Google and Internet privacy - We Googled You

Google and Internet privacy


Ken Winber นั่งอยู่ในออฟฟิศของเขาจ้องมองไปที่คอมพิวเตอร์พลันคิดว่า “ส่วนใหญ่แล้วคอมพิวเตอร์สร้างปัญหาอะไร” เขาคือหัวหน้าฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ที่ East Coast bank เขามีอายุมากพอจะจำ IBM selectrics ได้ ขณะที่เขาต้องเผชิญหน้ากับความเร็ว ประสิทธิภาพของเทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ที่ที่ใช้ที่ทำงานนั้น
ปัญหาวิกฤตของเขาเกี่ยวพันกับพนักงานสองคนคือ Andy Richards และ Nancy Woodhouse พวกเขาพบปัญหา internet pop-up รบกวนในคอมพิวเตอร์ที่ออฟฟิศ โดยที่ Andy Richards เคยพนักงานรับจ้างเต็มเวลาในแผนกบริการต้อนรับลูกค้าสำหรับธนาคารและทำงานในกะกลางคืน นอกจากนี้ยังพบ Nancy Woodhouse มีบุตร 3 คนและทำงานในกะกลางวัน
ในขณะที่ Richards ทำงานกะกลางคืนและกำลังเปิด browser ในคอมอยู่นั้น มีโฆษณาเกี่ยวกับยาที่ชื่อว่า “Aptivus” เป็น popup อยู่บนหน้าจอ เขาไม่ได้สนใจกับโฆษณานี้นักและได้รีบกดปุ่ม “close” หลังจากนั้นไม่กี่นาที pop-up เดิมก็ขึ้นมาอีก เป็นยาตัวอื่น หลังจากปิด pop-up นั้นแล้ว Richards ก็ได้รู้ว่ายาตัวดังกล่าวที่ชื่อ “Selzentry” นั้นเป็นยาที่รักษาโรคเอดส์
ในขณะที่ pop-up “ขอให้ Richards ต่อสู้กับโรคเอดส์ด้วยแนวทางของเขาเอง” ขึ้นมาสักพักหนึ่ง เขาตระหนักว่ามีบางอย่างที่ผิดปกติ แม้ว่าจะไม่ใช่ผู้ซื้อขายในตลาดแต่เขาก็คุ้นเคยกับวิธีการทำงานของระบบโฆษณา เมื่อมีคนที่พยายามเข้าชมเว็บไซต์ ตัว “cookies” จะแทรกตัวโดนส่งมาจากบริษัททางการตลาด โดยส่วนใหญ่จะแนบมากับตัว browser และเป็นตัวติดตามผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตขณะที่พวกเรากำลังเปิดดูเว็บไซต์หนึ่งไปยังอีกเว็บไซต์หนึ่ง โดยเว็บไซต์ของผู้เข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตนั้นจะได้รับโฆษณาที่อยู่ในรูปของ pop-up ตามความสนใจของแต่ละคน
หลังจากที่ได้รับโฆษณาเกี่ยวกับยารักษาโรคเอดส์อย่างต่อเนื่องถึง 3 ครั้ง Richards เริ่มรู้สึกประหลาดใจและสงสัยว่าอาจจะมีบางคนที่ใช้คอมพิวเตอร์เครื่องเดียวกับเขาก่อนหน้านั้นพยายามที่จะสืบค้นข้อมูลซื้อยารักษาโรคเอดส์บนอินเทอร์เน็ต “ทำไมบริษัทถึงพยายามขายยารักษาโรคเอดส์มากนะ” เขาเริ่มที่จะคิดถึงพนักงานธนาคารคนหนึ่งที่ใช้คอมพิวเตอร์ของเขาเช่นกัน Kyle Talbot เป็นนักศึกษามหาลัยที่ทำงานธนาคารเพื่อที่หาเงินมาจ่ายค่าเทอม และ Charlie Patton เป็นพนักงานรายชั่วโมงที่เพิ่งเริ่มทำที่ธนาคารในกะกลางวัน เขาเป็นคนโสด ค่อนข้างเงียบและชอบเก็บตัว
ในเช้าวันถัดมา Richards เริ่มที่จะหารือเรื่อง pop-up นั้นกับ Woodhouse “ต้องเป็น Charlie แน่ๆ” Woodhouse ร้องอุทาน “ฉันสงสัยนักว่าฝ่ายทรัพยากรมนุษย์จะรู้เรื่องนี้หรือไม่”
หลังจากการสนทนา Woodhouse และ Richards ตัดสินใจที่จะเข้าไปตีสนิทกับ Ken Winber เกี่ยวกับเรื่องที่พวกเขาค้นเจอและสงสัยในตัว Charlie เกี่ยวกับผลตรวจโรคเอดส์ โดยทั้งคู่ยอมรับต่อ Winber ว่าพวกเขารู้สึกผิดเล็กน้อยในเรื่องที่พวกเขามาฟ้องเรื่องของเพื่อนร่วมงานของพวกเขา แต่พวกเขาก็ยังเป็นห่วงเรื่องเกี่ยวกับฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ของธนาคารเกี่ยวกับบางคนอาจจะป่วยอยู่
Winber ฟังอย่างระมัดระวังในเรื่องที่พนักงานของเขาพูด แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรนอกจากกล่าวว่าเขาจะรับมือกับสถานการณ์นี้เอง

Internet Marketing

Internet Marketing เป็นเรื่องเกี่ยวกับสินค้าและบริการบนอินเทอร์เน็ต ความแพร่หลายของมันได้สร้างความน่าสนใจของช่องทางการตลาดสำหรับบริษัทหลายๆ บริษัทเป็นอย่างมาก เพราะราคาที่ถูกแต่มีประสิทธิภาพที่เข้าถึงลูกค้าในหลายๆ คนต่อชั่วโมงต่อวัน ทั้งยังมีประสิทธิภาพโดยรวมในเรื่องของสื่อทางอินเทอร์เน็ตที่สามารถติดตามผู้ใช้ได้ง่ายกว่าวิธีเดิมๆ ที่เป็นแบบ offline ความสำเร็จในระบบการตลาดทางอินเทอร์เน็ตได้รวมความคิดสร้างสรรค์และมุมมองของอินเทอร์เน็ตเข้าไว้ด้วยกัน บริษัทที่มีการตลาดออนไลน์เช่น Yahoo หรือ Google เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ เว็บไซต์เหล่านั้นได้ให้การเปิดโอกาสให้คนมาเยี่ยมชมเว็บไซต์ต่างๆ โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่ได้รับความนิยมหลายๆ ล้านครั้งต่อวัน และตอบสนองคนที่ต้องการซื้อขายในบนโลกออนไลน์ได้เป็นอย่างมาก
อุปกรณ์ทางเทคโนโลยีในปัจจุบันนี้ อนุญาตให้นักการตลาดมุ่งตรงไปสู่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้โดยตรง โดยสามารถทราบได้เลยว่าลูกค้าต้องการอะไร โดยที่มีอุปกรณ์ตัวหนึ่งที่เรียกว่า “cookies” หรือรู้จักกันชื่อว่า “Web cookies” Cookies เป็นตัวหนังสือที่ส่งไปมาในทุกครั้งที่ผู้ใช้งาน web browser นั้นได้มีการเข้าตัว server เพื่อเข้าไปเว็บไซต์ต่างๆ ตัว server จะใช้ bits ตัวหนังสือเหล่านั้นเพื่อที่จะติดตามข้อมูลผู้ใช้งาน เช่นเว็บไซต์เข้าไปใช้รวมถึงการซื้อขายผ่าน e-commerce เพราะพวกเขาสามารถที่จะติดตามพฤติกรรมการใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ cookies นั้นจัดเป็นประเด็นในเรื่อง “ความตระหนักด้านความเป็นส่วนตัว” ในสหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ อีกทั้ง cookies นั้นส่วนใหญ่แล้วเป็นถูกวิจารณ์ว่าเป็นการบ่งชี้ผู้ใช้งานผิดคน
ขณะที่ cookies ถูกส่งให้ server ใน internet domain เดียวกัน เว็บไซต์นั้นอาจจะมีรูปภาพหรือส่วนประกอบอื่นๆ ที่ถูกเก็บอยู่บน servers ของโดเมนอื่น cookies ที่ถูกสร้างหรือถูก drop ในขณะที่ผู้ใช้กำลังกู้คืนภาพนั้นกลับมาจะเรียกว่า “third-party cookies” Third party cookies จะอนุญาตให้บริษัทที่ทำการตลาดเข้ามาติดตามข้อมูลและรวบรวมข้อมูลกิจกรรมของผู้ใช้แต่ละคนในเว็บไซต์ต่างๆ ภายใต้สมมุติฐานว่าข้อมูลส่วนตัวแต่ละคนนั้นไม่มีลักษณะเฉพาะ
การใช้งานของ cookies รวมถึงเรื่องของการเก็บข้อมูลการค้นหานำมาซึ่งความวิตกกังวลในเรื่องความเป็นส่วนตัวในการค้นหาข้อมูลผ่านทางอินเทอร์เน็ตไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์อย่าง Yahoo หรือ Google นอกเหนือจากนั้นได้มีความวิตกกังวลอย่างมากในเดือนเมษายนปี 2007 Google จะเข้าซื้อ DoubleClick บริษัทซึ่งทำเกี่ยวกับการตลาดบนอินเทอร์เน็ตในราคา 3.18 พันล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม the Federal Trade Commission & Congress ไม่ได้อนุมัติข้อเสนอดังกล่าวจนถึงเดือนธันวาคมปีเดียวกัน โดยประเด็นหลักนั้นเป็นเรื่องความวิตกกังวลในความเป็นส่วนตัวของตัวลูกค้าและการนำข้อมูลเหล่านี้ใช้ในทางที่ผิด ท้ายสุดแล้ว Google ก็ได้รับ Doubleclick เข้ามาเดือนธันวาคม ในปี 2008
Google อ้างว่าการค้นหาข้อมูลจากผู้ใช้จำนวนกว่าล้านคนนั้นจะสามารถเข้าได้ถึงแค่เพียง server ของเขาเท่านั้น แต่หลายคนก็สามารถที่จะคิดสรุปเอาเองเรื่องที่คนอื่นสามารถเข้าถึงข้อมูลที่อ่อนไหวต่อความรู้สึกของตัวผู้ใช้งาน ด้วยความตั้งใจหรือไม่ก็ตาม หากเปรียบข้อมูลเสมือนกับอำนาจ ข้อมูลจำนวนมากที่ Google ได้รับจากหลายล้านคนนั้น Google จะมีอำนาจมากเกินไปหรือไม่ การเข้ารวมกันของการเสิร์ชขนาดใหญ่ และการตลาดออนไลน์อย่างเช่น Doubleclick นั้น จะดึงดูดในการเพิ่มขึ้นของอาชญากรรม หรืออาจจะเป็นสิ่งที่รัฐบาลไม่สนใจสร้าง criminal หรือแม้กระทั่งรัฐบาลไม่สนใจ

