมากขึ้น เมื่อบุคคลนั้นต้องการข้อมูลในการตัดสินใจหรือไม่แน่ใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง นอกจากนั้นข่าวสารยังเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้เปิดรับมีความทันสมัย สามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ของโลกปัจจุบันได้ดียิ่งขึ้น ดังที่ ชาร์ลส์ เค อัทคิน (Charles k. Atkin, 1973:208) ได้กล่าวว่า บุคคลที่เปิดรับข่าวสารมาก ย่อมมีหูตากว้างไกล มีความรู้ความเข้าใจในสภาพแวดล้อมและเป็นคนทันสมัยทันเหตุการณ์กว่าบุคคลที่เปิดรับข่าวสารน้อย
อย่างไรก็ตาม บุคคลจะไม่รับข่าวสารทุกอย่างที่ผ่านมาสู่ตนทั้งหมด แต่จะเลือกรับรู้เพียงบางส่วนที่คิดว่ามีประโยชน์ต่อตน ดังนั้นข่าวสารที่หลั่งไหลผ่านเข้ามาไปยังบุคคลจากช่องทางต่างๆ นั้น มักจะถูกคัดเลือกตลอดเวลา ข่าวสารที่น่าสนใจ มีประโยชน์และเหมาะสมตามความนึกคิดของผู้รับสาร จะเป็นข่าวสารที่ก่อให้เกิดความสำเร็จในการสื่อสาร (กิติมา สุรสนธิ, 2533: 46-47)
ส่วน แม็คคอมบ์ และ เบคเกอร์ (McCombs and Becker, 1979: 51-52) ได้ให้แนวคิดว่า โดยทั่วไปบุคคลแต่ละคนมีการเปิดรับข่าวสารหรือการเปิดรับสื่อเพื่อตอบสนองความต้องการ 4 ประการคือ
1. เพื่อให้เรียนรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์ (Surveillance) บุคคลสามารถติดตามความเคลื่อนไหวและสังเกตเหตุการณ์ต่างๆ รอบตัวจากการเปิดรับข่าวสาร ทำให้คนเป็นที่ทันเหตุการณ์ ทันสมัย
2. เพื่อการตัดสินใจ (Decision) การเปิดรับข่าวสารทำให้บุคคลสามารถกำหนดความเห็นของตนต่อสภาวะ หรือเหตุการณ์ต่างๆ รอบตัว เพื่อการตัดสินใจโดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวข้องชีวิตประจำวัน
3. เพื่อพูดคุยสนทนา (Discussion) บุคคลสามารถนำข้อมูลข่าวสารที่ได้รับไปใช้ในการพูดคุยกับผู้อื่นได้ เพื่อการมีส่วนร่วม (Participation) เพื่อรับรู้และมีส่วนร่วมในเหตุการณ์ความเป็นไปต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมรอบๆ ตัว

