Security Vs Freedom Of Expressi

กรณีศึกษาประเทศไทย:อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์และมุมมองของ ICT ต่อสังคม

ในฤดูร้อนของปี 2012 (2555) สองผู้มีอำนาจในการตัดสินใจจากคนละซีกโลกได้พยายามที่จะกำหนดแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดของการดำเนินการเกี่ยวกับพระราชบัญญัติการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์(ต่อไปนี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติ”) ซึ่งรัฐบาลไทยได้ประกาศใช้แล้วในปี 2007 พระราชบัญญัติได้รับแรงผลักดันเนื่องมาจากในช่วงที่มีการก่ออาชญากรรมคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น แต่ได้เจอกับพฤติกรรมโต้ตอบกลับมาอย่างหลากหลายรูปแบบจากกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ รวมไปถึงธุรกิจอินเทอร์เน็ตทั้งภายในและต่างประเทศและรวมทั้งการอ้างสิทธิทางการเมือง
ในด้านของการตัดสินใจของนาย Thomas Dungen ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ Fatbook.com ซึ่งท่านกำลังจะตัดสินใจว่าจะเปิดตัวเวอร์ชั่นภาษาไทยซึ่งกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นและตลาดนี้มีความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งจะทำให้จุดคุ้มทุนต่ำและมีผลตอบแทนสูงทางการเงินในการลงทุนสูง
เขาและผู้ร่วมงานของเขาเลือกที่จะให้บริษัทเสนอขายหุ้นให้กับประชาชนทั่วไป (IPO) ความไม่แน่นอนและความลังเลของเขามาจากความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงของการละเมิดลิขสิทธิ์ที่ค่อนข้างกว้างขวาง กล่าวคือผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตอาจจะเป็นผู้ละเมิดลิขสิทธิ์เอง และในกรณีล่าสุดที่เกิดขึ้นคือ การรับผิดทางกฎหมายร่วมกันกับบรรดาผู้ที่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงสำหรับการกระทำความผิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้พระราชบัญญัติ ซึ่งข้อกำหนดนี้ Dungen รู้สึกว่ามันมีผลอย่างมากที่จะทำให้เกิดปัญหาความยุ่งยากกับบริษัทได้ ซึ่งบริษัทของเขาจะเปิดตัว Fatbook เวอร์ชั่นไทย ภายหลังจากการได้เรียนรู้ว่าพนักงานหรือผู้ใช้ฝ่าฝืนกฏพระราชบัญญัติแล้ว ซึ่งถ้าผู้มีอำนาจในบทพระราขบัญญัตินี้ได้ตรวจสอบว่ามีการฝ่าฝืนจริง บริษัทนั้นก็จะถูกกีดกันในการทำธุรกิจในประเทศไทย
Dungen ต้องตัดสินใจเรื่องการเปิดตัวของ Fatbook เวอร์ชั่นไทย มีการคาดหวังว่าจะมีกำไรทางการเงินที่ดีจากรายได้โฆษณาที่เพิ่มขึ้น รวมไปถึงความนิยมที่เพิ่มขึ้นและชื่อเสียงที่จะดึงดูดผู้ใช้งานได้เป็นจำนวนมาก ด้วยเหตุนั้นจึงให้ความสำคัญเกี่ยวกับที่เป็นค่าใช้จ่ายการโฆษณาและทำให้เป็นแบบ “ครบวงจร” ในอีกทางหนึ่ง เค้าได้ค้นพบด้วยตัวเขาเองว่าบริษัทของเขาอาจตกเป็นจำเลยพัวพันเกี่ยวกับเงื่อนไขของพระราชบัญญัติ เนื่องมาจากการกระทำของผู้ใช้งานบางคนในเว็บไซต์หรือไม่ก็ตาม ดังนั้นจึงจำเป็นต้องป้องกันทั้งตัวเองและบริษัทของเขาจากการถูกดำเนินคดีทางอาญา อาจจะเกิดเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดการไม่รู้ถึงโอกาส จนอาจจะทำให้เกิดการหยุดชะงักครั้งใหญ่ได้
การเป็นผู้ประกอบการรายแรก เขายินดีกับผลกำไรทางธุรกิจที่ได้รับ โดยคำนวณจากความเสี่ยง แต่เขาสงสัยว่าความเสี่ยงในกรณีนี้จะคุ้มค่าจริงๆ กับผลกำไรที่จะได้รับหรือไม่
ในขณะเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาลของรัฐบาลไทยในกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย นายกรัฐมนตรีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ต่อสู้กับการตัดสินใจที่ยากไม่แพ้กันคือ การสนับสนุนการยกเลิกพระราชบัญญัติในรัฐบาลของเธออย่างยุติธรรม (มีการเรียกร้องโดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียบางคน) หรือในการสนับสนุนของการออกพระราชบัญญัติอย่างที่ควรจะเป็น (ที่ถูกเรียกร้องโดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ) เหมือนกับในกรณีของ Dungen ที่ต้องต่อสู้ในแง่มุมที่แตกต่างกัน แต่จะมีความเกี่ยวข้องในด้านปัญหาในสำนักงานทั่วโลกของเขา นายกรัฐมนตรีพบว่าเป็นเรื่องยากในการตัดสินใจ เพราะมีทั้งอำนาจและอิทธิพลอยู่บนทั้งสองด้านของปัญหา
กลุ่มใดที่มีผลประโยชน์จากบทพระราชบัญญัติดังกล่าวจะถูกจำกัดการแสดงออกทางความคิดเห็น และสิทธิเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตย นอกจากนี้ พวกกลุ่มคนที่มีความเห็นต่อต้านพระราชบัญญัติก็เกิดจากการถูกโน้มน้าว โดยบทบัญญัติบางประการของตัวพระราชบัญญัติเอง มีการนำมาใช้ไปในทางที่ผิดในแง่ที่พวกเขาจะนำมาใช้เพื่อเป็นเครื่องมือป้องกันพวกแรงต่อต้านทางการเมือง ที่พวกกลุ่มอำนาจแบบดั้งเดิมมองว่าเป็นภัยคุกคาม กลุ่มเหล่านี้มีความเชื่ออย่างมั่นคงในประชาธิปไตยไทยว่ามีรากฐานและมีความเจริญรุ่งเรือง มันเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในเรื่องของสิทธิประชาชนที่จะสามารถแสดงความคิดเห็นในมุมมองของพวกเขา โดยไม่ถูกข่มขู่และคุกคามทางกฎหมาย
ยิ่งไปกว่านั้น ในกลุ่มย่อยอื่นๆ ทั้ง กลุ่มผลประโยชน์ทางธุรกิจต่างประเทศ เช่น Fatbook ที่แม้ว่าจะไม่มีส่วนร่วมโดยตรงในความพยายามที่จะมีอิทธิพลต่อนโยบายของรัฐบาลในเรื่องนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยความคุ้นชินจากการทำธุรกิจในสภาพแวดล้อมที่มีกฎหมายเข้มงวดน้อยกว่าการปกครองการใช้เทคโนโลยีการสื่อสารที่ทันสมัย เช่น Internet กลุ่มคนเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นตัวแทนกลุ่มลงทุนชาวต่างชาติหน้าใหม่ที่มีศักยภาพ แต่ยังเป็นลู่ทางที่แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยเป็นสังคมที่ “มีความพร้อมทางเทคโนโลยี” ซึ่งอาจจะทำให้เพิ่มจำนวนผู้ใช้เทคโนโลยีการสื่อสารขั้นสูงขึ้นไปอีกด้วย
กลุ่มผลประโยชน์ที่มีอิทธิพลและอำนาจอื่นๆ จะมีบทบาทอยู่ในแต่ละภาคส่วนของพระราชบัญญัติ ยกตัวอย่างเช่น ในด้านของฝ่ายการทหาร และมีอยู่ในกลุ่มของฝ่ายพระราชวัง ซึ่งในบทลงโทษของพระราชบัญญัติจะไม่สามารถทำอะไรคนกลุ่มพวกนี้ได้ สำหรับหลากหลายเหตุผล พวกเขาถือว่ากฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องที่จำเป็นที่เราต้องอนุรักษ์ระบบระเบียบในสังคมไทยเอาไว้ เนื่องจากแนวโน้มในอดีตทหารที่มีชื่อเสียงจะจ้างพวกกลุ่มคนเพื่อที่จะบังคับให้อยู่ในฝั่งเดียวกัน นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรรู้ดีว่า มีกลุ่มคนทหารเหล่านี้ค่อนข้างจะระมัดระวังเกี่ยวกับการตรวจสอบในบางการกระทำของเค้า ซึ่งเธออาจต้องใช้การจัดการเกี่ยวกับพระราชบัญญัติ อันที่จริงแล้ว ถ้าเธอต้องการเตือนความทรงจำของตัวเองเกี่ยวกับการกระทำของทหารที่เด็ดขาด เมื่อรู้สึกว่ารัฐบาลได้ดำเนินการไปในทิศทางที่ไม่ถูกต้อง การรัฐประหารรัฐบาลของพี่ชายของเธอ (ทักษิณ ชินวัตร) ในเดือนกันยายน 2006 เป็นสิ่งช่วยเตือนความจำที่เจ็บปวดมาตลอดถึงปัจจุบัน
1. ภาพรวมของประเทศไทย
ตั้งอยู่ในใจกลางของคาบสมุทรเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีขอบเขตติดกับอ่าวไทย, พม่า, ลาว, กัมพูชา และมาเลเซีย ราชอาณาจักรไทยอยู่ใน 50 ประเทศที่มีแผ่นดินใหญ่ที่สุดของโลก (513,115 ตารางกิโลเมตรหรือ 198,120 ตารางไมล์) และติดอันดับ 20 ประเทศที่มีจำนวนประชากรมากที่สุด (คาดว่าในปี 2010 จะมากกว่า 67 ล้านคน) ประเทศไทยได้แบ่งออกเป็น 6 ภูมิภาค (ภาคเหนือ, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, ภาคตะวันออก, ภาคใต้, ภาคตะวันตก และภาคกลาง) บวกกับเมืองหลวง “กรุงเทพ” ซึ่งเท่าที่ผ่านมาเป็นเมืองที่มีความสำคัญมากที่สุดในประเทศ
ในด้านประชากร ส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยคนเชื้อชาติไทย แต่ก็มีคนเชื้อชาติอื่นๆด้วย อย่าง คนเชื้อสายจีน (14%) ตลอดจนการกระจายของกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ที่แตกต่างกัน (เช่นชนชาติที่หลายๆ คนเรียกว่า “ชาวเขา”) ประมาณ 71% ของประชากรอยู่ในกลุ่มอายุ 15-64 ปี (เกือบ 20%) อยู่ในกลุ่มอายุ 0-14 และน้อยกว่า 9% อยู่ใน 65 ปีและกลุ่มที่มีอายุมากกว่า อัตราส่วนเพศชายและเพศหญิงเป็น 50:50 ในแต่ละกลุ่มอายุ ในปี 2011 การเติบโตของประชากรเป็น 0.566% ซึ่งลดลงจากปีก่อน ด้านวัฒนธรรม ได้ถูกหล่อหลอมมาจากหลากหลายอิทธิพล รวมไปถึงอารยธรรมโบราณของอินเดีย จีน และกัมพูชา อย่างไรก็ตามพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ มีผู้นับถือศาสนากว่า 95% ของจำนวนประชากรทั้งหมด จึงทำให้มีอิทธิพลอย่างมากต่อลักษณะพื้นฐานทางด้านสังคมและประเพณีของสังคมไทย ประเทศไทยยังเป็นประเทศเดียวที่มีความแตกต่างจากหมู่ประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตรงที่ไม่เคยเป็นเมืองอาณานิคมในประวัติศาสตร์กว่า 1,000 ปี
ประเทศไทยมีความสามารถในการอ่านออกเขียนได้ มีเกือบ 93% ของประชากรที่อายุ 15 ปีที่มีความสามารถในการอ่านออกและเขียนได้ การศึกษาส่วนใหญ่ถูกจัดการโดยรัฐบาลไทยผ่านกระทรวงศึกษาธิการและเป็นการเรียนฟรีสิบสองปีในโรงเรียน แต่การศึกษาภาคบังคับยังเป็นเพียงเก้าปีแรกเท่านั้น
ในปี 1932 ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่มีอำนาจมากว่าเจ็ดศตวรรษถูกแทนที่ด้วยระบอบรัฐธรรมนูญ กับนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลและมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขแห่งรัฐ แม้จะมีระบบการปกตรองแบบระบอบรัฐธรรมนูญ แต่คนไทยยังคงให้ความเคารพและบูชาพระมหากษัตริย์มากเหมือนกับในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ สะท้อนให้เห็นในธงประจำชาติไตรรงค์สามสี พระมหากษัตริย์ (แสดงให้เห็นในแถบสีน้ำเงินตรงกลาง) เป็นหนึ่งในสามสัญลักษณ์ของประเทศไทยร่วมกับประเทศชาติ (แสดงให้เห็นในสองแถบสีแดงด้านนอก) และศาสนา (แสดงให้เห็นในสองแถบสีขาวที่ติดกับแถบสีน้ำเงิน)
ในการเห็นพ้องร่วมกันกับโครงสร้างแบบดั้งเดิมของระบบรัฐสภาในการปกครอง ฝ่ายบริหารของไทยยังเป็นส่วนร่วมในงานในฝ่ายนิติบัญญัติของรัฐบาล ตุลาการอิสระ ศาลฎีกามีอำนาจสูงสุดประกอบด้วยสามฝ่าย ตั้งแต่การปฏิรูป ประเทศไทยได้ผ่านการรัฐประหารโดยทหารถึง 18 ครั้ง และกฎบัตร รัฐธรรมนูญ 17 ฉบับ สะท้อนให้เห็นถึงความไร้เสถียรภาพทางการเมืองอย่างมาก ยิ่งไปกว่านั้นตลอดระยะเวลาการปฏิรูปประเทศไทยเคยประสบวิกฤตการณ์ทางการเมืองเป็นจำนวนมากเช่น พฤษภาทมิฬ ในปี 1992 และการประท้วงเสื้อเหลือง เสื้อแดงที่ผ่านมาอีก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเปราะบางและไม่มีเสถียรภาพของการเมืองไทยอย่างเด่นชัด
ชัยชนะการเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งปี 2011 ไม่เพียงแต่นำมาสู่การมีนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก แต่ยังเป็นครั้งแรกที่ผู้นำรัฐบาลมีประสบการณ์อย่างกว้างขวางในอุตสาหกรรมสารสนเทศและการสื่อสาร ก่อนหน้านี้คุณยิ่งลักษณ์ได้ทำหน้าที่ในฐานะประธานของ AIS ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตรายใหญ่ที่ก่อตั้งโดยพี่ชายเธอ ผู้ที่ถูกปลดออกจากตำแหน่งนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร พรรคของเทอไม่เพียงแต่สัญญาว่าจะให้มี ฟรี WiFi ในที่สาธารณะ, อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และคอมพิวเตอร์พกพา (แท็บเล็ต) ต่อ 1 นักเรียน นายกรัฐมนตรีคนใหม่ได้ถ่ายทอดวิสัยทัศน์ที่กว้างขวางและความมุ่งมั่นของเธอที่จะทำให้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) เป็นพื้นฐานสำหรับการแข่งขันของประเทศไทยในการก้าวไปข้างหน้า เพื่อดึงดูดการลงทุนด้านไอทีจาก บริษัท ระดับโลกซึ่งจะเป็นกลยุทธ์หลัก ที่จะทำให้เกิดความสำเร็จในช่วงการเติบโตใหม่ในการแข่งขัน โดยการเชื่อมโยงนี้ เธอก็ตระหนักถึงความเป็นไปได้ แต่อย่างไรก็ตามก็เต็มไปด้วยปัญหาและอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมาย และระเบียบบางส่วน จึงอาจจำเป็นต้อง “ปรับแต่ง” หรือแก้ไขเพิ่มเติมทั้งหมด เพื่อสร้างบริบทการลงทุนที่น่าสนใจเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในประเทศไทย
2. เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในประเทศไทย
เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) หน้าที่ประกอบด้วย 4 ส่วนใหญ่ๆ คือ
1. computer hardware
2. computer software
3. computer services
4. การสื่อสารโทรคมนาคม(มีสายและไร้สาย)
แรงผลักดันที่เกิดขึ้นนี้มาจากการเทคโนโลยีของสังคมที่เพิ่มมากขึ้น ส่วนอุตสาหกรรมในประเทศไทยก็เติบโตอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ อย่างผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายมากขึ้น, มีระดับราคาที่ต่ำลง และสามารถเข้าถึงความรู้ได้เพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับวิธีการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีต่างๆทั้งในทางสาธารณะ ส่วนตัว และภาคประชาสังคม
เนื่องจากในปี 2010 ตลาด ICT ในไทย มีจำนวน GDP 11% เพิ่มขึ้นจนกลายเป็นหนึ่งในจำนวนที่มากที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีโครงการที่จะทำให้อัตราการเจริญเติบโตต่อปีมากกว่า 12% ตั้งแต่ปี 2010-2014 โดยมูลค่าทั้งหมดของการใช้ผลิตภัณฑ์และการบริการ IT ภายในประเทศไทย มีมูลค่าถึง $5.4 พันล้านเหรียญในปี 2010 และคาดหวังว่าจะถึง $8.7 พันล้านเหรียญในปี 2014
จำนวนผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตและซอฟต์แวร์แอพลิเคชั่นที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อน จะช่วยผลักดันมูลค่าภาพรวมของตลาดอุตสาหกรรมมากยิ่งขึ้น มูลค่าของตลาด ICT เพิ่มขึ้นทุกปีตั้งแต่ปี 2009 ถึง 2011 มีมูลค่าถึง 22,621 ล้านดอลล่า เติบโตถึง 11.7 % จากปีที่แล้ว โดยอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าตลาดที่มากทีสุดคือ อุตสาหกรรมโทรคมนาคมคิดเป็น 61.7% (หรือ 13,945 ล้านดอลลาร์) ของตลาดICTทั้งหมด ส่วนที่เหลือลดลงตามขนาดของมูลค่าตลาดโดยรวม อย่าง computer hardware (อยู่ที่ 14.8 % มีมูลค่าประมาณ 3,350 ล้านดอลลาร์), software (อยู่ที่ 12.4% เป็นมูลค่าประมาณ 2,807 ล้านดอลลาร์), และการบริการ (อยู่ที่ 11.1% เป็นมูลค่าประมาณ 2,519 ล้านดอลลาร์)
พื้นฐานมูลค่าตลาดที่กล่าวถึงด้านบนและอัตราการเติบโตของหลายอุตสาหกรรมก็มีพฤติกรรมแตกต่างกันเกี่ยวกับการใช้ ICT เทคโนโลยี ยกตัวอย่างเช่น ด้านสถาบัน ในขณะที่ทุกธุรกิจการค้า และการบริการมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นในการลดต้นทุนการผลิต และสร้างตลาดใหม่สำหรับผลิตภัณฑ์และการบริการ, ด้านธุรกิจโรงพยาบาลในประเทศไทย มีสัดส่วนของพนักงานที่ใช้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ท ในการทำงานสูงที่สุด (100%และ90% ตามลำดับ) ดังที่แสดงใน Appendix 1 อันดับถัดมาในการใช้ประโยชน์คือด้านการผลิต, การท่องเที่ยวม ก่อสร้าง และธุรกิจการค้าและการบริการ ตามลำดับ
แต่อย่างไรก็ตามบริษัทขนาดเล็กและขนาดกลาง (SMEs) ยังไม่ค่อยมีการนำ ICT มาใช้ แม้ในความเป็นจริงแล้วจากการวิจัย แสดงให้เห็นถึงผลทางด้านบวกของ ICT ในการบริหารบริษัท ในส่วนของการสร้างผลผลิต, การทำกำไร, มูลค่าการตลาด และส่วนแบ่งทางการตลาด นอกจากนี้ขนาดของสถานประกอบการส่งผลต่อการใช้งาน ICT ดังที่แสดงใน Appendix 1 สถานประกอบการที่มีคนน้อยกว่า 16 คน สามารถใช้ ICT ได้ในระดับต่ำ: การใช้งานคอมพิวเตอร์ -21.9% , การใช้งานอินเตอร์เน็ต -14.2%, และเว็บไซต์ -6.2% ในทางตรงกันข้าม สถานประกอบการที่มีจำนวน 16 คนหรือมากกว่า จะใช้งาน ICT ในระดับที่สูง เช่น มากกว่า 81.1% ของสถานประกอบการจะใช้งานคอมพิวเตอร์ [3]
ในด้านสถาบันการศึกษา, 99.7% ของการศึกษาระดับประถมศึกษามีคอมพิวเตอร์, ในขณะที่ระดับการศึกษาอื่นๆก็มีคอมพิวเตอร์ทั้งนั้น นอกจากนี้ส่วนใหญ่ของสถาบันการศึกษาก็มีการใช้งานอินเตอร์เน็ต ตัวอย่างสามารถดูได้จาก Appendix 1 การใช้งานอินเตอร์เน็ตสำหรับการศึกษาระดับประถมศึกษา, อาชีวศึกษา, การศึกษานอกโรงเรียน และสถาบันการศึกษาระดับสูง มีเปอร์เซ็นการใช้งานอยู่ที่ 97.2% 99% และ 100% ตามลำดับ
ในขณะที่สัดส่วนของความนิยมในการใช้งานคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต (29.3% และ 20.1% ตามลำดับ ในปี 2009) เพิ่มมากขึ้น แต่น้อยกว่าสัดส่วนของการใช้ Mobile Phone (56.8%) แต่อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยได้จัดอยู่ในอันดับที่ 9 ในเอเชียในส่วนของผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตในปี 2011 (ดูได้จาก Appendix 2) [4] ยิ่งไปกว่านั้นการใช้งานอินเตอร์เน็ตในครอบครัวมีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 5.7% ในปี 2004 เป็น 9.5% ในปี 2009 และการใช้บรอดแบนด์อินเตอร์เน็ตเพิ่มจาก 52.8% ในปี 2006 เป็น 55.1 ในขณะที่การใช้สายโทรศัพท์แบบ Fixed-line ลดลงจาก 23.4% ในปี 2004 เป็น 21.4% ในปี 2009 [3]
ในปี 2012 ประเทศไทยได้ถูกจัดอันดับอยู่ที่ 39 จากทั้งหมด 142 ประเทศ ในรายงานการแข่งขันระดับโลก(The Global Competitiveness) โดย World Economic Forum มันเป็นตำแหน่งที่ดีภายใต้ค่าเฉลี่ยของโลก ปัจจัยทั้งหมดที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวกับเทคโนโลยี แม้ว่าความเป็นจริงแล้ว สารสนเทศ เทคโนโลยี และโทรคมนาคม จะเป็นปัยจัยหลักที่ช่วยในการขับเคลื่อนการแข่งขันบางส่วนของประเทศ ยิ่งมากขึ้นโดยเฉพาะ, ปัญหาหลักของประเทศไทยคือเรื่องเกี่ยวกับ “เสาหลักของการเตรียมความพร้อมในด้านเทคโนโลยี” การวัดผลโดย World Economic Forum ประเมินขีดความสามารถของประเทศในการใช้ประโยชน์ของข้อมูลสารสนเทศ และเทคโนโลยีการสื่อสาร ประเทศไทยได้ลำดับที่ 93 ในจำนวนผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ต, ลำดับที่ 82 ในด้านความพร้อมของเทคโนโลยีล่าสุด, ลำดับที่ 75 การซึมซับเทคโนโลยีในระดับบริษัท, อันดับที่ 77 ในเรื่องการสมัครสมาชิกบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ต และลำดับ 83 ในเรื่อง internet bandwidth. วิสัยทัศของการขับเคลื่อน ICT ในประเทศไทย ได้รับคำแนะนำว่าอุปสรรคทั้งหมดควรที่จะนำไปได้รับการปรับปรุงเกี่ยวกับมาตรการเหล่านี้จะได้มีความสอดคล้องมุ่งเน้นที่การให้ความสนใจและการกระทำ
ไม่มีใครสามารถปฎิเสธได้ว่าในช่วงที่ผ่านมาใน 20 ปีที่ผ่านมา อินเตอร์เน็ต ได้ปรับเปลี่ยนมุมมองของชีวิตที่ทันสมัยในประเทศไทย ผู้คนต่างติดต่อและช่วยเหลือกันอย่างรวดเร็วและดีขึ้นเนื่องมาจากอินเตอร์เน็ต และอินเตอร์เน็ตก็กลายเป็นอุปกรณ์จำเป็นสำหรับธุรกิจและเพื่อความบันเทิง เมื่อเดือนมิถุนายน 2011, มีประชากรจำนวน 18 ล้านคน (คิดเป็น 27% จากประชากรทั้งหมด) ใช้งานอินเตอร์เน็ต [5] อย่างไรก็ตาม ภาวะฉุกเฉินของอินเตอร์เน็ตไม่ได้นำผลประโยชน์มาเจือปน ค่อนข้างชอบกับหลายๆเทคโนโลยีใหม่ๆที่เกิดขึ้นและอยู่ในระยะแรกๆ อินเตอร์เน็ตนำปัญหาใหม่ๆและการแข่งขันเข้ามา โดยเฉพาะหนี่งในอาชญากรรมที่เติบโตเร็วในไทย ในจำนวนของหลายๆประเทศทั่วโลก อาชญากรรมมีการเกี่ยวพันกับการใช้งานคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต [6] และอาชญากรรมนี้ส่งผลกระทบด้านลบทั้งแก่ธุรกิจและแต่ละบุคคล
3. การตอบสนองของชาติต่ออาชญากรรมไซเบอร์
จากหลักฐานที่มีอยู่ อาชญากรรมคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตได้เข้ามาคุกคามอย่างจริงจัง จึงอาจเป็นภัยต่อโครงสร้างพื้นฐานทางด้านไอซีที, ผลประโยชน์เชิงพาณิชย์ และนโยบายสาธารณะ โดยในแต่ละรัฐตอบสนองมากขึ้นกับการพัฒนาของประมวลกฎหมายเพื่อต่อต้านการก่ออาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ เพราะประมวลกฎหมายเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะสะท้อนให้เห็นถึงธรรมชาติของอาชญากรรมไซเบอร์ที่เกิดขึ้นในแต่ละประเทศ โดยในแต่ละประเทศก็แตกต่างกันขึ้นอยู่กับประเภทของคอมพิวเตอร์และอาชญากรรมอินเตอร์เน็ตที่กำหนดครอบคลุมไว้(ดูภาคผนวก 3) ดังนั้น ประมวลกฎหมายอาญาการกระทำผิดอาชญากรรมทางด้านไซเบอร์ของประเทศหนึ่งใช้กับประเทศอื่นไม่ได้ดังแสดงในภาคผนวก 3 ในกลุ่มประเทศเหล่านั้นที่มีการประกาศใช้กฎหมายเกี่ยวข้างกับอาชญากรรมคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต ที่มากที่สุดบางส่วนหรือทั้งหมดของการการทำผิดกฎหมายที่เฉพาะเจาะจงต่อไปนี้
1. ไม่ได้รับอนุญาตเข้าใช้ระบบ
2. การปลอมแปลงเกี่ยวกับไฟล์หรือข้อมูล (เช่นการคัดลอกโดยไม่ได้รับอนุญาต การดัดแปลงหรือการทำลาย)
3. เครื่องคอมพิวเตอร์หรือเครือข่ายการก่อวินาศกรรม (ผ่าน ไวรัส เวิร์ม ม้าโทรจันและการปฏิเสธการโจมตีบริการ)
4. ใช้ระบบสารสนเทศที่จะกระทำผิดหรือสร้างความก้าวหน้าของการก่ออาชญากรรม "ดั้งเดิม" (เช่นการทุจริตปลอมแปลงเอกสารและปราบปรามการฟอกเงินและการก่อการร้าย)
5. เป็นสื่อกลางการจารกรรมคอมพิวเตอร์