From Dorm Room to Board Room: the Google Story

จุดมุ่งหมายของ Google นั้น คือการที่จะจัดการโลกของข้อมูลเพื่อทำให้มันเข้าถึงได้อย่างแพร่หลายในทุกมุมโลกและสร้างคุณประโยชน์ Latty Page และ Sergey Brin เริ่มที่พัฒนากลยุทธ์เชิงรุกเพื่อที่จะจัดการข้อมูลทั่วโลก ที่หอพักของมหาลัย Standford ของพวกเขาในปี 1996 ผู้เข้าร่วมชิงในระดับปริญญาเอกนั้นเชื่อว่า กระบวนการคิดวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างเว็บไซต์นั้นเป็นวิธีทื่สืบค้นได้ดีกว่าเทคนิคในปัจจุบัน ซึ่งได้จัดอันดับผลการค้นหาโดยจำนวนของการเสิร์ชที่ปรากฏบนเว็บไซต์ พวกเขาได้จดทะเบียนโดเมนชื่อว่า “Google.com” ในวันที่ 15 กันยายน 1997 (ตอนแรกต้องการใช้ชื่อ Googol.com แต่มีคนใช้อยู่ก่อนแล้ว) ด้วยเงิน 1.1 ล้านดอลลาร์ Page และ Brin รวมกันเป็นบริษัท Google.com ในวันที่ 7 กันยายน 1998 ในโรงจอดรถของเพื่อนคนหนึ่งในกลุ่ม หลังจากนั้นในปี 2001 บริษัทได้เติบโตขึ้นและทำการควบรวมบริษัทต่างๆ รวมถึงเว็บไซต์ YouTube
Google ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อย่าง NASDAQ ก่อให้เกิดรายได้มหาศาล ส่วนใหญ่มาจากการค้นหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตและโฆษณาออนไลน์ Google เสนอขายหุ้นใหม่แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรกในวันที่ 19 สิงหาคม 2004 ที่ราคาหุ้นละ 85 ดอลลาร์โดยที่ share สูงถึง 700 ดอลลาร์เป็นครั้งแรกในวันที่ 31 ตุลาคม 2007
นอกจากการให้ค้นหาข้อมูลและโฆษณาแล้วนั้น Google ยังให้บริการอีเมล์อย่าง Gmail แผนที่ออนไลน์ อุปกรณ์ออฟฟิศ รวมไปถึงการแบ่งปันวิดีโอผ่าน YouTube

Don’t Be Evil

เนื่องจาก Google มีนโยบายที่ให้อิสระแก่พนักงานในองค์กรและไม่เคร่งครัดในเรื่องกฎระเบียบมากนัก บางคนในองค์กรปล่อยปละละเลย ไม่ค่อยให้ความร่วมมือกับองค์กร แต่โดยธรรมชาตแล้ววิศวกรส่วนใหญ่จะชอบความมีประสิทธิภาพ จึงมีวิศวกรในกลุ่มพูดขึ้นมาเรื่องเกี่ยวกับว่าอะไรเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Google ที่กล่าวว่า “ทุกสิ่งเหล่านี้สามารถครอบคลุมได้หมดเพียงแค่พูดว่า Don’t be Evil”
ผู้ก่อตั้งของ Google มีจิตใจที่บริสุทธิ์ และประโยค Don’t be evil นั้นหมายถึงพวกเขาต้องการที่จะทำให้ตัวเองอยู่ในมาตรฐาน สูงสุดและยึดหลักจรรยาบรรณรวมถึงความยุติธรรม Google ทำงานโดยการให้ข้อมูลแต่ละสิ่งสอดคล้องกับตัวผู้ใช้มากที่สุด ไม่ใช่เป็นข้อมูลที่พวกนักโฆษณาจ่ายเงินเพื่อให้พวกเขาเห็น หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือ Google มองชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของแบรนด์สำคัญกว่ากำไรระยะสั้นซึ่งจุดนี้เป็นสิ่งที่ทำให้ Google แตกต่างจากบริษัทอื่นๆ ในเดือนสิงหาคม ปี 2004 Google ได้เขียนหนังสือชี้ชวนผู้ถือหุ้น IPO อ่านดังนี้ :
ผู้ใช้งานเชื่อในระบบของ Google เพื่อช่วยในการตัดสินใจสิ่งที่สำคัญอย่างเช่น เรื่องยารักษาโรค การเงิน และอื่นๆ ระบบการค้นหาของพวกเราเป็นระบบที่ดีที่สุด พวกเรารู้ว่าต้องผลิตยังไง พวกเรายุติธรรม ไม่ลำเอียง ไม่รับเงิน แต่จะมีโฆษณาซึ่งเราจะต้องเป็นโฆษณาที่สอดคล้องกันซึ่งเป็นสิ่งที่ได้ระบุไว้ชัดเจน
สิ่งนี้คล้ายกับการที่เป็นหนังสือพิมพ์ที่ดี เมื่อการโฆษณาและบทความมีความชัดเจนปราศจากการแทรกแซงที่มาจากเม็ดเงินของพวกนักโฆษณา มีความเชื่อว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือการทำให้ทุกคนได้สืบค้นและเข้าถึงข้อมูลที่ดีที่สุด
ผู้บริหารของ Google บอกพนักงานของพวกเขาว่า “Don’t Be Evil” แต่พวกเขาคอยย้ำอย่างสม่ำเสมอว่าความซื่อตรงเป็นสิ่งสำคัญ Page และ Brin ถูกกำหนดให้รักษาเว็บไซต์นี้ไม่ให้มี banner โฆษณา pop-up หรือโฆษณาทางลบ เว็บไซต์ของพวกเขานั้นเรียบง่ายไม่มีความยุ่งเหยิงและคิดแนวง่ายๆ Lugwig Mies van der Rohe สถาปนิกของ Google เข้าใจถึงประโยคว่า “Less is more” เป็นอย่างดี

How Google searches work

การเสิร์ชของ Google เป็นเทคโนโลยีที่มีความซับซ้อน ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในการค้นหาที่ดีเยี่ยม แต่เบื้องหลังมาจากแนวคิดการพัฒนาที่แสนเรียบง่าย โดย Larry Page กล่าวว่า “การเข้าใจอย่างชัดเจนว่าที่คุณเสิร์ชหมายถึงอะไรและตอบสนองในสิ่งนั้น” Google ดีไซน์หน้าตาการใช้งานให้เป็นง่ายต่อการใช้ และการทำงานแทนที่จะใช้ server ขนาดใหญ่ไม่กี่ตัวซึ่งสามารถทำให้การทำงานช้าลงได้ในช่วงที่มีผู้ใช้เยอะ Google กลับใช้การเครือข่ายเน็ตเวิร์คเล็กๆ เป็นจำนวนมากเพื่อลดเวลาในการตอบสนองการค้นหา เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าเป็นอย่างยิ่งของ Google ในปี 1996 ซึ่งถือเป็นหัวใจของการเสิร์ชคือ “การจัดอันดับเว็บไซต์” เป็นการนำหลักอัลกอริทึมมาจัดลำดับเว็บเพจที่ตรงกับกลุ่มคำที่กำลังถูกค้นหา นำออกมาโชว์เป็นตัวอย่างคู่กับลิงค์ของเว็บไซต์ต่างๆ นอกจากนี้ยังพิจารณาว่าลิงค์ไหนที่มีความสำคัญที่สุด นำขึ้นมาให้ผู้ใช้เห็นเป็นอันดับต้นๆ “Google จะควบคุมโดยการใช้การวิเคราะห์แบบ hypertext-matching เพื่อพิจารณาว่าเพจไหนที่เกี่ยวข้องกับคำที่ถูกค้นหาที่สุด จากการรวมค่าความสำคัญโดยรวมและความเกี่ยวข้องของคำค้นหา Google จึงสามารถที่จะแสดงผลลัพธ์ที่เกี่ยวข้องและน่าเชื่อถือมากที่สุดได้”
Google จะแสดงผลออกมาเป็นข้อความของเพจที่เกี่ยวข้องนั้นคู่กับลิงค์ที่จะนำไปยังเพจแต่ละเพจเพื่อให้ผู้ใช้สามารถมองเห็นภาพรวมได้ชัดและง่ายต่อการเข้าไปพบในสิ่งที่ตนต้องการ เมื่อมีการค้นหาเกิดขึ้น Google จะจัดอันดับสิ่งที่ตรงกับที่เราอยากพบมากที่สุด นอกเหนือจากนั้น Google มีความมั่นใจเป็นอย่างมากในการตอบโจทย์ในสิ่งผู้ใช้กำลังค้นหา โดยมีปุ่ม “I’m felling Lucky” ซึ่งสามารถนำผู้ใช้ไปยังเพจที่ถูกจัดอับดับสูงสุดของคำที่กำลังค้นหาอยู่
ในขณะที่ทำการวิเคราะห์เพจที่มีความเกี่ยวข้องกับคำที่ค้นหา Google จะจัดเก็บ snapshot ไว้ใน cache ถ้าเพจต้นฉบับไม่สามารถใช้การได้ชั่วคราวอาจเนื่องจากการจราจรทางอินเทอร์เน็ทหนาแน่นหรือ server มีปัญหา ผู้ใช้จะสามารถเข้ามายังหน้า cache นี้แทน ซึ่งในนี้จะมีการรวบรวมข้อมูลที่มีประโยชน์แม้ว่าจะไม่ได้มีการอัพเดทบ่อยมากนัก ในกรณีดังกล่าว คำที่ผู้ใช้เสิร์ชจะถูกไฮไลท์สีในหน้า cache เพื่อความสะดวกในการค้นหา