ทฤษฎีแรงจูงใจและการโน้มน้าวใจ
Kotler and Armstrong (2002) รายงานว่า พฤติกรรมของมนุษย์เกิดขึ้นต้องมีสิ่งจูงใจ (Motive) หรือแรงขับดัน (Drive) เป็นความต้องการที่กดดันจนมากพอที่จะจูงใจให้บุคคลเกิดพฤติกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง ซึ่งความต้องการของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ความต้องการบางอย่างเป็นความต้องการทางชีววิทยา (Biological) เกิดขึ้นจากสภาวะตึงเครียด เช่น ความหิวกระหายหรือความลำบาก บางอย่างเป็นความต้องการทางจิตวิทยา (Psychological) เกิดจากความต้องการการยอมรับ (Recognition) การยกย่อง (Esteem) หรือการเป็นเจ้าของทรัพย์สิน (Belonging) ความต้องการส่วนใหญ่อาจไม่มากพอที่จะจูงใจให้บุคคลกระทำในช่วงเวลานั้น ความต้องการกลายเป็นสิ่งจูงใจ เมื่อได้รับการกระตุ้นอย่างเพียงพอจนเกิดความตึงเครียด
มัลลิกา ผลอนันต์ (2552) ได้กล่าวถึง แรงจูงใจและการโน้มน้าวใจ ไว้ดังนี้ ทฤษฎีที่ว่าด้วยการชักจูงใจ การโน้มน้าวใจ (Theory of persuasion) เป็นทฤษฎีหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มทฤษฎีโครงสร้างในสมอง ทฤษฎีนี้มีความเชื่อว่าการที่จะชักจูงใจบุคคลใดบุคคลหนึ่งนั้นเหมือนกันการกระตุ้น บุคคลนั้น เพื่อให้เกิดการตอบสนองในสิ่งที่เราต้องการให้เป็น และในกระบวนการสื่อสารจะมีช่องว่างหรือตัวกลางระหว่างการกระตุ้นและการตอบสนองซึ่งเรียกว่าพื้นเพเดิมของบุคคล ซึ่งถือว่าเป็นตัวกลางที่สำคัญมากในการสื่อสาร ดังนั้นในการจูงใจบุคคลหรือจะสื่อสารสิ่งใดนั้น เราจะต้องศึกษาถึงพื้นเพเดิมของบุคคลคนนั้นก่อน นั่นคือศึกษาถึงองค์ประกอบต่างๆ เช่น ทัศนคติ ค่านิยม ความเชื่อ ระดับการศึกษา ความแน่นแฟ้นของครอบครัว เป็นต้น

ทฤษฎีการเรียนรู้ของสกินเนอร์
บี เอฟ สกินเนอร์ (B.F. Skinner, 1904 - 1990) ผู้คิดค้นและพัฒนาทฤษฎีการเรียนรู้แบบการวางเงื่อนไขแบบโอเปอแรนท์ (Operant Conditioning Theory) หรือทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบการกระทำ สกินเนอร์ได้อธิบายไว้ว่า มนุษย์เรียนรู้พฤติกรรมต่างๆ โดยผ่านประสบการณ์ที่ให้ผลกรรมเชิงบวกและเชิงลบ ให้ผลเป็นที่พอใจหรือไม่เป็นที่พอใจ เขายังเชื่ออีกว่าพฤติกรรมใดที่มีผลต่อเนื่องเป็นบวก พฤติกรรมนั้นย่อมเกิดขึ้นซ้ำบ่อยครั้ง ในขณะที่พฤติกรรมซึ่งเป็นผลลบจะมีแนวโน้มที่จะไม่เกิดขึ้นต่อไป ซึ่งกรอบความคิดในเรื่องนี้ของสกินเนอร์จะมี 3 องค์ประกอบ ดังนี้

flickr:9652779509

สำหรับทฤษฎีการเสริมแรงในส่วนของการสร้างกำลังใจ คือ การคงไว้ซึ่งการปฏิบัติหรือพฤติกรรมที่ต้องการไว้นานๆ หรือทำให้บุคคลปฏิบัติในแนวทางที่จะได้ผลกรรมเป็นรางวัล เช่น เมื่อปฏิบัติได้ตรงตามเงื่อนไขที่บริษัทตั้งไว้ ก็จะได้รับโบนัสหรือของรางวัลเพื่อเป็นการสร้างกำลังใจให้บุคคลนั้น โดยสกินเนอร์มองว่าพฤติกรรมของจะคงอยู่ตลอดไปจำเป็นต้องมีการเสริมแรง ซึ่งการเสริมแรงนี้มีทั้งการเสริมแรง ทางบวก (Positive Reinforcement) และการเสริมแรงทางลบ (Negative Reinforcement) ซึ่งสามารถสรุปเป็นลักษณะของทฤษฎีการเรียนรู้ของทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบโอเปอแรนท์หรือทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบการกระทำได้ดังนี้