6. การละเมิดความเป็นส่วนตัวในการครอบครองหรือใช้ข้อมูลส่วนตัว
7. การโจรกรรมหรือสร้างความเสียหายให้กับ computer hardware หรือ software
ดังแสดงใน Appendix 4 ขั้นตอนของระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่ายที่ถูกนำมาใช้ในทางที่ผิด และถูกพิจารณาว่าเป็นอาชญากรรมใน Asia ซึ่งแสดงทั้งส่วนเหมือนและแตกต่างกันกับภูมิภาคอื่น โดยทั่วไป การละเมิดหรือการฝ่าฝืนที่ถูกพิจารณาว่าเป็นอาชญากรรมใน Asia มีดังต่อไปนี้
1.การขโมยข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์
2.การทำลายหรือสร้างความเสียหายแก่ระบบคอมพิวเตอร์
3.การเปิดเผยความลับ
4.การทุจริตทางคอมพิวเตอร์
5.การไม่ได้รับอนุญาติเข้าใช้ระบบหรือการปลอมแปลงเอกสารอิเล็กทรอนิกส์
6.การใส่ร้าย
7.ดูหมิ่นธุรกิจ
8.ลามกอนาจาร
แต่ละประเทศมีคำนิยามหรือการตีความกฎหมายอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ที่แตกต่างกันไป เช่น ไต้หวันกฎหมายอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ ตราขึ้นเพื่อป้องกันการทุจริต โดยให้ข้อมูลเท็จหรือคำสั่งภายในระบบคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องละเมิดลิขสิทธิ์ หรือจัดสรรทรัพย์สินของผู้อื่น การฉ้อโกงนี้หมายความว่า การกระทำใดที่ไม่ซื่อสัตย์หรือการหลอกลวงดำเนินการผ่ายโดยการใช้ระบบอินเตอร์เน็ต หรือการกำหนดเป้าหมายที่เทคโนโลยีที่รองรับอินเทอร์เน็ต ส่วนประเทศอื่น การกระทำผิดกฎหมายที่ดำเนินการในประเทศอื่น รวมถึง “การกลั่นแกล้ง”, “การดูหมิ่นทางธุรกิจ”, “ลามกอนาจาร”, “ทำให้เกิดภัยคุกคาม”, “การเล่นการพนันบนอินเตอร์เน็ต” และ “การเปิดเผยความลับ” ในบางประเทศ อย่างเช่น ประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทย การลักลอบเข้าใช้ระบบคอมพิวเตอร์เพื่อดูข้อมูลที่เป็นความลับถือว่าผิดกฎหมาย ถึงแม้ระบบจะไม่ได้รับความเสียหายก็ตาม ในประเทศสิงคโปร์ “การลักลอบเข้าใช้ระบบ”, “การเปิดเผยความลับ”, “การทำลายหรือสร้างความเสียหายแก่ระบบคอมพิวเตอร์หรือข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์” และ “การทุจริตคอมพิวเตอร์” ถือว่าผิดกฎหมาย ในประเทศมาเลเซีย เรื่องที่ผิดกฎหมายรวมถึง การหมิ่นประมาท ใส่ร้าย และ กลั่นแกล้ง, การดูหมิ่นทางธุรกิจ และ การกระทำที่ลามกอนาจาร ในประเทศฮ่องกงการกระทำผิดกฎหมายรวมถึง “การใส่ร้าย”, “การดูหมิ่นทางธุรกิจ”, “การกระทำความผิดทาง e-mail”, “การกระทำที่เป็นภัยหรือการทำลาย”, “การทุจริตคอมพิวเตอร์” และ “การขโมยข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์”ในประเทศจีน อาชญากรรมทางด้านคอมพิวเตอร์รวมอยู่ในมาตรา 285-287 ของกฎหมายอาญา การกระทำผิดกฎหมายรวมถึง “การแทรกแซงในการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์อย่างผิดกฎหมาย” จะถูกตัดสินให้ติดคุกอย่างน้อย 5 ปี ในประเทศเวียดนาม มาตรา 88 ของประมวลกฎหมายอาญาที่เกี่ยวข้องกับ “การดำเนินการกับการโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม” การโพสต์ข้อความวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลหรือพรรคคอมมิวนิสต์ ถือว่าผิดกฎหมาย
4. กรณีศึกษาประเทศไทย:อาชญากรรมไซเบอร์และมุมมองของสังคมต่อ ICT
เหตุผลหลักว่าทำไมอาชญากรรมคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตเริ่มจะมองเห็นได้และเป็นตะกอน ของการกระทำอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ กับการวางแผนของประเทศในระยะยาว สำหรับการใช้ประโยชน์ ของเทคโนโลยี ICT เป็นหลักสำคัญจองการพัฒนากลยุทธ์ของประเทศ ตามวิสัยทัศนี้ ขอบเขตการทำงาน 2010 ของรัฐบาล วางแผน ที่จะพัฒนาประเทศให้เป็น สังคมแห่งสติปัญญาและการเรียนรู้ เช่นพวกE-industry, E-commerce, E-government, E-education และ E-society ทั้งหมดเริ่มใช้งานและขับเคลื่อนโดยการเติบโตล่าสุด ในเทคโนโลยีการสื่อสารและสารสนเทศ เริ่มจะมีบทบาทโดดเด่นขึ้น อาชญากรรมไซเบอร์ ปัญหาที่กำลังเติบโตและมีอยู่ในไทย พิจารณาภัยคุกคามที่ร้ายแรง และอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น เพราะว่ายังเหลือที่ไม่ได้ตรวจสอบ มันอาจจะเกิดการแทรกแซงโดยง่าย กับการทุจริต และต้องการเอาชนะ ในแต่ละ E-Sector จะกลายเป็นเป้าหมายโดยรัฐบาล
สามารถเห็นได้จากชาร์ตด้านล่าง กรณีอาชญากรรมเทคโนโลยีได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากระหว่างปี2010และสิบเดือนแรกของปี2011 ตามที่กองปราบปรามอาชญากรรมเทคโนโลยีในไทย กล่าวว่ามีอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ทั้งหมดมากถึง 73 กรณี ในปี 2010 แต่ความจริงแยกเป็น 431 กรณีเพียงแค่ 10 เดือนแรกในปี 2011 เป็นการเพิ่มขึ้นเกือบ 5 เท่า ความผิดที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาโดยตัวเอง (ตัวอย่างเช่นการนำเข้าของการปลอมแปลงหรือข้อมูลเท็จ มีสื่อลามกไว้ในครอบครองหรือกระจายสินค้า ใช้ข้อมูลคอมพิวเตอร์ในลักษณะที่จะคุกคามหรือยอมความปลอดภัยอาณาจักร ) ได้พุ่งสูงขึ้นโดยตัวปัจจัยที่มากกว่า 17.5 เท่า (เช่น จาก 21 ในปี 2010 เป็น 387 ในปี 2011) อาชญากรรมที่แพร่หลายมากที่สุด ได้แก่ ข้อมูลคอมพิวเตอร์และระบบการโจมตี หมิ่นฯ ขโมยข้อมูลประจำตัว หมิ่นประมาท การนำระบบคอมพิวเตอร์ปลอมหรือเท็จ การเล่นพนันทางอินเตอร์เน็ต และการทุจริตอินเตอร์เน็ต
ตาราง 1 กรณีอาชญากรรมเทคโนโลยีปี 2010-2011 (มกราคม-ตุลาคม)
ลักษณะของคดี และแสดงจำนวนคดีในปี 2010 และ 2011 ตามลำดับ
1.การกระทำที่เกี่ยวข้องกับระบบ (เข้าถึงที่ผิดกฎหมาย,โจมตีระบบ / เกิดความเสียหายทำลายการเปลี่ยนแปลงข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ จำนวน 16, 13 คดี
2. หมิ่นประมาท/หมิ่นบรมฯ จำนวน 3, 6 คดี
3. อินเทอร์เน็ตทุจริต / โกง จำนวน11, 8 คดี
4.การพนันออนไลน์ จำนวน 15, 14 คดี
5. Computer Crime Act of 2007
ผ่านมาแล้ว 5 ปี ตั้งแต่เกิดรัฐบาลชุดหลังการรัฐประหารที่นำโดย พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้ออกพระราชบัญญัติที่เกี่ยวกับอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์นั้น กลายเป็นที่โต้เถียงกันในปัจจุบัน ซึ่งทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้ในเรื่องมาตราที่เกี่ยวกับการหมิ่นสถาบัน ว่าควรจะแก้ไขหรือฉีกทิ้ง การประกาศใช้พระราชบัญญัติดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับการใช้บริการอินเตอร์เน็ตในไทยซึ่งถูกใช้อย่างแพร่หลาย เป็นเรื่องจริงที่ในบรรดาประเทศต่างๆในโลกนั้น ประเทศไทยเป็นประเทศที่อยากใช้อินเตอร์เน็ตค่อนข้างสูง เนื่องจากคนไทยนั้นชอบที่จะแสดงความคิดเห็น และแชร์ข้อมูลผ่านทางโซเชียวมีเดียต่างๆตามเว็บบอร์ด บล็อค และโซเชียวมีเดียนั้น การแชร์ข้อมูลดังกล่าวทำให้เราสามารถเเสดงออกทางความคิดได้อย่างเสรี โดยไม่ถูกตรวจสอบหรือถูกเซนเซอร์ก่อน นอกจากนี้ยังสามารถไม่ลงชื่อในการแสดงความคิดเห็นได้ ดังนั้นจากการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตและการแพร่กระจายอย่างรวดเร็วของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตในไทยทำให้โซเชียวมีเดียต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Hi5, Myspace, LinkedIn และ Twitter ต่างมีจำนวนผู้ใช้ที่เป็นคนไทยค่อนข้างมาก
ก่อนการออกพระราชบัญญัติดังกล่าว เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจกลับไม่มีเครื่องมือทางกฎหมายเพียงพอที่จะจัดการกับปัญหาต่างๆที่เกิดจากการใช้อินเตอร์เน็ต เช่น การโจรกรรมข้อมูล การเปิดเผยรหัสผ่านส่วนตัวให้กับบุคคลที่สาม การลอบฟังข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ ภาพลามกอนาจาร และเนื้อหาที่มีความรุนแรง หรือเงื่อนไขของ ISPs ที่มีผลมาจากเนื้อหาที่ลูกค้าอาจจะทำการติดต่อสื่อสารกันไว้ทางอินเตอร์เน็ต โดยการทำผิดกฎบางส่วนนี้ บางครั้งอาจถูกดำเนินคดีภายใต้ Penal Code. ของไทย หรือ Criminal Code แต่ พระราชบัญญัติใหม่ที่ออกมานี้ก็จะมีการกำหนดค่าปรับที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น หรือในบางกรณีก็จะมีบทลงโทษที่หนักกว่าเดิม ซึ่งพระราชบัญญัตินี้จะให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ในการทำการเซนเซอร์เพื่อจำกัดการเผยแพร่ข้อมูล และทำการบล็อค หรือปิดเว็บไซต์ที่มีถ้อยคำและเนื้อหารุนแรง
อาชญากรรมที่มีลักษณะเฉพาะถูกจัดการโดยกฎหมายนี้ ได้พัฒนาไปสู่อีกขั้นหนึ่ง คือจากการแพร่กระจายไวรัส กลายเป็นการสแปม การก้าวก่ายการใช้คอมพิวเตอร์ของคนอื่น การแพร่กระจายของภาพลามกอนาจาร การโพสข้อความที่มีเนื้อหาทำลายชื่อเสียงของคนอื่น การโพสข้อความที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ เป็นต้น
ข้อสังเกต คือ เงื่อนไขที่จะเกิดขึ้นจากการทำผิด หรือละเมิด(เช่นการดูหมิ่นสถาบัน) ได้ถูกขยายให้รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ(ISPs) และผู้ดูแลเว็บไซต์ที่ดูแลเว็บมีเนื้อหาไม่เหมาะสมนั้น (มาตรา 15) นอกจากนี้ ในมาตราที่ 14(4) ได้ระบุถึงโทษของใครก็ตามที่มีส่วนช่วยในการเผยแพร่เนื้อหาที่ไม่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการส่งอีเมล์ การรีทวีต ในทวิตเตอร์ หรือการแชร์เนื้อหาลงเฟสบุก ดูใน Appendix 5 สำหรับลิสต์การจัดการทางกฎหมายสำหรับอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ในประเทศไทย

พระราชบัญญัติอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ประกอบไปด้วย 2 ส่วน
ส่วนที่หนึ่ง (มาตราที่ 8-17) ครอบคลุมไปถึงเรื่องการกระทำผิดกฎหมาย เกี่ยวกับการใช้คอมพิวเตอร์ และส่วนที่สอง (มาตราที่ 18-30) ครอบคลุมถึง บทบาทของผู้มีอำนาจและความรับผิดชอบของผู้ให้บริการ ตารางด้านล่างแสดงบทสรุปย่อของข้อกำหนดในมาตราที่ 1 ของพระราชบัญญัติ (ดูภาคผนวก 5 และ 6 สำหรับบทสรุปในส่วนของข้อกำหนดหลัก)
6. ข้อกำหนดหลักของพระราชบัญญัติอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ปี 2007: มาตราที่ 5-16
มาตราและบทลงโทษ
มาตราที่ 5 และ 6:การเข้าถึงคอมพิวเตอร์โดยไม่ได้รับอนุญาต
มาตราที่5: โทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน และ/หรือ ปรับไม่เกิน 10,000 บาท สำหรับการเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์โดยไม่ได้รับอนุญาต
มาตราที่6: โทษจำคุกเป็นสองเท่าของมาตราที่ 5 และปรับเป็นสองเท่าของมาตราที่5 สำหรับการเปิดเผยรหัสสำหรับระบบคอมพิวเตอร์ ในลักษณะที่ใกล้เคียงกับการทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย
มาตราที่ 7 และ 8:การเข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยไม่ได้รับอนุญาต
มาตราที่7: โทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และ/หรือ ปรับไม่เกิน 40,000 บาท สำหรับการเข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยไม่ได้รับอนุญาต มาตราที่8: โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และ/หรือ ปรับไม่เกิน 60,000 บาท สำหรับการดักฟังอย่างผิดกฎหมายโดยใช้อุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์เจาะข้อมูลคอมพิวเตอร์
มาตราที่ 9 และ 10: การสร้างความเสียหายโดยมิชอบด้วยกฎหมายต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์
มาตราที่ 9: โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และ/หรือ ปรับไม่เกิน 100,000 บาท สำหรับการสร้างความเสียหาย การทำลาย การดัดแปลง การแจ้งเตือน หรือ การเพิ่มข้อมูลไปที่คอมพิวเตอร์ของบุคคลที่สาม
มาตราที่ 10: บทลงโทษเหมือนกับมาตราที่ 9 สำหรับ การระงับชั่วคราว การล่าช้า การขัดขวาง การรบกวน การทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ของบุคคลที่สามให้ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ
มาตราที่11: การสแปม
มาตราที่11: ปรับไม่เกิน 100,000 บาท เท่านั้น หมายเหตุ: การสแปมรวมถึงการส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือส่งอีเมล์ให้ผู้อื่น โดยการปกปิด การหลอกลวงที่มาของข้อมูลในลักษณะที่เป็นการรบกวนการใช้คอมพิวเตอร์ของผู้อื่น
มาตราที่ 12:การสร้างความเสียหายต่อสาธารณชนหรือความมั่นคงภายในประเทศ
มาตราที่12: โทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และ/หรือ ปรับไม่เกิน 200,000 บาท สำหรับผู้ฝ่าฝืนมาตราที่ 9 และ 10 หากผู้ฝ่าฝืนได้สร้างความเสียหายทันที หรือความเสียหายที่ตามมาในภายหลังต่อสาธารณชน มีโทษจำคุกไม่เกิน 15 ปี และ ปรับไม่เกิน 300,000 บาท หากหากผู้ฝ่าฝืนได้สร้างความเสียหายต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับสาธารณชนและความมั่นคงภายในประเทศ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ บริการสาธารณะ และโครงสร้างพื้นฐาน มีโทษจำคุกไม่เกิน 20 ปี
มาตราที่ 13:การเผยแพร่โปรเเกรมคอมพิวเตอร์โดยมีจุดประสงค์เพื่อฝ่าฝืนภายใต้มาตรา 5 ถึง 11
มาตราที่ 13: โทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี และ/หรือ ปรับไม่เกิน 20,000 บาท สำหรับผู้ขาย หรือ ผู้กระจายโปรแกรมคอมพิวเตอร์ใดๆ หรือ ส่วนหนึ่งของคู่มือการใช้เพื่อที่จะก่ออาชญากรรมภายใต้มาตรา 5 ถึง 11
มาตราที่14:การนำเข้าข้อมูลผิดกฎหมายเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์
มาตราที่ 14: โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และ/หรือ ปรับไม่เกิน 100,000 บาท สำหรับการฝ่าฝืนใดๆ รวมถึงการนำข้อมูลที่ไม่ถูกต้องเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งมีแนวโน้มที่จะสร้างความเสียหายให้แก่บุคคลที่สาม หรือ สาธารณชน
(1) หรือทำให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน
(2) การสร้างข้อมูลที่ขัดเเย้งต่อความมั่นคงภายในประเทศ (และราชวงศ์) ภายใต้ penal code
(3) ข้อมูลอนาจาร
(4) หรือการเผยแพร่เนื้อหาเหล่านี้
มาตราที่ 15: บทบาทของผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต
มาตราที่ 15: การยินยอมให้ผู้มีอำนาจสามารถเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (ISPs) ที่ตั้งใจสนับสนุนหรือให้ความยินยอมแก่ค่านายหน้าของผู้ฝ่าฝืน ภายใต้มาตราที่ 14 คำว่า "ตั้งใจ" จะให้การปกป้องแก่ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตที่ไม่ได้ระวังถึงเนื้อหาบนระบบของตน อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตได้รับเเจ้งเกี่ยวกับเนื้อหาที่ผิดกฎหมายนั้น การปกป้องนี้จะไม่มีผลอีกต่อไป หากผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตใดๆถูกพบว่ามีความผิด เขาหรือเธอมีสิทธิที่จะได้รับโทษเทียบเท่ากับผู้ฝ่าฝืน
มาตราที่ 16:การใส่ร้าย
มาตราที่ 16: โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และ/หรือ ปรับไม่เกิน 60,000 บาท มาตรานี้กำหนดบทลงโทษแก่ผู้ที่ทำการโพสรูปของบุคคลที่สามโดยระบบคอมพิวเตอร์ ที่คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ โดยมีลักษณะที่เหมือนกับเป็นการทำลายชื่อเสียงของบุคคลที่สามนั้นๆให้อับอายและน่ารังเกียจ
7. การถกเถียงเกี่ยวกับการกระทำผิดอาชญากรรมคอมพิวเตอร์
• เจ้าหน้าที่ของรัฐมีอำนาจในมือมากเกินไป
เรื่องที่เป็นที่วิจารณ์อย่างมากเรื่องหนึ่งก็คือ ขอบเขตการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวกับเรื่องอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ (Appendix 6
section 18-30) ซึ่งยินยอมให้อำนาจเจ้าหน้าที่สามารถสืบสวน รวบรวมและยึดหลักฐานที่สงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ อย่างเช่นข้อที่ 18 อนุญาตให้เจ้าหน้าที่สามารถคัดลอกข้อมูลและไฟล์การเข้าออกของคอมพิวเตอร์จากระบบคอมพิวเตอร์ที่สงสัยว่าจะก่ออาชญากรรม และเจ้าหน้าที่ยังมีอำนาจทางกฎหมายที่จะเข้าถึงข้อมูลหรือระบบคอมพิวเตอร์ใดๆก็ได้ โดยได้สูงสุด 90 วันเพื่อที่จะสืบสวนและรวบรวมหลักฐาน ข้อที่ 20 อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ภายใต้การรับรองของกระทรวง ICT สามารถหาเหตุผลอันสมควรที่จะหยุดการแพร่กระจายของข้อมูลโดยตรง หรือขอให้ ISP ทำตาม
Wall street journal ได้รายงานว่า เจ้าหน้าที่รัฐของไทยได้บล็อกเวปเพจมากกว่า 40,000 เวปในปี 2010 โดยกระทรวง ICT ที่มีอำนาจโดยตรงในการดูแลการใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย อย่างไรก็ตามมีการพูดถึงจากสถิติของกระทรวงว่า ได้มีการใช้อำนาจในการบล็อกอย่างน้อย 110,000 แหล่งโดยไม่ใช่การติดตามของรัฐบาลและเป็นพวกเขาที่ทำการตรวจสอบเอง เวปที่ถูกบล็อกส่วนใหญ่มีเนื้อหาที่ไม่ดีต่อรัฐบาล หรือราชวงศ์ของไทย ซึ่งได้มีนักเคลื่อนไหวได้พูดถึงรัฐบาลในแง่ที่ให้ความสำคัญใช้กำลังในการบล๊อกเวปที่มีความสุ่มเสียงต่อนโยบายหรือการปฏิบัติงานของรัฐบาลมากเกินไป ซึ่งแหล่งที่รู้กันดีคือ www.prachathai.com ซึ่งเป็นแหล่งให้ข่าวที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาล หลังจากที่มีการก่อตั้งและดำเนินการของเวปได้ 6 ปีเสนอเดี่ยวกับจิกกัด วิจารณ์ เกี่ยวกับการดำเนินงานและนโยบายของรัฐบาล เวปนี้ก็ถูกบล็อกในเดือนเมษายน 2010 แต่ก็ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการต่อได้ในเดือนตุลาคม 2011
• ไม่มีความแตกต่างระหว่างภาพลามกอนาจารและภาพทางศิลปะ
สื่อลามกทางอินเทอร์เน็ตเป็นข้อถกเถียงกันมายาวนานในหลายประเทศ มีเพียงไม่กี่ประเทศที่มีการอนุญาตให้โพสเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้โดยไม่มีข้อจำกัด ประเทศส่วนใหญ่จะอนุญาตสื่อลามกนี้กับกลุ่มผู้ใหญ่ที่อายุ 18 ปีขึ้นไป และห้ามเกี่ยวกับการนำเสนอเนื้อหาทางเพศ ต่อมาการรับรู้ความจริงเกี่ยวกับเส้นที่คั่นระหว่างสื่อลามกกับภาพศิลปะก็ยังไม่ชัดเจน ซึ่งในประเทศส่วนใหญ่โดยเฉพาะประเทศตะวันตก กฎหมายได้ถูกออกมาเพื่อแยกระหว่างภาพลามกอนาจาร(ซึ่งมักถูกมองว่าผิดกฎหมาย) กับภาพศิลปะ(ที่ได้รับการปกป้อง)
อย่างไรก็ดีกฎหมายไทยได้ประกาศเกี่ยวกับเรื่องอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ซึ่งก็ไม่แตกต่าง โดยกองเซ็นเซอร์ของรัฐบาลมีอิสระที่จะปฏิเสธข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมและมีบทลงโทษตามกฎหมาย ข้อที่ 14(3) ของกฎหมายว่าด้วยหากมีการนำข้อมูลสื่อลามกมาลงสู่คอมพิวเตอร์หรืออินเทอร์เน็ตจะต้องโทษจำคุก 5 ปีหรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท
ซึ่งก็ได้มีนักวิจารณ์พูดถึงการที่รัฐบางมีการจัดรูปประเภททางศิลปะ เป็นภาพสื่อลากมาอนาจาร ซึ่งก็ต้องไปดูการให้คำจำกัดความของแต่ละคน
• การใช้คอมพิวเตอร์ในการทำลายชื่อเสียง การลงโทษรุนแรงกว่าในประมวลกฎหมาย
มาตรา 16 กล่าวถึงผู้ใดที่มีการลงภาพของบุคคลที่สามแล้วทำให้บุคคลผู้นั้นเสื่อมเสียชื่อเสียงหรือได้รับความอับอาย ซึ่งกล่าวถึงในแง่ของรูปเท่านั้น ไม่ได้กล่าวถึงในแง่ของคำพูดซึ่งในประมวลกฎหมายอาญาได้กล่าวถึง แต่การลงโทษภายใต้ความผิดของข้อที่ 16 คือการจำคุก 3 ปี ซึ่งสูงกว่าในประมวลกฎหมายซึ่งกล่าวไว้ 2 ปี ซึ่งตรงข้ามกับการลงโทษในการดูหมิ่นราชวงศ์ซึ่งโทษในประมวนกฎหมายสูงกว่าในนี้
ในประเทศที่พัฒนาส่วนมากจะตีความการทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงทางอินเทอร์เน็ตในแง่ที่ต้องมีการพูด วิจารณ์สื่อความหมายใต้รูป ซึ่งนักวิจารณ์ได้มองว่าการที่เห็นแค่รูปแล้วตีความว่าทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงทำให้เกิดการฟ้องร้องนั้น เป็นการจำกัดสิทธิ์ในการแสดงความคิดเห็นมากเกินไป ซึ่งในความเป็นจริงผู้ดูแลเวปไซด์ส่วนใหญ่โดนจับเพราะข้อหานี้ต่างต่อต้านกฎอันนี้
• การบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการดูหมิ่นราชวงศ์เพื่อยังคงความเคารพต่อราชวงศ์เอาไว้
กฎหมายเกี่ยวกับผู้กระทำผิดทางคอมพิวเตอร์ยังคงเฝ้าดู และดำเนินการฟ้องร้องกับเนื้อหาออนไลน์ที่เป็นผลกับความมั่นคงของชาติ ซึ่งรวมถึงเรื่องของราชวงศ์ด้วย จากเหตุการณ์รัฐประหารตั้งแต่ปี 2006 ที่รัฐบาลของทักษิณ ชินวัตรถูกยึดอำนาจ ข้อหาการดูหมิ่นราชวงศ์เป็นข้อหาที่มีการฟ้องร้องดำเนินการทางกฎหมายมากที่สุดกับผู้ใช้อินเทอร์เน็ต
การลงโทษทางกฎหมายสำหรับผู้กระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ สำหรับผู้ดูหมิ่นราชวงศ์จะถูกจำคุก 3-5 ปีแต่ภายใต้ประมวนกฎหมายอาญาหากเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์จะจำคุกสูงสุด 15 ปี
ส่วนนี้ดูเหมือนจะเป็นการจำกัดสิทธิของผู้ประชาชนที่จะแสดงความเห็นอย่างอิสระเพราะต้องคำนึงถึงข้อลงโทษทางกฎหมายที่รุนแรง ซึ่งประเทศไทยให้ความสำคัญกับกฎหมายข้อนี้มาก และในหลายเคสที่ผ่านมาทำให้ต้องให้การเฝ้าระวังอย่างสม่ำเสมอทั้งจากภายในประเทศและต่างประเทศ
เพื่อให้เข้าใจเหตุผลของกฎหมายเกี่ยวกับการดูหมิ่นราชวงศ์ จำเป็นต้องเข้าใจหน้าที่และบทบาทของราชวงศ์ไทยในสังคมของวัฒนธรรมไทย
• ราชวงศ์ในวัฒนธรรมไทย