Persistent cookies

Google นิยาม cookies ว่าเป็น ไฟล์ขนาดเล็กที่ส่งไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้เมื่อบุคคลนั้นเยี่ยมชมเว็บไซต์ต่างๆ ดังนั้นเมื่อบุคคลผู้นั้นเข้าเว็บไซต์ดังกล่าวอีกครั้ง cookies จะทำการตั้งค่าเดิมตั้งแต่การเข้าเว็บไซต์ในครั้งก่อนโดยอัตโนมัติ cookies จะรวบรวมการตั้งค่าและข้อมูลต่างๆ ซึ่ง Google สามารถนำเนื้อหาตรงส่วนนี้ไปต่อยอดเพื่อพิจารณาว่าเว็บไซต์ใดเหมาะสมต่อผู้ใช้เมื่อผู้ใช้ทำการเสิร์ชในภายภาคหน้า โดย Peter Fleischer ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของ Google กล่าวว่า Google ใช้ cookies ในการจดจำการตั้งค่าพื้นฐานต่างๆ ของผู้ใช้งานแต่ละคนอาทิเช่นการ ตั้งค่าการเลือกภาษา การเลือก theme หรือการลงชื่อเข้าใช้ในเว็บไซต์ ส่งผลให้ผู้ใช้สะดวกขึ้นในการใช้งานครั้งต่อไป Fleischer กล่าวว่า “มีการตั้งวันหมดอายุของ PREF cookies (ตัวจัดเก็บค่ากำหนดและข้อมูลอื่นๆ ของผู้ใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษาที่ผู้ใช้ต้องการ จำนวนผลการค้นหาที่ผู้ใช้ต้องการให้แสดงต่อหนึ่งหน้าเว็บเช่น 10 หรือ 20 และการเปิด-ปิดตัวกรองค้นหาปลอดภัยของ Google) ถึงปี 2038 เนื่องจากจุดประสงค์เริ่มแรกของ cookies คือการเก็บการตั้งค่าต่างๆ ของผู้ใช้ไม่ให้ถูกลืมเลือนไป”
อย่างไรก็ตามการวิจารณ์โจมตีของผู้สนับสนุนเรื่องความเป็นส่วนตัวหลายราย ทำให้ Google จะต้องทำการเปลี่ยนนโยบายการใช้ cookies ใหม่ โดยในเดือนกรกฎาคมปี 2007 ได้ประกาศให้ใช้การยืนยันแบบสองขั้นตอนเพื่อพัฒนาความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ โดยปลายปี 2007 Google ได้ตั้งเงื่อนไขขึ้นว่า
ในประเด็น cookies ของผู้ใช้จะถูกตั้งค่าให้ถูกล้างโดยอัตโนมัติในระยะเวลา 2 ปีและทำการเริ่มกลับมาทำงานใหม่และสามารถควบคุม cookies ของตัวเองผ่าน browser

From data retrieval system to Internet Empire

จากการเริ่มต้นของ Google ในปี 1996 ที่มีแนวคิดเพียงแค่ต้องการเป็นระบบค้นหาข้อมูล Google ได้เติบโตขึ้นกลายมาเป็นอาณาจักรทางด้านอินเทอร์เน็ตในเวลาเพียงแค่ 10 ปี ขณะที่คำว่า Google กลายเป็นคำพ้องความหมายกับคำว่า “เสิร์ชทางอินเทอร์เน็ต” ในพจนานุกรม ตัวบริษัทเองก็ได้ขยายตัวเป็นมากกว่าแค่ผู้ให้บริการทางข้อมูล ขณะนี้ Google เป็นทั้งผู้ให้บริการอีเมล์ แหล่งรวมเครื่องมือด้านออฟฟิศ ระบบการสำรวจทางท้องถนน แหล่งสำหรับการเผยแพร่วิดีโอ รวมถึงทำหน้าที่เป็นบล็อก ผู้แปลภาษา คลังภาพ และจะยังเติบใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ เฉกเช่นกับยักษ์ใหญ่ในธุรกิจอื่นที่มีแนวทางในรูปแบบเดียวกันไม่ว่าจะเป็น Wal-Mart ในธุรกิจค้าปลีก UnitedHealth Group ในธุรกิจประกันชีวิต หรือ Time Warner ในธุรกิจการโทรคมนาคม Google พบว่าตนเองตกเป็นเป้าหมายการวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมเป็นอย่างมากทั้งในทางบวกและทางลบ Sergey Brin หรือที่เรียกกันว่า “Techie” และเป็นหัวในการร่างนโยบายของ Google พบว่าตนตกอยู่ท่ามกลางการโต้เถียงทางด้านอินเทอร์เน็ตซึ่งรวมถึงการรุกรานความเป็นส่วนตัวด้วย

Internet Privacy Concerns

ความเป็นส่วนตัวทางอินเทอร์เน็ตเป็นเสมือนสนามรบกันระหว่างด้านบริษัทที่ให้บริการอินเทอร์เน็ตอย่างเช่น Google รวมถึงพวกการตลาดที่ต้องการที่จะรู้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ใช้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และด้านลูกค้า โดยปกติผู้ใช้จะค่อนข้างระมัดระวังในการให้ข้อมูลโดยเฉพาะถ้าไม่ทราบว่าข้อมูลที่ให้ไปเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ที่ไหนอย่างไร เป็นประเด็นที่มีความเกี่ยวข้องกับความเป็นส่วนตัวทางอินเทอร์เน็ตรวมอยู่ด้วยเช่นกันซึ่งจะส่งผลเสียร้ายแรงที่สุดหากถูกนำไปใช้โดยนักโจรกรรมหรือถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดร้ายแรง ในกรณีนี้รัฐบาลควรจะทำให้ความกำกวมและเหตุผลที่น่าสงสัยของเหล่าผู้ใช้เกิดความชัดเจนว่าพวกเขาเหล่านี้จะสามารถมั่นใจได้อย่างไรว่าข้อมูลส่วนตัวของตนถูกปกป้องและจะไม่ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด
Simon Smelt นักเศรษฐศาสตร์และเจ้าของบริษัทวิจัยอย่าง SimplyQuick.com กล่าวว่าลูกค้าหรือผู้ใช้กำลังเพลี่ยงพล้ำให้กับ Google ในสนามรบแห่งนี้ เนื่องจากนโยบายความเป็นส่วนตัวของ website หลายๆ แห่งนั้นยังมีช่องโหว่ที่ยังไม่ได้ปกป้องตัวของผู้ใช้อยู่ ผลงานวิจัยในเดือนมิถุนายนปี 2006 ผลการวิจัยจากเว็บไซต์ 90 แห่งมีนโยบายที่แสดงให้เห็นว่าข้อมูลส่วนตัวผู้ใช้จะไม่ไปตกอยู่ในมือคนนอก หลังจากนั้นเมื่อทำการวิจัยอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกันกลับพบว่าเว็บไซต์ส่วนใหญ่สามารถอ้างว่ามีสิทธิที่จะขายข้อมูลเหล่านี้ออกไปปล่อยให้กลายเป็นภาระของตัวผู้ใช้ ในความเป็นจริงแล้วมีเพียงร้อยละ 30 ของเว็บไซต์ 90 แห่งที่สำรวจเท่านั้นที่การันตีว่าพวกเขาจะไม่ขายข้อมูลผู้ใช้ออกไป

Cookies-still persisting

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในยุค 2000 หลายๆ สิ่งมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น “persistent cookies” ซึ่งจะถูกเก็บในฮาร์ดไดรฟ์ผู้ใช้จนกว่ามันจะหมดอายุเองหรือถูกลบโดยผู้ใช้ แต่อย่างไรก็ดีผู้ใช้หลายคนก็ยังคงไม่ทราบวิธีลบ persistent cookies มีความสามารถที่มากกว่า cookies โดยทั่วไป เนื่องจากสามารถดักจับข้อมูลของนักท่องเว็บได้มากกว่าและบ่อยกว่า แม้ว่าพวกเขาเหล่านั้นพยายามระมัดระวังในทุกการคลิกเพราะกลัวข้อมูลความเป็นส่วนตัวของเขาจะถูกเล็ดลอดออกไป
Google ตอบสนองคำวิจารณ์เกี่ยวกับช่วงอายุเวลาที่ยาวนานของ persistent cookies โดยสิ้นปี 2008 Google ได้ปรับให้ข้อมูลถูกปกปิดหลังจากเดือนที่ 18-24 แต่นักวิจารณ์ยังคงตั้งคำถามว่าสามารถทำได้จริงๆ หรือไม่ โดย Ryan Singel แห่ง Wired.com กล่าวว่าการปรับระยะเวลาจำกัดการเก็บข้อมูลของ cookies ไม่ได้สร้างข้อแตกต่างที่มากมายนัก โดยเพียงแค่เราเข้า Google แค่เพียงครั้งเดียวในรอบ 2 ปี ระยะเวลาจะถูกขยายโดยอัตโนมัติ และ cookies เหล่านี้ก็จะไม่มีทางหมดอายุ สำหรับคนที่ไม่รู้วิธีการล้าง cookies Google ก็จะสามารถบันทึกประวัติการค้นหาของเขาได้ทั้งหมด ดังนั้นสิ่ง Google ทำจึงไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืน
ขณะที่ Google แก้ไขเรื่อง preference cookies ในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่ได้ทำการแก้ไขเกี่ยวกับ logging cookies ที่แม้จะไม่สามารถดักบันทึกข้อมูลที่อ่อนไหวบนฮาร์ดไดรฟ์ แต่พวกนี้สามารถให้บุคคลอื่นใช้คอมพิวเตอร์ตนในการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวได้ อย่างในกรณีของ Andy Richards ที่ได้เกริ่นในตอนต้น ทางแก้หนึ่งสำหรับผู้ใช้คือการล้าง cookies ผ่านทาง browsers ของพวกเขาเอง แต่จะทำให้เราต้องกรอกข้อมูลเพื่อเข้าเว็บไซต์เหล่านั้นใหม่อีกครั้ง

Gmail: For G-men?