ทฤษฎีการเรียนรู้
1. การกระทำใด ๆ ถ้าได้รับการเสริมแรง จะมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นอีก ส่วนการกระทำที่ไม่มีการเสริมแรง แนวโน้มที่ความถี่ของการกระทำนั้นจะลดลงและหายไปในที่สุด
2. การเสริมแรงที่แปรเปลี่ยนทำให้การตอบสนองคงทนกว่าการเสริมแรงที่ตายตัว
3. การลงโทษทำให้เรียนรู้ได้เร็วและลืมเร็ว
4. การให้แรงเสริมหรือให้รางวัลเมื่อผู้เรียนกระทำพฤติกรรมที่ต้องการ สามารถช่วยปรับหรือปลูกฝังนิสัยที่ต้องการได้

ขั้นตอนและวิธีการดำเนินโครงการ:
วิธีดำเนินโครงการประกอบด้วยขั้นตอนต่าง ๆ ดังนี้
1. ให้ข้อมูลและข่าวสารแก่สมาชิก Page https://www.facebook.com/guruonsale อย่างต่อเนื่อง โดยเป็นเรื่องเกี่ยวกับโปรโมชั่น ส่วนลด ของแถม และสิทธิพิเศษต่างๆ ในการซื้อสินค้าและบริการ รวมทั้งนำเสนอทางเลือกแก่ลูกค้า ในการซื้อสินค้าและบริการใหม่ๆ โดยมีวิธีการในการสร้างเนื้อหาของหน้า Page https://www.facebook.com/guruonsale ดังนี้
- ให้ข้อมูลและข่าวสารเกี่ยวกับโปรโมชั่น ส่วนลด ของแถม กิจกรรม และสิทธิพิเศษต่างๆ ที่น่าสนใจเพื่อดึงดูดความสนใจของกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงมีการพูดคุยในเรื่องทั่วไปกับสมาชิก Page เช่น เทศกาลต่างๆ สภาพอากาศ ข่าวสารบ้านเมือง ฯลฯ เพื่อสร้างความปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่าง Admin กับสมาชิก Page ด้วย

flickr:11511817515

- จัดกิจกรรมและแจกของรางวัลจากการเข้าร่วมกิจกรรมของสมาชิก Page โดยได้ดำเนินการจัดกิจกรรมเป็นจำนวน 2 ครั้ง คือ กิจกรรมครั้งที่ 1 เริ่มตั้งแต่วันที่ 9 – 22 กันยายน 2556 และกิจกรรมครั้งที่ 2 เริ่มตั้งแต่วันที่ 5 – 18 พฤศจิกายน 2556
2. ประเมินผลการดำเนินงาน โดยใช้วิธีการวิเคราะห์ Feedback ด้วยวิธี Facebook Insight เพื่อช่วยวิเคราะห์กลุ่ม Fan page และ Content ของหน้า Page https://www.facebook.com/guruonsale ให้ดียิ่งขึ้น เช่น กลุ่ม Fan page ที่มาคลิก Like กับเรานั้น เป็นกลุ่มเดียวกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของเราหรือไม่ ฯลฯ

วิธีการขยายกลุ่ม Fan Page:
1) การสร้างเครือข่าย โดยเริ่มจากการ Share หน้า Page https://www.facebook.com/guruonsale ของสมาชิกในกลุ่มไปยังกลุ่มเพื่อนและบุคคลใกล้ชิด และขอความร่วมมือจากเพื่อนของสมาชิกในกลุ่มเพื่อ Share หน้า Page และส่งต่อการรับรู้ไปยังบุคคลอื่นๆ ต่อไป
2) การสร้างสโลแกนในทุกๆ การโพสต์ โดยใช้สโลแกนว่า "เรื่องดีๆแบบนี้ ไม่บอกต่อไม่ได้น๊าาา" เพื่อให้เป็นคำพูดติดปากของกลุ่มเป้าหมาย และเป็นการกระตุ้นให้เกิดการ Like และ Share ต่อไปยังกลุ่มเพื่อนๆ เป็นการสร้างเครือข่ายให้กว้างมากขึ้น
3) การกระจายการรับรู้และเชิญชวนให้เข้ามาเป็นสมาชิก Pageโดยการจัดกิจกรรมและแจกของรางวัลจากการเข้าร่วมกิจกรรมของสมาชิก Page และมีการฝากประชาสัมพันธ์หน้า Page ไปยัง Web Page อื่นๆ เช่น ชมรมคนรักกิจกรรมแจกของรางวัล (https://www.facebook.com/loveprize), รวมเพจเล่นเกมชิงรางวัล (https://www.facebook.com/pages/รวมเพจเล่นเกมชิงรางวัล/210293045764452), ชิงของรางวัล (https://www.facebook.com/pages/ชิงของรางวัล/466411996770287) ฯลฯ