ประเทศไทยเป็นหนึ่งใน 26 ประเทศในโลก ที่ได้ใช้ระบอบราชวงศ์ “ระบบกษัตริย์ภายใต้ระบอบรัฐธรรมนูญ” โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของบ้านเมือง แต่ไม่ได้มีอำนาจออกกฎหมายกำกับดูแล การบริหารบ้านเมืองจะเป็นของรัฐบาลที่ได้มาจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนจากการเลือกตั้ง ระบอบราชวงศ์อยู่ภายใต้กฎหมายเช่นเดียวกับประชาชน ประเทศที่ใช้ระบบนี้ได้แก่ ประเทศอังกฤษ เบลเยี่ยม นอร์เวย์ เนเธอแลนด์ สเปน ญี่ปุ่น และประเทศไทย ส่วนระบบที่สองคือ “Ruling monarchy” เป็นระบบที่กษัตริย์มีหน้าที่ปกครองและบริหารบ้านเมือง ซึ่งประเทศที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มประเทศอิสลามเช่น ซาอุดิอาระเบีย บรูไน นอกจากนี้ก็มีสวาซิลแลนด์ และแอฟริกา
โดยตลอดเกือบหนึ่งพันปีที่ผ่านมาของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย พระมหากษัตริย์ได้รับการยกย่องและมีความสำคัญทางศาสนาและทางสังคมอย่างสูง และยังมีความใกล้ชิดกับประชาชนซึ่งแตกต่างจากราชวงศ์ในประเทศอื่นๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงเป็นกษัตริย์ที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลก ได้รับความจงรักภักดีจากประชาชน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทย ในระหว่าง 64 ปีที่ทรงครองราชย์ ทรงคิดค้นโครงการหลวงต่างๆ ให้ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพอนามัย การเกษตรกรรม การจัดการน้ำ เป็นต้น พระมหากษัตริย์และราชวงศ์ของไทยกลายเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติไทย รูปภาพของท่านมีอยู่แทบจะทุกบ้านและอาคารสำนักงาน วันเกิดของทั้งพระมหากษัตริย์และพระราชินีก็เป็นวันหยุดของชาติ ดังนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องเข้าใจว่า สำหรับคนไทยนั้นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ไม่เพียงแต่เป็นสิ่งร้ายแรงกับราชวงศ์เท่านั้น ยังเป็นสิ่งร้ายแรงต่อสถาบันและสังคมไทยอีกด้วย
มีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงให้พระราชดำรัส เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2005 ในกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ว่า “…ระบบกษัตริย์ภายใต้ระบอบรัฐธรรมนูญ พระมหากษัตริย์สามารถกระทำผิดได้โดยไม่มีความผิด จริงๆแล้วการกล่าวเช่นนั้น คือ การดูถูกพระมหากษัตริย์อย่างมาก เพราะว่า ทำไมพระมหากษัตริย์ สามารถกระทำผิดได้แต่ไม่มีความผิด แสดงให้เห็นว่าพระมหากษัตริย์ไม่ใช่คน แต่ในความจริงพระมหากษัตริย์สามารถทำผิดได้….” ซึ่งท่านได้ให้พระราชดำรัสที่ค่อนข้างชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้ ดังนี้
“….แต่เมื่อบอกว่า ไม่ให้วิจารณ์ ไม่ให้ละเมิด เพราะรัฐธรรมนูญว่าอย่างนั้น สุดท้ายพระมหากษัตริย์ อยู่ในฐานะลำบาก ก็แสดงให้เห็นว่า ถ้าไม่ให้วิจารณ์ก็หมายความว่า ถ้าพระมหากษัตริย์จะต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์ ต้องถูกละเมิด แต่ไม่สามารถละเมิดได้ ความเสียหายก็ตกอยู่กับพระเจ้าอยู่หัว พระเจ้าอยู่หัวเป็นคนไม่ดี ซึ่งถ้าเป็นคนไทยด้วยกัน อันดับแรกคือไม่กล้าละเมิด สองรักพระเจ้าอยู่หัว จึงไม่ต้องการละเมิด แต่ก็บ่อยที่มีชาวต่างประเทศ ที่ละเมิดพระเจ้าอยู่หัว แล้วก็หัวเราะเยาะว่าพระเจ้าอยู่หัวของไทย พวกคนไทยทั้งหลายนี่ เป็นคนแย่ ละเมิดไม่ได้ ในที่สุดถ้าละเมิดไม่ได้ก็แปลว่าเป็นคนที่ไม่ดีสินะ
“…ที่จริงแล้วผู้ที่หมิ่นควรเข้าคุก แต่เพราะชาวต่างชาติบอกอย่างนั้น จึงไม่มีใครกล้าเอาคนที่หมิ่นพระมหากษัตริย์เข้าคุก เพราะพระมหากษัตริย์จะเดือดร้อน แล้วเขาจะหาว่าพระมหากษัตริย์เป็นคนที่ไม่ดี เมื่อมีใครว่าไรซักนิด ก็บอกให้เข้าคุก ที่จริงพระมหากษัตริย์ไม่เคยบอกให้เข้าคุก ตั้งแต่สมัยรัชกาลก่อนๆ เป็นกบฏ ก็ยังไม่จับใส่คุก ไม่ลงโทษ รัชกาลที่ 6 ท่านไม่ลงโทษ ไม่ได้ลงโทษผู้ที่เป็นกบฏ มาจนถึงต่อมา รัชกาลที่ 9 ใครเป็นกบฏ ก็ไม่เคยมีถูกลงโทษจริงๆ ที่จริงแล้วพระมหากษัตริย์ก็ทำแบบเดียวกัน คือไม่ให้เข้าคุก หรือถ้าเข้าคุกแล้วก็ให้ปล่อย ถ้าไม่เข้าก็ไม่ฟ้อง เพราะจะเป็นเหตุให้เดือดร้อน และผู้ที่ถูกลงโทษก็เดือดร้อน
ผู้ที่ละเมิดพระมหากษัตริย์ และถูกลงโทษไม่ใช่ผู้ที่เดือดร้อน พระมหากษัตริย์ต่างหากเดือดร้อน นี่ก็แปลก คราวนี้นักกฎหมายก็ชอบให้ฟ้อง ให้จับเข้าคุก อันนี้นักกฎหมายก็สอนนายกฯ ว่าต้องฟ้อง ต้องลงโทษ ก็สอนนายกฯ ว่าใครบอกว่าให้ลงโทษ อย่าลงโทษเขา ลงโทษไม่ดี ท้ายที่สุดไม่ใช่นายกฯ ที่เดือดร้อน แต่พระมหากษัตริย์เดือดร้อน หรืออาจมีบางคนอยากให้พระมหากษัตริย์เดือดร้อน ก็ไม่รู้นะ เขาทำผิด เขาด่าพระมหากษัตริย์ เพื่อให้พระมหากษัตริย์เดือดร้อน และเดือดร้อนจริงๆ เพราะถ้าใครมาด่าเราชอบไหม ก็คงไม่ชอบ แต่ถ้านายกฯ ลงโทษพวกเขา ก็แย่เลย…”
แต่อย่างไรก็ดีถึงจะมีพระราชดำรัสเช่นนี้ กฎหมายไทยก็ยังจัดการกับคนที่ดูหมิ่นราชวงศ์ ทั้งชาวไทยและต่างชาติ
• The Case of Joe Gordon
ในปี 2011 โจ กอร์ดอน ชาวอเมริกัน สัญชาติไทยได้ถูกจับกุมที่สนามบินสุวรรณภูมิขณะที่เขาเข้ามารับการรักษาทางการแพทย์ เนื่องจากกรณีที่เป็นผู้แปลหนังสือเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ไทย อันเป็นหนังสือต้องห้ามจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย และโพสต์เนื้อหาดังกล่าวผ่านสื่อออนไลน์ เขาก็คิดว่าเขาได้ทำผิดเพียงเล็กน้อย เขาถูกกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในช่วงเวลาที่เขาอยู่ในสหรัฐอเมริกา เขากล่าวปกป้องตัวเองว่า “ ฉันเป็นคนสัญชาติอเมริกัน และสิ่งนี้ได้เกิดขึ้นที่อเมริกา” เขายืนยันเช่นนี้ แต่เขาโชคร้าย เพราะข้อกล่าวหาของกฏหมายไทยในเรื่องการกระทำความผิดอาชญากรรมคอมพิวเตอร์บังคับใช้แก่ทุกคน รวมถึงชาวต่างชาติที่กระทำความผิดภายนอกราชอาณาจักร
ภายหลังจากการพิพากษาคดี อลิซาเบซ แพรต สถานกงศุลสหรัฐประจำประเทศไทย กล่าวว่า “วอชิงตันได้พิจารณาว่าเป็นเรื่องรุนแรงเพราะได้กำหนดไว้สำหรับการใช้สิทธิของเขาที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก” การแสดงความเห็นของเขาไม่ได้รับการยอมรับ และไม่กี่วันหลังจากนั้นผู้สนับสนุนกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพหลายร้อยคนได้จัดเดินกระบวนประท้วงที่หน้าสถานทูตสหรัฐฯในกรุงเทพฯ "ไม่ควรแทรกแซงกิจการภายในของประเทศไทย" “ไม่ใช่เรื่องของคุณ”
• The case of Alleged Stock Market Manipulators
ในกลางเดือนตุลาคมปี 2009 ราคาหุ้นไทยได้ตกลงอย่างต่อเนื่องถึงสองวัน เป็นผลมาจากข่าวลือที่ได้โพสต์บนอินเตอร์เน็ตว่าสุขภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มีอาการทรุดตัวลง หลังจากที่ได้เข้ารับการรักษาเมื่อกลางเดือนกันยายน หลังจากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯได้ทรงปรากฎตามสื่อต่างๆในหลายโอกาส จนในปลายเดือนเมษายน ปี 2011 ยังคงประทับในโรงพยาบาล
ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2009 เจ้าหน้าที่ได้จับกุมตัวสี่พนักกงานของบริษัท KT-Sefigo และ CEO ของบริษัทหลักทรัพย์ยูบีเอส ประเทศไทย จำกัด ภายใต้มาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ เนื่องจากการโพสต์ข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ทำให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน (มาตรา 11)
นาง ธีระนันท์ วิภูชนินท์ อดีตพนักงานบริษัท ยูบีเอส และนายคธา ปาจะจิริยาพร ที่ทำงานให้กับโบรกเกอร์ เคที ซีมิโก้ ถูกจับกุมและ เขาอ้างว่าข้อความที่โพสต์ลงเป็นข้อความที่แปลมาจาก Bloomberg และได้โพสต์ลงฟอรั่ม ยอดนิยมอย่าง ประชาไทยดอทคอม (Prachathai.com) นางสาวธีรนันท์ กล่าวว่าวันนั้น นักเล่นหุ้นต้องการทราบสาเหตุที่ราคาหุ้นตก และกล่าวว่าตนได้โพสต์ลงตอนกลางคืนหลังจากที่หุ้นได้ตกแล้ว นอกจากนี้นายคทายังให้การเชื่อมโยงไปยังหัวข้อข่าวใน Bloomberg ซึ่งมีการเขียนความเห็นส่วนตัวของตน ก่อนได้โพสต์ลงเว็บไซต์ฟ้าเดียวกันดอทคอม ทั้งคู่ได้ถูกจับภายใต้ข้อหากระทำอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ (มาตรา 19) ทั้งจากการที่แปลบทความจากเว็บไซต์ที่เชื่อถือได้และความรู้เท่าไม่ถึงการที่เชื่อว่าเป็นความจริง
• The Case of Ampon Tongnoppakon
อีกกรณีที่ทำให้เกิดการโต้แย้งกันอย่างรุนแรงและยังคงคุกกรุ่นอยู่ถึงแม้ได้มีการพิสูจน์ความผิดไปแล้ว และคุณปู่วัย 61 ปีได้เสียชีวิตไปแล้ว นายอำพน ตั้งนพกุล คนขับรถตู้คอนเทนเนอร์สินค้าจากสมุทรปราการที่ถูกจับในกลางปี 2011 ในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เป็นที่รู้จักกันมากในไทย ว่า อาก๋งหรือคุณปู่หรือในภาษาอังกฤษเรียกว่า “Uncle SMS” อาชญากรรมที่เขาถูกกล่าวหาคือการส่งข้อความในทางที่ไม่ดีที่เกี่ยวกับราชวงศ์ให้แก่ทางราชการ ข้อความของเขาถูกศาลพิจารณาว่าเป็นการโจมตีแก่สถาบันพระมหากษัตริย์อย่างรุนแรง นายอำพนปฏิเสธทุกข้อหา อ้างว่าเขาไม่รู้แม้กระทั่งวิธีการส่ง SMS และเขาให้การว่าอาจมีคนอื่น (เขาไม่รู้ว่าใคร) ได้ส่งข้อความในนามของเขา แม้จะมีข้อแก้ตัวอ้างต่อศาลอย่างไร ศาลก็ยังพิจารณาว่าเขาได้กระทำความผิด และถูกตัดสินจำคุกในพฤศจิกายน 2011 ถึง 20 ปี หลังได้ยินคำพิพากษาให้ต้องรับโทษจำคุก 20 ปี นายอำพนถึงกับทรุดตัวลงในศาล เขาสุขภาพไม่ดีมาตั้งแต่ก่อนถูกจับกุมแล้ว ทำให้สุขภาพของเขาทรุดลงอย่างรวดเร็วในระหว่างอยู่ในที่คุมขัง เขาเสียชีวิตในโรงพยาบาลเรือนจำกรุงเทพฯเมื่อ 12 พฤษภาคม 2012
กรณีของนายอำพน ทำให้เกิดความกังวล ยั่วยุให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความรุนแรงของกฎหมายว่าด้วยการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ในประมวลกฎหมายอาญาของไทยและการกระทำผิดเกี่ยวกับพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ หลายคนรู้สึกว่าภายใต้สถานการณ์ที่เกิดขึ้น (เช่นกรณีที่ไม่มีหลักฐานเพียงพอว่าเขาได้ส่งข้อความนั้นจริง และอาจจะเป็นการกระทำของคนอื่น ที่อาจเข้าถึงโทรศัพท์ของเขาได้) การต้องติดคุก 20 ปีของคนอายุ 61 ปี ก็เท่ากับว่าเขาถูกจำคุกตลอดชีวิต อย่างไรก็ตาม กรณีที่เกิดขึ้นนี้ ยังคงค้างคาของคนทั้งหลายในสังคม