การให้บริการ E-mail ของ Google (หรือที่รู้จักกันในชื่อ Gmail) เนื้อหาข้อความในเมล์นั้นจะถูกตรวจสอบโดย Google ผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับเรื่องการรักษาความเป็นส่วนตัวแสดงความกังวลถึงการตรวจสอบอีเมล์ดังกล่าวว่าเป็นการรุกล้ำความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้เนื่องจากอีเมล์นั้นถูกอ่านโดยบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้อง Google ยังตรวจสอบอีเมล์ที่ผู้ที่ไม่ได้เป็นสมาชิก(ผู้ที่ไม่ได้รับรองภายใต้เงื่อนไขการให้บริการหรือนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Gmail) ส่งให้แก่ผู้ใช้ Gmail อีกด้วย
ผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับเรื่องการรักษาความเป็นส่วนตัวยังคงข้องใจกับการที่ Google ยังไม่เปิดเผยนโยบายเกี่ยวกับการกักเก็บและความสัมพันธ์อื่นๆ ที่มีความเป็นไปได้ที่ Google จะรวมเอาข้อมูลเนื้อหาที่อยู่ในอีเมล์มาเชื่อมต่อกับการเสิร์ชอินเทอร์เน็ตของผู้ใช้ ขณะที่ Google แก้ไขเรื่องความกังวลด้านความเป็นส่วนตัวแต่ไม่ได้ทำในส่วนของปัญหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่สามารถรู้ได้ว่าอีกนานแค่ไหนที่ข้อมูลเหล่านี้จะถูกเก็บไว้และจะถูกนำไปใช้ในลักษณะใด สิ่งหนึ่งที่น่ากังวลคือมันสามารถถูกนำไปใช้ในการบังคับคดีทางกฎหมาย องค์กรด้านมนุษยชนกว่า 30 แห่งได้ออกมาเรียกร้องให้ Google ยกเลิกการให้บริการ Gmail จนกว่าปัญหาเหล่านี้จะถูกแก้ไข
นอกจากนี้ยังมีประเด็นเกี่ยวกับนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Google อีกนั่นคือซากสำเนาของข้อความหรือบัญชีผู้ใช้ที่ถูกลบทิ้งไป ภายในเวลา 60 วันมันสามารถกู้คืนและยังคงอยู่ในระบบ offline backup โดย Google ตอบคำถามเหล่านี้โดยกล่าวว่าทางบริษัทยึดมั่นกับการทำตามกฎและเสริมว่าจะมีความพยายามในการกำจัดข้อมูลที่ถูกลบทิ้งจากระบบให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
เกิดเว็บไซต์ “Gmail-is-too-creepy.com” ที่มีประเด็นมากมายต่างๆ เกี่ยวกับ Gmail โดยผู้ที่ก่อตั้งเว็บไซต์ดังกล่าวมีความกังวลเกี่ยวกับข้อความในอีเมล์ต่างๆ โดยแท้จริงแล้วการที่จะดูบันทึกฐานข้อมูลต่างๆ นั้นจะต้องมีหมายศาลไม่ใช่เพียงแค่หนังสือรับรองซึ่งในหลายๆ ประเทศไม่มีมาตรการรับรองในเรื่องนี้ มันเป็นสิ่งที่น่ากังวลว่าผู้ใช้จะยินยอมให้ Google แสดงอีเมล์ในบัญชีผู้ใช้ Gmail ของตนต่อหน่วยงานต่างๆ ของรัฐ

Peeping Tom: Street View mapping tool

Kalin Casey ผู้อาศัยในอพาร์ตเมนต์หลังหนึ่งกับสามีของเธอชื่อ John Casey ในเมือง Oakland รัฐ California มีความหวาดกลัวกับคุณสมบัติพิเศษใหม่ของ Google Map ที่ชื่อว่า “Street View” ซึ่งเธอได้พิมพ์ที่อยู่ของเธอและผลการค้นหาแสดงให้เห็นถึงตึกที่เธออยู่และเมื่อเธอขยายภาพเข้าไป เธอก็ได้พบกับ Monty แมวของเธอซึ่งกำลังอยู่บนขอบหน้าต่างในห้องนั่งเล่นของเธอที่ชั้นสองของอพาร์ตเมนต์
Google Street View เป็นคุณสมบัติหนึ่งใน Google Map ที่เปิดตัวเมื่อเดือนพฤษภาคมปี 2007 และเกิดเป็นที่ถกเถียงกันอย่างมากมาย โดย Times.com รายงานว่าภายใน 2 วันหลังจากการเปิดตัว Wired.com สามารถจับภาพคนเดินริมถนนกำลังแคะจมูก อุบัติเหตุ ผู้ชายกำลังปีนเข้าอพาร์ตเมนต์ การเจรจาค้ายาเสพติด
Street View นั้นง่ายต่อการใช้ เพียงผู้ใช้คลิกจุดที่ต้องการลงบนแผนที่ในเมืองที่ต้องการ และ Street View จะทำการเปิดเผยทิวทัศน์แบบ 360 องศา ณ บริเวณจุดนั้น โดย Stephen Chau ผู้จัดการของโปรเจกต์ดังกล่าวกล่าวว่าได้ทำการติดตั้งเครื่องบันทึกภาพไว้กับยานพาหนะและขับเคลื่อนไปยังเส้นทางสายสาธารณะต่างๆ เสมือนแทนมุมมองของผู้คนที่กำลังเดินตามท้องถนนแห่งนั้น พวกเขาต้องการเพียงถ่ายภาพสถานที่สาธารณะและภาพเหล่านั้นมาจากเมืองหลายๆ เมืองทั่วโลก Google ได้ลบภาพที่อ่อนไหวต่อความรู้สึกหรือนำมาซึ่งข้อถกเถียงต่างๆ อาทิเช่นภาพโป๊เปลือย สถานที่ที่มีสถานการณ์ความรุนแรง หรือผู้คนที่สามารถเห็นหน้าและระบุได้ชัดเจน หากผู้ที่ใช้งานต้องการที่จะให้ภาพใดถูกลบทิ้งสามารถคลิกลิงค์และแจ้งไปยังศูนย์ขอความช่วยเหลือของ Google Street View
แม้ Google จะพยายามลดความกังวลในเรื่องกิจกรรมที่เป็นส่วนตัวต่างๆ แต่หลายคนยังคงขุ่นเคืองกับการที่ Google ก้าวล้ำเส้นระหว่างการถ่ายภาพสาธารณะและการถ่ายภาพวิถีชีวิตของผู้อื่น ซึ่งคล้ายการถ้ำมอง โดย Edward A. Jurkevics หัวหน้า Cheasapeake บ.ที่ปรึกษาทางด้านภาพถ่าย กล่าวว่าศาลของสหรัฐฯ ได้ออกกฎหมายว่าประชาชนสามารถถูกถ่ายภาพได้หากอยู่ในที่สาธารณะ ด้าน Kevin Bankston ทนายความของกลุ่มความชอบธรรมทางดิจิตอลแตกความคิดออกเป็นสองด้าน “ผมคิดว่าสิ่งนี้ทำให้เกิดความตึงเครียดขึ้นระหว่างบัญญัติของกฎหมายข้างต้นในการบันทึกภาพสาธารณะต่างๆ รอบตัวเรา และวิถีชีวิตของผู้คนซึ่งเป็นส่วนตัว” ดังนั้นเขาจึงแนะนำว่า Google ควรจะทำการเบลอหน้าของคนออก