แผนดำเนินงาน:

flickr:9653079099

ผลการดำเนินโครงการ:

flickr:11511922963

ตลอดระยะเวลาทั้งหมด 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม – 21 พฤศจิกายน 2556 พบว่า มีจำนวนยอด Like ทั้งหมด 1,698 คน และมีคนพูดถึงหน้า Page เป็นจำนวน 667 คน โดยพบว่ามีจำนวนการถูกใจหน้าทั้งหมดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากกราฟจะแสดงให้เห็นว่าในช่วงที่มีการจัดกิจกรรม จำนวนการถูกใจหน้าทั้งหมดจะเพิ่มขึ้นมากกว่าในช่วงปกติ

flickr:11511889756
flickr:11511846994

ที่มาของการถูกใจของหน้า Page https://www.facebook.com/guruonsale ส่วนใหญ่เป็นยอด Like ที่เกิดจากการมีคนสนใจและเข้ามากด Like ที่หน้า Page Guru on SALE เอง รองลงมาคือ การถูกใจจากโพสต์ของคุณ คือ การเห็นโพสต์จากใน Page ของสมาชิกและมีบุคคลอื่นตามเข้ามากด Like ในหน้า Page สำหรับการถูกใจที่มาจากโทรศัพท์มือถือ คือ ใช้โทรศัพท์มือถือเป็น device ในการเข้ามากด Like พบว่ามีสัดส่วนการกด Like อยู่ในช่วงแรกเป็นส่วนใหญ่ ทำให้เห็นว่าทุกวันนี้โทรศัพท์มือถือเข้ามามีอิทธิพลต่อการดำรงชีวิตอย่างมาก

รายละเอียดผลการดำเนินโครงการมีดังนี้
1) ผลการดำเนินงานจากการให้ข้อมูลโปรโมชั่น ส่วนลด ของแถม และสิทธิพิเศษต่างๆ ในการซื้อสินค้าและบริการ
1.1 ลักษณะการโพสต์ข้อความ: Content ที่โพสต์มากกว่า 80% เน้นข้อความ Status เพื่ออัพเดทโปรโมชั่น ส่วนลด ของแถม กิจกรรม และสิทธิพิเศษต่างๆ ในการซื้อสินค้าและบริการ โดยมีสโลแกนว่า "เรื่องดีๆ แบบนี้ ไม่บอกต่อไม่ได้น๊าาา" ทุกครั้งที่มีการโพสต์ เพื่อสร้าง Brand Recognition สำหรับเนื้อหาประกอบไปด้วยแบรนด์ที่จัดโปรโมชั่นฯ ระยะเวลา สถานที่ จำนวนส่วนลด และเงื่อนไขสิทธิพิเศษต่างๆ ตัวอย่างเช่น