ท่ามกลางกระแสการต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์บนเว็บไซต์ที่เพิ่มขึ้น เจ้าหน้าที่รัฐบาลได้ดำเนินการปราบปราม โดยใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่างเข้มงวด โดยการปิดเว็บไซต์ต่างๆที่ละเมิดอย่างจริงจัง การศึกษาของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รายงานว่า ศาลได้ใช้มาตรการบล็อกเกือบ 75,000 web pages โดยมีจำนวน 57,330 web pages ถูกปิดตัวลงเพราะถูกกล่าวหาว่า มีเนื้อหาต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์ และ 44,000 web pages ถูกบล็อกในปี 2010
เป็นที่ชัดเจนจากเหตุการณ์ทั้งหลายข้างต้นผู้มีอำนาจสองคนคือ นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรและ CEO ของ Dungen ยังคงไตร่ตรองถึงแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดที่แต่ละคนต้องตัดสินใจเพื่อให้ แน่นอนว่า Dungen ไม่ปรารถนาที่จะถูกจับเข้าคุกไปอย่างง่ายดายในขณะที่จะผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองในระหว่างการมาเยือนราชอาณาจักรไทยในอนาคต ส่วนคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตรนั้น เธอคงไม่มีความปรารถนาที่จะเห็นกฎหมายดังกล่าวทำให้นักลงทุนตกใจจนกลัวและหนีไป ซึ่งเธอกำลังหาช่องทางที่จะช่วยนำการลงทุนด้าน ICT จากต่างประเทศโดยตรง เพื่อให้ประเทศไทยกลายเป็น "สังคมแห่งปัญญาและการเรียนรู้" ที่เธอเชื่อว่าเป็นสิ่งจำเป็นของประเทศที่ต้องแข่งขันกันในระยะยาว สำหรับเหตุผลเหล่านี้ ผู้มีอำนาจทั้งคู่เกือบจะต้องสูญเสียชื่อเสียง ก่อนที่จะตัดสินใจหาแนวทางปฏิบัติ ให้ก้าวหน้าเป็นไปตามวัตถุประสงค์ เพื่อลดความเสี่ยงของพวกเขา
• The case of Dr. Somsak Jeamteerasakul
ดร.สมศักดิ์ เจียมธีระสกุล ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทางด้านประวัติศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในกรุงเทพ ถูกจับเมื่อ 22 เมษายน 2011 ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ดร.สมศักดิ์ เป็นนักวิจารณ์กฎหมายว่าด้วยการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และได้เรียกร้องให้มีการปฏิรูประบบกษัตริย์ ดร.สมศักดิ์ เป็นนักพูดตามเวทีต่างๆมากมาย ทั้งระบบในโลกออนไลน์และออฟไลน์ เขาได้โพสต์ความเห็นของเขาผ่าน Facebook อยู่บ่อยๆ และ เว็บไซส์สาธารณะต่างๆอย่างสม่ำเสมอ( มาตรา 21-22 ) หลังการถูกจับ เขาตอบโต้ว่า
“ผมไม่เคยพูดให้มีการยกเลิกระบบกษัตริย์ เพียงแต่เปลี่ยนแปลงระบบให้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของโลก การเปิดให้มีการพูดคุยกันถึงบทบาทของกษัตริย์มีความสำคัญ…เราควรมีการถกเถียงกันถึงบทบาทของกษัตริย์ด้วยเหตุผล สำหรับผู้นิยมระบอบกษัตริย์ ผมขอถามว่า คุณจะทำอย่างไรกับมุมมองที่แตกต่างของคนเป็นล้าน”
นักหนังสือพิมพ์และนักวิชาการจำนวนมาก ภายหลังได้จัดทำจดหมายเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ยกเลิกการตั้งข้อหาแก่ ดร.สมศักดิ์ เพื่อยุติการจำกัดเสรีภาพในการพูด เขาเขียนว่า “ผู้มีอำนาจต้องตระหนักว่าการวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ได้ปิดกั้นความจงรักภักดี แต่เป็นส่วนหนึ่งที่มีความจำเป็นในระบอบประชาธิปไตย”
เนื่องจากกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นกฎหมายที่กว้าง และไม่ยุติธรรมเพียงพอในการกล่าวหาบุคคลอื่นด้วยความเปิดโอกาสให้ผู้มีเจตนาดีใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่นด้วยความเท็จ นั่นคือ การสร้างสถานการณ์ให้ใครก็ได้สามารถกล่าวหาผู้อื่นว่า โจมตี ให้ร้าย ดูหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของกษัตริย์และราชวงศ์ ซึ่งเหยื่อผู้ถูกกล่าวหาส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าใครเป็นเป็นผู้ใส่ความพวกเขา มีความยุติธรรมน้อยมากในการกล่าวบุคคลภายใต้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนี้ การดำเนินคดีภายใต้กฎหมายฉบับนี้ได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของ คณะกรรมาธิการเกี่ยวกับสิทธิทางการเมืองได้มีการประเมินว่า มีคดีอยู่จำนวนมากกว่า 400 คดีที่อยู่ระหว่างการดำเนินการในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญาและมาตรา 14 ของพระราชบัญญัติอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ในปี 2010 มีหลาย ๆคดีที่ไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณชน ตามสถิติอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ที่ออกโดยกองปราบปรามเทคโนโลยีอาชญากรรม รวม 73 คดีในปี 2010 ได้เพิ่มขึ้นเป็น 431 คดีในปี 2011 คดีส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับ “ความมั่นคงของชาติ ” ดู Table1
• ความรับผิดชอบของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต
อีกบทบัญญัติหนึ่งที่มีการโต้แย้งคือการกระทำความผิดตามมาตรา 15 ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ตั้งข้อหากับ ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต หรือผู้ให้บริการที่จงใจสนับสนุนหรือยินยอมให้กระทำความผิดตามมาตรา 14 รวมถึงเจ้าของเว็บไซต์และเจ้าของเว็บบอร์ดที่เป็นผู้จัดหาวัสดุต้องห้ามตาม มาตรา 14 นักวิจารณ์หลายคนได้วิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงที่ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตได้รับโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำผิดหลัก เพราะพวกเขาเพียงแต่ให้บริการทางเทคนิคและไม่ได้สร้างเนื้อหาที่ผิดกฎหมาย
เมื่อมีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง ทั้งผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมและผู้สังเกตการณ์ เริ่มรู้ว่าบางเว็บไซต์หรือเจ้าของเว็บบอร์ดพบว่าตัวเองเริ่มจะผิดกฏหมาย โดยไม่ต้องรอ เพราะเมื่อ 6 มีนาคม 2009 นาง จีรนุช เพิ่มชัยพร อายุ 44 ปี เว็บมาสเตอร์ที่ได้รับความนิยมแห่งประเทศไทย คือเว็บไซต์ประชาไทย ถูกจับโดยตำรวจปราบปรามอาชญากรรมและตั้งข้อหาภายใต้มาตรา 15 ข้อหาคือ บกพร่องในการลบข้อความให้ได้อย่างรวดเร็ว สำหรับข้อความที่ไม่เหมาะสมที่ถูกโพสต์โดยผู้ใช้ที่ไม่ระบุชื่อ จากหนังสือพิมพ์ Financial Times นาง จีรนุช เพิ่มชัยพร ได้โต้แย้งว่ากฏหมายดังกล่าว "กำลังสร้างบรรยากาศแห่งความกลัว" "ฉันไม่ได้พูดอะไร ฉันไม่ได้เขียนอะไร และฉันไม่ได้โพสต์อะไรเลย" เธอว่า "แต่เว็บมาสเตอร์อย่างฉันกำลังถูกลงโทษ"
กรณีของนางจิรนุชมีความเป็นไปได้ที่จะส่งผลกระทบไปยังผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตรายใหญ่ เช่น Google และ Facebook Mr. John Ure กรรมการผู้จัดการของ Asia Internet Coalition สมาคมการค้าที่มีพลังที่ถูกก่อตั้งขึ้นโดย Google ,Ebay , Skype และอื่นๆ คดีของนางจิรานุช ค่อนข้างละเอียดอ่อน การตัดสินลงโทษคุณจิรานุช จะเป็นบรรทัดฐานส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในอนาคตของอุตสาหกรรมในประเทศไทย "ถ้าพวกเขา ที่เป็นผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต พบว่าจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ก็จะเป็นอันตรายอย่างมากต่อเศรษฐกิจดิจิตอลทั้งหมดของประเทศไทย" เขากล่าวว่า "อีคอมเมิร์ซ เครือข่ายทางสังคมและอื่นๆที่ทุกคนชอบ จะเกิดปัญหาที่วุ่นวายอย่างแน่นอน" นอกจากนี้แม้ว่าเขาจะไม่ได้พูดเช่นนั้น (เขาไม่จำเป็นต้องพูด) ผู้สังเกตการณ์ด้านอุตสาหกรรม คาดว่าแนวโน้มการดึงดูดการลงทุนเพิ่มเติมโดยตรงจากต่างประเทศในอนาคตของไทย จะหยุดชะงักและลดลงอย่างมาก ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องเหล่านี้ และกลุ่มอุตสาหกรรมที่คล้ายกัน
• ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติ
มาตรา 26 ของการกระทำที่ระบุว่าผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์เป็นเวลาอย่างน้อยเก้าสิบวันนับ แต่วันที่ข้อมูลถูกป้อนลงในระบบคอมพิวเตอร์ (ดูภาคผนวก 6 สำหรับคำจำกัดความของสี่ประเภทที่แตกต่างกันของผู้ให้บริการที่ครอบคลุมในส่วนของการกระทำนี้) มาตรานี้ยังระบุว่า ถ้ามีความจำเป็นผู้ได้รับอนุญาตอาจสั่งให้ผู้ให้บริการจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานขึ้น แต่ไม่เกินหนึ่งปี ภายใต้มาตรานี้ ผู้ให้บริการอาจถูกบังคับให้ต้องจัดเก็บข้อมูลที่จำเป็นในการชี้มูลความผิดของผู้ใช้บริการได้ วัตถุประสงค์ของมาตรานี้ คือการอำนวยความสะดวกในการรวบรวมหลักฐานการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดและการติดตามตัวตนของผู้กระทำผิด ในอีกแง่หนึ่งมาตรานี้มีความตั้งใจป้องกันการใช้อินเทอร์เน็ตโดยไม่ระบุชื่อผู้ใช้
ความต้องการของมาตรานี้เพิ่มต้นทุน ISP ของการทำธุรกิจของ ISP โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับ บริษัทขนาดเล็กและขนาดกลาง (SMEs) เพราะการลงทุนในระบบ (ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์) เพื่อจัดเก็บ Computer Traffic Log Files of Data ต้นทุน Software อย่างเดียวมีค่าใช้จ่ายประมาณ 100,000 บาท (ประมาณ 3,400 US Dollars) ค่าใช้จ่ายของทั้งระบบจะอยู่ในช่วง 1-10 ล้านบาท ( 34,000- 340,000 US Dollars) อาจารย์สาวตรี สุขศรี ศาสตราจารย์ทางด้านอินเทอร์เน็ตและกฎหมายสื่อของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่กรุงเทพฯชี้ให้เห็นว่าฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่จำเป็นในการจัดเก็บจราจรทางคอมพิวเตอร์ทั้งหมดจะเป็นต้นทุนที่สูงมาก แต่ความบกพร่องละเลยในการปฏิบัติตามก็อาจจะเสียค่าใช้จ่ายที่สูง เช่นเดียวกับเงื่อนไขการกระทำที่กำหนดไว้ว่าผู้ให้บริการใด ๆ ที่ไม่ปฏิบัติตามจะต้องมีการปรับเป็นเงิน 500,000 บาท (ประมาณ 17,000 USDollars) สำหรับความผิดแต่ละกระทง
8. Fatbook and CEO Dungen’s Concerns :
จากประเด็นทั้งหมดก่อนหน้านี้ที่กล่าวมาเป็นความกังวลของ Tom Dungen จากการเริ่มมี Fatbook ในปี 2004 ซึ่ง social network website มีการเติบโตรวดเร็วกลายเป็นหนึ่งในเว็บหลักปี 2012 ในเดือนพฤษภาคม ปี 2012 fatbook มีผู้ใช้มากกว่า 900 ล้านคน มากกว่าครึ่งหนึ่งของของผู้ใช้เข้าถึงโดยการใช้อุปกรณ์ mobile ผู้ใช้ต้องลงทะเบียนก่อนใช้ หลังจากนั้นจึงจะสร้าง profile และเชื่อมโยงกับผู้ใช้อื่น ๆ ซึ่งผู้ใช้สามารถสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลรวมไปถึง รูปภาพและวีดีโอ กับเพื่อน ๆ นอกจากนั้นผู้ใช้สามารถเข้าร่วมกลุ่ม (join common-interest user groups) ซึ่งมีความสนใจร่วมกัน เช่น กลุ่มกีฬา ท่องเที่ยว กลุ่มชื่นชอบรถ sports นี่เป็นแค่ตัวอย่างบางส่วนรวม การโฆษณาและการขายสินค้าออนไลน์ ซึ่ง fatbook เป็นแหล่งรายได้หลัก ซึ่งมีการเติบโต แม้ว่าเติบโตไม่สอดคล้องกับจำนวนผู้ลงทะเบียนเพิ่ม