A Double Take on Doubleclick

Doubleclick เป็นบริษัทที่ให้บริการด้านการจัดเสนอทางอินเทอร์เน็ตและโฆษณาการตลาดผ่านอินเทอร์เน็ตแก่เอเย่นต์ นักการตลาด และผู้จัดทำโฆษณาของบริษัทดังอย่างเช่น Microsoft, General Motors (GM), Coca-Cola, PCmag.com ซึ่ง Doubleclick ได้นิยามการให้การโฆษณาว่า “ทั้งอุปกรณ์ของ โปรแกรม และบุคลากรของเราจะส่งมอบการโฆษณาสู่เว็บไซต์และโปรแกรมสนับสนุนต่างๆ นอกจากนี้จะคอยตรวจสอบผู้เข้าชมและรายงานต่อลูกค้าทันที”
Eric Schmidt CEO ของ Google ผู้ที่ทำให้ Google มีความมั่นคงในธุรกิจงานโฆษณาผ่านเว็บไซต์ ได้ประกาศที่จะซื้อ Doubleclick ในปี 2007 David Rosenblatt CEO ของ DoubleClick ได้กล่าวไว้ใน BusinessWeek.com ว่า “ธุรกิจการโฆษณาผ่านอินเทอร์เน็ตอาจจะใหญ่กว่าธุรกิจการเสิร์ชบนอินเทอร์เน็ตในอนาคตก็เป็นได้ ซึ่ง Google ก็ได้เชื่อมั่นตามคำกล่าวของ Schmidt และขอซื้อบริษัท Doubleclick ในราคา 31,000 ล้านบาท ซึ่งมากกว่ารายได้ประจำปีของ Doubleclick เกือบ 20 เท่าทั้งที่ความเป็นจริงซื้อขายในราคา 10 เท่าก็คุ้มค่าแล้ว
การเข้าซื้อบริษัทของ Google ทำให้เกิดความกังวลว่าจะทำให้เกิดปัญหาการละเมิดความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ เพราะทั้ง Google และ Doubleclick จะกลายเป็นบริษัทที่รวบรวมข้อมูลของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจำนวนมหาศาล นอกจากนี้ยังไม่มีพันธะทางกฎหมายใดๆ ที่จะมาควบคุมการใช้ข้อมูลของ Google ได้
The Electronic Privacy Information Center (EPIC) ต้องการที่จะให้ Google ทำลาย Cookies ทั้งหมด ที่สามารถจะระบุตัวตนของผู้ใช้ได้
Google เชื่อว่าการเข้าซื้อ Doubleclick จะทำให้เกิดผลประโยชน์ต่อผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั้งหมด โดยการเพิ่มประสิทธิภาพให้มากขึ้นแก่ผู้ใช้ ผู้โฆษณา Google ยังกล่าวอย่างคลุมเครือว่าการเข้าซื้อ Doubleclick จะทำให้เกิดนวัตกรรมในการเข้าถึงข้อมูลตรงประเด็น รวดเร็ว และยืนยันว่าไม่ได้ทำเพื่อการกีดกันทางการแข่งขัน แต่ทำเพื่อการตลาดที่มีชีวิตชีวามากขึ้นในโลกออนไลน์

Later That Morning

Winber อยู่คนเดียวในออฟฟิศ นั่งคิดว่าจะทำยังไงกับปัญหา ควรจะต้องคุยกับ Patton เรื่องนี้หรือไม่ ควรจะพูดอย่างไร และถ้า Patton ไม่ได้มีความผิดในเรื่อง pop up ที่เกิดขึ้น เขาควรจะต้องมาทนทุกข์หรือไม่ แม้ว่าเขาจะติดเชื้อเอดส์ Winber จะต้องมาเปิดเผยข้อมูลที่ควรจะเป็นความลับกับลูกน้องของเขา หลังจากเขาต้องตัดสินใจเรื่องนี้ เขาโทษและสาปแช่งคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตที่เป็นต้นเหตุของปัญหาทั้งหมด

flickr:11558310075
flickr:11558340254

ไม่กี่ชั่วโมงหลังจาก Ken Winber ได้ทราบถึงปัญหาของ Charlie Patton เข้าก็สงวนท่าที Patton ผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์ร่วมกับคนอื่นได้ทิ้งข้อมูลส่วนตัวเอาไว้จน pop-up ของโฆษณาโผล่ขึ้นมา ทำให้ความลับส่วนตัวของเขาโผล่ขึ้นมาให้ทุกคนได้รู้ว่าเขาเป็นเอดส์ แต่ Patton ผู้ที่ไม่รู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้นก็ได้ยื่นจดหมายลาออก ด้วยเหตุผลที่ว่าเขาสัมผัสได้ว่าเพื่อนร่วมงานหลีกเลี่ยงเขาด้วยท่าทีขยะแขยงและเขาก็ไม่รู้สึกยินดีที่จะทำงานที่นี่ต่อไปอีก อีกสิ่งหนึ่งคือเขาก็ได้เจองานใหม่ที่ให้เงินมากกว่าแล้ว พอ Winber ได้ฟังเหตุผล เขาก็เลยเก็บเรื่อง pop-up ไว้ โดยไม่จำเป็นต้องบอกให้เจ้าตัวรู้
นิยามของคำว่า “ความเป็นส่วนตัว” นั้นยากที่จะบอกได้ สถาบันต่างๆ พากันให้คำนิยามแต่ก็ได้ให้ความเห็นว่า ไม่เพียงแต่คำนิยามของมันเท่านั้น แต่ต้องให้คุณค่ามันด้วย
ในปี 1975 นักปราชญ์ท่านหนึ่ง James Rachels ได้กล่าวว่า “คนเราต้องควบคุมข้อมูลเกี่ยวกับตนเองเพื่อที่จะรักษาความหลากหลายทางสถานะความสัมพันธ์” พูดอีกนัยหนึ่งคือ บุคคลจะแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคลให้คนอื่นได้นั้นขึ้นอยู่กับความคุ้นเคยหรือสำหรับคนในครอบครัวเท่านั้น แต่เมื่อเราไปเจอใครครั้งแรก เราก็จะเผยข้อมูลส่วนตัวเพียงผิวเผินเท่านั้น เมื่อรู้จักกันมากขึ้น เราก็จะเล่าเรื่องราวกันมากขึ้นซึ่งข้อมูลเหล่านั้นจะทำให้เรามีความคุ้นเคยกันมากขึ้น”
ความเป็นส่วนตัวนั้นเป็นเครื่องวัดความมีเสรีภาพส่วนบุคคล เมื่อความเป็นส่วนตัวถูกคุกคามหมายถึงอิสรภาพถูกคุกคามไปด้วย เมื่อข้อมูลส่วนตัวของ Patton กระจายไปทั่วบริษัท แม้ว่าจะเป็นข่าวลือ Patton ก็ไม่สามารถที่จะควบคุมข้อมูลส่วนตัวของตนเองได้อีกต่อไปเพราะเมื่อใครได้ครอบครองสิ่งที่เป็นของคุณ คุณก็ไม่สามารถจะควบคุมมันได้อีกต่อไป ข้อมูลส่วนตัวก็เช่นกัน คุณจะเสียโอกาสในการแก้ไขข้อมูลนั้น หมดโอกาสป้องกันตัว หรือสร้างความสัมพันธ์ใหม่ได้อีก
ข่าวลือนั้นมีกระบวนการเริ่มต้นมาจากผู้ใช้คอมพิวเตอร์จากธนาคารซื้อยารักษาโรคเอดส์ในอินเทอร์เน็ต บริษัทยาก็จะส่งข้อมูลของลูกค้าไปให้กับบริษัทการตลาดซึ่งมีการบันทึกและประเมินลูกค้าผ่านข้อมูลนั้นๆ
มีการโต้แย้งว่า จริงๆแล้ว บริษัทการตลาดก็ไม่ได้ทำความผิดอะไรที่ใช้ข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าในการขายของ อย่างไรก็ตามตามปกติแล้วการตลาดทางตรงก็จะติดต่อลูกค้าผ่านทาง Email หรือ โทรศัพท์ โดยใช้ข้อมูลของการซื้อขายในอดีต แต่เมื่อคนอื่นได้รับ ข้อมูลของคุณผ่านการใช้คอมพิวเตอร์ร่วมกัน ก็อาจส่งผลเสียหายได้ตามกรณีนี้
ในมุมมองด้านผลประโยชน์ ได้มีการเปรียบเทียบผลเสียของผู้ถูกละเมิดกับผลดีที่ผู้รอบข้างได้รับจากการเปิดเผยข้อมูล Google และบริษัททางการตลาดอีกหลายๆ บริษัทที่ได้ติดตามพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของผู้บริโภคได้กล่าวว่า ผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์ในด้านความสะดวกสบายในด้านการช็อปปิ้ง ยิ่งไปกว่านั้น Darren Charters ได้โต้แย้งว่า การโฆษณาได้ทำให้เศรษฐกิจมีประสิทธิภาพมากขึ้นและส่งผลดีต่อส่วนรวม
ผลร้ายที่ส่งผลต่อปัจเจกบุคคลจะกลายเป็นเรื่องเล็กเมื่อเทียบกับผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมนั้นๆ ในขณะเดียวกัน Google Doubleclick และบริษัทยักษ์ใหญ่ต่างที่จะเสนอโอกาสให้ลูกค้า เลือกที่จะไม่บันทึก cookies ของตนเอง นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นถึงคำเตือนถึงการนำข้อมูลส่วนตัวไปใช้อย่างไร และข้อจำกัดในการโฆษณาต่างๆ แม้ว่า Doubleclick จะทำให้อุตสาหกรรมมีขีดความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้น แต่ก็มีเรื่องให้ต้องกังวลเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวของข้อมูลลูกค้าหลังจากโดนขึ้นศาลเกี่ยวกับเรื่องนี้มาในปี 2000 ผู้บริหารของบริษัทก็ได้กล่าวว่า “DoubleClick จะไม่ใช้ข้อมูลยืนยันตัวตนลูกค้าได้กับการเคลื่อนไหวที่ไม่มีการลงชื่อผ่านเว็บไซต์ จนกว่าจะมีการสร้างมาตรฐานในอุตสาหกรรมนี้ได้
The U.S. Federal Trade Commission (FTC) ได้ยื่นข้อปฏิบัติเกี่ยวกับการรักษาความเป็นส่วนตัวโดยได้เสนอเป็นกฎหมายใช้กับเว็บไซต์เชิงพาณิชย์มีทั้งหมด 4 ข้อ ดังนี้

1. ต้องแจ้งให้ผู้ใช้ทราบว่าจะมีการดำเนินการเกี่ยวกับข้อมูลอย่างไรบ้าง ก่อนที่จะมีการเก็บ
ข้อมูลของผู้ใช้
2. เสนอทางเลือกให้ลูกค้าว่าต้องการให้ใช้ข้อมูลส่วนตัวหรือไม่
3. อนุญาตให้ผู้ใช้เข้าถึงข้อมูลของตนเองและตรวจสอบความแม่นยำของข้อมูลได้
4. สร้างความปลอดภัยของข้อมูลจากผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้