flickr:11511846794

สำหรับความสำเร็จของโพสต์ต่างๆ จากการเข้าถึงและการมีส่วนร่วมโดยเฉลี่ย พบว่า การเข้าถึงสถานะโดยเฉลี่ยเท่ากับ 415 ครั้ง และการเข้าถึงรูปภาพโดยเฉลี่ย เท่ากับ 124 ครั้ง สำหรับการมีส่วนร่วม โดยเฉลี่ยของสถานะและรูปภาพ แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ จำนวนคลิกบนโพสต์ของสถานะและรูปภาพ มีจำนวน 8 ครั้งและ 4 ครั้งตามลำดับ ส่วนการถูกใจ ความคิดเห็น และการแชร์ของสถานะและรูปภาพ มีจำนวน 15 ครั้งและ 7 ครั้งตามลำดับ

flickr:11511889196

ตัวอย่างรายละเอียดการโพสต์ทั้งหมดที่เผยแพร่แล้ว (25 สิงหาคม 2013 ถึง 22 พฤศจิกายน 2013)

flickr:11511889076

1.2 ช่วงเวลาการโพสต์ข้อความ: การโพสต์โปรโมชั่น ส่วนลด ของแถม กิจกรรม และสิทธิพิเศษต่างๆ ในการซื้อสินค้าและบริการจะมีการโพสต์ตลอดทั้งวัน โดยเริ่มตั้งแต่ประมาณ 8:30 – 22:30 น. เป็นประจำทุกวัน และโพสต์โดยเฉลี่ยทุกชั่วโมง สำหรับรายละเอียดการเข้าถึงหน้า Page โดยเฉลี่ยตลอด 1 สัปดาห์ พบว่า วันอังคาร วันพุธ และวันพฤหัสบดีมีการเข้าถึงมากที่สุด โดยมีจำนวนผู้เข้าถึงโดยเฉลี่ย เท่ากับ 1,600 คน ส่วนเวลาที่มีการเข้าถึงมากที่สุด คือ ช่วงเวลา 20.00 น. โดยมีจำนวนผู้เข้าถึงโดยเฉลี่ย เท่ากับ 704 คน

flickr:11511888736

2) ผลการดำเนินการจัดกิจกรรมและแจกของรางวัลจากการเข้าร่วมกิจกรรมของสมาชิก Page
กิจกรรมครั้งที่ 1: ได้ทำการแจกตุ๊กตา"Minion อัดเสียงจำนวน 2 ตัว 1 รางวัล โดยมีกติกาในการเข้าร่วมดังนี้
1. Like Page Guru on SALE
2. Share รูปกิจกรรมไปยังหน้า Facebook ของผู้ร่วมกิจกรรม [แบบ Public] พร้อมตั้งสโลแกนที่มีคำว่า Guru on SALE โดยผู้ที่มียอด Like จากการ Share ในหน้า Facebook ของผู้ร่วมกิจกรรมมากที่สุดก็เป็นผู้ชนะที่สามารถได้รับของรางวัลจากทาง Page

flickr:11511922113

กิจกรรมครั้งที่ 2: ได้ทำการแจกตุ๊กตา"Minion อัดเสียงจำนวน 2 ตัว 2 รางวัล โดยมีกติกาในการเข้าร่วมดังนี้
1. Like Page Guru on SALE
2. Share รูปกิจกรรมไปยังหน้า Facebook ของผู้ร่วมกิจกรรม [แบบ Public] พร้อม Comment ใต้รูปภาพนี้ ขอแค่ 3 คำง่ายๆ โดยผู้ที่มียอด Like ในกล่อง Comment มากที่สุดก็เป็นผู้ชนะที่สามารถได้รับของรางวัล

flickr:11511816405

การวัดผลกิจกรรม:

flickr:11511816025

หมายเหตุ: ยอด Like หลังทำกิจกรรมครั้งที่ 2 สูงกว่ายอด Like ณ วันสิ้นสุดโครงการไม่เท่ากัน เนื่องจากมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมบางคนได้ถอน Like หน้า Page หลังจากประกาศผลกิจกรรมครั้งที่ 2 ทำให้จำนวนยอด Like ลดลง