Fatbook ประสบความสำเร็จของ ในตลาด social website ทั้งในอเมริกาเหนือและยุโรป แต่แย่ที่ตลาดจีนกับตลาดรัสเซีย เนื่องจากความขัดแย้งกับรัฐบาลทั้งสอง ซึ่งนำไปสู่การออกจากประเทศนั้นของ Fatbook โดยความขัดแย้งหลักมักเกี่ยวข้องกับรัฐบาล ในด้านละเมิดด้านสิทธิมนุษยชนพื้นฐาน เช่น สิทธิในการพูด บางประเทศ เช่น จีน กฎหมายได้กำหนดให้เจ้าของ website เปิดเผยข้อมูลของลูกค้าต่อรัฐบาล ซึ่งมันเป็นสาบานอันศักดิ์สิทธิ์ ต่อผู้ใช้เพื่อรักษาความลับของ identity ของผู้ใช้ fatbook จึงถอนตัวอย่างสมัครใจจากตลาดเหล่านั้น
ในปัจจุบันนี้ fatbook มีความตั้งใจที่จะขยายไปในประเทศกำลังพัฒนา ประเทศไทยถูกเลือกให้เป็นจุดมุ่งหมายที่สองสำหรับการจู่โจมของบริษัทในประเทศกำลังพัฒนา จีนและรัสเซียเป็นจุดแรกของการเข้าไปในภูมิภาคนี้ ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่นิยมในประเทศไทย จำนวนของผู้ใช้ fatbook ที่ลงทะบียนและผู้โฆษณามีการเติบโตอย่างไม่หยุดหย่อน เกือบจะ 90% ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยมีบัญชี fatbook ด้วยเหตุนี้จึงเชื่อว่า fatbook ในประเทศไทยอยู่ในสถานการณ์ win-win situation ทั้งผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่เป็นคนไทยและ fatbook ซึ่งเป็นการ launch ที่ประสบความสำเร็จของ fatbook เวอร์ชั่นไทย บริษัทจะได้รับประสบการณ์ที่ล้ำค่ากับการเจาะตลาดประเทศที่ร่ำรวยที่มีศักยภาพในพื้นที่เอเชีย เช่น อินโดนีเซีย อินเดีย เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น
อย่างไรก็ตามกฎหมายอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ของประเทศไทยประกาศใช้และมีผลบังคับ มีบทบัญญัติสองประการ คือเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ซึ่ง Dungen เองสงสัยว่าประเทศไทยเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในการเข้ามาของบริษัทในประเทศกำลังพัฒนาหรือไม่
• ความกังวลเกี่ยวกับบทบัญญัติมาตราที่ 15
ในส่วนนี้เพราะว่า Fatbook อนุญาตให้ผู้ใช้ website สร้างและแบ่งปันเนื้อหา บทบัญญัติในมาตราที่ 15 ของกฎหมาย ซึ่งมีการทำความผิดพอ ๆ กันในเว็บไซน์และ webboards ในกรณีดังกล่าวนี้ผู้ใช้โพสเนื้อหาที่ผิดกฎหมายภายใต้บทบัญญัติมาตราที่ 14 คือความกังวลเกี่ยวกับความมั่นคง ซึ่งมีความกังวลเกี่ยวกับ Case Thai webmaster คุณจิรานุช เปี่ยมชัยพร (Chiranuch Premchaiporn) ที่มีอายุ 44 ปี มีนัยว่าละเมิดในมาตราที่ 15 ซึ่งช้าเกินไปที่จะลบเนื้อหา หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ (Antiroyal) บนเว็บไซต์ที่เป็นที่นิยมที่เธอรับผิดชอบ ถ้าตัดสินเธอต้องเผชิญกับการจำคุก 20 ปี แม้ว่าDungen ไม่สามารถช่วยได้แต่มีความกลัวว่าเขาจะมีปัญหาและต้องมีจุดจบเหมือนอย่างคุณจิรานุช เปี่ยมชัยพร
ความกังวลอื่น ๆ คือหลาย ๆ ประเทศในภูมิภาคกำลังเตรียมความพร้อมที่ปฏิบัติตามประเทศไทยในด้านความรับผิดชอบของเจ้าของเว็บไซต์สำหรับการแสดงความคิดเห็น (comment) ที่ผิดกฎหมายที่ถูกโพสต์โดยผู้เข้ามาใช้งาน ตัวอย่างเช่น เวียดนามกำลังเตรียมตัวที่จะออกกฎหมายต่อต้านอาชญากรรม (anti-criticism) สำหรับการกระทำที่ผิดกฎหมายสำหรับเจ้าของเว็บไซต์ รวมไปถึง blogs และ social networks ในการวิจารณ์เกี่ยวกับพรรคคอมมิวนิสต์ (Communist Party) หรือเจ้าของเว็บไซต์ที่สร้างเว็บไซต์ให้ผู้เยี่ยมสามารถโพสต์เกี่ยวกับเนื้อหาต่อต้านรัฐบาล ในมาเลเซีย เจ้าของเว็บไซต์สามารถรับโทษและสันนิฐานว่ามีความผิดได้ หากมีเนื้อหาผิดกดหมายที่ถูก uploaded บนเว็บไซต์ของเขา โดยแนวโน้มในปัจจุบันกำลังแพร่จากประเทศในเอเชียและรัสเซียสู่ลาตินอเมริกาและประเทศกำลังพัฒนา โดยศาลประเทศบราซิลได้อนุญาตให้จับกุมผู้บริหารระดับสูง Google ในบลาซิล เพราะว่าบริษัทเพิกเฉยต่อการลบ Youtube ที่วิจารณ์ผู้สมัครนายกรัฐมนตรีท้องถิ่น ซึ่งในประเทศบราซิลมีกฎหมายห้ามการโฆษณาที่ทำลายชื่อเสียงผู้สมัครการเลือกตั้ง โดย Google โต้ตอบกลับว่า “Google เชื่อว่า ผู้ลงคะแนนเสียงมีความชอบธรรมในการใช้อินเทอร์เน็ตแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผู้สมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งสอดคล้องกับความหมายของการเป็นประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงการเลือกตั้ง”
• ความกังวลเกี่ยวกับบทบัญญัติมาตราที่ 26
สาเหตุที่สองของความกังวลตามมาตราที่ 26 เจ้าของเว็บไซต์ต้องมีการเก็บรวบรวมข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้เป็นระยะเวลา 90 วัน ไว้ให้สำหรับเจ้าหน้าที่ ถ้าหากเกิดการกระทำที่ผิดต่อบทบัญญัติจะถูกเชื่อว่ามาจากเครือข่ายของบริษัท สำหรับตัวอย่าง ถ้ามีการสร้างและแบ่งปันเนื้อหาที่ผิดกฎหมายบน Fatbook ซึ่ง Fatbook จำเป็นต้องหยุดข้อมูล Computer Traffic เพื่อบ่งชี้ว่าใครเป็นผู้ใช้ตั้งแต่เริ่มต้น อย่างไรก็ตามจากการก่อตั้ง Fatbook บริษัทได้ปฏิบัติตามนโยบายที่ไม่เปิดเผยข้อมูล นั่นคือ นโยบายบริษัทที่สัญญากับผู้ใช้ว่าจะไม่เปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้ ซึ่งเป็นนโยบายของ Fatbook ที่สร้างความภาคภูมิใจเพราะเป็นการสร้างความไว้วางใจระหว่างบริษัทกับผู้ใช้เว็บไซต์ ไม่มีคำถามไหนที่ Dungen สนใจแต่การที่บทบัญญัติบังคับให้เปิดเผยต่อเจ้าหน้าที่ อาจจะเป็นอันตรายกระทบต่อการเติบโตของผู้ใช้ใหม่และจำนวนผู้ใช้ปัจจุบันที่อาจจะเลิกใช้ไปอีกโดยไม่ทราบจำนวน
9. มุมมองและความกังวลของนายกรัฐมนตรี (Prime Minister’s Perspective and Concerns)
นายกรัฐมนตรี คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เปิดเผยข้อโต้แย้งที่เร้าร้อนในสองประเด็น เธอรู้ว่ามีทั้งด้านบวกและด้านลบของการแก้ไขพรบ.อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ นายกรัฐมนตรีไม่สามารถปฏิเสธว่าบทบัญญัติที่ขัดขวางอิสรภาพการแสดงออกและการลงทุนระหว่างประเทศ แต่ในเวลาเดียวกันเขายังคงตระหนักว่าบทบัญญัติเป็นเพียงเครื่องมือเดียวสำหรับเจ้าหน้าที่ที่ใช้ในการห้ามและยับยั้งอาชญากรรมคอมพิวเตอร์
นอกจากนั้นตามหลักรัฐธรรมนูญ ในมาตราที่ 8 นั้น ได้กล่าวว่า องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่ เคารพสัก การะผู้ใดจะละเมิดมิได้ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระ มหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้ เกือบจะทศวรรษของพระองค์ทรงงานอย่างหนักและเป็นตัวแทนของประชาชนและประเทศ และคนไทยคารวะนับถืออย่างลึกซึ้งต่อพระมหากษัตริย์ซึ่งฝังลึกในจิตใจของคนไทย การหมิ่นพระมหากษัตริย์และราชวงศ์ถูกปฏิบัติในฐานะที่เป็นความปลอดภัยของประเทศ สำหรับคำพูดของ Thitinan Pongsudhirak นักรัฐศาสตร์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยของกรุงเทพ “ถ้าคุณพูดว่า พวกเราต้องการอณาธิปไตยแต่พวกเราต้องการปฏิรูป จะกระตุ้นปฏิกิริยาการตีโพยตีพาย ซึ่งเผชิญกับคนที่ต่อต้านอณาธิปไตย ซึ่งเป็นความจริงที่นายกรัฐมนตรีต้องตระหนัก”
ในทางกลับกัน คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยังคงตระหนักถึงการเรียกร้องที่ไม่ลดละความพยายามในด้านสิทธิมนุษยชน สถาบันการศึกษา และประชาชนคนทั่วไปซึ่งหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเพิ่มมากขึ้น เป็นการใช้เครื่องมือในการปกป้องคู่ต่อสู้ทางด้านกฎหมาย แทนที่การปกป้องอณาธิปไตย ซึ่งข้อมูลถูกรวบรวมโดย David Streckfuss สถาบันการศึกษาซึ่งมีการวิจัยในเรื่องการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในประเทศไทย ซึ่งมีจำนวนของการฟ้องร้องการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพซึ่งมีการเพิ่มขึ้น ระหว่างปี 2005 ถึงปี 2010 และยังมีบางช่วงเวลาที่มีความขัดแย้งทางการเมืองเข้มข้น ตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1990 นายกรัฐมนตรีไม่สามารถที่จะยกฟ้องได้โดยสิ้นเชิง ซึ่งมีความเป็นไปได้สองปรากฎการณ์ คือ ความขัดแย้งทางการเมืองและความขัดแย้งทางสังคมและการเพิ่มขึ้นของการดำเนินการภายใต้กฎหมายการหมิ่นพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกัน
นอกจากนั้นหากพิจารณาเพิ่มเติม ในหลากหลายประเด็นที่อยู่ในใจของนายกรัฐมนตรี มีผลกระทบของอาชกรรมคอมพิวเตอร์สำหรับการเข้าถึงความต้องการการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ ซึ่งมีประเด็นที่เกี่ยวข้องในด้านความเห็นต่างประเทศ และสุดท้าย มุมมองที่สำคัญทั้งหมดของการบังคับใช้กฎหมายร่วมกันในประเทศไทย
• ความกังวลเกี่ยวข้องกับผลกระทบการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ
คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งมีพื้นหลังเกี่ยวกับธุรกิจของเธอในอุตสาหกรรมการโทรคมนาคม เธอเข้าใจถึงประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งเป็นวิถีทางเพื่อยกระดับธุรกิจให้มีความน่าสนใจ การลงทุนทางจากต่างประเทศมีผลประโยชน์ทั้งกับองค์กรที่เข้ามาลงทุนและประเทศที่ถูกลงทุน (Host Nation) ผู้ลงทุนได้รับผลประโยชน์คือค่าจ้างแรงงานที่มีราคาถูกกว่าและเข้าถึงตลาดใหม่ ในขณะที่ประเทศที่ถูกลงทุนได้รับกระแสเงินต่างประเทศและเงินลงทุนเข้าประเทศ พร้อมกับมีการถ่ายทอดทักษะ ความสามารถ เทคโนโลยีที่ดี เนื่องจากศักยภาพ จาก Michael Porter เน้นถึงความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยประเทศกำลังพัฒนาประสบความสำเร็จในการพัฒนาและมีสิ่งแวดล้อมทางธุรกิจที่ดีและยั่งยืนที่เป็นสิ่งดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเป้าหมายของการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศคือความร่ำรวยมั่งคั่งของประเทศตลอดจนการยกระดับความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งสถานการณ์ที่ส่งเสริมนี้นายกรัฐมนตรีได้ตั้งเป้าหมายการพัฒนาของประเทศไทยด้วย สังคมแห่งการเรียนรู้และปัญญา ดังนั้นบางสิ่งบางอย่างที่ขัดขวางการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศต้องการการประกันและการรับรองเพื่อการดึงดูดการลงทุน
• ความกังวลเกี่ยวกับความกดดันระหว่างประเทศ