We Googled You


เรื่องราวการสนทนาระหว่างคู่สามีภรรยา โดยสามีชื่อ "Fred Westen" ซึ่งเป็น CEO(Chief Executive Officer) ของบ.Hathaway Jones กับภรรยาชื่อ “Martha Westen” Fred ได้ส่งนสพ.Wall Street Journal ให้ Martha อ่าน ขณะที่เธอกำลังอ่านนสพ. เธอก็สะดุดหัวข้อข่าวที่ว่า “บ.ประกันภัยปฏิเสธการจ่ายเบี้ยประกันให้ลูกค้ารายหนึ่ง” เหตุผลเนื่องจากการปวดหลังเรื้อรังมาก่อนหน้านี้ โดยที่ทางบ.ประกันภัยไปได้รับข้อมูลจากบันทึกของนักจิตวิทยาส่วนตัวของลูกค้า Martha ฉุกคิดขึ้นว่าทำไมโลกนี้จึงไม่มีความลับอีกต่อไป แม้แต่ความคิดส่วนตัวของพวกเราเอง ในอนาคตประวัติการแพทย์ทุกคนก็จะขึ้นไปอยู่ในโลกออนไลน์ สิ่งนี้ทำให้ตัว Martha รู้สึกกังวลในการเรียนรู้จะอยู่กับมัน
ขณะนั้นโทรศัพท์ได้ดังขึ้น เป็นเสียงจากเพื่อนเก่าของ Fred สมัยมัธยมชื่อ “John Brewster” ทำงานเป็นนักข่าวขาจรให้กับนสพ. US ในเมืองเซี่ยงไฮ้ เมื่อคุยกันพอประมาณ John ก็ได้พูดถึง “Mimi” ลูกสาวของตนที่ไปได้ยินข่าวมาว่า Fred วางแผนที่จะขยายฐานการผลิตของ Hathaway Jones ในฟิลาเดเฟียไปยังประเทศจีน และ Mimi ก็อยากจะเป็นส่วนหนึ่งในการบุกเบิกครั้งนี้ เมื่อนึกถึง Mimi Fred ยังจำในวัยเด็กของสาวคนนี้ได้กับความมั่นใจและความสามารถเกินวัย John ก็เพิ่มน้ำหนักให้กับลูกสาวของตนกับ Fred โดยการสัญญาว่า Mimi จะเป็น “A real shaker and mover” ทำให้ Fred เกิดความสนใจมากๆ

The Candidate

นิสัยของ “Mimi Brewster” เป็นคนที่มีความมั่นใจในตนเอง ภูมิใจกับสิ่งที่ตนได้ทำและก้าวมาถึงระดับนี้ การแต่งตัวของ Mimi คือการตัดผมบ็อบย้อมดำและใส่รองเท้าราคาแพง แฟนหนุ่มของเธอชื่อ “Chandler” ซึ่งเป็นคลั่งไคล้เธอมาก
Mimi เกิดที่ประเทศจีน พูดได้ทั้งภาษาจีนกลางและภาษาจีนท้องถิ่น การเรียนของ Mimi อยู่ในมาตรฐานของนักเรียนทั่วไป แต่เธอก็สามารถติดมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆ ถึง 2 ที่ ท้ายสุด Mimi ก็เลือกเรียนในม.Berkeley ด้วยเหตุผลที่ว่าพ่อเป็นศิษย์เก่าที่นี่มาก่อน เธอเลือกเรียนวิชาเอกประวัติศาสตร์จีนสมัยใหม่ จบมาด้วยเกรดนิยมอันดับ 3 ความโดดเด่นด้านการเรียนของเธอเป็นที่ดึงดูดใจของบ.ต่างๆ ท้ายสุดลงเองด้วย Mimi เลือกเข้าทำงานที่ บ.รับปรึกษาปัญหาด้านธุรกิจ ระหว่างนั้นเธอก็เรียนโท MBA ที่ Stanford ควบคู่กันไป
หลังจากจบการศึกษา Mimi ก็ย้ายไปทำงานที่ บ. Eleanor Gaston ซึ่งเป็น บ.ยักษ์ใหญ่ทางด้านเสื้อผ้า รองเท้า และเครื่องประดับในประเทศสหรัฐอเมริกา 4 ปีที่ได้ทำงานในนั้น Mimi ได้ออกแบรนด์ 2 แบรนด์เข้าสู่ตลาดภายใต้การควบคุมของเธอ ซึ่ง ณ เวลานั้นเองที่เธอได้รับอิทธิพลทางด้านแฟชั่นติดตัวมาด้วย
ขณะที่ Mimi เตรียมตัวจะไปสัมภาษณ์งานกับ Fred เธอบอกลาแฟนหนุ่มทิ้งท้ายว่า “อย่าเสียเวลาคุยกับเพื่อนบน Facebook ทั้งวัน” แล้วคว้าโทรศัพท์ Blackberry จากไป

Bullish on a China Shop

นิสัยส่วนตัวของ Fred เป็นคนตื่นเช้าและเห็นค่าของเวลา ขณะนี้ Fred กำลังทำงานที่ บ.Hathaway Jones ที่ประสบภาวะยอดขายติดลบอย่างมาก บ.ได้จ้าง Fred มาเมื่อ 4 ปีก่อนด้วยผลงานรับรองมากมาย โดยหวังให้ Fred ช่วยปรับปรุงร้านค้าที่ล้าสมัยของทางบ. ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ง่ายเลย สิ่งที่ Fred จัดการคือการจ้าง Supplier ในเม็กซิโกเพื่อผลิตแบรนด์ในเครือ ที่มีต้นทุนต่ำกว่าเพื่อเพิ่มกำไรของบ. อย่างไรก็ดีก็เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเพราะมีงานวิจัยของกลุ่มลูกค้าจากบ.ของ Fred เองแสดงให้เห็นว่าภาพลักษณ์ของบ.นั้นล้าสมัยค่อนข้างเร็ว แม้ว่า บ.จะมีร้านค้าทั้งหมด 144 สาขาและมี outlet แต่ปัจจุบันหนุ่มสาวทั่วอเมริกาต้องการเสื้อผ้าที่มีราคาถูกและมีความโดดเด่นมากขึ้น จุดนี้เองทำให้ความนิยมของบ. ค่อยๆ ลดลง เนื่องจากสินค้าของบ. มีราคาแพงและดีไซน์จำเจ เมื่อ Fred รู้ถึงข้อนี้แล้ว จึงอยากจะปรับปรุงภาพลักษณ์ของบ. และไลน์สินค้าโดยเดิมพันครั้งใหญ่กับการไปรุกตลาดในประเทศจีนซึ่งเป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตถึง 70% ต่อปี โดยวางแผนลงทุนเปิดสาขาใหญ่ใน 3 เมืองหลักได้แก่ เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง และกวางโจว Fred จึงมีแผนที่ต้องหาคนมาร่วมทีม ทันใดนั้นเขาก็นึกถึง Mimi ขึ้น

The First Impression

เมื่อ Fred พบกับ Mimi ได้พูดคุยหอมปากหอมคอ โดย Fred ได้ถามถึงเรื่องของแม่ Mimi จากนั้น Mimi ก็เรื่องของแม่เธอว่า แม่ของเธอเริ่มต้นกับการถ่ายแฟชั่นซึ่งไม่ได้รับความสนใจมาก่อนในจีน แต่ปัจจุบัน Mimi คิดว่าชนชั้นกลางรุ่นใหม่ให้ความสนใจด้านแฟชั่นเป็นอย่างมาก Fred เห็นด้วยกับที่ Mimi พูดและเสริมว่าคนรุ่นใหม่ของประเทศจีนไม่น่าจะรับกับสินค้าหรูหราได้รวดเร็ว Mimi จึงตอบกลับเพิ่มว่า ถ้าสมมุติมองดูที่ผิวเผินของคนจีนจะเป็นประเทศที่พูดถึงแต่เรื่องเงิน แต่หากลองพูดคุยกับผู้บริหารบริษัทสูงในเมืองใหญ่ๆ จะค้นพบว่าบทสนทนาเกือบทั้งหมดเกี่ยวข้องกับหลักปรัชญาขงจื้อ คือการสร้างสมดุลระหว่างการยึดวัตถุนิยมกับเรื่องของจิตใจเข้าด้วยกัน ซึ่งโดยปกติประเทศจีนจะยึดวัตถุนิยมเป็นหลัก ดังนั้น Fred ควรจะเตรียมรับมือในเรื่องนี้ ตัว Mimi เองก็อยากเป็นส่วนหนึ่งของ บ.Hathaway Jones และหวังจะเป็นผู้นำ บ.เข้ามาบุกเบิกนานกิงของเซี่ยงไฮ้สถานที่ที่เปรียบดั่งย่าน Fifth avenue
Mimi เผยความคิดของเธอว่า จะทำให้ร้านนี้เป็นมากกว่าภาพลักษณ์และการรับรู้แบรนด์ซึ่งเป็นความเพ้อฝันของผู้หญิงและจะสร้างความฝันที่ทุกคนยอมตายเพื่อมันได้โดยอิงจากต้นแบบของจีนโบราณในการสร้างแบรนด์ เป็นสิ่งที่ Fred ได้ยินแล้วสนใจและอยากร่วมงานกับ Mimi เป็นอย่างมาก