การติดตามผลภาพรวม
1. แสดงข้อมูลภาพรวมใน 7 วันที่ผ่านมาล่าสุดตั้งแต่วันที่ 13 พ.ย. 2556 ถึงวันที่ 19 พ.ย. 2556

flickr:11511845174

จากกราฟ พบว่า ในช่วง 7 วันที่ผ่านมา มียอด Like เพิ่มขึ้น 34% โดยมียอด Like 431 คน คิดเป็น 1,337.7% สำหรับการเข้าถึงหน้า Page https://www.facebook.com/guruonsale มีทั้งหมด 2,270 ครั้ง เพิ่มขึ้น 18% ในส่วนของการเข้าถึงโพสต์ มีทั้งหมด 2,204 ครั้ง เพิ่มขึ้น 32.4% และการมีส่วนร่วมของสมาชิก Page ทั้งหมด 1,017 ครั้ง เพิ่มขึ้น 158.1% แบ่งออกเป็น การถูกใจ 197 ครั้ง การแสดงความคิดเห็น 706 ครั้ง การแชร์ 19 ครั้ง และจำนวนคลิกบนโพสต์ 2,234 ครั้ง

2. จำนวนครั้งที่มีการดูแต่ละแท็บของหน้า Page https://www.facebook.com/guruonsale

flickr:11511920743

จากกราฟ พบว่า การเยี่ยมชมหน้า Page https://www.facebook.com/guruonsale ส่วนใหญ่มาจากไทม์ไลน์ สำหรับการเยี่ยมชมแท็บ ส่วนใหญ่มาจากแท็บผู้ดูแลและแท็บรูปภาพตามลำดับ

3. จำนวนการดำเนินการของผู้คนที่มีส่วนร่วมกับหน้า Page https://www.facebook.com/guruonsale

flickr:11511920643

จากกราฟ พบว่า ผู้คนที่มีส่วนร่วมกับหน้า Page https://www.facebook.com/guruonsale ส่วนใหญ่มาจากการโพสต์โดยผู้อื่นบนหน้าของ Page Guru on SALE รองลงมาเป็นการกล่าวถึง Page Guru on SALE และการเช็คอินตามลำดับ

4. จำนวนครั้งที่ผู้คนมาที่หน้า Page https://www.facebook.com/guruonsale จากเว็บไซต์นอก Facebook

flickr:11511815485

จากกราฟ พบว่า จำนวนครั้งที่ผู้คนมาที่หน้า Page https://www.facebook.com/guruonsale จากเว็บไซต์นอก Facebook มาจากเว็บไซต์ google.co.th มากที่สุด และรองลงมา คือ search.incredibar.com

5. คนที่ถูกใจหน้า Page https://www.facebook.com/guruonsale

flickr:11511844954
flickr:11511815345

จากกราฟ พบว่า ผู้ติดตามของ Page Guru on SALE ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงถึง 73% และอยู่ในช่วงอายุระหว่าง 18-44 ปี คิดเป็น 69% ของผู้ติดตามทั้งหมด ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ได้วางไว้
เมื่อแยกตามภูมิศาสตร์และภาษา พบว่า คนที่ถูกใจหน้า Page Guru on SALE ส่วนใหญ่มาจากประเทศไทย จำนวน 1,662 คน รองลงมา คือ สหรัฐอเมริกา จำนวน 16 คน สหราชอาณาจักร จำนวน 10 คน แคนาดา จำนวน 2 คนและสวิตเซอร์แลนด์ จีน ญี่ปุ่น กานา เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย จำนวนประเทศละ 1 คน
สำหรับเมืองของคนที่ถูกใจหน้า Page Guru on SALE มากที่สุด 3 อันดับแรก คือ กรุงเทพมหานคร จำนวน 1,061 คน รองลงมาคือ นนทบุรี จำนวน 281 คน และนครราชสีมา จำนวน 32 คน จะเห็นว่าผู้ที่กด Like Page Guru on SALE ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมมหานคร ซึ่งจุดนี้ทำให้เห็นว่าควรหา Strategy ที่สามารถเจาะไปที่กลุ่มต่างจังหวัดบ้าง เพื่อเพิ่มยอด Like ให้มากขึ้น