ในประเด็นนี้เป็นทัศนะของการใช้กฎหมายร่วมกันระหว่างประเทศที่กว้าง ตัวอย่างเช่น ภาพพจน์ของประเทศไทยในบรรดาประเทศต่าง ๆ มีความชัดเจน ในภาพพจน์ของประเทศในระดับนานาชาติ ซึ่งมีผลกระทบทั้งทางบวกและทางลบ ในประเด็นกระแสเงินการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ นายกรัฐมนตรีมีปัจจัยในการตัดสินใจ ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้การวิจารณ์กลุ่มนานาชาติมี Public Domain ซึ่งมีผลต่อการประกาศพระราชบัญญัติและการดำเนินการของบทบัญญัติอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ ตัวอย่าง เสรีภาพในการพูดและการโพสต์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้บล็อกเว็บไซต์อย่างน้อย 110,000 เว็บไซต์ในปี 2010 เนื่องจากมีเนื้อหาวิจารณ์ต่อต้านรัฐบาลและสถาบันพระมหากษัตริย์ ทำให้ประเทศไทยถูกมองว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีข้อจำกัดด้านเสรีภาพในเอเชีย เหมือนกับประเทศจีนและพม่า
นอกจากนั้นคำวิจารณ์ยังมาจากพื้นที่อื่น ๆ Pavin Chachavalpongpun ผู้เชี่ยวชาญประเทศไทยที่สถาบันเอเชียใต้ศึกษาในประเทศสิงคโปร์ เขาตกใจเกี่ยวกับการ censor อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยถูกครอบงำในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน
การวิจารณ์ยังไม่จบเพียงเท่านี้ ยังมีประเด็นอื่น ๆ ที่มีความเฉพาะของบทบัญญัติของกฎหมาย ซึ่งมีทัศนะไปในทิศทางลบ ตัวอย่างเช่น ความกังวลเกี่ยวกับกฎหมายการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และนักการฑูตตะวันตกได้อ้างเกี่ยวกับประเด็นการเงิน เขาพูดว่า
“ไม่มีสิ่งใดที่ผิดหากบุคคลในประเทศมีความคิดที่เคารพและซื่อสัตย์ในอนาธิปไตยของพวกเขา อะไรคือปัญหาที่รัฐบาลมองเห็นและใช้กฎหมายปกป้องสถาบันที่สำคัญเช่นสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นมิติทางสังคมที่ร้อนแรงหรือการลงโทษแบบไม่หยุดหย่อน โดยสิ่งเหล่านี้บุคคลจะแสดงออกโดยการกระทำอาชญากรรม”
ธุรกิจหลายประเทศให้ความสำคัญกับมาตราที่ 15 และ 26 ซึ่งเริ่มจากการรวบรวมกำลังทางอินเทอร์เน็ตในฮ่องกง ซึ่งประกอบด้วย Google, Yahoo, Ebay, Nokia Corporation, Microsoft Corporation โดยการวิจารณ์ของ Chiranuch Premchaiporn เป็น webmaster ในกรณี จำนวนของตัวกลางในการรับความผิดสำหรับการกระทำของผู้ใช้ซึ่งกรณีนี้สามารถได้รับบทลงโทษที่รุนแรงและมีผลกระทบระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ซึ่งกลุ่มเตือนว่า การเปลี่ยนแปลงวิธีทางการทำงานบนอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย โดยปฏิเสธตัวกลาง การปฏิเสธดังกล่าวสามารถส่งผลกระทบในด้านความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญต่อนานาประเทศ
นายกรัฐมนตรีรู้ว่าอาชญากรรมเหล่านี้ไม่น่าจะลดน้อยลง ในความจริงปรากฏว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงในอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ที่มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มเหล่านี้และบุคคล ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาต่อต้าน คัดค้าน โดยกฎหมายจะมีการขยายต่อไป
• ความกังวลเกี่ยวกับแง่มุมของการบังคับใช้กฎหมาย
คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สะท้อนถึงความเป็นไปได้เกี่ยวกับแหล่งการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศและการวิจารณ์นานาประเทศง่ายกว่าการเตรียม แต่ในความจริงบทบัญญัติอาชาญกรรมคอมพิวเตอร์ประกอบด้วย ผู้ที่ต่อสู้เพื่อป้องกันที่ไม่มีอำนาจ และเสียงที่สนันสนุน ซึ่งการต่อต้านที่ยึดติดและเสียงที่ไม่เห็นด้วยที่มีจำนวนมากในการบังคับใช้กฎหมายร่วมกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2007 ผ่านการออกกฎหมาย บทบัญญัติอาชากรรมคอมพิวเตอร์กลายเป็นเครื่องมือหลักสำหรับการบังคับใช้เพื่อต่อสู้อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ โดยกฎหมายที่ถูกบังคับใช้มีอำนาจอย่างมากภายใต้กฎหมาย ตัวอย่างเช่น อำนาจภายใต้มาตรา 18 และ 16 เพื่อสอบสวนและเก็บหลักฐานสำหรับความผิดโดยผ่านทางคอมพิวเตอร์ ข้อมูล หรือข้อมูลการสัญจรทางคอมพิวเตอร์ จากการตรวจสอบของระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งง่ายต่อการเข้าถึงเพื่อเก็บรวบรวมหลักฐาน เจ้าหน้าที่สามารถผ่านและถอดรหัสของข้อมูลบุคคลหรือข้อมูลองค์กรและจัดเก็บระบบคอมพิวเตอร์สำหรับ 90 วันโดยผ่านการตรวจสอบ สุดท้ายนี้พวกเขาค้นหาและนำไปสู่บัญชีที่กระทำผิดอาชญกรรมทางคอมพิวเตอร์ที่หลากหลายประเภท
สำหรับบางคนมีความคาดหวังการบังคับใช้กฎหมาย จะกลัวสำหรับการใช้อำนาจใหม่เหล่านี้ เพื่อที่จะเปรียบเทียบความต่างการบังคับใช้กฎหมายถูกอ้างว่าพวกเขาต้องการอำนาจเพื่อที่จะสามารถสืบค้นอาชญกรรม ซึ่งการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตมีความแตกต่างจากอาชญกรรมแบบดั้งเดิม ในอาชกรรมไซเบอร์ผู้กระทำผิดอาจจะอยู่ที่ใดก็ได้ในโลก นำไปสู่ความยากลำบากในการเก็บหลักฐานเพราะมีความซับซ้อนของระบบคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต มันยากในการดำเนินการตามกฎหมายเพราะว่าอาชญกรรมไซเบอร์เกี่ยวข้องกับอำนาจศาลหลายประเทศ ผู้กระทำความผิดอยู่ในสหรัฐอเมริกา ข้อมูลที่ผิดกฎหมายและ server สามารถอยู่ในยุโรป ซึ่งส่งผลกระทบต่อการก่ออาชญกรรมในประเทศไทย
ไม่เพียง บทบัญญัติอาชกรรมทางคอมพิวเตอร์ในปี 2007 ที่ถูกบังคับใช้ให้มีบทลงโทษสำหรับการกระทำผิดกฎหมายบนอินเทอร์เน็ต เจ้าหน้าที่กล่าวว่ามีการออกแบบสำหรับการจัดการการหลอกลวงสำหรับ e-commerce ที่ถูกพัฒนาในประเทศ และความกังวลเกี่ยวกับบทบัญญัติการหมิ่นพระมหากษัตริย์ ซึ่งเจ้าหน้าที่เน้นเข้มงวดกับข้อจำกัดในการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ สำหรับการสนทนาเกี่ยวกับอณาธิปไตยในศตวรรษที่ผ่านมา ซึ่งไม่มีอะไรใหม่ จากการสังเกตอาชกรรมคอมพิวเตอร์ในประเทศไทยมีความแตกต่างจากสหรัฐอเมริกาและยุโรป การบังคับใช้กฎหมายไทยยังคงใช้สำหรับความมั่นคงของชาติก่อนความสามารถในการแข่งขันของประเทศและเสรีภาพการแสดงออก โดยสรุป ความต้องการในการแก้ไขบทบัญญัติอาชญากรรมในประเด็นอื่น ๆ ในแง่มุมการบังคับใช้กฎหมาย กฎหมายต้องการการแก้ไขเพื่อที่จะลงโทษที่รุนแรงและครอบคลุม และเพื่อมีอำนาจสำหรับการบังคับใช้กฎหมายมากขึ้น
ถ้าหากมีข้อสงสัยใด ๆ ก็ตามเกี่ยวกับประเด็นที่ถกเถียงกันในการแก้ไขหรือไม่แก้ไขกฎหมายที่ควรจะเป็น สำหรับการบังคับใช้กฎหมายร่วมกันอย่างเสร็จสิ้น นายกรัฐมนตรีอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ซึ่งเธอคิดว่ากฎหมายการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นประเด็นหลักที่ถกเถียงกัน ซึ่งมีความอ่อนไหวในประเทศไทย ซึ่งเธออาจจะถูกว่าหากแก้ไขหรือ อาจจะถูกว่าถ้าหากไม่แก้ไข ปัญหาอันยุ่งยาก การแก้ไขกฎหมายอาจจะถูกตีความจากฝ่ายตรงข้ามของเธอว่า เธอไม่มีความจงรักภักดีนับถือทั้งพระมหากษัตริย์และราชวงศ์ ซึ่งการโจมตีที่มีหลักฐานคือการขับไล่ทางทหารในปี 2006 พี่ชายของเธอจากการเป็นนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งออกจากตำแหน่งในความผิดหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับอณาธิปไตยในการสัมภาษณ์ในหนังสือพิมพ์
แต่ในทางกลับกัน ถ้าเธอปฏิเสธที่จะแก้ไขกฎหมาย ชื่อเสียงของประเทศไทยและการอยู่ร่วมกันในประเทศและการเข้าถึงการลงทุนจากต่างประเทศที่ต้องการการขับเคลื่อนในทัศนะสังคมแห่งการเรียนรู้และปัญญาจะล้มเหลว แต่ถ้าเธอพยายามที่จะแก้ไขกฎหมายให้เป็นที่น่าพอใจสำหรับบุคคลที่พอใจและนานาประเทศ เขาและคณะรัฐมนตรีของเธอจะตกในฐานะยากลำบาก ซึ่งเป็นการบังคับใช้กฎหมายที่มีนัยเป็นการแทรกแซง
10. ตัวเลือกสำหรับการตัดสินใจ
ทั้งนายกรัฐมนตรีและ Tom Dungen เผชิญกับการตัดสินใจที่ยาก มีสี่ทางเลือกในการตัดสินใจซึ่งมีศักยภาพส่งผลต่อประเทศไทย เหมือนกับ Fatbook ซึ่งมีดังต่อไปนี้
• ทางเลือกที่ 1 : นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลตัดสินใจกับการแก้ไขบทบัญญัติอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ และ Tom Dungen ตัดสินใจที่จะ Lunch Fatbook ในประเทศไทย
ทางเลือกนี้จะให้ประโยชน์สำหรับ Fatbook เพราะมีความเสี่ยงต่ำและทำให้ได้รับเงินสำหรับบริษัท ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตไทยสนุกกับการบริการและการสนับสนุนจาก Fatbook อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลมีความเสี่ยงทางด้านการเมืองอย่างหนัก และอาชญกรรมทางคอมพิวเตอร์และบริบทที่ไม่เหมาะสมอาจจะเกิดขึ้น
• ทางเลือกที่ 2 : นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลตัดสินใจกับการแก้ไขบทบัญญัติอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ และ Tom Dungen ตัดสินใจที่จะไม่ Lunch Fatbook ในประเทศไทย
ทางเลือกนี้จะไม่มีประโยชน์ทั้งนายกรัฐมนตรีหรือ Tom Dungen ซึ่ง Dungen อาจจะเลือกทางเลือกนี้เพราะเขาเชื่อความไม่แน่นอนยังคงปรากฎในกฎหมาย แต่ในบางกรณีก่อนหน้านี้เขามีโอกาสที่มีรายได้และกำไรเพิ่มขึ้น นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลอาจจะมีความเสี่ยงทางการเมืองสูงสำหรับการแก้ไขกฎหมาย
• ทางเลือกที่ 3 : นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลตัดสินใจไม่แก้ไขบทบัญญัติอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ และ Tom Dungen ตัดสินใจที่จะ Lunch Fatbook ในประเทศไทยที่ต่าง ๆ
ทางเลือกนี้มีความเสี่ยงสูง แต่สามารถให้เงินแก่ Fatbook นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลจะมีความเสี่ยงต่ำ แต่ภาพพจน์ของประเทศจะถูกทำลายต่อไป
• ทางเลือกที่ 4 : นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลตัดสินใจไม่แก้ไขบทบัญญัติอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ และ Tom Dungen ตัดสินใจที่จะไม่ Lunch Fatbook ในประเทศไทย
ทางเลือกนี้ให้ความเสี่ยงเล็กน้อยและไม่ฉับพลัน สำหรับทั้งนายกรัฐมนตรีหรือ Dungen อย่างไรก็ตาม Fatbook จะสูญเสียรายได้และกำไรที่เพิ่มขึ้นจากการปรับใช้ Fatbook ต่อตลาดประเทศไทย และภาพพจน์ของประเทศไทยจะถูกทำลายต่อไป
รายชื่อผู้จัดทำ
น.ส. ยุวนิตย์ เจียรสุทธากุล 5510211015
น.ส. สุภาพร พลายแก้ว 5510211025
น.ส. อโรชา อิ่มกลับ 5510211027
น.ส. ศศิวัช ตั้งจีรวงษ์ 5510211040
น.ส. นาตยา เข็มทอง 5510211050
น.ส. อรนลิน บูรณะคุณาภรณ์ 5510211051
นาย ชานนท์ วัฒนอุตมเสถียร 5510211052

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License