Page Nine News

ประธานฝ่ายทรัพยากรบุคคลซึ่งทำงานมายาวนานใน บ.Hathaway Jones ชื่อ “Virginia Flanders” ลองสืบค้นข่าวของ Mimi ในอินเทอร์เน็ตดูว่าเป็นคนเช่นไร กลับพบว่า Mimi เป็นถึงหัวหน้ากลุ่มประท้วงต่อต้านองค์กรการค้าโลก พอเขาค้นหาโดยใช้คีย์เวิร์ดต่อก็พบว่าสิ่งดังกล่าวมันไม่ใช่เป็นแค่การกระทำหรือแสดงออกที่ท้าทาย เพราะพบภาพของเธอกำลังนั่งประท้วงอยู่หน้ากงศุลจีนในซานฟรานซิสโก ในเรื่องการปฏิบัติของประเทศจีนต่อสื่อมวลชน เมื่อเห็นดังกล่าว Virginia จึงคิดว่าต้องนำข่าวไปบอก Fred ให้เร็วที่สุด

Ex-post Facebook

เมื่อ Virginia นำเรื่องดังกล่าวไปบอก Fred และบอกว่าสิ่งนี้จะกลายเป็นผลเสียมาสู่บริษัท Fred จึงนำเรื่องนี้ไปคิดว่าและรู้ว่ามันเป็นสิ่งสำคัญจริงๆ แต่พอ Fred มองอีกมุมว่าถ้าปล่อยคนอย่าง Mimi ไปอยู่กับบ.คู่แข่งจะกลายเป็นเรื่องที่เสียหายทันที

The Decision Point

Fred เอาเรื่องนี้ไปปรึกษา Martha ผู้เป็นภรรยาแล้วบอกว่า สิ่งเลวร้ายของทุกคนอยู่บนอินเทอร์เน็ต คนรุ่นใหม่น้อยคนมากที่จะเข้ามาสมัครงานกับเขาโดยที่ไม่มีอะไรอยู่บนอินเทอร์เน็ตเลย ทุกคนควรจะต้องรู้จักให้อภัยกันมากขึ้น หลังจากนั้น Martha ก็พูดเปรียบการโพสท์บนอินเทอร์เน็ตเสมือนกับรอยสักที่ไม่มีวันจางหาย ไม่ช้าก็เร็วคนอื่นก็จะมาขุดคุ้ยข้อมูลเหล่านี้ ซึ่งถ้ามันเกิดอย่างนั้นกับกรณีของ Mimi จริงๆ การบุกเบิกตลาดจีนของบ.เขาจะพังลงทันที อย่างรก็ดี Fred ก็ถามกลับ Martha ว่าในเมื่อสิ่งที่เขาทำคือการจ้างคนที่ดีที่สุดเพื่อ บ.Hathaway Jones แต่ตอนนี้กลับทำได้เพียงเลือกคนที่ไม่มีประวัติด่างพร้อยเท่านั้นหรือ

SHOULD FRED HIRE MIMI DESPITE HER ONLINE HISTORY? โดย John G. Palfrey, Jr.

นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านกฏหมายชั้นนำชาวสหรัฐฯ มีชื่อเสียงจากความรอบรู้ด้านการการเผยแพร่ของมีเดียต่างๆ ทั้งยังเป็นผู้ให้การสนับสนุนเสรีภาพทางอินเตอร์เน็ทไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนให้มีความโปร่งใสและการรับผิดชอบในโลกออนไลน์เพิ่มมากขึ้นรวมถึงเรื่องรักษาความปลอดภัยด้านเด็ก กล่าวว่า
Fred ควรจ้าง Mimi โดยไม่คำนึงเรื่องในโลกออนไลน์ของเธอ ทำตามสัญชาติญาณของ Fred เอง ถ้าทุกอย่างได้จัดการเรียบร้อยหมดสิ้นโดย Fred ควรคุยกับ Mimi ตรงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะถ้า CEO ต้องการแค่คนที่ไม่มีอะไรด่างพร้อยเข้ามา อาจหมายถึงว่าต้องจ้างคนที่ไม่มีความน่าสนใจ ขาดลูกกล้าบ้าบิ่นหรือทำอะไรไม่อายในกลุ่ม สุดท้ายมันจะกลายเป็นการทำลายความเป็นผู้นำของตัวคุณเอง
ประเด็นของข้อมูลบนโลกออนไลน์ก็สามารถถูกปลอมแปลงหรือบิดเบือนได้ง่าย แต่ถ้าเรื่องเกิดแดงขึ้นมา มันจะกลายเป็นประเด็นและแพร่กระจายออกไปรวดเร็ว เราจึงควรคุยกับผู้สมัครงานให้เรียบร้อยว่าอะไรทีมันเกิดขึ้นจริงๆ และให้ผู้สมัครงานหาหลักฐานมาอ้างด้วย ในปัจจุบันนิสัยคนมักไม่ค่อยคิดก่อนจะโพสอะไรลงในสื่อออนไลน์ และผู้บริหารส่วนใหญ่ที่เป็นพวก “Digital immigrants” ที่ไม่ยุ่งกับของพวกนี้ แต่เหล่าผู้บริหารที่เป็น Baby bloomers จะพยายามทำความเข้าใจกับกลุ่มคนอายุ 20 กว่าว่าพวกเขาชอบโพสเรื่องราวด้านลบเกี่ยวกับตนเองบนโลกออนไลน์ อย่งไรก็ดีถือเป็นเรื่องยากลำบากสำหรับ Digital immigrants ในการฝืนสัญชาติญาณตัวเอง มันคงจะถึงจุดเลวร้ายที่สุดหากพ่อแม่โพสรูปโป๊ของพวกตนแล้วลูกพวกเขามาค้นพบเข้า ก็ต้องพูดทำความเข้าใจกันอีกยาว

SHOULD FRED HIRE MIMI DESPITE HER ONLINE HISTORY? โดย Jeffrey A. Joerres

ประธานและ CEO ของ Manpower Inc.(บ.ให้คำปรึกษาด้านทรัพยากรมนุษย์สัญชาติอเมริกัน) การอุทิศตนให้แก่บ. ทำให้ถูกบันทึกลงในรายชื่อหนึ่งใน CEO ที่ดีที่สุดในสหรัฐฯ 4 ปีซ้อน กล่าวว่า
ให้ความเห็นว่าสื่อ Social Network ทำให้เกิดมุมมองที่หลากหลาย ส่วนใหญ่นายจ้างจะรับคนมาทำงานก็จะมีการเสิร์ชเบื้องต้นเกี่ยวกับพวกเขาโดยใช้ Google ยกตัวอย่างกรณีของ Mimi ที่ถูกพบว่าคุณสมบัติไม่เหมาะกับการทำการตลาดในจีน กอปรกับสิ่งที่เจ้านายเก่าเขียนเกี่ยวกับตัว Mimi ว่าเป็นคนที่ค่อนข้างหัวดื้อ หุนหัน พลันแล่น จนไปถึงอิริยาบถของเธอช่วยท้ายการสนทนากับ Fred ที่เธอได้ขยิบตาให้ แม้โลกตะวันตกอาจไม่ซีเรียสมากนัก แต่ประเด็นคือ Mimi สัมภาษณ์งานตำแหน่งในประเทศจีนซึ่งเป็นประเทศที่มีความเฉพาะ
ตำแหน่งงานซึ่งจะต้องเป็นคนประสานงานดังกล่าวจึงต้องการคนที่สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาลท้องถิ่นในประเทศจีนได้ซึ่งปกติธุรกิจค้าปลีกและบริการต้องคำนึงถึงเรื่องในท้องถิ่นเนื่องจาก

1. การจะเป็นหัวหน้าคนจีนจะต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตน
2. เคารพหัวหน้าเสมือนพ่อแม่หรือญาติ

ส่วนมากคนที่มีทัศนคติการทำงานแบบฝั่งตะวันตกมักจะไม่ค่อยเข้าใจ และ Mimi ก็ไม่มีคุณสมบัติดังกล่าวแม้แต่นิดเดียว
การจ้างคนรุ่นใหม่ซึ่งใช้เวลาหมดไปกับ Social Network จึงต้องตักเตือนให้ระวังเป็นพิเศษกับการแชร์หรือโพส ข้อมูลต่างๆ ในโลกออนไลน์เพราะมันสามารถตามค้นได้ทุกเมื่อ นอกจากนี้อาจจะใช้ Social Network ให้เป็นประโยชน์ต่อตนเองได้โดยเสริมข้อมลความสำเร็จหรือผลงานต่างๆ เหล่านี้เข้าไปในนั้นแทน

SHOULD FRED HIRE MIMI DESPITE HER ONLINE HISTORY? โดย Danah M. Boyd

นักวิชาการด้านสังคมออนไลน์ นักวิจัยของ Microsoft Research สื่อสารมวลชนของมหาวิทยาลัย New York และ อินเตอร์เน็ตและสังคมของ Harvard Berkman Center นอกจากนี้ในปี 2009 เธอยังถูกบันทึกชื่อเป็นหนึ่งในผู้หญิงที่ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งในโลกแห่งเทคโนโลยี กล่าวว่า
Danah เป็นนักเรียนแพทย์ของมหาลัย Berkeley และเป็นที่ปรึกษาบริษัทสื่อสารมวลชน วิจารณ์เรื่องการโพสในอินเทอร์เน็ตว่าเป็นเรื่องที่โง่เขลามากเมื่อกลับมามองในสิ่งที่ตนเองโพสในวัยเด็ก วัยรุ่นปัจจุบันคล้ายกับพยายามค้นหาตัวเองว่าเป็นใคร โดยนำตัวเองเข้าสู่สาธารณะเพื่อดูว่าคนอื่นคิดอย่างไรกับตน และจะพยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและทัศนคติตามบุคคลที่ให้ความเคารพ จนทุกวันนี้การทำให้ผู้คนประทับใจกับตนก็เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการ
คนรุ่นใหม่หลายต่อหลายคนต่างมีเรื่องราวมากมายของตนในสังคมออนไลน์ ถ้า บ.Hathaway Jones อาจทำผิดครั้งใหญ่ถ้าไม่จ้างคนเหล่านี้เพราะพลาดการจ้างคนที่ดีที่สุดในรุ่นนี้ไป แม้ส่วนใหญ่ บ.จะต้องการคนที่ไม่มีมลทินใดๆ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงต้องการคนที่มีความคิดสร้างสรรค์อยู่ กรณีของ Mimi ก็ถือเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์และงานที่ Fred จะจ้างคนไปทำก็จะไม่เหมาะกับพวกยึดติด หรือหัวโบราณ Fred จึงควรเชื่อในสัญชาติญาณของตน Fred ควรจะไปคุยกับ Mimi ในทันทีแล้ววางแผนรับมือเกี่ยวกับประวัติออนไลน์ของเธอ โดยให้ Mimi สร้างหน้า Google ของตนเองขึ้นมาและให้บรรยายความคิดเห็นเธอต่อประเทศจีนในปัจจุบันเพื่อให้เห็นว่าเธอมีความคิดเห็นต่างไปจากในอดีต