6. คนที่เข้าถึงโพสต์ของ Page https://www.facebook.com/guruonsale ในช่วง 28 วันที่ผ่านมา (ตั้งแต่วันที่ 25 ต.ค. – 21 พ.ย. 2556)

flickr:11511815275
flickr:11511920323

จากกราฟ พบว่า คนที่เข้าถึงโพสต์ของ Page Guru on SALE ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงถึง 65% และอยู่ในช่วงอายุระหว่าง 18-44 ปี คิดเป็น 59% ของผู้ติดตามทั้งหมด
เมื่อแยกตามภูมิศาสตร์และภาษา พบว่า คนที่เห็นโพสต์หน้า Page Guru on SALE มากที่สุด 3 อันดับแรก คือ ประเทศไทย จำนวน 5,221 คน รองลงมาคือ ตุรกี จำนวน 73 คน และอินเดีย จำนวน 67 คนสำหรับเมืองของคนที่เห็นโพสต์หน้า Page Guru on SALE มากที่สุด 3 อันดับแรก คือกรุงเทพมหานคร จำนวน 3,465 คน รองลงมาคือ นนทบุรี จำนวน 295 คน และเชียงใหม่ จำนวน 115 คน

7. คนที่ถูกใจ แสดงความคิดเห็น หรือแชร์โพสต์ของ Page https://www.facebook.com/guruonsale ในช่วง 28 วันที่ผ่านมา (ตั้งแต่วันที่ 25 ต.ค. – 21 พ.ย. 2556)

flickr:11511844754
flickr:11511890076

จากกราฟ พบว่า คนที่ถูกใจ แสดงความคิดเห็น หรือแชร์โพสต์ของ Page Guru on SALE ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง คิดเป็น 57% และอยู่ในช่วงอายุระหว่าง 18-44 ปี คิดเป็น 53% ของผู้ติดตามทั้งหมด
เมื่อแยกตามภูมิศาสตร์และภาษา พบว่า คนที่ถูกใจ แสดงความคิดเห็น หรือแชร์โพสต์ของ Page Guru on SALE มากที่สุด 3 อันดับแรก คือ ประเทศไทย จำนวน 780 คน รองลงมาคือ อินโดนีเซีย จำนวน 34 คน และฟิลิปปินส์ จำนวน 25 คน สำหรับเมืองของคนที่ถูกใจ แสดงความคิดเห็น หรือแชร์โพสต์ของ Page Guru on SALE มากที่สุด 3 อันดับแรก คือกรุงเทพมหานคร จำนวน 544 คน รองลงมาคือ นนทบุรี จำนวน 92 คน และสงขลา จำนวน 12 คน

สิ่งที่ได้รับจากการทำ Social Media Marketing
1. การทำการตลาดผ่าน Social Media เป็นช่องทางที่สามารถประชาสัมพันธ์ได้อย่างกว้างขวางและรวดเร็ว โดยมีการ Share และบอกต่อ อีกทั้งช่วยเพิ่มช่องทางในการติดต่อสื่อสารระหว่างลูกค้าของคุณและบริษัทของคุณ
2. การทำการตลาดผ่าน Social Media ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงเรื่องระยะเวลาในการส่งข่าวสาร เพราะสามารถทำได้ทันที การรับข่าวสารจากทั่วโลกก็สามารถรับรู้ได้เพราะมีการเชื่อต่อผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตอยู่แล้ว ทำให้ไม่ต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายในการขนส่งอีกด้วย
3. Social Media เป็นเครื่องมือที่สนับสนุนการตลาดเชิงกลยุทธ์ ในการสร้างปฏิสัมพันธ์ และสร้างความผูกพันกับลูกค้าได้
4. การทำตลาดผ่าน Social Media จะมีส่วนของการวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น อาทิเช่น เพศ อายุ ภูมิศาสตร์ ภาษา ช่วงเวลาในการเข้าถึง พร้อมทั้งคำนวณออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ให้ด้วย ทำให้สามารถนำข้อมูลในส่วนนี้มาคิดกลยุทธ์เพื่อให้ตอบโจทย์กับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้
5. การทำตลาดผ่าน Social Media จะมีส่วนของการตั้งเวลาการโพสต์ล่วงหน้า ทำให้สามารถวางแผน ตั้งค่าการโพสต์ข้อมูลข่าวสารได้อย่างเป็นระบบตลอดเวลา
6. การทำการตลาดแบบ Social Media Marketing ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่าการโฆษณาแบบอื่นๆ เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางในการติดต่อสื่อสาร โดยลูกค้าสามารถเข้าถึงข้อมูลสินค้าหรือบริการได้ ตลอด 24 ชม.
7. Social Networking เป็น 2 Ways Communication ทำให้สามารถติดต่อกันทั้งได้ 2 ทางระหว่างลูกค้ากับบริษัท นอกจากนี้ยังช่วยสร้าง Company Branding และทำให้ลูกค้ากับบริษัทมีความใกล้ชิดกันมากขึ้นด้วย