SHOULD FRED HIRE MIMI DESPITE HER ONLINE HISTORY? โดย Michael Fertik

นักลงทุนด้านอินเทอร์เน็ตชาวสหรัฐฯ และ CEO ผู้ก่อตั้ง Reputation.com ซึ่งเน้นความสำคัญเกี่ยวกับเรื่อง Online reputation management (บริการรูปแบบใหม่ที่ให้ บ.ต่างๆ สามารถจัดการประวัติของตนเองบนโลกออนไลน์ได้) และความเป็นส่วนตัวบนโลกอินเตอร์เน็ท นอกจากนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานกับ World Economic Forum Global Agenda Council ในเรื่องความปลอดภัยทางอินเตอร์เน็ท และ คณะกรรมการที่ปรึกษาของ Future of Privacy Forum (กลุ่มผู้สนับสนุนด้านความเป็นส่วนตัวของอินเตอร์เน็ท) กล่าวว่า
เป็นเรื่องยากในการพิมพ์สิ่งใดเข้าสู่โลกออนไลน์แล้วจะทำให้เรื่องราวเหล่านั้นหายไป แม้แต่ บ.เองที่ค้นหาและกำจัดข้อมูลที่ไม่ต้องการบนโลกออนไลน์ ก็ไม่สามารถไปลบข้อมูลที่ถูกตีพิมพ์บนหน้านสพ. ได้ และมันก็จะใช้เวลานานมากกว่าจะลบข้อมูลออกจาก Google ได้ ดังนั้น Mimi ควรที่จะบอก Fred ไปว่าเรื่องที่ถูกตีพิมพ์ในนสพ. ตั้งแต่ครั้งแรกของการสนทนากัน Mimi ก็น่าจะฉลาดพอว่าความคิดเห็นต่อประเทศจีนของเธอเป็นแบบไหน และแล้วจะส่งผลกระทบต่องานตัวเองในประเทศจีนอย่างไร หากทราบแต่ทีแรกฝ่าย HR จะได้ควบคุมและรับมือสิ่งต่างๆ ของเธอได้ดีว่านี้ ดังนั้น Mimi น่าจะตีพิมพ์เรื่องราวของโลกาภิวัฒน์ลงบนโฮมเพจที่ตัวเองได้สร้างขึ้น หรือเข้าร่วม Forum ในการสนทนาออนไลน์เกี่ยวกับประเทศจีนและองค์กรการค้าโลก สิ่งที่กล่าวมาจะทำให้ Mimi ในปัจจุบันมีมุมมองด้านการเมืองและสังคมที่หลากหลายและแสดงให้เห็นว่าโลกนี้ซับซ้อนกว่าที่เธอเคยเข้าใจในอดีตอยู่มาก
บทเรียนสำคัญที่ได้จากประสบการณ์ของ Mimi ในแง่ของผู้บริหาร การรับสมัครคนเข้ามาทำงานและในแง่ของตัวผู้สมัครเองคือ จำเป็นจะต้องรู้ว่าในโลกออนไลน์พูดถึงคุณไว้อย่างไร ประวัติชื่อเสียงไม่ใช่แค่สิ่งที่แสดงออกถึงตัวคุณ แต่มันรวมถึงสิ่งที่คนอื่นพูดเกี่ยวกับตัวคุณด้วย


flickr:11558340764


ข้อมูลจาก Truehits โดย ดร.ปิยะ ตัณฑวิเชียร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิค บริษัทศูนย์วิจัยนวัตกรรมอินเทอร์เน็ตไทย จำกัด สถิติข้างต้นจะแสดงให้เห็นว่า Google.com เป็นเว็บไซต์อันดับ 1 ในการใช้เป็นเครื่องมือค้นหาข้อมูล

flickr:11558312575

ปริมาณการใช้ Search Engine ในเดือนมกราคม 2555 มีจำนวน 19.2 ล้านครั้งต่อวัน

โดยพฤติกรรมการออนไลน์นั้นส่งผลให้พฤติกรรมของคนเปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง จากอดีตที่ยังคงไม่เข้าใจสาเหตุของการออนไลน์ แต่ปัจจุบันการค้นหาข้อมูลต่างๆ ที่ต้องการจะทราบก็นิยมใช้เว็บไซต์ Google.com เนื่องจากมีแทบทุกสิ่งที่ราต้องการจะสืบค้น จนเป็นวลีติดปากของคนสหรัฐอเมริกาว่า “I need to google this” หรือ “Let’s Google it” ซึ่งหมายถึงการหาข้อมูลบนอินเตอร์เน็ทก่อนนั่นเอง ถือว่าเป็นหลักฐานที่เห็นถึงความนิยม Google อย่างชัดเจน
นอกจากการค้นหาข้อมูลตัวอักษรเท่านั้น หลายคนยังใช้ Google ในการค้นหาแผนที่ รูปภาพ สถานที่ บุคคลต่างๆ จนถูกนำมาล้อเลียนในการ์ตูนบ่อยครั้ง

flickr:11558445416


flickr:11558443883


เว็บไซต์ของ Google (รวมไปถึงเว็บไซต์อื่นๆ ที่ Google เป็นเจ้าของเช่น Youtube.com) ก็ยังคงเป็นเว็บไซต์ที่มีจำนวนคนเข้ามากที่สุดในประเทศไทย โดยมีจำนวนถึง 9.3 ล้าน visitors ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2012 มีการถูกใช้ถึง 95.7% ของจำนวนประชากรออนไลน์ (ข้อมูลจาก comScore)

flickr:11558343984

การใช้งานอินเทอร์เน็ตยังคงเป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมและมีการใช้งานอย่างแพร่หลายทั่วโลกโดยไม่มีทีท่าว่ากระแสจะลดลงแม้แต่น้อย ซึ่งในวันนี้มีบทความเกี่ยวกับสถิติการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เพื่อแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการใช้งานอินเทอร์เน็ตในอนาคตได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
รูปแบบในการใช้งานอินเทอร์เน็ตในปัจจุบันพบว่าเริ่มมีความหลากหลายและแตกต่างเพิ่มมากขึ้นจากในสมัยก่อน ที่ส่วนใหญ่มักเป็นการใช้งานผ่านคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะเท่านั้น โดยอุปกรณ์ในการใช้งานอินเทอร์เน็ตในยุคนี้สามารถแบ่งได้ออกเป็น 3 ช่องทาง ได้แก่ Laptop โทรศัพท์มือถือ Tablet โดยเฉพาะในประเทศสหรัฐฯ พบว่า มีจำนวนผู้ใช้งานที่มี Laptop เป็นของตัวเองคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 75% ส่วนโทรศัพท์มือถือมีสัดส่วนในการครอบครองรองลงมาอยู่ที่ 53% และ Tablet ที่ 31%
กิจกรรมที่ได้รับความนิยมสูงสุดในกลุ่มผู้ใช้งาน Laptop คือ การใช้งาน E-mail ซึ่งมีสัดส่วนการใช้งานสูงถึง 92% ในขณะที่ช่องทางอื่นอย่างโทรศัพท์มือถือและ Tablet กลับนิยมใช้งาน Search Engine สูงสุดเป็นอันดับ 1 โดยการใช้งานดังกล่าวบนโทรศัพท์มือถือมีสัดส่วนถึง 91% และใช้งานบน Tablet ถึง 88% โดย Search Engine ที่ได้รับความนิยมและครองส่วนแบ่งตลาดมาเป็นอันดับที่ 1 คือ Google ซึ่งครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดอยู่ที่ 67% รองลงมาเป็น Bing 16.5% และ Yahoo 12.1%


เอกสารอ้างอิง

Danah Boyd. (n.d.). Retrieved November 18, 2013, from
http://en.wikipedia.org/wiki/Danah_boyd
Jeffrey A. Joerres. (n.d.). Retrieved November 18, 2013, from
http://en.wikipedia.org/wiki/Jeffrey_A._Joerres
John Palfrey. (n.d.). Retrieved November 18, 2013, from
http://en.wikipedia.org/wiki/John_Palfrey
Michael Fertik. (n.d.). Retrieved November 18, 2013, from
http://en.wikipedia.org/wiki/John_Palfrey
Thailand Internet Statistics 2011 [Chart]. (2011). Retrieved from Truehits.net
website: truehits.net/awards2011/download/truehits-awards2011-14May2012.pdf‎
Top Properties in Thailand by Unique Visitors [Chart]. (2012). Retrieved from comScore Media
Metrix website: www.comscore.com › Insights › Press Releases
Thumbsup. (2013, July 18). พบจำนวนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วโลกเพิ่มสูงถึง 528.1% ภายในระยะ
เวลา 13 ปี [Infographic]. Retrieved from http://thumbsup.in.th/2013/07/infographic-
digitalmarketing-internet/
ปริมาณการใช้ Search Engine [Chart]. (2012). Retrieved from Truehits.net website:
truehits.net/awards2011/download/truehits-awards2011-14May2012.pdf

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License