ปัญหาและอุปสรรค
1. ผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชม Page บางส่วนเข้ามาดูข้อมูล ข่าวสาร การประชาสัมพันธ์เพียงอย่างเดียว แต่ไม่มีการ Like Page
2. หลังจากมีการจัดกิจกรรมผู้ที่เข้ามามีส่วนร่วมบางส่วนได้ถอน Like ออกไป เนื่องจากผู้ที่เข้ามามีส่วนร่วมสนใจเพียงกิจกรรมไม่ได้สนใจข้อมูลข่าวสาร และการประชาสัมพันธ์ของ Page
3. เพื่อนของผู้ที่เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมมาช่วยเพียงแค่ Like หรือ Share ให้ผู้ที่เข้ามามีส่วนร่วม โดยไม่ได้สนใจรับข้อมูล ข่าสาร และประชาสัมพันธ์จึงไม่มา Like Page ด้วย
4. การจัดกิจกรรมครั้งที่ 2 ไม่ได้รับการตอบรับจากผู้ที่เข้ามามีส่วนร่วม เนื่องจากผู้ที่เข้ามามีส่วนร่วมบางส่วนเบื่อหน่าย ไม่สนใจในของรางวัลที่จัดกิจกรรม
5. การจัดกิจกรรมแจกของรางวัล ผู้ที่เข้ามามีส่วนร่วมบางคนมีความต้องการอยากได้ของรางวัล ทำให้เกิดการซื้อ Like จาการชาวต่างชาติ และเกิดการร้องเรียนจากผู้ที่เข้ามามีส่วนร่วมรายอื่นๆ

ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม
1. ควรมีการกำหนดกลยุทธ์ที่ชัดเจนและหลากหลายเพื่อให้ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย
2. ควรสร้างความน่าสนใจให้กับ Page มากยิ่งขึ้น เช่น สีสันของรูปภาพ, เนื้อหาที่ดึงดูด เพื่อกระตุ้นให้มีการ Like และ Share ที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
3. ควรมีปฏิสัมพันธ์กับสมาชิก Page ให้มากขึ้น เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับสมาชิก Page และทำให้เกิด Page Loyalty
4. ควรเพิ่มช่องทางในการประชาสัมพันธ์ผ่านทาง Social media อื่นๆ ด้วย เช่น Twitter Youtube หรือ Instragram การนำเสนอเนื้อหาที่แตกต่างและหลากหลายในแต่ละ Social media ทำให้มีผู้ติดตามในทุกๆ สื่อ เพราะหากนำเสนอเนื้อหาเดียวกันในทุกสื่อ อาจทำให้เลือกติดตามเพียงสื่อใดสื่อหนึ่งเท่านั้น เท่ากับเป็นการลดการสื่อสารกับผู้ติดตามลง

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License